เตาเส่าก่อจากดิน สารพัดเครื่องมือจากเหล็กสีดำคร่ำครึ ชายหน้าละอ่อนหยอกล้อกับเปลวเพลิงด้วยความกล้า เม็ดเงินแตกสลายละลายราวกับของเหลว ก่อนเขาจะเปลี่ยนสถานะมันให้กลายเป็นของแข็งด้วย ‘ภูมิปัญญา’

“บ้านผมตีเงินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นับตั้งแต่รุ่นพ่อของทวดก็ประมาณร้อยกว่าปีก่อน สมัยยังมีกบฏเงี้ยว พอถึงรุ่นผมก็หลงเหลือเครื่องมือบางส่วน สิ่ว ตราชั่ง แล้วก็ผีครู เป็นหิ้งบูชา แม้เจ้าของตายก็ต้องเลี้ยงสืบต่อกันมา”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมและเครื่องมือตีเงินของบรรพบุรุษ

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“ผมถือเป็นรุ่นที่ห้าของครอบครัว แต่มันขาดช่วง หลังจากรุ่นพ่อของทวดก็ไม่มีคนทำต่อแล้ว ตอนเด็กจะว่าไปก็แทบไม่รู้จักเครื่องเงินโบราณ ได้ยินแต่เรื่องเล่าจากยาย พ่อ แม่ เล่าให้ฟังพ่อของทวดทำเครื่องเงินเครื่องทอง”

ช่างเมืองแพร่จะตีเงินเป็นสลุง (ขัน) ขันแอว (พาน) ตลับ เชี่ยนหมาก ช่างที่นี่ไม่นิยมทำเครื่องประดับ

“ช่างเงินช่างทองส่วนใหญ่อยู่ในเขตกำแพงเมืองแพร่ ผมสันนิษฐานว่าเขาอาจเป็นกลุ่มเชลยที่โดนกวาดต้อนมา ช่างฝีมือเลยต้องอยู่ใกล้กับเจ้านายในเขตเมือง ซึ่งแพร่มีชุมชนพระนอนที่ตีเงินมาแต่โบราณ คล้ายกับชุมชนวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ ตอนยุคเครื่องเงินรุ่งเรือง ช่างพระนอนจะถูกร้านทองว่าจ้างให้ตีเครื่องเงินส่งไปขาย

“ผมฟังก็เกิดความสนใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” คนหนุ่มส่งยิ้มพร้อมแววตาเป็นประกาย

ใครจะรู้ว่าเด็กชายคนนี้จะกลายเป็น ทายาท ‘สล่าตีเงิน’ คนสุดท้ายของเมืองแพร่

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

ชีวิตปีที่ 15 ของภัทรพงศ์เริ่มต้นด้วยการขวนขวายตามหาช่างฝีมือยุคเก๋าในชุมชนพระนอน ชุมชนเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อลือนามด้านหัตถกรรมเครื่องเงินของแพร่ เขาหอบความสงสัยเต็มกระเป๋าไปหา ‘สล่าตีเงิน’ ระดับเซียน

เครื่องมือเคียงข้างครูช่างมีทั้งค้อนสารพัดขนาด ทั่ง เต่าเส่า (เตาหลอม) แปรงทองเหลือง น้ำมะขาม น้ำกรดกำมะถัน มะซัก (ประคำดีควาย สำหรับขัดเครื่องเงิน เอาไปเผาไฟแล้วทุบใส่น้ำ ขัดแล้วสะอาด นวลมือ) 

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“อยากทำเหรอ ถ้าอยากทำก็ไปซื้อเงินมา” สล่าวัย 70 บอกเด็กหนุ่ม

หัวใจเต้นตุบๆ หลังตอบรับข้อเสนอ เด็กหนุ่มเดินดุ่มเขาร้านทองในเมือง เขาเปลี่ยนความสนใจใคร่รู้เป็นเม็ดเงินน้ำหนัก 10 บาท สมัยนั้นเงินบาทละ 230 ภัทรพงศ์กลับมาหาสล่าพร้อมเรียนวิชาตีเงินเป็นสลุง

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“ทีแรกแกให้นั่งดูก่อน สังเกตการณ์ว่าหลอมเงินยังไง ลงค้อนแบบไหน” ตาจ้อง-มือจด (อดีต) เด็ก 15 อธิบายขั้นตอนพอสังเขปให้ฟังว่า “ต้องรู้ก่อนว่าต้องการขันขนาดเท่าไหร่ แล้วเอาเงินมาชั่ง ถ้าขันสี่นิ้วต้องใช้เงินน้ำหนักห้าบาท ถ้าใส่เงินน้อยเกินไปขันจะบาง จากนั้นเอาเม็ดเงินใส่เบ้าหลอม โบราณจะไม่หลอมด้วยน้ำมัน แต่ใช้น้ำร้อนเทราดลงบนเงินที่ละลายแล้ว รอจนเงินถึงจุดเดือด พอครบจุดเดือดเงินจะกลายเป็นก้อนคล้ายขนมครก”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี
ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

ภัทรพงศ์จดสูตรคำนวณน้ำหนักเงินตามฉบับโบราณจากครูช่าง และแนะว่าวิธีการราดน้ำมันลงบนเงินที่ละลายแล้วเป็นเทคนิคนำเข้าจากช่างฝีมือประเทศจีน ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน แต่การใช้น้ำมันจะทำให้เกิดเขม่าควัน

“เอาเงินก้อนมาตีแผ่เป็นแผ่นกลมกว้างตามต้องการ แล้วใช้ค้อนตีให้ตั้งขึ้น เคาะจนกลายเป็นทรงขัน ได้ทรงแล้วก็ตอกลายด้วยการดุนลายจากข้างในให้นูนออกไปข้างนอก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เครื่องเงินทางเหนือ พอลายนูนได้รูป ก็หล่อขี้ชันลงขันให้เต็ม สลักลายข้างนอกเพิ่มความชัดเจน สุดท้ายเผาขี้ชันออก แล้วขัดล้างให้สะอาด”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี
ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

สลุงเงินกว้าง 5 นิ้วหน้าตาบิดเพี้ยนจากต้นฉบับ เป็นผลจากความเพียรครั้งแรกของหนุ่มอายุ 15

“พอลองทำดูก็เกิดความชอบ แปลกใจเหมือนกัน คนอื่นเขาไม่เอาแล้ว แต่ผมรู้สึกผูกพัน หัวไปเร็ว ทำแล้วไม่ติดขัด ทำแล้วมีความสุข ไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย ทำจนไม่มีคำว่าไม่อยากทำแล้ว มันฝังใจมาตลอดว่าผมต้องทำสิ่งนี้”

ชะตาลิขิตให้เด็กหนุ่มปิดผนึกความชอบเอาไว้ในใจ และมุ่งหน้าหาประสบการณ์ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

ภัทรพงศ์เลือกเรียนสาขาวัฒนธรรมศึกษา แขนงวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งข้องเกี่ยวกับความสนใจวัยเด็กที่เขาย้อนให้ฟังว่า ชอบเดินดูงานศิลปะตามวัดและชอบสะสมของเก่า

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

หลังเรียนจบ ชายหนุ่มตามรุ่นพี่ไปทำงานเป็นช่างอนุรักษ์งานจิตรกรรมและปิดทองพระที่จังหวัดน่าน ระหว่างทำงานเขาหยิบความชอบสมัย 15 มาเปิดผนึก กลับบ้านเกิดมาอบรมเกี่ยวกับหัตถกรรมเครื่องเงินที่ ป้าไพศรี ไพจิต ประธานกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินชุมชนพระนอนจัดขึ้นตามโครงการของเทศบาล โดยเรียกรวมพลสล่าชั้นครูมาเป็นวิทยากร จนภัทรพงศ์ป๊ะกับพ่อครูเริง สล่าตีเงินชาวแพร่ที่ย้ายถิ่นฐานไปตีเงินและสร้างครอบครัวที่จังหวัดน่าน

“พ่อครูเริงเป็นช่างจากชุมชนพระนอน ยุคก่อนช่างเมืองแพร่ขึ้นไปตีเงินที่เมืองน่านเยอะ เป็นคาราวานเลย สมัยนั้นแกเป็นช่างเมืองแพร่คนเดียวที่เหลืออยู่ในน่าน ซึ่งน่านก็มีชุมชนประตูปล่องที่ทำเครื่องเงินด้วยเหมือนกัน 

“หลังจากอบรม ผมตามไปเรียนกับพ่อครูอยู่หนึ่งอาทิตย์ แกสอนวิธีตีให้ ถ้าตลับหมากตีแบบนี้ ขึ้นแบบนี้ แล้วผมก็เอามาลองตีเองที่บ้าน ฝึกเองทั้งหมด ไม่รู้อันไหนก็โทรไปถามแก ระหว่างทำงานที่น่านผมก็แวะหาแกตลอด 

“ตอนนั้นพ่อครูอายุเกือบเก้าสิบ แกบอกว่าพ่อจะหยุดทำแล้วนะ แก่แล้ว ถ้าอยากได้เครื่องมือก็มาเอา แกยกให้ ซึ่งเครื่องมือเป็นพวกค้อน ทั่ง ที่แกใช้มาเนิ่นนาน วันนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมกลับบ้านมาตีเงินเป็นอาชีพ” 

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

คนหนุ่มวัย 24 ตัดเส้นทางใหม่ที่ตนรัก กลับบ้านเกิดมาเป็น ‘สล่าตีเงิน’ เริ่มต้นจากตีเงินขึ้นรูปตามสั่งส่งให้กับกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินชุมชนพระนอน ภายหลังกลุ่มหัตถกรรมฯ ปิดตัวลง ภัทรพงศ์จึงเปลี่ยนบ้านเป็นสตูดิโอ

“การตีขึ้นรูปส่งให้ป้าศรี ทำให้ผมได้ฝึกฝนจนชำนาญ ถ้าไม่ได้ทำให้กลุ่มพระนอนผม ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ฝึกฝีมือจากที่ไหน ตอนหลังผมทำตามออเดอร์ ทำที่บ้าน ไม่มีหน้าร้าน จะช้าหน่อยเพราะทำเองทุกขั้นตอน

“สมัยโบราณเขาทำกันคนละขั้นตอน ช่างตีหนึ่งคน ช่างขึ้นรูปหนึ่งคน ช่างตอกลายหนึ่งคน คนขัดล้างหนึ่งคน จะไม่จบทุกขั้นตอนในคนเดียวเหมือนผม ยุคนั้นบางทีผู้หญิงก็ช่วยตอกลาย ผู้ชายตีขึ้นรูป เพราะต้องออกแรงเยอะ 

“การคำนวณสัดส่วนก็สำคัญ โดยเฉพาะพาน ประกอบด้วยสี่ส่วน ใบ ตุ้ม เอว ตีนขัน สมมติผมมีเม็ดเงินสี่สิบบาท จะทำพานกว้างประมาณสิบนิ้วครึ่ง ผมต้องเอาเงินมาแบ่งและคำนวณว่าแต่ละส่วนต้องใช้น้ำหนักเท่าไหร่ ตุ้มเท่านี้ เอวเท่านี้ ตีนเท่านี้ เพื่อให้พานสมดุลกัน บางครั้งผมก็เอาของเก่าโบราณมาชั่งแล้วตัดทอนหาน้ำหนักเอาเอง”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

เหมือนเป็นของแถม ผลจากการลงเรียนสาขากึ่งโบราณคดี ช่วยเติมเต็มความรู้และความเข้าใจด้านศิลปะ เขาเลยถนัดแกะลวดลายเครื่องเงินยุคเก่า แล้วเล่าอย่างคล่องปร๋อว่าศิลปะแบบนี้ อยู่ยุคนั้น สลักแบบนั้น อยู่ยุคนี้

“การเรียนมันส่งเสริมกับสิ่งที่ผมทำ ผมแบ่งยุค แบ่งอารมณ์ ของเครื่องเงินเครื่องทองได้ ยุคสมัยใหม่ ยุคสมัยเก่า ยุคล้านนา ล่าสุดก็ตามอ่านหนังสือเครื่องทองกรุวัดราชบูรณะ อยากศึกษาเครื่องทองสมัยอยุธยา” สล่าเล่า

เมื่อนักสงสัยเกิดคำถาม จึงโยนความฉงนใส่ผู้รู้จริงว่า ลวดลายบนขัน กระบวย พาน หน้าตาเป็นแบบไหน

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“เครื่องเงินทางเหนือส่วนใหญ่ใช้ลายดอกกระถิน ดอกกลมๆ เกสรผ่าออกเป็นตาราง บางคนก็ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแพร่ แต่น่าน ลำปาง เชียงใหม่ ก็ใช้ลายนี้เหมือนกัน ผมมองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมกันมากกว่า ซึ่งรายละเอียดก็แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ถ้ามาจากเมืองแพร่ดอกถินจะใหญ่ๆ ลำปางจะดอกพิสดารขึ้นหน่อย

“ส่วนของผมจะประยุกต์ลายโบราณใส่เข้าไปด้วย ตอนนี้กระแสงานโบราณกำลังมา ยิ่งทำได้อารมณ์โบราณ ทรวดทรงชัด ลวดลายอ่อนช้อย คนยิ่งชอบ ลายโบราณที่เห็นบ่อยก็มีลายสิบสองราศี ลายเงาะ (จั๊กจั่น) ม้วนเป็นก้นหอย ลายโขงกาบบัว ลายนี้บางทีช่างก็ใส่ลายดอกกระถินหรือลายสิบสองราศีเข้าไปด้วย แล้วแต่เอกลักษณ์ของช่างแต่ละคนว่ามีความวิจิตร ความละเอียดมากแค่ไหน ถ้าคนเล่นเครื่องเงินจะรู้เลยทันทีว่ามาจากที่ไหน”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี
ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

สล่าวัยหนุ่มคนนี้เทียบการออกแบบลายของสล่ารุ่นครูให้เราฟังว่า ก่อนจะวาดลาย ช่างยุคเก๋าจะใช้ตอกเส้นยาวมาวนขดในสลุง แล้วก็หยิบออกมาหักครึ่งเพื่อแบ่งห้อง (ระยะห่างของลาย) จึงทำให้ลายหรือดอกแต่ละฝั่งเท่าเสมอกัน ปัจจุบันภัทรพงศ์มีตัวช่วยเป็นวงเวียนสำหรับวัดองศา บางทีเขาก็ออกแบบลายลงกระดาษก่อนดุนลายจริง

ช่างคนสุดท้ายที่สืบทอดกรรมวิธีฉบับโบราณต้องใช้เวลานานร่วมเดือน บางคราเดือนครึ่ง เพื่อผลิตสลุง ขันแอว เชี่ยนหมาก ตลับ ฯลฯ ตามออเดอร์ มีทั้งคนชื่นชอบเครื่องเงิน นักสะสม และพระ ที่เป็นลูกค้าหลักของเขา

เม็ดเงินที่สล่าคนนี้นำมาใช้มาจาก 2 แหล่งในประเทศไทย หนึ่ง ชุมชนบ้านโป่งสี ชุมชนค้าของเก่าแห่งเมืองแพร่ ชาวบ้านตะเวนทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว กว้านซื้อเครื่องเงินเก่า เครื่องประดับเงินชำรุด มาสกัดด้วยกรด แยกทองแดง แยกเงิน ให้เป็นเงินร้อย (เงินที่พร้อมเอามาตี)

สอง สั่งจากร้านทองในกรุงเทพฯ ซึ่งแบ่งเป็นเงินนอกกับเงินใน เงินในเป็นเงินที่มีขั้นตอนเหมือนกับเงินจากชุมชนบ้านโป่งสี ส่วนเงินนอก เป็นเงินที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“เงินในถ้าสกัดดี ก็คุณภาพดีเทียบเท่าเงินนอก ผมต้องหาคนขายที่ไว้ใจกันได้ ซึ่งโบราณเรียกเงินดีว่าเงินเขียว มีวิธีแยกเงินแท้กับไม่แท้ด้วยการหยอดน้ำกรด ถ้ามีเปอร์เซ็นต์เงินอยู่หกสิบ ก็ถือว่าเป็นเงินดี ปัจจุบันมีเนื้อเงินแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นเงินดีเหมือนกัน ถ้าเงินร้อยเปอร์เซ็นต์เอามาทำไม่ได้ เนื้ออ่อนเกินไป”

หากอยากสั่งสลุง ขันแอว ตลับ ฯลฯ ภัทรพงศ์ก็มีหลักการคิดราคาตามน้ำหนักเงิน หากอยากได้จอกจิ๋วขนาด 3 นิ้ว สนนราคาเริ่มต้น 2,400 บาท เพราะต้องใช้เงินทั้งหมด 3 บาท (เงินบาทละ 800 – 900 บาท)

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

หากจะว่ากันตามตรงด้วยความสัตย์จริง ช่างตีเงินแห่งเมืองแพร่ลดน้อยถอยลงทุกทีนับจากยุครุ่งเรือง ไหนจะการเข้ามาของวัสดุทดแทน บวกกับตัวเลือก ‘อาชีพ’ ที่มีมากขึ้น ทำให้อาชีพ ‘สล่าตีเงิน’ นอนก้นอยู่ท้ายตาราง 

“เหลือผมคนเดียวแล้วครับ” 

คำตอบของภัทรพงศ์-ทายาทสล่าตีเงินคนสุดท้ายของเมืองแพร่อธิบายสถานการณ์ตอนนี้ได้ดีที่สุด

“คนเดียว” เขาย้ำและนิ่งคิด “วันหน้าใครจะมาสืบจากผม เป็นคำถามที่ผมเคยคิด ถ้าตอนนั้นผมไม่ตัดสินใจขอเครื่องมือจากพ่อครู ภูมิปัญญานี้คงหายจากแพร่เหมือนกัน สำคัญนะครับ สิ่งนี้ทำให้ผมรู้จักตัวตนและรากเหง้าของตัวเอง การตีเงินเป็นศาสตร์และศิลป์ที่คนโบราณส่งต่อกันมา กว่าจะได้มาซึ่งขั้นตอนวิธีการ กว่าจะตกผลึกมาถึงรุ่นผม มันผ่านกระบวนการและการทดลองมาเยอะมาก ซึ่งคนในชุมชนเองก็รู้สึกภูมิใจที่มันยังไม่สูญหาย

“ใจผมอยากให้มีคนสืบทอด จะเป็นคนรุ่นใหม่หรือใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในหมู่บ้าน ผมยินดีถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ให้เขา ขออย่างเดียวอย่าบังคับเขามาเรียน ขอแค่สนใจและรักมันจากใจจริงเหมือนผมก็พอ”

เมื่อเปลวเพลิงสีแดงอ่อนกำลังใกล้มอดมิดดำมืด ทว่าแสงสว่างสีเงินแวววับปลุกฟื้นชีพขึ้นมาอีกครั้ง

ขอบคุณที่ยังต่อลมหายใจให้ภูมิปัญญา-สล่าตีเงิน

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ศุภกร ยอดเมือง

จบสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มช. เป็นช่างภาพอิสระตั้งแต่เรียนจนปัจจุบัน เคยช่วยกิจการที่บ้าน เป็นช่างภาพแมกกาซีน ตอนนี้ทำร้านกาแฟกับโรงแรมเล็กๆ ที่แพร่ชื่อ Hug Inn Phrae และกำลังสนุกกับการเป็นพ่อลูกสอง

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 มิถุนายน 2565
751

ก่อนหน้าที่จะได้รับปริญญาเอก เธอเรียนจบเพียงชั้นป. 4 

เรื่องของ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ ไม่ใช่ข่าวที่ทุกคนเคยเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะ หากแต่เล่าถึงดอกเตอร์หญิงวัยย่างเข้า 72 ปี เธอได้ปริญญาชีวิตจากการเป็นหมอลำมาหลายต่อหลายเวที แต่ยังไม่เคยได้ใบปริญญาจริง ๆ จนกระทั่งจุดพลิกผันของชีวิต

เธอเลือกลงจากฮ้านหมอลำ เข้าสู่การเป็น ‘คนชั้นครู’ ในระดับมหาวิทยาลัย นั่นทำให้หมอลำพื้นซึ่งจางหายไปตามเสียงวิทยุ กลับมามีชีวิตและหวนสู่อ้อมอกของพี่น้องชาวขอนแก่นอีกครั้ง

เราขอชวนทำความเข้าใจคำสองคำในเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ คำว่า หมอ หมายถึง ผู้มีความชำนาญ ส่วน ลำ หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ นำมารวมกันเป็นคำว่า ‘หมอลำ’ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องด้วยทำนองเพลง รากมาจากประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย

ส่วนอีกคำหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ลำพื้น หรือ ลำเรื่อง เป็นลำทำนองยาว มีการเอื้อนเสียง ลำมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับประวัติต่าง ๆ เน้นสอนศีลธรรม การลำพื้นพัฒนาจากการเล่านิทานพื้นบ้าน ผู้เล่านั่งกลาง ผู้ฟังนั่งล้อมวง ต่อมารับอิทธิพลจากลิเก ทำให้เพิ่มจำนวนของผู้แสดงให้ครบตามจำนวนตัวละครในเรื่อง จากที่เคยใช้ผ้าขาวม้าเป็นตัวแสดงแทน ก็มีดนตรี แสง สี เสียง จนเรียกว่า ลำเรื่อง นั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

ลูกหล้าวันดี

65 ปีที่แล้ว ในวันที่เด็กหญิงวันดีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น เธอได้ยินเสียงกลอนลำจากบั้งลำหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง วันนั้นเธอรู้ทันทีว่าเธอรักในการฟังลำพื้นเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านเข้าแล้ว เธอเริ่มท่องจำเนื้อเรื่อง นางประกายแก้ว เป็นเรื่องแรก ถ้าเทียบสมัยนี้เธอคงไม่พ้นตำแหน่งแรปเปอร์สาวของชั้นเรียน 

“อายุ 7 ปี คือมักแล้ว ได้ยินเขาเปิดหมอลำแผ่นเสียงใส่บั้งลำ ในงานโฮมบุญ มักเลย!” 

แกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงวัยชราว่าไปเล่นงานวัดตามประสาเด็ก ยามได้ยินเสียงเขาเปิดเพลงหมอลำก็อาศัยจำเอา ไม่นานนักชีวิตที่กำลังสดใสก็ชะงัก วันดีต้องย้ายออกจากบ้านเกิดของตนไปเป็นบุตรบุญธรรมของญาติฝ่ายแม่ ด้วยปัญหาทางการเงินของครอบครัวที่มีบุตรถึง 10 คน 

แต่ไม่ว่าพบมรสุมใด เธอก็ยังปักใจชอบเสียงแคน 

“ชวนเพื่อนตั้งวงหมอลำ ผู้ใด๋คุยได้ก็เอา คุยบ่ได้ก็บ่คุยนำ เขามาเล่นที่งานวัดก็จำเรื่องเอาไว้ เรื่อง นางประกายแก้ว เพื่อนก็จำ แล้วก็มาเล่นด้วยกันตามประสาเด็ก” อายุ 8 ขวบเธอตั้งวงหมอลำโดยรวบรวมเพื่อนกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน ยามว่างมักหัดร้องกลอนลำที่จดจำมาจากงานวัดและแผ่นเสียง 

นี่นับว่าเป็นก้าวแรกของชีวิตหมอลำ

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหม่

พ.ศ. 2510 หลังจากที่ได้เป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ปลาบู่ทอง จากการเป็นศิษย์ของ พ่ออินตา บุตรทา ผู้ริเริ่มหมอลำพื้น ไม่ว่าจะเป็นคณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ หรือประถมบันเทิงศิลป์ ผู้ก่อตั้งคณะล้วนเป็นลูกศิษย์ของพ่ออินตา บุตรทา ทั้งนั้น ซึ่งพัฒนาจากหมอลำพื้น มาเป็นหมอลำอย่างที่เห็นทุกวันนี้ 

“ยุคนั้นบ่รุ่งเรืองดอก แต่ยุคนั้นเขาเอิ้นว่าเป็นมหรสพสมโภชน์ ให้งานนั้นมันสมบูรณ์ คั่นผู้ใด๋ทรงฐานะดีเพิ่นก็จ้างแพง จ้างคณะที่เพิ่นมัก” การที่หมอลำถูกจ้างให้ไปแสดงงานต่าง ๆ คล้ายกับวงดนตรีรับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีการเข้าไปสู่ตลาดใหญ่เหมือนทุกวันนี้ การเป็นศิลปินหมอลำในสมัยก่อนจึงแตกต่างกับการเป็นศิลปินหมอลำสมัยนี้ ที่พ่วงความเป็นดาราหรือคนของประชาชนเข้าไปด้วย 

“ศิลปินนี่บ่มีสมบูรณ์ ครูบาเพิ่นสอนว่า ‘ศิลปินบ่เคยมีสิ้นสุดกับการค้นคว้า’ แต่งานเฮาเบิ่งว่าเจ้าภาพเพิ่นจ้างหลายคือสิแม่นเฮาสมบูรณ์” ยุคที่แม่วันดีพร้อมทำการแสดงอย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ ไม่มี 

ไม่มี หมายถึง ไม่ได้ทำตนเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสมบูรณ์ หากต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือเรื่องการรักษาเส้นเสียง ฝึกซ้อมลำ ค้นคว้าเนื้อเรื่องใหม่ ๆ ส่วนช่วงที่สมบูรณ์รุ่งเรืองจริง ๆ ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เจ้าภาพจะจ้าง ถ้าจ้างน้อยก็สมบูรณ์น้อย จ้างมากก็สมบูรณ์มาก 

“พ่อใหญ่ธรรมขันธ์โอสถ พ่อแกมีห้องอัด ก็ไปขอห้องอัดเพิ่น อัดแล้วส่งไปให้วิทยุ โทรทัศน์ไม่มี มีแต่วิทยุ กระแสอยู่กับวิทยุ เฮาได้ออกอากาศเวลาคนฟังบ่ คนมีเวลาฟังยามกินข้าวแลง ประมาณหนึ่งทุ่มคนพากันเปิดวิทยุฟังลำ คณะแม่นี่ส่งวิทยุไป เขาว่าคณะนี้มีแต่เสียงดี ๆ” หมอลำวัย 72 เล่า

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

เมื่อเริ่มมีวิทยุ แม่วันดีก็เริ่มจับทางที่จะทำให้คณะตนเองโด่งดังมากขึ้นได้ โดยการส่งเพลงลำให้ผู้ดำเนินรายการวิทยุเปิดช่วงทานข้าวเย็น ด้วยเหตุผลว่า นั่นเป็นเวลาที่คนเปิดฟังมากที่สุด

“แม่ยกนี่ หมู่แม่บ่เอิ้นว่าแม่ยก เอิ้นแม่ฮัก คั่นไปลำแล้วเพิ่นมักเฮาหลาย เพิ่นก็ผูกข้อต่อแขน ผูกเอาเป็นลูก บ่ได้ออกจากบ้านเพิ่นง่ายเด้ คั่นสูว่าจ้างได้ไผ จ้างได้อีนั่นบักนั่น เลาทำผ้าโสร่งไหมไว้แต่ต้อน ทำซิ่นไหมไว้แต่ให้ แล้วก็ผูกเอาเป็นลูก บาดนี้คั่นว่าลูกสาวข่อยก็ชื่อคือเจ้า ผูกเป็นเสี่ยวลูกสาวลูกชายจังซี่แหม เลาอายุได้ 80 ปีแล้ว บ่ได้ฮักแบบหนุ่มสาว ฮักแบบพ่อฮัก” เธอกล่าวถึงความผูกพันระหว่างตนเองกับพ่อฮักแม่ฮัก สมัยนี้เรียกว่าพ่อยก แม่ยก แฟนคลับ หรือด้อม ที่ผูกพันยาวนานเหมือนญาติพี่น้อง

แม่วันดีมีชื่อเสียงทางด้านหมอลำในภาคอีสานมากขึ้นภายใต้ชื่อ ‘หมอลำอุดมศิลป์’ 

เมื่อได้แสดงเป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ขูลู – นางอั้ว แม่วันดีจึงตัดสินใจแยกตัวออกจากคณะสามัคคีรุ่งนคร มาตั้งคณะหมอลำอุดมศิลป์ของตัวเองในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 

ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการหมอลำทำนองแก้วแก่นหล้า หรือทำนองขอนแก่นนั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหญ่

‘ทำไมถึงมาเป็นครูสอนหมอลำ’ 

คำถามนี้สื่อทุกสำนักต้องเอ่ยปากถามแม่วันดี เจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ โดยไม่รู้เลยว่าคำตอบนั้นแฝงไปด้วยเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด 

“ไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้เบิด” แม่วันดีย้ำ “พ.ศ. 2538 บาดนี้ยุคนั้นเด็กน้อยก็เรียนเบิด หางเครื่องก็บ่มี หมอลำก็บ่เกิด เฮ้อ เบิดแท้ ๆ ล่ะหมอลำ เลยเข้าไปหาสอนนำโรงเรียน คือสิได้เด็กน้อยไปลำอยู่หลาย เพราะเด็กน้อยเข้าไปในโรงเรียนกันหมด ผู้ปกครองก็บ่ให้เป็นหมอลำ เขาว่าเต้นกินรำกิน ไม่เป็นที่ยอมรับ ตอนนั้นงานลำคณะเราก็น้อยลง หมดลงเรื่อย ๆ คนนิยมน้อย เฮาเห็นว่าบ่ได้แล้ว เลยเกิดความเสียดาย ความพื้นบ้านหมดแท้ ๆ หมอลำหมดอีหลี” เธอตอบคำถามเรื่องจุดเริ่มต้นการเป็นครู 

พ.ศ. 2538 เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างโทรทัศน์เข้ามาเป็นสื่อกระแสหลักมากขึ้น ความเป็นไทยจากส่วนกลางก็เริ่มเข้ามาสู่ภาคอีสาน ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของคนอีสานเองก็เริ่มเปลี่ยน มหรสพหรือการแสดงเก่า ๆ จึงค่อย ๆ หดหายไปตามกาลเวลา

“ไฟไหม้บ้านเกลี้ยงแม่นแล่น งานลำก็น้อย คนก็บ่นิยมเราแล้ว สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว” เธอเล่าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าบ้านที่ไฟไหม้อยู่ข้างหลังแคร่ที่เธอนั่งแค่เพียงไม่กี่เมตร ชีวิตหมอลำหญิงหัวหน้าคณะในวันที่ไม่เหลือแม้แต่บ้านและสมาชิกในวง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนชีวิตต่อด้วยวิชาชีพเดิม

“มันเบิดนำผู้ฟังดอก อย่าโทษหมอลำ โทษผู้จ่ายเงิน มันกลับมาบ่ได้แล้วล่ะ”

“เพราะผู้ฟังบ่ฟังแล้ว ฟังบ่เป็น เราลำแบบเก่า ๆ ให้ฟัง ก็จะว่าลำหยังบุ แม้กระทั่งลูกเราจบปริญญาโทฯ ‘โอ้ยอย่าว่าจังซี่เถอะแม่ เวียนหัว’ ว่าที่ผู้ฟังพุ้นเพราะลูกเราก็เป็น สิให้หวนกลับ บ่กลับ ถ้าหมดรุ่นนี้แล้วของเก่าก็คือสิบ่ยัง นอกจากนักศึกษาที่ค้นคว้าจะมาดึงขึ้น แต่คนไม่บริโภค เขาก็ลืมไปตั๋วบาดนิ” แม่วันดีเล่าเหตุการณ์และเหตุผลที่หมอลำค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา 

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

ลูกหมอลำยังอยู่

แม่ครูเห็นถึงความสำคัญของหมอลำอันเป็นสิ่งเดียวที่เธอรักมากที่สุด จึงออกเดินทางขอสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ อย่างไม่ลดละ ด้วยหวังว่าหมอลำพื้นจะไม่เลือนหายไปจากขอนแก่น

“ไปขอสอน บางโรงเรียนก็บอกว่าตารางเรียนเต็มแล้ว โรงเรียนที่เคยสอนมีสนามบิน หนองคู วัดกลาง แก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่นวิทยาคม กัลยาณวัตร บ่ให้สอนปีนี้ ปีหน้าไปอีก บ่มีค่าตอบแทน บ่เรียกร้อง สียอดข้าวไปให้เพิ่นกิน ย่านบ่ได้สอน ครูอยากกาแฟร้านไหน ลงรถโดยสารซื้อไปให้เพิ่นกิน เวลาครูไปห้องน้ำ เข้าไปสอนแทรกแค่ 5 นาที เฮ็ดจังซี่จนถึงพ.ศ. 2547” 

แม่ครูหมอลำเล่าถึงความอุตสาหะที่ต้องทุ่มเทเป็นครูอาสากับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อหวังถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กรุ่นใหม่ เธอต้องใส่เสื้อผ้าตามครูคนอื่นในโรงเรียน และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับยุคเพื่อที่จะเข้ากับเด็กวัยต่าง ๆ ได้

“ความสุขที่สุดของการเป็นหมอลำก็คือการได้บรรจุอยู่ในมหาวิทยาลัย คือว่าชีวิตนี้สำเร็จแล้วการที่เกิดเป็นมนุษย์ แม่ว่าบุญหลาย เฮา ป.4 ให้แม่เป็นบุคคลสำคัญ ให้เฮาอยู่จน 70 กว่าปี ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว บ่อึดหมอลำ ตายแล้วก็หลาย ยังก็หลาย เพิ่นก็บ่ฮอดหม่องนี้จักคน แม่ก็เลยคึดว่าชีวิตนี้แม่ถึงแล้ว เป็นชีวิตที่เกิดมาสมบูรณ์ แต่ก็ใฝ่อยู่ อยากเป็นศิลปินแห่งชาติอยู่ (หัวเราะ)” แม่ครูเล่าต่อถึงสมัยเป็นสาว เธอมีแฟนเรียนครู ทางบ้านของแฟนไม่ชอบที่เธอเป็นหมอลำ ไม่ยอมรับอาชีพศิลปิน แต่คำดูถูกผลักดันให้เธออยากเป็นครูด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าหมอลำก็มีความสามารถที่จะเป็นครูได้

“พอมาสอนมหาวิทยาลัย ภูมิใจว่าบ่เบิดแล้วล่ะเนาะ” แม่วันดีเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ขนาดเรียนปริญญาตรี ลูกหลานยังอยากเรียนอยู่ แม่นเขาบ่ได้เต็มร้อยอย่างที่เขาตั้งใจจะมาเรียนสายนี้ ไม่ว่าเขาได้ไปเท่าไหน เขาก็ต้องซึมซับ นี่คือความภูมิใจของพื้นบ้าน” ความฝันของแม่ครูวันดีก็ถูกเติมเต็มผ่านนักศึกษาทั้งปริญญาตรี โท เอก ที่สนใจสืบสานหมอลำพื้นให้ไม่หายไปได้สำเร็จ

“ไม่ใช่อนุรักษ์หมอลำ แต่จริงใจ เว้าอย่างตรง ๆ เลย” แม่วันดีพูดทิ้งท้าย

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

หมอลำจงเจริญ

ไม่ว่าจะเป็นหมอลำพื้น ลำเพลิน ลำเต้ย ลำกลอน ลำพวน ฯลฯ ทุกศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละจังหวัด และมีเอกลักษณ์เพลงลำที่ต่างกันไป ถ้าจะให้ตัดสินว่าหมอลำแบบไหนดีที่สุด หรือดีกว่ากัน คงตัดสินไม่ได้ ทุกศาสตร์มีคุณค่ากับชาวอีสานอย่างเท่าเทียมกัน 

ถึงหมอลำที่เรารู้จักในปัจจุบันจะแตกต่างกับหมอลำเมื่อ 70 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก แต่เป้าหมายเดียวกันของคนฟังทุกยุคทุกสมัยคือความม่วนที่เกิดขึ้นหน่าฮ่าน และสิ่งที่หมอลำทุกคนอยากเห็น ก็คือภาพของคนที่ออกมาม่วน ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขของแฟน ๆ 

นั่นคือสิ่งที่ทำให้หมอลำทุกยุคชื่นใจ เพราะเป็นหน้าที่มอบความสุขของหมอลำ

หมอลำคือจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของคนอีสาน หมอลำรุ่นเยาว์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ฮ้านหมอลำไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะถึงวันที่ขึ้นแสดงได้ ต้องเรียนรู้ว่าหมอลำที่ดีนอกจากเสียงดี มีเสน่ห์ ต้องมีความรอบรู้เรื่องสังคม การเมือง รวมถึงมารยาทอ่อนโยน ต้องอาศัยการฝึกซ้อม มีระเบียบวินัยไม่ต่างจากวิชาชีพอื่น 

หมอลำต้องอยู่คู่กับหมอแคน จึงทำให้การแสดงสมบูรณ์ซาบซึ้งได้ 

อย่างหมอแคนที่เล่นคู่กับแม่วันดีคือ อาจารย์อาทิตย์ กระจ่างศรี จนมีคำกล่าวหนึ่งคือ 

แคนดวงเดียวหมอลำพอฮ้อย หมอแคนคนหนึ่งเป่าแคนกับหมอลำได้นับร้อย’

การเป็นหมอแคนก็ไม่ง่ายไปกว่าหมอลำ หมอแคนต้องหัดเป่าลายแคนพื้นฐานถึง 6 ลาย คือ ลายน้อย ลายเซ ลายใหญ่ ลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย และลายสร้อย เป็นลายแคนที่เลียนจากเสียงของหมอลำ

ถ้าถามว่าเสน่ห์ของหมอลำคืออะไร คนที่ตอบได้มีเพียงผู้ที่ฟังหมอลำเท่านั้น นอกจากความไพเราะและสนุกสนาน เนื้อหาของหมอลำจะให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมของศาสนาพุทธ หลักการครองเรือน รวมถึงนิทานต่าง ๆ เหมือนกับการดูละครที่เมื่อเนื้อตรงกับชีวิตก็จะทำให้ผู้ชมคิดถึงความหลังของตัวเอง จนบางคนน้ำหูน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

จวบจนวันนี้หมอลำที่เคยถูกดูถูกดูแคลน กำลังเฉิดฉายขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีรากฐานที่มั่นคง หากเชื่อมั่นว่าโขนจะไม่มีวันสูญหายไปจากประเทศไทยฉันใด หมอลำก็ไม่มีวันสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนอีสานฉันนั้น

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load