เตาเส่าก่อจากดิน สารพัดเครื่องมือจากเหล็กสีดำคร่ำครึ ชายหน้าละอ่อนหยอกล้อกับเปลวเพลิงด้วยความกล้า เม็ดเงินแตกสลายละลายราวกับของเหลว ก่อนเขาจะเปลี่ยนสถานะมันให้กลายเป็นของแข็งด้วย ‘ภูมิปัญญา’

“บ้านผมตีเงินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นับตั้งแต่รุ่นพ่อของทวดก็ประมาณร้อยกว่าปีก่อน สมัยยังมีกบฏเงี้ยว พอถึงรุ่นผมก็หลงเหลือเครื่องมือบางส่วน สิ่ว ตราชั่ง แล้วก็ผีครู เป็นหิ้งบูชา แม้เจ้าของตายก็ต้องเลี้ยงสืบต่อกันมา”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมและเครื่องมือตีเงินของบรรพบุรุษ

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“ผมถือเป็นรุ่นที่ห้าของครอบครัว แต่มันขาดช่วง หลังจากรุ่นพ่อของทวดก็ไม่มีคนทำต่อแล้ว ตอนเด็กจะว่าไปก็แทบไม่รู้จักเครื่องเงินโบราณ ได้ยินแต่เรื่องเล่าจากยาย พ่อ แม่ เล่าให้ฟังพ่อของทวดทำเครื่องเงินเครื่องทอง”

ช่างเมืองแพร่จะตีเงินเป็นสลุง (ขัน) ขันแอว (พาน) ตลับ เชี่ยนหมาก ช่างที่นี่ไม่นิยมทำเครื่องประดับ

“ช่างเงินช่างทองส่วนใหญ่อยู่ในเขตกำแพงเมืองแพร่ ผมสันนิษฐานว่าเขาอาจเป็นกลุ่มเชลยที่โดนกวาดต้อนมา ช่างฝีมือเลยต้องอยู่ใกล้กับเจ้านายในเขตเมือง ซึ่งแพร่มีชุมชนพระนอนที่ตีเงินมาแต่โบราณ คล้ายกับชุมชนวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ ตอนยุคเครื่องเงินรุ่งเรือง ช่างพระนอนจะถูกร้านทองว่าจ้างให้ตีเครื่องเงินส่งไปขาย

“ผมฟังก็เกิดความสนใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” คนหนุ่มส่งยิ้มพร้อมแววตาเป็นประกาย

ใครจะรู้ว่าเด็กชายคนนี้จะกลายเป็น ทายาท ‘สล่าตีเงิน’ คนสุดท้ายของเมืองแพร่

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

ชีวิตปีที่ 15 ของภัทรพงศ์เริ่มต้นด้วยการขวนขวายตามหาช่างฝีมือยุคเก๋าในชุมชนพระนอน ชุมชนเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อลือนามด้านหัตถกรรมเครื่องเงินของแพร่ เขาหอบความสงสัยเต็มกระเป๋าไปหา ‘สล่าตีเงิน’ ระดับเซียน

เครื่องมือเคียงข้างครูช่างมีทั้งค้อนสารพัดขนาด ทั่ง เต่าเส่า (เตาหลอม) แปรงทองเหลือง น้ำมะขาม น้ำกรดกำมะถัน มะซัก (ประคำดีควาย สำหรับขัดเครื่องเงิน เอาไปเผาไฟแล้วทุบใส่น้ำ ขัดแล้วสะอาด นวลมือ) 

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“อยากทำเหรอ ถ้าอยากทำก็ไปซื้อเงินมา” สล่าวัย 70 บอกเด็กหนุ่ม

หัวใจเต้นตุบๆ หลังตอบรับข้อเสนอ เด็กหนุ่มเดินดุ่มเขาร้านทองในเมือง เขาเปลี่ยนความสนใจใคร่รู้เป็นเม็ดเงินน้ำหนัก 10 บาท สมัยนั้นเงินบาทละ 230 ภัทรพงศ์กลับมาหาสล่าพร้อมเรียนวิชาตีเงินเป็นสลุง

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“ทีแรกแกให้นั่งดูก่อน สังเกตการณ์ว่าหลอมเงินยังไง ลงค้อนแบบไหน” ตาจ้อง-มือจด (อดีต) เด็ก 15 อธิบายขั้นตอนพอสังเขปให้ฟังว่า “ต้องรู้ก่อนว่าต้องการขันขนาดเท่าไหร่ แล้วเอาเงินมาชั่ง ถ้าขันสี่นิ้วต้องใช้เงินน้ำหนักห้าบาท ถ้าใส่เงินน้อยเกินไปขันจะบาง จากนั้นเอาเม็ดเงินใส่เบ้าหลอม โบราณจะไม่หลอมด้วยน้ำมัน แต่ใช้น้ำร้อนเทราดลงบนเงินที่ละลายแล้ว รอจนเงินถึงจุดเดือด พอครบจุดเดือดเงินจะกลายเป็นก้อนคล้ายขนมครก”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี
ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

ภัทรพงศ์จดสูตรคำนวณน้ำหนักเงินตามฉบับโบราณจากครูช่าง และแนะว่าวิธีการราดน้ำมันลงบนเงินที่ละลายแล้วเป็นเทคนิคนำเข้าจากช่างฝีมือประเทศจีน ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน แต่การใช้น้ำมันจะทำให้เกิดเขม่าควัน

“เอาเงินก้อนมาตีแผ่เป็นแผ่นกลมกว้างตามต้องการ แล้วใช้ค้อนตีให้ตั้งขึ้น เคาะจนกลายเป็นทรงขัน ได้ทรงแล้วก็ตอกลายด้วยการดุนลายจากข้างในให้นูนออกไปข้างนอก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เครื่องเงินทางเหนือ พอลายนูนได้รูป ก็หล่อขี้ชันลงขันให้เต็ม สลักลายข้างนอกเพิ่มความชัดเจน สุดท้ายเผาขี้ชันออก แล้วขัดล้างให้สะอาด”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี
ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

สลุงเงินกว้าง 5 นิ้วหน้าตาบิดเพี้ยนจากต้นฉบับ เป็นผลจากความเพียรครั้งแรกของหนุ่มอายุ 15

“พอลองทำดูก็เกิดความชอบ แปลกใจเหมือนกัน คนอื่นเขาไม่เอาแล้ว แต่ผมรู้สึกผูกพัน หัวไปเร็ว ทำแล้วไม่ติดขัด ทำแล้วมีความสุข ไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย ทำจนไม่มีคำว่าไม่อยากทำแล้ว มันฝังใจมาตลอดว่าผมต้องทำสิ่งนี้”

ชะตาลิขิตให้เด็กหนุ่มปิดผนึกความชอบเอาไว้ในใจ และมุ่งหน้าหาประสบการณ์ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

ภัทรพงศ์เลือกเรียนสาขาวัฒนธรรมศึกษา แขนงวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งข้องเกี่ยวกับความสนใจวัยเด็กที่เขาย้อนให้ฟังว่า ชอบเดินดูงานศิลปะตามวัดและชอบสะสมของเก่า

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

หลังเรียนจบ ชายหนุ่มตามรุ่นพี่ไปทำงานเป็นช่างอนุรักษ์งานจิตรกรรมและปิดทองพระที่จังหวัดน่าน ระหว่างทำงานเขาหยิบความชอบสมัย 15 มาเปิดผนึก กลับบ้านเกิดมาอบรมเกี่ยวกับหัตถกรรมเครื่องเงินที่ ป้าไพศรี ไพจิต ประธานกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินชุมชนพระนอนจัดขึ้นตามโครงการของเทศบาล โดยเรียกรวมพลสล่าชั้นครูมาเป็นวิทยากร จนภัทรพงศ์ป๊ะกับพ่อครูเริง สล่าตีเงินชาวแพร่ที่ย้ายถิ่นฐานไปตีเงินและสร้างครอบครัวที่จังหวัดน่าน

“พ่อครูเริงเป็นช่างจากชุมชนพระนอน ยุคก่อนช่างเมืองแพร่ขึ้นไปตีเงินที่เมืองน่านเยอะ เป็นคาราวานเลย สมัยนั้นแกเป็นช่างเมืองแพร่คนเดียวที่เหลืออยู่ในน่าน ซึ่งน่านก็มีชุมชนประตูปล่องที่ทำเครื่องเงินด้วยเหมือนกัน 

“หลังจากอบรม ผมตามไปเรียนกับพ่อครูอยู่หนึ่งอาทิตย์ แกสอนวิธีตีให้ ถ้าตลับหมากตีแบบนี้ ขึ้นแบบนี้ แล้วผมก็เอามาลองตีเองที่บ้าน ฝึกเองทั้งหมด ไม่รู้อันไหนก็โทรไปถามแก ระหว่างทำงานที่น่านผมก็แวะหาแกตลอด 

“ตอนนั้นพ่อครูอายุเกือบเก้าสิบ แกบอกว่าพ่อจะหยุดทำแล้วนะ แก่แล้ว ถ้าอยากได้เครื่องมือก็มาเอา แกยกให้ ซึ่งเครื่องมือเป็นพวกค้อน ทั่ง ที่แกใช้มาเนิ่นนาน วันนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมกลับบ้านมาตีเงินเป็นอาชีพ” 

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

คนหนุ่มวัย 24 ตัดเส้นทางใหม่ที่ตนรัก กลับบ้านเกิดมาเป็น ‘สล่าตีเงิน’ เริ่มต้นจากตีเงินขึ้นรูปตามสั่งส่งให้กับกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินชุมชนพระนอน ภายหลังกลุ่มหัตถกรรมฯ ปิดตัวลง ภัทรพงศ์จึงเปลี่ยนบ้านเป็นสตูดิโอ

“การตีขึ้นรูปส่งให้ป้าศรี ทำให้ผมได้ฝึกฝนจนชำนาญ ถ้าไม่ได้ทำให้กลุ่มพระนอนผม ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ฝึกฝีมือจากที่ไหน ตอนหลังผมทำตามออเดอร์ ทำที่บ้าน ไม่มีหน้าร้าน จะช้าหน่อยเพราะทำเองทุกขั้นตอน

“สมัยโบราณเขาทำกันคนละขั้นตอน ช่างตีหนึ่งคน ช่างขึ้นรูปหนึ่งคน ช่างตอกลายหนึ่งคน คนขัดล้างหนึ่งคน จะไม่จบทุกขั้นตอนในคนเดียวเหมือนผม ยุคนั้นบางทีผู้หญิงก็ช่วยตอกลาย ผู้ชายตีขึ้นรูป เพราะต้องออกแรงเยอะ 

“การคำนวณสัดส่วนก็สำคัญ โดยเฉพาะพาน ประกอบด้วยสี่ส่วน ใบ ตุ้ม เอว ตีนขัน สมมติผมมีเม็ดเงินสี่สิบบาท จะทำพานกว้างประมาณสิบนิ้วครึ่ง ผมต้องเอาเงินมาแบ่งและคำนวณว่าแต่ละส่วนต้องใช้น้ำหนักเท่าไหร่ ตุ้มเท่านี้ เอวเท่านี้ ตีนเท่านี้ เพื่อให้พานสมดุลกัน บางครั้งผมก็เอาของเก่าโบราณมาชั่งแล้วตัดทอนหาน้ำหนักเอาเอง”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

เหมือนเป็นของแถม ผลจากการลงเรียนสาขากึ่งโบราณคดี ช่วยเติมเต็มความรู้และความเข้าใจด้านศิลปะ เขาเลยถนัดแกะลวดลายเครื่องเงินยุคเก่า แล้วเล่าอย่างคล่องปร๋อว่าศิลปะแบบนี้ อยู่ยุคนั้น สลักแบบนั้น อยู่ยุคนี้

“การเรียนมันส่งเสริมกับสิ่งที่ผมทำ ผมแบ่งยุค แบ่งอารมณ์ ของเครื่องเงินเครื่องทองได้ ยุคสมัยใหม่ ยุคสมัยเก่า ยุคล้านนา ล่าสุดก็ตามอ่านหนังสือเครื่องทองกรุวัดราชบูรณะ อยากศึกษาเครื่องทองสมัยอยุธยา” สล่าเล่า

เมื่อนักสงสัยเกิดคำถาม จึงโยนความฉงนใส่ผู้รู้จริงว่า ลวดลายบนขัน กระบวย พาน หน้าตาเป็นแบบไหน

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“เครื่องเงินทางเหนือส่วนใหญ่ใช้ลายดอกกระถิน ดอกกลมๆ เกสรผ่าออกเป็นตาราง บางคนก็ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแพร่ แต่น่าน ลำปาง เชียงใหม่ ก็ใช้ลายนี้เหมือนกัน ผมมองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมกันมากกว่า ซึ่งรายละเอียดก็แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ถ้ามาจากเมืองแพร่ดอกถินจะใหญ่ๆ ลำปางจะดอกพิสดารขึ้นหน่อย

“ส่วนของผมจะประยุกต์ลายโบราณใส่เข้าไปด้วย ตอนนี้กระแสงานโบราณกำลังมา ยิ่งทำได้อารมณ์โบราณ ทรวดทรงชัด ลวดลายอ่อนช้อย คนยิ่งชอบ ลายโบราณที่เห็นบ่อยก็มีลายสิบสองราศี ลายเงาะ (จั๊กจั่น) ม้วนเป็นก้นหอย ลายโขงกาบบัว ลายนี้บางทีช่างก็ใส่ลายดอกกระถินหรือลายสิบสองราศีเข้าไปด้วย แล้วแต่เอกลักษณ์ของช่างแต่ละคนว่ามีความวิจิตร ความละเอียดมากแค่ไหน ถ้าคนเล่นเครื่องเงินจะรู้เลยทันทีว่ามาจากที่ไหน”

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี
ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

สล่าวัยหนุ่มคนนี้เทียบการออกแบบลายของสล่ารุ่นครูให้เราฟังว่า ก่อนจะวาดลาย ช่างยุคเก๋าจะใช้ตอกเส้นยาวมาวนขดในสลุง แล้วก็หยิบออกมาหักครึ่งเพื่อแบ่งห้อง (ระยะห่างของลาย) จึงทำให้ลายหรือดอกแต่ละฝั่งเท่าเสมอกัน ปัจจุบันภัทรพงศ์มีตัวช่วยเป็นวงเวียนสำหรับวัดองศา บางทีเขาก็ออกแบบลายลงกระดาษก่อนดุนลายจริง

ช่างคนสุดท้ายที่สืบทอดกรรมวิธีฉบับโบราณต้องใช้เวลานานร่วมเดือน บางคราเดือนครึ่ง เพื่อผลิตสลุง ขันแอว เชี่ยนหมาก ตลับ ฯลฯ ตามออเดอร์ มีทั้งคนชื่นชอบเครื่องเงิน นักสะสม และพระ ที่เป็นลูกค้าหลักของเขา

เม็ดเงินที่สล่าคนนี้นำมาใช้มาจาก 2 แหล่งในประเทศไทย หนึ่ง ชุมชนบ้านโป่งสี ชุมชนค้าของเก่าแห่งเมืองแพร่ ชาวบ้านตะเวนทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว กว้านซื้อเครื่องเงินเก่า เครื่องประดับเงินชำรุด มาสกัดด้วยกรด แยกทองแดง แยกเงิน ให้เป็นเงินร้อย (เงินที่พร้อมเอามาตี)

สอง สั่งจากร้านทองในกรุงเทพฯ ซึ่งแบ่งเป็นเงินนอกกับเงินใน เงินในเป็นเงินที่มีขั้นตอนเหมือนกับเงินจากชุมชนบ้านโป่งสี ส่วนเงินนอก เป็นเงินที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

“เงินในถ้าสกัดดี ก็คุณภาพดีเทียบเท่าเงินนอก ผมต้องหาคนขายที่ไว้ใจกันได้ ซึ่งโบราณเรียกเงินดีว่าเงินเขียว มีวิธีแยกเงินแท้กับไม่แท้ด้วยการหยอดน้ำกรด ถ้ามีเปอร์เซ็นต์เงินอยู่หกสิบ ก็ถือว่าเป็นเงินดี ปัจจุบันมีเนื้อเงินแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นเงินดีเหมือนกัน ถ้าเงินร้อยเปอร์เซ็นต์เอามาทำไม่ได้ เนื้ออ่อนเกินไป”

หากอยากสั่งสลุง ขันแอว ตลับ ฯลฯ ภัทรพงศ์ก็มีหลักการคิดราคาตามน้ำหนักเงิน หากอยากได้จอกจิ๋วขนาด 3 นิ้ว สนนราคาเริ่มต้น 2,400 บาท เพราะต้องใช้เงินทั้งหมด 3 บาท (เงินบาทละ 800 – 900 บาท)

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

หากจะว่ากันตามตรงด้วยความสัตย์จริง ช่างตีเงินแห่งเมืองแพร่ลดน้อยถอยลงทุกทีนับจากยุครุ่งเรือง ไหนจะการเข้ามาของวัสดุทดแทน บวกกับตัวเลือก ‘อาชีพ’ ที่มีมากขึ้น ทำให้อาชีพ ‘สล่าตีเงิน’ นอนก้นอยู่ท้ายตาราง 

“เหลือผมคนเดียวแล้วครับ” 

คำตอบของภัทรพงศ์-ทายาทสล่าตีเงินคนสุดท้ายของเมืองแพร่อธิบายสถานการณ์ตอนนี้ได้ดีที่สุด

“คนเดียว” เขาย้ำและนิ่งคิด “วันหน้าใครจะมาสืบจากผม เป็นคำถามที่ผมเคยคิด ถ้าตอนนั้นผมไม่ตัดสินใจขอเครื่องมือจากพ่อครู ภูมิปัญญานี้คงหายจากแพร่เหมือนกัน สำคัญนะครับ สิ่งนี้ทำให้ผมรู้จักตัวตนและรากเหง้าของตัวเอง การตีเงินเป็นศาสตร์และศิลป์ที่คนโบราณส่งต่อกันมา กว่าจะได้มาซึ่งขั้นตอนวิธีการ กว่าจะตกผลึกมาถึงรุ่นผม มันผ่านกระบวนการและการทดลองมาเยอะมาก ซึ่งคนในชุมชนเองก็รู้สึกภูมิใจที่มันยังไม่สูญหาย

“ใจผมอยากให้มีคนสืบทอด จะเป็นคนรุ่นใหม่หรือใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในหมู่บ้าน ผมยินดีถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ให้เขา ขออย่างเดียวอย่าบังคับเขามาเรียน ขอแค่สนใจและรักมันจากใจจริงเหมือนผมก็พอ”

เมื่อเปลวเพลิงสีแดงอ่อนกำลังใกล้มอดมิดดำมืด ทว่าแสงสว่างสีเงินแวววับปลุกฟื้นชีพขึ้นมาอีกครั้ง

ขอบคุณที่ยังต่อลมหายใจให้ภูมิปัญญา-สล่าตีเงิน

ภัทรพงศ์ เพาะปลูก ช่างตีขันเงินคนสุดท้ายของจ.แพร่ สืบทอดอาชีพสล่าที่มีมา 100 กว่าปี

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ศุภกร ยอดเมือง

จบสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มช. เป็นช่างภาพอิสระตั้งแต่เรียนจนปัจจุบัน เคยช่วยกิจการที่บ้าน เป็นช่างภาพแมกกาซีน ตอนนี้ทำร้านกาแฟกับโรงแรมเล็กๆ ที่แพร่ชื่อ Hug Inn Phrae และกำลังสนุกกับการเป็นพ่อลูกสอง

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

ถ้าเริ่มหยดแรก ด้วยการบอกว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องของบัณฑิตนิติศาสตร์ ก็คงเป็นกลิ่นธรรมดาทั่วไป 

ถ้าเพิ่มหยดสอง ว่าจะเล่าเรื่องบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์โฮสเตส จะทำให้กลิ่นน่าสนใจขึ้นมาไหม

แต่เราเชื่อว่าถ้าเติมส่วนผสมสุดท้าย อย่างการเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์ฯ และมีอาชีพปัจจุบันเป็นครูสอนเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ไม่มากก็น้อย คงมีคนอยากรู้ว่ากลิ่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึง น้ำ-กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ชื่อคุ้นหูที่อาจได้ยินบ่อยในระยะหลัง เพราะเธอเป็นเจ้าของหนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องพิมพ์ซ้ำรอบสอง 

วันนี้เราเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอถึงสตูดิโอ เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา และดมกลิ่นที่เกิดจากการหมักบ่มตลอด 30 กว่าปีของเธอ

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ซ่อนกลิ่น

‘กลิ่นหอม’ เพียงเปิดประตูเข้ามา นั่นเป็นอย่างแรกที่เราทักทาย ก่อนจะพบกับหญิงสาวที่ไม่ได้เล่าเรื่องเก่งแค่บนกระดาษ แต่เธอยังพูดถึงกลิ่นได้เห็นภาพไม่ต่างกัน

“เรื่องกลิ่นอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายดอกไม้ เราจะรู้ว่ากลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนี้ไม่ชอบ กลิ่นนี้เป็นของอะไร แต่ไม่เคยหาคำตอบในตัวมัน” กันต์นทีเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยวัยเด็กของเธอ

บอกตามตรงว่าไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากกูรูด้านกลิ่นผู้นี้มีความเกี่ยวโยงกับกลิ่นหอมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่กลิ่นของดอกไม้คงกรุ่นได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะเมื่อเติบใหญ่ เธอเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการเรียนนิติศาสตร์ ตามรอยคุณพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย แม้เรียนได้ดีจนมีตำแหน่งงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา น้ำก็ยังเป็นตัวเองไม่ได้เต็มที่ ความสนใจด้านภาษาคือสิ่งที่เธอนึกถึง น้ำสานฝันวัยเด็ก ติดปีกบินเป็นแอร์โฮสเตสในวัย 24 ปี หลังผ่านการสมัครมากว่า 10 ครั้ง

ตลอด 6 ปีในการเป็นแอร์ฯ ฝ่าลม ฟ้า อากาศ ผ่านการท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก สิ่งที่เธอได้มากกว่าความสุขสันต์คือน้ำมันหอมระเหยขวดเล็กจิ๋วที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าแต่ละสถานที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน น้ำมันหอมระเหยเลยกลายเป็นของสะสมอย่างเดียวที่นานวันเข้าก็เยอะมากพอจนมีมุมส่วนตัวเป็นของมันเอง

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

น้ำอาจดูเหมือนคนรู้ตัวช้า เธอใช้เวลาเรียนนิติศาสตร์กว่า 4 ปีเพื่อค้นพบว่า ‘ไม่ชอบ’ และมีอาชีพบนเครื่องบินจนเจอกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ชีวิตจะพลิกผันมาสักกี่ครั้ง เธอยังคงเป็นน้ำคนเดิมที่หลงใหลในกลิ่นไม่เปลี่ยน และมีการดมเป็นสัญชาตญาณพิเศษติดตัวมา

“ตอนเด็ก ๆ มีคนเรอในรถเราก็รู้ หรือตอนทำงานเราได้จับเงินต่างประเทศบ่อย เรารู้ว่าเงินสกุลไหนมีกลิ่น เคยพูดว่าเงินประเทศนี้เหม็นมาก เพื่อนยังไม่รู้เลย ตอนแรกคิดว่าเราน่ารำคาญ ใส่รายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจมาก พอเป็นเรื่องกลิ่น รู้สึกว่าเราชอบ เราแยกแยะได้ คนเริ่มทักเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าจมูกดี”

ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้ ‘กลิ่น’ สิ่งที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ถูกใจเธอนัก

“กลิ่นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ชอบมาก ๆ อยากเก็บไว้ก็ยังทำไม่ได้ เลยน่าสนใจมากว่าทำไมกลิ่นทำให้คนรู้สึกแบบนี้” น้ำให้ความสงสัยคืนมาเป็นคำตอบ

ด้วยความเป็นคนที่อยากรู้อะไรต้องได้รู้ เธอหาโอกาสไปเวิร์ปช็อปเรื่อง Essential Oil ระหว่างไปบินที่ลอนดอน เป็นเวลาสั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง แต่เหมือนเธอต้องมนตร์สะกด ยิ่งเปิดประสบการณ์ ยิ่งเห็นว่าเธอชอบดมกลิ่นมากเพียงไร บวกกับการตระเวนซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาศึกษาด้วยตนเอง ในตอนนั้น ประเทศไทยไม่ให้ความสนใจกับน้ำมันหอมระเหยเท่าที่ควร ทั้งที่สกัดจากจากธรรมชาติ น้ำให้ความเห็นว่าชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าน้ำมันหอมระเหยเป็นเรื่องของสมุนไพร มีราคาสูง นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ทำให้กลิ่นสำคัญน้อยลงมาด้วย

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 กลิ่นเป็นตัวที่เบาที่สุด คนแทบไม่ใส่ใจ ถ้าตามองไม่เห็น เรื่องใหญ่นะ แตะต้องไม่ได้ก็เรื่องใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลิ่นขึ้นมา รสชาติของชีวิตหายไปเยอะมาก เช่น กลิ่นอาหาร ดมแล้วหอมก็อยากกิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตัวเอง ทุกคนคงเหมือน ๆ กันไปหมด ไม่มีลักษณะพิเศษออกมา เราพยายามไม่ติดโควิด เพราะกลัวว่าจะดมกลิ่นไม่ได้ สมมติเราได้กลิ่นไม่เหมือนเดิม คงแย่มาก กินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากไปดมชา กาแฟที่ชอบ หลายคนค่อยมาเห็นความสำคัญของกลิ่นตอนที่เป็นโควิดแล้ว

“เราว่าไม่มีอะไรทดแทนกลิ่นได้ กลิ่นสัมผัสได้ทางเดียวคือจมูก แล้วจมูกก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากดม”

เธออาศัยช่วงเวลาปรับตัวยุควิกฤต หยิบเอาความหลงใหลและนิสัยส่วนตัว ที่หากเริ่มพูดเมื่อไร คนก็จะให้ความสนใจเมื่อนั้น มาพัฒนาเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีพ เกิดเป็น Qraft by AQUA สตูดิโอสอนเรื่องกลิ่นจากธรรมชาติ ด้วย Essential Oil กว่า 60 กลิ่นทั่วโลก หลังผ่านการเรียนรู้และกินอยู่กับกลิ่นหอมจนเชี่ยวชาญ เธอแบ่งปันความรู้ความชำนาญด้วยสถิติการสอน 100 คลาสใน 6 เดือน

ปรุงกลิ่น

Qraft by AQUA เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีกลิ่นหอมโชย เราจึงขออนุญาตถามว่าเธอใช้กลิ่นอะไรในการปรุงบรรยากาศให้หอมชื่นขนาดนี้ แต่คำตอบที่ได้คือไม่มี ความหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นี้เล็ดลอดออกมาจากน้ำมันหอมระเหยทั้ง 60 ขวดที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นโชว์ เป็นความรู้ใหม่อย่างแรกที่เราประทับใจ ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกคนของเธอในวันนี้

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

Essential Oil แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มกลิ่น ประกอบด้วย 

Citrus เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยว กระปรี้กระเปร่า เช่น เบอร์กามอต ส้ม มะนาว

Floral กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานเหมือนดอกไม้ นวลเหมือนแป้ง จะพบมากในน้ำหอม เช่น กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นดอกกระดังงา

Spice กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อน ให้ลองนึกถึงกลิ่นพริกไทยดำ ผักชีล้อม หรือเบนไปทางอบเชย

Woody เป็นกลิ่นของเปลือกไม้ กลิ่นควัน กลิ่นหนัง ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่หนักแน่น

Earthy ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Woody นัก เพียงแต่เย็นและชื้นมากกว่า เช่น กลิ่นป่า กลิ่นดิน กลิ่นทะเล

Mint รู้จักกันดีในส่วนผสมของยาดม ยาหม่อง ให้ความรู้สึกเย็นแสบ เช่น เปปเปอร์มินต์ วินเทอร์กรีน

Herb ตรงตามชื่อคือสมุนไพรที่มีความเขียว คล้ายเครื่องเทศแต่เย็นกว่า เช่น กลิ่นใบกระวาน

หากแบ่งตามระดับของกลิ่น มี 3 ระดับด้วยกัน คือ

Top Note เป็นกลิ่นที่เมื่อดมจะพุ่งออกมาก่อน แต่ก็จางหายไวกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็กและเบามาก 

Middle Note เป็นกลิ่นที่ใส่ปริมาณเยอะที่สุดในการทำน้ำหอม เพราะเป็นกลิ่นที่ไม่พุ่งแรง หอมโดยไม่รบกวนกลิ่นระดับอื่น

Base Note เป็นกลิ่นที่หนัก ลุ่มลึก มีโมเลกุลใหญ่และระเหยช้า เราจึงได้กลิ่นนี้ช้าที่สุด 

แต่หากถามถึงลูกศิษย์ของเธอ น้ำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

หนึ่ง ต่อยอด เป็นจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งเลยก็ว่าได้ นักเรียนของเธอส่วนมากมีธุรกิจเป็นของตนเอง เช่น ทำร้านเทียนหอม ทำสปา อยากมาเรียนรู้เรื่องกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อออกแบบกิจการให้น่าสนใจและมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นธุรกิจที่เธอไม่คาดฝัน

“เราเซอร์ไพรส์มาก มีหมอดูอยากเรียนกับเรา เพราะจะเอาไปทำน้ำมันเจิมที่หอมกว่าน้ำมันโบราณ หรือคลินิกศัลยกรรมก็มีมาถามว่ามีกลิ่นไหนที่กลบกลิ่นเลือดได้บ้าง เพราะทุกครั้งที่มีดกรีด กลิ่นเลือดทำให้หัวใจคนไข้ใจเต้นเร็วมาก และกลิ่นคาวก็ทำให้คนข้างนอกกลัว”

สอง หาแรงบันดาลใจ กลุ่มนี้รวมคนมีใจรักแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้มองภาพสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น 

“มีคู่รักสถาปนิก-มันฑนากร อยากออกแบบกลิ่นให้บ้านตัวเอง พวกเขารู้สึกว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ เหมือนกับที่เราไปดูบ้านตัวอย่างแล้วอยากซื้อเพราะมีกลิ่นช่วย”

สาม เพื่อความสนุกสนาน ไม่ต้องการมากไปกว่าการใช้เวลาว่างไปกับการดมกลิ่นหอม น้ำพบว่าเธอมีหมอเป็นลูกศิษย์มากพอสมควร ทำให้เห็นว่ากลิ่นช่วยบรรเทาความเครียดและอาการเหนื่อยล้าได้จริง 

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ดมกลิ่น

น้ำนำความมหัศจรรย์ของกลิ่นมาประยุกต์ใช้กับการสอน เธอไม่มีสูตรตายตัว ไม่เคยบอกว่าผิดหรือไม่ได้ การเรียนรู้ไปกับเธอคือการหยิบเอาประสบการณ์และความทรงจำมาใช้ 

“พูดถึงทะเล ทุกคนนึกถึงไม่เหมือนกัน คนนี้นึกถึงความเค็ม คนนี้นึกถึงใต้น้ำ คนนี้นึกถึงชายหาด หรือปาร์ตี้ริมทะเล กลิ่นเดียวกัน คนสามคนยังดมแล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย คนเดิม ดมกลิ่นเดิม ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม วันนี้เหม็น พรุ่งนี้หอม”

เราเองเชื่อว่ากลิ่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลิ่นทำให้เราสนิทสนมกับคนไม่คุ้นหน้าได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมันพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำที่คุ้นเคย กลิ่นทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ไปที่เดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำร่วมกัน แต่บังเอิญมีเหมือนกัน เราว่าหากพูดถึงกลิ่นถุงมือของหมอฟัน คงมีหลายคนทำหน้าเหยเกไม่ต่างกันเท่าไร 

น้ำอธิบายว่าเพราะกลิ่นทำงานกับ Limbic System ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองที่บรรจุความทรงจำระยะยาวของเราเอาไว้ เมื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกจะถูกส่งต่อไปยังลิมบิก กุญแจห้องแห่งความลับขนาดมหึมาจึงถูกไข บางกลิ่นทำให้นึกย้อนอดีต บางกลิ่นทำให้คิดถึงคนที่นานมาแล้วไม่ได้เจอ เราทุกคนจึงเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก เธอบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจของกลิ่นคือการจับคู่ น้ำหนักของโมเลกุล เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ผสมออกมาแล้วจะชอบหรือไม่ นับเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“แม่ที่ชอบกลิ่นของลูกตัวเองมาก ๆ ทั้งที่บางทีเป็นกลิ่นอ้วก กลิ่นแพมเพิส แต่กลิ่นลูกแท้จริงแล้วคือกลิ่นน้ำคร่ำของตัวเขาเอง ส่งผลให้แม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง เพราะเป็นกลิ่นของเขา หรือกลิ่นของคนรัก ทำไมเราชอบดม ชอบหอมแฟน ผู้หญิงถ้าได้กลิ่นหรือสัมผัสแฟนเวลาเครียด ฮอร์โมนแห่งความเครียด ‘คอร์ติซอล’ จะลดลง หรือเราเป็นคนคลั่งรัก (หัวเราะ)

“นอกจากตัวบุคคล สมาธิก็ด้วย เช่น ทำไมต้องจุดกำยาน เพราะฤทธิ์ของกลิ่นกำยานทำให้รู้สึก Slow Down หัวใจเต้นช้าลง หายใจลึกขึ้น ศาสนาจึงเอาเข้าไปใช้” เธอยกตัวอย่างการทำงานของกลิ่นกับความรู้สึกให้เข้าใจ 

มีกลิ่นหอมแล้วก็ต้องมีกลิ่นเหม็น คราวนี้จำเลยเป็นต้นตีนเป็ด ที่บางคนส่ายหน้า บางคนยิ้มหวาน เพราะห้องแห่งความลับของทุกคนบรรจุเรื่องราวแตกต่างกันไป การเรียนรู้และเข้าใจกลิ่น จึงทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น น้ำบอกกับเราว่าเธอรู้จักตัวตนของลูกศิษย์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ผ่านกลิ่นที่พวกเขาผสม เพราะทุกคนมักจะเลือกกลิ่นตามบุคลิกที่แสดงออก อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเว้นไว้ให้คนมีกำแพงที่อาจไม่สะดวกใจเปิดเผยตัวตนให้เห็นในกลิ่นแรก แต่เมื่อได้ลองดมเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจเขา บางคนชอบกลิ่น Floral แต่เลือกโซนที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงก็มี บทสรุปคือดมอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที น้ำคิดว่าคงเป็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่แสวงหาความหลากหลาย พยายามหนีออกจากการเป็นตัวเอง 

“ความชอบของเราจะไม่ได้แตกแถวออกไปได้เยอะหรอก ถ้าคนชอบกลิ่นหวาน ทำยังไงก็ออกมาหวาน เพราะความชอบไม่ได้เปลี่ยนได้ภายใน 10 นาที ถ้าชอบแล้ว แปลว่าโอเคแล้ว อาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา ความชอบกับความถูกต้องอาจจะไปคนละทาง” 

เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้พูดถึงการเป็นลูกผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่คงไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเท่านี้ นักเรียนส่วนมากมาเรียนด้วยความไม่รู้ น้ำยืนยันว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่หอม สูตรในการผสมจะทำให้ออกมาหอม แต่ทำเสร็จแล้วจะชอบไหม อาจต้องใช้หัวใจ เหมือนที่เรากำลังประสบอยู่ตอนนี้

แค่ขวดแรกที่น้ำหยิบยื่นให้เราดม เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเราชอบกลิ่นโซนไหน ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นต่อไปที่เข้าคู่กันแล้วหอมอย่างประหลาดก็ถูกหยิบยื่นมาขวดแล้วขวดเล่า น้ำจะทวนถามเสมอว่า เราดมแล้วชอบไหม รู้สึกอย่างไร เป็นไปในทางบวกหรือลบ

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

สำหรับเธอ การสอนคนไม่มีพื้นฐานไม่ยากเท่าคนที่ไม่ตัดสินใจ เคยมีนักเรียนที่นั่งตั้งแต่บ่ายยันเย็นก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ครูสอนเรื่องกลิ่นหอมต้องการคือการสื่อสารอธิบาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่ากลิ่นสัมผัสไม่ได้ 

“กลิ่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปุบปับตัดสินใจได้ทันทีหรอก แต่เราให้เลือกจากการเอากลิ่นที่ชอบมารวมกัน ดมแล้วถ้าใช่มันคือใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอะไร คนที่ไม่ตัดสินใจคือไม่รู้ชอบรึเปล่า เราก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ) ถ้าลังเลเราจะถามว่ารู้สึกอะไร พูดออกมาเลย เปรี้ยวไป หวานไป เราช่วยได้ แต่ต้องลงดีเทลนะ อาจจะดูยาก แต่ทุกคนมีคำตอบอยู่แล้วแหละ”

จริงที่เธอแยกแยะกลิ่นได้ทันที ขณะที่คนอื่นรู้จักแค่คำว่า เหม็นกับหอม แต่ความสนุกที่เธอค้นพบระหว่างทางคือการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกศิษย์ ค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ นิยามใหม่ ๆ เสมอ จาก 60 ขวดที่ตั้งตรงอยู่บนโต๊ะที่เดิมเกือบทุกวัน นอกเสียจากจะมีใครแก้สมการการผสมกลิ่นได้ครบ จนเธอค้นพบสิ่งใหม่ไม่ได้อีกนั่นแหละ

จากที่เราคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในหมวดสาม เป็นลูกศิษย์จำเป็น ที่เรียนรู้วิชาน้ำมันหอมระเหยฉบับเร่งรัดเพื่อความสนุก หลังประกอบร่างน้ำหอมประจำกายออกมาได้สำเร็จ ก็คิดว่าคงต้องย้ายตัวเองไปหมวดสองทันที น้ำส่งมอบแรงบันดาลใจให้เราโดยไม่รู้ การชอบเล่าเรื่อง นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเธอคล้ายกับการแสดงตัวตนไม่ผิดแน่ แต่กลิ่นเองก็เป็นการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ฉีดมันเช่นกัน 

เราขอยืนยันว่าเธอจมูกไวเหลือเชื่อ และทายลักษณะนิสัยเราถูกเผงจากน้ำหอมเพียง 8 กลิ่น 30 หยดเท่านั้น

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

ตามกลิ่น

เมื่อพูดถึง The Cloud แม้จะนึกถึงก้อนเมฆเป็นอย่างแรก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมฆมีกลิ่นอะไร น้ำจึงนึกถึงกลิ่นเย็น ๆ ของมินท์ ความกระปรี้กระเปร่า ผสมกับความ Earthy ที่ดูนิ่ง สุขุม ด้วยความเป็นสีน้ำเงิน 

เมื่อพูดถึงตัวเอง น้ำบอกว่ากลิ่นของเธอไม่หวานมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่ก็มีความจุกจิกซ่อนอยู่ตามประสา สำคัญคือกลิ่นของเธอต้องเพิ่มพลังงานดี ๆ ให้คนอื่นได้ 

เสียงกลั้วหัวเราะตลอดการสนทนาในวันนี้ คงหนุนเสริมได้อีกทางว่ากลิ่นของน้ำเป็นจริงอย่างที่เธอคิด

เราถามเธอถึงสิ่งที่ได้หลังจากตัดสินใจตามกลิ่นมา 

“กลิ่นทำให้เรารู้จักตัวเองเยอะขึ้นมาก ค้นพบศักยภาพที่เราทำได้ เจอคนเยอะขึ้น เข้าใจผู้คน เข้าใจโลกที่เรามองเห็นในมุมแตกต่างไป มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ได้สอน ได้เขียนหนังสือ ซึ่งต่อยอดให้คนอ่านได้อีก ต่อยอดชีวิตเรา ตอนนี้กลายเป็นลังเลว่าจะกลับไปบินดีไหม 

“กลิ่นทำให้เรามีจุดยืนของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่แน่นอน ได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากสิ่งนี้ กลิ่นพาเรามาเจอประสบการณ์ชีวิต จากคน จากการตัดสินใจของเราเอง”

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

หนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หากใครได้อ่านก็คงต้องรู้สึกเหมือนกัน ว่านอกจากจะเป็นตัวอักษรที่มีกลิ่น น้ำยังเขียนสนุกราวกับมีเสียงของเธอเล่าให้ฟัง เอกลักษณ์ของเธอคือการถ่ายทอดที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ดึงเอาความทรงจำและประสบการณ์ที่คล้ายกันของผู้คนมาอธิบายสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กลิ่นของฝน ใบเตยในรถแท็กซี่ จนถึงกลิ่นของนักบินในอวกาศ นับเป็นก้าวใหญ่ ๆ ที่พลิกผันชีวิตน้ำอีกครั้ง 

เธอเองเคยฝันอยากมีหนังสือของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร สิ่งที่เธอทำได้คือการเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความยาวระดับกำแพงวัด จนเพื่อน ๆ ออกปากว่าถ้าวันไหนอยากอ่านไดอารี่ของเธอ คงต้องแคปเก็บไว้เพราะเปลืองเน็ต มาถึงวันนี้ที่เธอมีความรู้มากมายเต็มกระบุง จากทั้งการศึกษา เติบโตไปพร้อม ๆ กับนักเรียนที่เธอสอน หนังสือเปิดตัวด้วยยอดขายเกินกว่าที่เธอหวังไว้ กระแสตอบรับก็ดีเสียจนยิ้มแก้มปริ ส่งผลให้เธอต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงแท้ เพื่อตอบคำถามคนอ่านและคนในชีวิตหลายร้อยพันให้ได้ว่ากลิ่นนั้น ๆ หมายความว่ายังไง ในอนาคตน้ำจึงอยากพากลิ่นไปให้ไกลกว่าแค่โพ้นจักรวาล

“เรากำลังจะเรียน Aroma Therapist เป็นกลิ่นที่เน้นเรื่องการบำบัด เราอยากให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในสุขภาพ ในชีวิตผู้ป่วย ในโรงพยาบาล แล้วเราสนใจเรื่องจิตวิทยามาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด มองไปถึงการเปิดศูนย์ที่ใช้กลิ่นในการบำบัด มีนักจิตวิทยามานั่งคุย กลิ่นไหนช่วยเขาได้บ้าง ถ้าเราเป็นนักออกแบบกลิ่นเพื่อผู้ป่วยได้จริง มันคงเวิร์กกับประเทศเรามากนะ แล้วก็เป็นอีกสเต็ปในชีวิตของเรา

“เราคิดแค่อยากทำของเราให้ดี แต่ก็มีในใจว่าอยากเป็นอันดับหนึ่งเรื่องน้ำมันหอมระเหยในไทย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใคร เราเลยยังเป็นที่หนึ่ง (หัวเราะ) เราเป็นคนทะเยอทะยานตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หนึ่งอย่างที่ขอบคุณมาก ๆ คือคนรอบข้าง เพราะครอบครัว แฟน เพื่อน เขาสนับสนุนเรามาก ๆ”

เป็นอย่างที่น้ำว่าไว้ในตอนต้น ถ้าเราใส่ใจกลิ่นมากขึ้น ความละเอียดในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตาม เหมือนที่เธอย้อนกลับมาสำรวจตัวเองก่อนจะสาย กลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ยังคงหอมกรุ่นไม่ว่าอยู่ที่ใด กลิ่นของป่าเขาเมืองกาญจน์ กลิ่นของร้านหนังสือร้านประจำที่บ้านเกิด กลิ่นของแอร์เย็น ๆ บนเครื่องบิน มีทั้งวันที่หอมจนสูดดมได้เต็มปอด มีทั้งวันที่เหม็นหืนจนไม่อยากหายใจ ผสมกันเป็นน้ำมันหอมระเหยของชีวิตที่ใช้เวลาหยด 30 กว่าปี เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างดมแล้วมีความสุข เธอเองก็มองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

น้ำทำให้เราเข้าใจกลิ่นในแง่มุมใหม่ ว่ามันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของส่วนผสมทางเคมีใด ๆ และความเหม็นหอมที่แตกต่างกันทุกขวด ก็คงไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มและน้ำตา

นั่นคือความมหัศจรรย์

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load