“พอพลบค่ำ กรุงเทพฯ ก็สว่างไสวด้วยด้วยแสงไฟฟ้า…หลังจากสันติภาพมาเยือน พระนครก็อุ่นหนาฝาคั่งด้วยผู้คนทั้งกลางวันและกลางคืน” 

บทเปิดของ พล นิกร กิมหงวน ตอนกรุงเทพฯ ราตรี ดังขึ้นในหัวของเราในช่วงพลบค่ำบนถนนสีลม น่าฉงนที่แม้เวลาไหลผ่านมาหลายสิบปีจากสงครามมหาเอเชียบูรพาอันเป็นฉากหลังของหัสนิยายโดย ป. อินทรปาลิต เล่มดังกล่าว แต่บรรยากาศเบื้องหน้าของเรายังคงคลุ้งกลิ่นที่ใกล้เคียงพอสมควร ตัวละครชาวต่างชาติที่เดินกันขวักไขว่ เพียงเปลี่ยนจากทหารเป็นพ่อค้าและนักท่องเที่ยว ย่านบันเทิงอาจย้ายจากเมืองเก่าสู่เมืองใหม่ แต่แสงไฟประดิษฐ์ของมันยังคงส่องให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงเพลงและธนบัตรอยู่เช่นเดิม

เราเดินเข้าซอยพัฒน์พงศ์ ถนนเส้นเล็กแค่สามร้อยกว่าเมตรแต่เลืองชื่อไปทั่วโลก ผ่านเสียงเรียกลูกค้าและนักเลงบาร์ที่นั่งกันเรียงรายสองข้างทาง พลางนึกตลกในใจ “ใครจะไปคิดว่า ท่ามกลางย่านนี้จะมีพิพิธภัณฑ์ซ่อนอยู่”

ป้ายไฟ ‘Patpong Museum’ ตั้งอยู่ตรงทางเข้าเดียวกันกับบาร์ Black Pagoda ทำให้เราลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อทราบความตั้งใจของเรา พนักงานต้อนรับหญิงในชุดสั้นสีแดงสดก็พยักหน้า แล้วรี่พาเราขึ้นไปบนชั้นสองทันที “ยินดีต้อนรับเข้าสู่พัฒน์พงศ์มิวเซียมค่ะ” เธอแจกแจงราคาค่าเข้าพร้อมยื่นแผ่นพับในรูปพาสปอร์ตและบัตร Free Drink สมนาคุณให้หนึ่งใบ “ใช้แลกได้แต่ ชา กาแฟ และ Soft Drink นะคะ ถ้าเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ต้องจ่ายเงินต่างหากค่ะ”

พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กนี้ก่อตั้งขึ้นโดย ไมเคิล เมสซ์เนอร์ (Michael Messner) ผู้มีพื้นเพเป็นคนออสเตรีย โตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นศิลปินและเคยดูแลพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเกิดมาก่อน โชคชะตาพัดพาเขามาที่ประเทศไทยและได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวไทย คุณไมเคิลตัดสินใจตั้งหลักปักฐานที่นี่กับธุรกิจ เริ่มจากร้านอาหารในย่านพัฒน์พงศ์ อย่างไรก็ดี พอทำไปได้สักพักเขารู้สึกว่า ลูกค้าขาประจำย่านนี้ล้วนมีเรื่องเล่าที่ไม่ธรรมดา มีจำนวนไม่น้อยที่เคยเป็นทหารผ่านศึกจากช่วงสงครามเวียดนาม บ้างเป็นสายสืบให้กับ CIA บ้างเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นละแวกนี้ เขาจึงมีไอเดียริเริ่มที่จะสืบสาวเท้าความ สะสมร่องรอยประวัติศาสตร์กว่าร้อยปีของย่านที่ทุกคนรู้จัก แต่น้อยคนนักจะรู้จริง 

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม
Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

ตรงทางเข้าเราเห็นหางสีแดงของมังกรที่เปรียบเสมือนผู้นำทางของเรา ลอดผ่านผนังของประตูทรงโค้งแนวจีน สื่อถึงเชื้อชาติของต้นตระกูลผู้ถือครองสิทธิ์บนถนนสายนี้ นั่นคือ นายตุ้น แซ่ผู่ ชาวจีนไหหลำจากมณฑลไหหนาน ย้ายมาอยู่ในไทยกับญาติตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี เริ่มต้นด้วยการค้าขายข้าวและเกลือ

ต่อมาธุรกิจจึงขยับขยายความอุตสาหะ จนได้รับสัมปทานทำเหมืองดินขาวส่งให้ปูนซีเมนต์ไทย และได้รับพระราชทานตำแหน่ง หลวงพัฒน์พงศ์พานิช จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2470 ในห้องแรกของมิวเซียมนี้เราจึงได้เห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติของท่าน ตั้งแต่กระสอบข้าวของแรงงานจีนให้ลองหาบยก (แค่มองก็รู้แล้วว่าหนัก) ไปจนถึงแผนที่ของกรุงเทพฯ ขนาดใหญ่สมัย ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) และแผนที่แสดงเส้นทางเดินเรือจากสยามไปจีน

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

ตรงกลางห้องมีโมเดลจำลองพื้นที่พัฒน์พงศ์ สีลม และสุรวงศ์ ในพ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นปีที่หลวงพัฒน์พงศ์พานิชตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ บนโมเดลเราชี้บอกถนนสีลมได้เพียงเส้นรถรางเล็กๆ ที่วิ่งผ่าน ส่วนฝั่งสุรวงศ์นั้นเป็นป่ากล้วยทั้งหมด มีเพียงบ้านไม้สักหนึ่งหลังที่เคยเป็นธนาคารและที่ประจำการของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหมดดูต่างกับภาพของถนนเส้นนี้ในปัจจุบันลิบลับ

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม
Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

เอกสารครอบครัวสีจางบนผนังให้ข้อมูลกับเราว่าหลวงพัฒน์พงศพานิชย์ สมรสกับ นางเพี้ยน ซิ้นประยูร เมื่อ พ.ศ. 2443 มีบุตรธิดาด้วยกัน 7 คน หนึ่งในนั้นคือคนที่มาต่อยอดที่ดินของพ่อผืนนี้ และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของมันจากพื้นที่เกษตรสู่ย่านธุรกิจที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เขาคนนั้นคือ อุดม พัฒน์พงศ์พานิช ซึ่งเรื่องราวของเขาถูกเล่าในห้องถัดมา

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

คุณอุดมเป็นบุตรที่ถูกส่งไปเรียนต่อในเมืองนอก ระหว่างศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย ซึ่งมี CIA หรือสำนักข่าวกรองกลางของรัฐบาลสหรัฐอยู่เบื้องหลัง มีพันธกิจต่อต้านการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นและอำนาจพรรคคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ดีเมื่อเขากลับมาที่บ้านเกิด สงครามได้จบลงเสียแล้ว คุณอุดมจึงทุ่มเทกับการพัฒนาที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของครอบครัว เขาตัดสินใจถางป่ากล้วยออกแล้วตัดถนนตรงกลางแปลง เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้งสองฝั่งอย่างทันสมัย

ถนนสายนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘ถนนพัฒน์พงศ์’ นับแต่นั้นมา นอกจากนี้ คุณอุดมยังเชิญชวนเพื่อนในเครือข่ายทั้งทางทหารและธุรกิจจากเมืองนอกมาร่วมเปิดห้างร้านบริษัทของตนบนถนนเส้นนี้ ทั้งบริษัท IBM ปั๊มน้ำมัน Shell และ Caltex ไปจนถึงออฟฟิศของสายการบินอย่าง Air France และ Pan Am ฯลฯ ซึ่งเราจะเห็นกล่องไฟของบริษัทเหล่านี้ติดเรียงรายอยู่บนผนัง แม้กระทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นร้านแรกๆ ของไทยก็เปิดที่นี่ เห็นได้จากป้ายของ ‘ภัตตาคารมิสุ’ ซึ่งมีเจ้าของเป็นทหารญี่ปุ่นที่ปลดประจำการ อีกทั้ง Foreign Correspondents’ Club หรือสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็มีออฟฟิศตั้งอยู่ย่านนี้ (เมื่อย้ายไปที่ตั้งใหม่ตรงถนนเพลินจิต คุณไมเคิลก็ขอเก็บป้ายอันเดิมมาจัดที่แสดงในพิพิธภัณฑ์ด้วย) 

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

ในฐานะคนชอบของเก่า เราเพลิดเพลินอย่างมากที่ได้ดูวัตถุจัดแสดงในห้องนี้ ตั้งแต่ตู้ต่อสายโทรศัพท์ ของโรงแรม Plaza Hotel ที่คุณไมเคิลบอกว่าเป็นโรงแรมแรกที่มีน้ำร้อน แอร์ และสายโทรศัพท์ จวบจนเอกสารสิ่งพิมพ์ อย่างนิตยสาร Bangkok Bulletin ลงเลขปี 1960 (พ.ศ. 2503) ซึ่งแม้จัดแสดงอยู่ใต้แผ่นกระจก แต่ภัณฑารักษ์ยังอุตส่าห์สแกนทุกหน้าแล้วอัปโหลดไว้ออนไลน์ แถมมี QR code ให้เราสแกนเพื่อเปิดอ่านได้อย่างสะดวก ในเล่มเต็มไปด้วยบทความและโฆษณาภาษาอังกฤษ บ่งบอกความนำสมัยและความหลากหลายของทั้งห้างร้านและผู้คนบนถนนพัฒน์พงศ์เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน นิทรรศการยังพูดถึงเรื่องการเมืองเข้มข้น ซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังความเจริญของถนนเส้นนี้ด้วย ผ่านการจัดแสดงของอีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ การ์ตูน Propaganda ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เรื่อง ไฟเย็น รูปถ่ายจากร้านอาหารร้านหนึ่ง เป็นที่รู้กันว่าคือแหล่งนัดประชุมของสายลับ (ซึ่งปัจจุบันยังเปิดอยู่! ถ้าอยากรู้ว่าร้านไหนต้องไปหาคำตอบในนิทรรศการ) เอกสารจากบริษัทสายการบิน Civil Air Transport ซึ่งเป็นบริษัทบังหน้าของ CIA ซุ่มทำภารกิจอยู่ทั่วทวีปเอเชียด้วย

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

จวบจนอาวุธปืนจากสงครามเวียดนาม และโซนที่อุทิศให้กับนายพลสุดโหด แอนโทนี โพเชอปนี (Anthony Poshepny) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Tony Poe ผู้มีบทบาทสำคัญในสงครามและเป็นที่รู้จักจากการ ตัดหู ตัดหัวของฝ่ายศัตรู ส่งให้กับผู้บัญชาการแทนการรายงาน และถึงแม้เขาจะปลดประจำการเมื่อ พ.ศ. 2517 แต่เขายังคงแวะเวียนมาเป็นลูกค้าที่ถนนสายนี้ต่อไม่เสื่อมคลาย เช่นเดียวกับอีกหลายพันนายทหารที่ไหลเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ หลังได้รับคำสั่ง ‘R&R’ (Rest and Recover)

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

ในห้องกลางของมิวเซียมเราได้เห็นหัวของมังกรแดงที่เลื้อยนำเรามาตั้งแต่ทางเข้า อ้าปากผงาดอยู่เหนือแบบจำลองอาคารของถนนพัฒน์พงศ์ตามผังปัจจุบัน โดยมีคำอธิบายแปะไว้ว่า ตามความเชื่อของคนจีนแล้ว ที่ดินของหลวงพัฒน์พงศ์พานิชนั้นตีความได้ว่าเป็น หัวมังกรตัวใหญ่ ลำตัวของมันพาดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยากับถนนเจริญกรุงปัดวนรอบเยาวราช และมีหางมังกรกลับมาที่สีลม

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ หัวมังกรแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนจากทุกสารทิศทุกมุมโลกอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะหลังจากจุดเปลี่ยนในช่วงกลางยุค 70 จนถึงช่วงต้นยุค 80 ที่กรุงเทพฯ เริ่มพัฒนาย่านสุขุมวิทเป็นย่านธุรกิจใหม่ โดยบริษัทต่างชาติลุกย้ายออกจากพื้นที่ แล้วถูกแทนที่ด้วยสถานบันเทิง อีกทั้งธุรกิจมืดของมาเฟียค้ากัญชาและอาวุธ ก่อเป็นภาพจำของถนนสายนี้จวบจนปัจจุบัน 

ภาพของ ‘ถนนสายบาปแห่งเมืองไทย’ ถูกตีแผ่ทางสื่อทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ และเพลงนับไม่ถ้วน เห็นได้จากผนัง Hall of fame อุทิศให้กับคนดังทั้งหลายที่มาผูกพันกับถนนเส้นนี้แม้ชั่วข้ามคืน เราหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาส่องภาพเงาบนผนังเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมของแต่ละคนได้อย่างสนุกสนาน มีตั้งแต่นักเขียนชาวอเมริกัน ดีน บาร์เร็ตต์ (Dean Barret) นักแสดงอย่างวิลเลม เดโฟ (Willem Dafoe), ฮิว แกรนต์ (Hugh Grant) และไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) ที่เคยมาในช่วงถ่ายภาพยนตร์ ไปจนถึงดารารุ่นใหม่อย่างเคนดัล เจนเนอร์ (Kendell Jenner) ที่แวะมาช่วงถ่ายโฆษณา Pepsi ที่ถนนวิทยุ ผู้บอกว่าเธอ ‘บอบซ้ำ’ (Traumatised) หลังจากที่ดูปิงปองโชว์! 

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

และท่ามกลางรูปคนดังเหล่านี้ มิวเซียมยังใส่รูป ‘คุณยายขายดอกไม้นิรนาม’ (Flower Lady) ผู้เป็นหนึ่งในคนขายของที่มีบุคลิกน่ารักเป็นที่จดจำของคนแถวนี้เป็นเวลาหลายสิบปีด้วย ใกล้ๆ กับผนังนี้ก็มีภาพขนาดใหญ่และมิวสิกวิดีโอเพลง Ricochet ของศิลปินระดับตำนานอย่าง เดวิด โบวี (David Bowie) ที่ถ่ายทำในไนต์คลับชื่อดัง Superstar Bar ในพัฒน์พงศ์ช่วงปี 1983 ขณะที่เขาเดินทางมาจัดแสดงคอนเสิร์ต Serious Moonlight Tour (มีโปสเตอร์ทัวร์นี้ให้ดูด้วย) ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าแปลก เพราะปกติแล้วเดวิด โบวีจะเรียกเงินสูงถึงแสนดอลลาร์ฯ ในการแสดงแต่ละครั้ง แต่เขากลับยินดีมาแสดงที่สนามกีฬากองทัพบก ที่กรุงเทพฯ ด้วยการลดราคาสุดๆ อาจเป็นเพราะเขาอยากมาสัมผัสบรรยากาศแดนบาปชื่อดังนี้ด้วยอีกคนกระมัง

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

โซนที่เหลือของมิวเซียมเป็นการเล่าถึงธุรกิจสถานบันเทิงทั้งหลาย เปิดด้วยประวัติที่มาของ ‘บาร์อะโกโก้’ แห่งแรกในไทย ซึ่งในตอนนั้นเจ้าของร้านต้องขอใบอนุญาตทั้งหมด 2 ใบ ใบแรกคือ ใบอนุญาตสถานบันเทิงจากกระทรวงกลาโหม (สถานบันเทิงถูกมองว่าเป็นเรื่องความมั่นของชาติ) และสองคือ ใบอนุญาตการเต้นรำ ออกโดยกระทรวงมหาดไทย

แน่นอนว่าเจ้าของบาร์ดังกล่าวเป็นอดีตทหารชาวอเมริกันด้วยเช่นกัน จากนั้นเราเดินเข้าไปในห้องที่ถูกจัดจำลองเหมือนสถานเริงรมย์ เราซื้อเครื่องดื่มจากบาร์พลางชมภาพวิดีโอผู้หญิงขนาดเท่าคนจริงเต้นยั่วยวนอยู่บนบาร์อย่างตื่นใจ เจ้าหน้าที่แอบกระซิบว่า ถึงแม้ห้องนี้จะไม่มีคำบรรยายหรือวัตถุมีค่าอะไรจัดแสดง แต่วันดีคืนดีคุณอาจจะได้เจอ ‘แจ็กพ็อต’ คือได้นั่งคุยกับลูกค้าขาประจำแถวนี้ที่มีเรื่องเล่าสุดพิสดารเกินกว่ามิวเซียมจะเล่าได้เสียอีก

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

ในห้องสุดท้ายสะท้อนถึงกิจกามที่ดำเนินอยู่หลังประตูของผับบาร์แถวนี้ ผ่านการจัดแสดงทั้งชุดภาพถ่ายของพนักงานบริการ Sex Toy แบบ S&M วิดีโอว่าด้วยปิงปองโชว์ และโชว์พิสดารอื่นๆ ที่เป็นที่นิยม แถมมีเครื่องยิงปิงปองอัตโนมัติให้ผู้ชมได้ฝึกตั้งท่ารองรับลูกปิงปองดูด้วย หรือใครอยากจะลองรูดเสาก็มีเสาเหล็กให้ทดลองดู

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับเราคือยังขาด ‘เสียง’ ของพนักงานชายหญิงเหล่านี้ที่จะบอกเล่าเรื่องราวของพวกเธอมากกว่าการเป็นวัตถุทางเพศ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่บอกเราว่าพวกเขากำลังปรับปรุงและเพิ่มเติมส่วนจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งยังมีแกลเลอรี่ของมิวเซียมที่อยู่ในอีกตึกหนึ่ง ซึ่งตั้งใจแสดงศิลปะร่วมสมัยว่าด้วยวิถีชีวิตของคนในพัฒน์พงศ์ อย่างโชว์ล่าสุดเป็นนิทรรศการเดี่ยว ของ ตะวัน วัตุยา ที่มาวาดภาพพอร์ตเทรตสีน้ำของผู้คนในย่านนี้กว่า 10 ปี

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

เราเดินออกมาจากพัฒน์พงศ์มิวเซียม สู่เสียงเรียกลูกค้าบนถนนพัฒน์พงศ์อีกครั้ง แต่บัดนี้เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในแสงสีที่สาดส่องบนพื้นที่แห่งนี้ ทั้งจากในอดีตตั้งแต่ครั้งที่เป็นป่ากล้วย จวบจนปัจจุบันที่มีร้านรวงและแผงตลาดผุดขึ้นมาเต็มถนน มิวเซียมเล็กๆ แห่งนั้นชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าที่ไหนก็มีประวัติศาสตร์ในแบบของมัน และชวนให้คิดถึงว่ากาลเวลาแห่งอนาคตจะพัดพา ‘หัวมังกร’ แห่งนี้ หันไปสู่สิ่งใดอีก

Patpong Museum มิวเซียมเล็กที่เล่าร่องรอยประวัติศาสตร์ย่านพัฒน์พงศ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม, พัฒน์พงศ์ มิวเซียม

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

Before the Sunset

แสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนผิวน้ำ เรายกมือขึ้นป้อง ขยับนิ้วให้ห่างจากกัน พอให้แสงระยิบระยับเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้เสมือนกำลังสวมเครื่องประดับจากธรรมชาติ ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดผุดขึ้นในใจ ระหว่างที่เรานั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่ในร้าน ‘Baik Baik’ ที่เป็นภาษาบาฮาซา แปลว่า สบายๆ

แต่นี่ไม่ใช่การรีวิวร้านอาหาร เรามาที่นี่เพราะภายในร้านแห่งนี้เป็นที่ตั้งของแกลเลอรี่ที่มีชื่อว่า ‘โพธิสัตวา’ ก่อตั้งโดย โอ๊ต มณเฑียร นักเขียน ศิลปิน อาจารย์ ผู้ให้คำแนะนำและที่ปรึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ โอ๊ตสวมหมวกหลายใบ ในครั้งนี้เขารับบทเป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกผลงานศิลปะของศิลปิน อร ทองไทย มาจัดแสดงในนิทรรศการ ‘The Pockets Full of Rainbows’

เยี่ยม 'โพธิสัตวา' แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เราตื่นเต้นเล็กน้อย ขณะก้าวเดินเข้าไปในด้านใน กระทั่งพบกับกลุ่มคนบางส่วนที่จะมาชมงานศิลปะรอบเดียวกัน แต่ละรอบทางแกลเลอรี่จะจัดนำชมไม่เกิน 10 คน ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19 ในกลุ่มของเรา บางคนเป็นลูกศิษย์ของโอ๊ต บางคนเป็นนักเรียกร้องสิทธิชื่อดังที่เราคุ้นหน้า

ก่อนเข้าไปในแกลเลอรี่ เรามองเห็นรูปปั้นพระอวโลกิเตศวร ด้านข้างมีกล่องชาสีรุ้งของ Monsoon Tea ตั้งไว้เคียงกัน เป็นการจับคู่ที่เควียร์ดีแท้

The Pockets Full of Rainbows

แกลเลอรี่แห่งนั้นมีขนาดเล็ก โอ๊ต มณเฑียร แต่งหญิงมารับแขกเหรื่อในชุดสีชมพูดสดใส ใส่วิกผมสีบลอนด์ขาว บนเปลือกตาเคลือบสีน้ำเงินปนม่วงอมเขียวเหมือนปีกแมลงทับ แพรวพราวไปด้วยกากเพชร น้ำเสียงของโอ๊ตสดใสราวกับหญิงสาวผู้มีความสุข จนอยากจะหยิบยื่นความสุขนั้นแจกจ่ายให้กับทุกคนที่พบเจอ เราเดาว่า คุณอร ทองไทย คือผู้หญิงมาดเท่ที่ปรากฏตัวข้างๆ กับโอ๊ต เราไม่เคยเจอศิลปินมาก่อน เพียงแต่เห็นภาพของศิลปินในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก เธอเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า เราแอบคาดว่าจะมีสายรุ้งออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเธอ

ไม่นานนัก เจ้าของแกลเลอรี่ก็เริ่มแนะนำพื้นที่นี้เป็นเบื้องต้น “แกลเลอรี่นี้ตั้งชื่อตามพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าแห่งความเมตตา หรือที่คนไทยจะคุ้นกันในชื่อเจ้าแม่กวนอิม แต่อันที่จริงท่านไม่ได้มีเพศสภาพใดๆ” โอ๊ตเล่า 

“ดังนั้น ท่านจึงเป็นแรงบันดาลใจแรกเริ่มของที่นี่ คือการทำงานด้วยความเมตตา และขบถต่อกรอบของเพศสภาพแบบชายหญิง เราตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับนำเสนอศิลปินที่มีเพศสภาพที่หลากหลาย เป็นชาว LGBTQ+ จากแทบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ”

ระหว่างนั้น สายตาของเราก็กวาดไปอ่านคำบรรยายภาษาอังกฤษที่แปะหราอยู่ในนิทรรศการ สะดุดตากับคำว่า Lesbian Artist ต้องยอมรับว่า เรายังไม่เคยเจอนิทรรศการที่ระบุ ‘เพศสภาพ’ ของศิลปินชัดเจนเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะศิลปินเลสเบียนในประเทศไทย เราชื่นชมกับความกล้าหาญพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองศิลปินอีกครั้ง และมองผลงานที่แขวนอยู่บนผนัง ถ้าไม่บอกเราก็ไม่รู้

และการบอกในครั้งนี้ เมื่อเรารู้ มันสะท้อนหรือกระตุ้นให้เราตั้งคำถามกับตัวศิลปินหรือไม่

“นิทรรศการนี้ชื่อ Pockets Full of Rainbows เป็นโชว์ที่เราและพี่อรช่วยกันเลือกภาพพิมพ์เทคนิคต่างๆ ที่เธอทดลองสร้างสรรค์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยงานภาพพิมพ์ทุกๆ ชุดที่เลือกมาล้วนแสดงถึงความสร้างสรรค์เชิงทดลองของพี่อร เราว่ามันคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของชาว LGBTQ+ คือเรามักจะทลายเพดาน หรือทำงานที่ตั้งคำถามกับขอบเขตความปกติ นอกจากนี้ เมื่อนำงานเหล่านี้มาเรียงกัน จะเห็นว่าศิลปินมีการอ้างอิงถึงเรื่องเพศสภาพที่หลากหลายและความสัมพันธ์มาตลอดด้วย”

กลุ่มคนเริ่มขยับไปตามจุดต่างๆ เพื่อดูงานแต่ละชิ้นภายในภายในห้องจัดแสดง อีกทั้งสแกน QR Code เพื่อฟังเสียงบรรยายประกอบชิ้นงาน เราอาศัยจังหวะนี้ เข้าไปกล่าวทักทายกับศิลปิน พอดีว่าเราทั้งสองคนกำลังยืนอยู่ใกล้กับผลงานชิ้นเล็กที่แขวนอยู่ตรงบานประตู ‘a magic door to go anywhere’ เราจึงเอื้อมมือไปเปิดประตู คิดว่าอาจจะเจองานศิลปะอีกสักชิ้นรออยู่ แต่กลับพบต้นไม้และเศษใบไม้น้ำตาลปะปนเกลื่อนพื้น

ศิลปินหัวเราะบอกกับเราว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” นำมาซึ่งเสียงหัวเราะของเรา และทลายกำแพงที่กั้นระหว่างกลางลงไป เราชวนคุณอร ทองไทย พูดคุยเกี่ยวกับการร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งจากนี้เราขออนุญาตเรียกศิลปินว่า พี่อร ตามโอ๊ตด้วยอีกคน

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เธอออกตัวว่าเป็น Painter จึงมีความคิดแบบจิตรกรที่ลงมาคลุกคลีกับการทำเทคนิคภาพพิมพ์ โดยที่ผ่านมา พี่อรทำงานหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเซรามิก ศิลปะจัดวาง (Installation) สื่อผสม (Mixed Media) รวมถึงงานเพนต์ที่เธอถนัด ส่วนงานภาพพิมพ์นั้นเธอมักร่วมงานกับสตูดิโอชั้นนำของเมืองไทย อย่าง witti.studio, The Archivists, JoJo Gobe, หรือ C.A.P. Studio เป็นต้น

ในห้องนั้นมีงานสายชิ้นที่น่าสนใจ ขอเริ่มจากชิ้นที่สร้างขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นภาพพิมพ์เทคนิค Risograph จาก witi.studio ภาพดอกไม้สีทองและดอกไม้สีส้ม โอนเอียงแนบอิงบนกระดาษสีชมพู ลายเส้นง่ายๆ ที่เหมือนเป็นลายเซ็นประจำตัวของศิลปิน กับการใช้สีเพียงสองสีที่ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและใกล้ชิด ทำให้เราเชื่อมโยงภาพนี้ถึงความสัมพันธ์หรือความผูกพันของผู้หญิงสองคน ซึ่งถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่เปราะบางและงดงาม

งานนี้ทำให้เรานึกถึงผลงาน Medallion (YouWe), 1936 ของ GLUCK ศิลปินเลสเบียนชาวอังกฤษ เป็นภาพ Double Portrait ของเธอและคนรัก หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ต่อมาภาพดังกล่าวถูกใช้เป็นภาพหน้าปกหนังสือ The Well of Loneliness นวนิยายความรักเลสเบียนซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลงานศิลปะของ GLUCK เป็นที่รู้จักในแง่ของการถ่ายทอดภาพของความสัมพันธ์ของเลสเบียน

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

ส่วนงานชุดหลักของโชว์ถูกแขวนบนผนังกว้าง เป็นผลงาน 6 ชิ้นที่มีสายรุ้งปรากฏเป็นงานศิลปะที่นำเทคนิค Etching มาใช้ ศิลปินสร้างขึ้นเมื่อช่วงปีที่แล้วร่วมกับสตูดิโอ C.A.P. ที่เชียงใหม่ ทั้งหมดดูเรียบง่าย แต่พี่อรบอกว่าบางชิ้นใช้เวลาถึง 6 เดือนในการทำกว่าจะได้ผลลัพท์ที่ดีพึงใจ 

เยื้องๆ กัน ในตู้กระจกมีผลงาน Screen print เป็นรูปหน้ายิ้มเคลือบฟอยล์แวววาวและลงสีแปดสี เรียงรายกันอยู่นับสิบชิ้น เป็นผลงานที่ทำกับสตูดิโอภาพพิมพ์ The Archivists ซึ่งพี่อรกระซิบเราว่า ทั้งตู้นี้มีเพียงใบเดียวเท่านั้นที่มี ‘ความสมบูรณ์’ ที่เหลือคือ Error Proof หรือภาพพิมพ์ที่มีตำหนิ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว้าวกับความพยายามที่กว่าจะได้มาซึ่งรอยยิ้มที่ดูเรียบง่ายเบื้องหน้าเรา

“ไม่ต่างอะไรกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่พึงมีของพวกเขา” เราคิดในใจ

The Missing of Hot Pink and The Magic of Turquoise

จุดที่ผู้ชมไปถ่ายรูปกันเยอะคือแบนเนอร์ขนานใหญ่ มีข้อความเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษแปลได้ว่า “สีแดง คือ ชีวิต, สีส้ม คือ การเยียวยา, สีเหลือง คือ แสงอาทิตย์แห่งความหวัง, สีเขียว คือ ธรรมชาติ, สีน้ำเงิน คือ การอยู่ด้วยกัน, สีม่วง คือ จิตวิญญาณ”

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เป็นความหมายของแต่ละสีของธงรุ้ง ที่ออกแบบโดย กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker – Queer Rights Activist) ใน ค.ศ. 1978 แต่จริงๆ แล้วธงสีรุ้งในการประท้วงครั้งแรกมีทั้งหมด 8 แถบสี โดยมีสีชมพู (Hot Pink) ซึ่งสื่อถึงเพศวิถี และสีเทอควอยส์ (Turquoise) ซึ่งสื่อถึงเวทมนตร์ ประกอบอยู่ด้วย แต่ต่อมาด้วยเหตุผลในการผลิตธงของกลุ่ม LGBT จึงตัดทอนลดเหลือ 6 แถบสี ดังที่เห็นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกันกับในผลงานภาพพิมพ์สายรุ้งของพี่อร สร้างขึ้นใน ค.ศ. 2020 ศิลปินไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month (เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิของชาว LGBTQ+ทั่วโลก) แต่ โอ๊ต มณเฑียร ในฐานะภัณฑารักษ์ได้คัดเลือกมาจัดแสดงเนื่องในโอกาสดังกล่าว

มันไม่ใช่ว่าศิลปินทุกคนตื่นขึ้นมาจะทำงานศิลปะเพื่อการประท้วง แต่ถามว่า ถ้างานที่ศิลปินทำมีบางส่วนส่งเสียงในเรื่องนี้ มันก็กำลังเล่าเรื่องเดียวกัน เราก็น่าจะผลักดันงานนั้นให้เข้าร่วมกับบริบทของสังคมได้ เพราะเราเชื่อว่าพลังของศิลปะสามารถเปลี่ยนชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำให้มนุษย์มีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ในความแตกแยกที่เรากำลังเผชิญอยู่”

นอกจากในส่วนของห้องจัดแสดงของศิลปิน อร ทองไทย แล้ว โอ๊ตยังพาเราไปชมสตูดิโอของเขาเองด้วย

ในสตูดิโอนั้นมีงานภาพเขียนสีพาสเทลจากนิทรรศการที่แล้วของเขาที่ชื่อ ‘Songprapha: Reclining Queer Nudes’ ซึ่งเป็นโชว์แรกของโพธิสัตวาแขวนอยู่ งานชุดนั้นของโอ๊ตเป็นภาพนู้ดแนวนอนของเกย์ไทย 22 คน แต่ละคนเป็นตัวแทนของไพ่ทาโรต์แต่ละใบ เขาบอกว่าห้องสตูดิโอที่เรายินอยู่นั้นก็คือห้องที่นายแบบมาเปลือยกายเพื่อสร้างงานชุดนี้นั่นเอง “ติดกับสตูดิโอนี้มีระเบียงที่เป็นโซนดูดวงด้วยนะครับ เพื่อใครสนใจ” บรรยากาศที่ยั่วยวนและน่าหลงใหลของสตูดิโอโอ๊ต ทำให้เรารู้สึกว่าเขาได้เติมสีชมพูและสีเทอควอยส์ เพิ่มไปในสีรุ้งที่เราในแกลเลอรี่อย่างงดงาม

เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย
เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

After the Sunset

ก่อนจบการนำชมรอบสุดท้าย โอ๊ตพาพวกเราเข้าไปในห้องที่แต่เดิมเคยเป็นห้องคาราโอเกะของร้านอาหาร ตอนนี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่จัดโชว์ โอ๊ตบอกว่าจะร้องเพลงให้ทุกคนได้ฟังกัน โจนัส คนรักของโอ๊ต นั่งประจำที่ เขาเริ่มพรมนิ้วลงบนเปียโน บทเพลง Body and Soul ถูกบรรเลงขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณแขกรื่อที่มา “ขอมอบให้นักสู้ ที่สู้เพื่อสิทธิของเราทุกๆคน แต่อย่าลืมดูแลหัวใจตัวเองด้วย แวะมาให้เราเลี้ยงไวน์บ้างนะคะ” 

เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย
เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

หลังจากการแสดงจบลง และแขกรับเชิญทยอยกลับกันไปด้วยรอยยิ้ม เราได้โอกาสนั่งคุยกับโอ๊ตอีกครั้ง เมื่อเขามานั่งรับประทานดินเนอร์มื้อใหญ่จากครัวของ Baik Baik กับเราอย่างเป็นกันเอง “ถ้ามันถึงจุดหนึ่งเรามองข้ามเรื่องเพศไปเลยก็ได้ เพราะเรื่องเพศมันไม่ได้เป็น Issue ของสังคมแล้ว เพราะทุกอย่างมันเท่าเทียม แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ก็ต้องสู้กันไปแหละ” โอ๊ตบอกเราสลับกับเคี้ยวข้าวไปด้วย

“คำถามคือ ในสังคมไทยทำไมเรายังไม่มีพื้นที่ศิลปะ LGBTQ+ มันเป็นเรื่องที่ทรงพลังมากนะ แล้วในเมื่อเราเองก็เรียนจบมาทางด้านนี้ คือด้านหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ ทำไมเราไม่ทำเองเลยล่ะ” เขาเล่าให้เราฟังว่าตอนที่ตัดสินใจเปิดพื้นที่นี้ เขาเองก็ไม่ได้จะรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับวงการ LGBTQ+ เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักการศึกษา ไม่ใช่ผู้ทำวิจัย โอ๊ตจึงต้องศึกษาประเด็นความหลากหลายทางเพศจากหลายด้านหลายแง่มุม

“เราเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน LGBTQ+ จากทั้งการเรียกร้องสิทธิทั้งในประเทศและระดับสากล และระหว่างทำโชว์นี้ก็ยังเรียนรู้อยู่ ตอนแรกที่เริ่มคิดว่า อยากโชว์ศิลปิน Lesbian ในไทย เอาจริงๆ เรานึกได้น้อยมากๆๆๆ ต้องทำการบ้านเยอะมาก เราเชิญ น้องเตย (ภาสินี ประมูลวงศ์) มาอัดเสียงพูดเรื่อง What is Lesbian Art? คืออัตลักษณ์ของงานโดยศิลปินหญิงรักหญิงมันมีจริงไหม อย่างไร หรืออย่างวันนี้ที่เรียกนักกิจกรรมมา เราถามว่ากฎหมายเท่าเทียมยื่นถึงไหนแล้ว มีอะไรที่เราช่วยได้บ้างมั้ย หรือแม้กระทั่งตอนทำนิทรรศการเรื่องเกย์ของเราเอง เรายังช็อกมากว่ามีนายแบบบางคนที่ยังต้องเจอกับ Conversation Therapy ในเมืองไทยยุคนี้

“พูดตรงๆ เลยว่าวงการ LGBTQ+ มีมากกว่าความจิกหมอนที่เราเห็นในซีรีส์วาย มันมีความเป็นคนและประเด็นอื่นๆ เยอะมาก เสียงของพวกเขาเหล่านี้ซับซ้อนและน่าสนใจ มันเปิดโลกมาก อีกฟังก์ชันของแกลเลอรี่ LGBTQ+ สำหรับเราคือการมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่รู้ให้ถาม แล้วถ้าคุณเป็นเกย์และคุณไม่รู้จักเลสเบี้ยน แต่คุณมาโบกธงเหมือนกัน มันก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราเข้าใจกันได้ เราควรที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สนับสนุนกันและกัน” โอ๊ตยิ้ม “We fight our own fights, but we’re fighting together.”

รู้ตัวอีกที แสงอาทิตย์ได้ดับลงไปแล้ว เมื่อกินข้าวเสร็จโอ๊ตหายตัวไปสักพัก และโผล่มาส่งเราอีกครั้งในชุดนอน วิกผมถูกทอดออกออก ใบหน้ากลับมาเป็นชายหนุ่ม แต่ยังมีสีกากเพชรคงเหลือวับแววอยู่บ้างของเปลือกตา

“อย่าลืมว่าทุกเสียงมีความหมาย และทุกคนไม่ว่าจะกำลังทำสิ่งที่เล็กน้อยหรือทุ่มเทในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนดีเพียงพอแล้ว มันไม่มีคำว่าเพอร์เฟกต์สำหรับทุกอย่าง เพียงได้ลงมือทำ นั่นถือว่าสำเร็จแล้ว”

โอ๊ตกล่าวลาพร้อมอวยพรให้เราโชคดี คงถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นไปรับพลังจากแสงจันทร์ในราศีมังกร

โพธิสัตวา LGBTQ+ แกลเลอรี่

ตั้งอยู่ในร้าน Baik Baik ปากซอยสรงประภา 18 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง

นิทรรศการ Pockets Full of Rainbows : Selected Prints by Orn Thongthai จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม จองรอบเข้าชมได้ที่ Facebook : Bodhisattava Lgbtq+ Gallery หรือโทรศัพท์ 06 3421 2642

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load