ชื่อธุรกิจ : สวนสามพราน, สามพรานริเวอร์ไซด์, สามพรานโมเดล, Patom Organic Living

ประเภท : โรงแรม, เกษตรอินทรีย์, คาเฟ่

อายุ : 58 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ดร.ชำนาญ และ คุณหญิงวลี ยุวบูรณ์

ทายาทรุ่นสอง : สุชาดา ยุวบูรณ์ และ บวร นวราช

ทยาทรุ่นสาม : โอ-อรุษ นวราช และ ฟี่-อนัฆ นวราช

“ทุกคนบอกว่าการเติบโตมาในสวนสามพรานเป็นสิ่งพิเศษ สมัยก่อนผมยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ผมพบว่าตัวเองมีความสุขและโชคดีที่ได้เติบโตมาที่นั่น มีพื้นที่ริมแม่น้ำให้วิ่งเล่น”

บ่ายวันนี้เรามีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ ฟี่-อนัฆ นวราช ในคาเฟ่ย่านทองหล่อของเขาที่ชื่อ Patom Organic Living ตัวร้านเป็นอาคารกระจกตั้งอยู่กลางอาณาบริเวณสีเขียวเย็นตา เสิร์ฟอาหารและขนมจากส่วนผสมออร์แกนิกที่เจ้าของร้านบอกเราได้หมดว่าได้มาจากฟาร์มไหนบ้าง ฟี่เกริ่นให้เราฟังถึงวัยเด็กกับความทรงจำในสวนหลังบ้านที่ใหญ่มาก และมีคนรู้จักทั้งประเทศอย่างสวนสามพราน 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

สวนสามพรานเริ่มต้นจากการเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สวนกุหลาบ และพื้นที่แสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย หลังดำเนินธุรกิจมายาวนาน 58 ปี แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตจนเป็นที่รู้จักดีทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ลูกไม้รุ่นที่ 3 กำลังขยายกิจการใหม่บนรากฐานธุรกิจที่ตายายสร้างมา เพื่อรักษาผืนดินในอำเภอสามพรานให้เป็นมรดกลูกหลาน ทั้งคาเฟ่สายรักษ์โลกของฟี่ และสามพรานโมเดลของพี่ชาย โอ-อรุษ นวราช สองธุรกิจที่มีเป้าหมายแผ่ร่มเงาไปถึงผู้คนในสังคมและสิ่งมีชีวิตอื่นในธรรมชาติกันทั้งคู่

ครอบครัวนี้ใส่ปุ๋ยสูตรไหน รดน้ำพรวนดินอย่างไรให้ลูกไม้งอกเงยงดงาม คงไม่มีอะไรอธิบายได้ดีไปกว่าคำตอบที่ได้จากตัวลูกไม้เอง

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เตรียมพื้นที่

เราศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกได้จากการศึกษาวัตถุที่แทรกอยู่ในชั้นดิน เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอจับเสียมมาคุ้ยพื้นที่ที่เป็นรากฐานให้ทายาทหนุ่มคนนี้ได้หยั่งราก

การมีคุณตาเป็นข้าราชการ และคุณยายเป็นภริยาข้าราชการที่ต้องเข้าวังบ่อยครั้ง ทำให้บรรยากาศในครอบครัวของฟี่ค่อนข้างมีพิธีรีตรองอยู่ไม่น้อย ฟี่เล่าว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันกว่า 10 คน ทำให้เรามองเห็นภาพครอบครัวใหญ่ที่มีความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยม ในมุมธุรกิจสวนสามพรานก็เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน และเคยเป็นบ้านของพนักงานกว่า 800 ชีวิต

“ตั้งแต่เด็กเราเห็นคุณยายเดินตรวจสวนทุกเช้า คุณแม่ผมก็ทำงานหนัก ตอนผมยังเด็กสวนสามพรานมีพนักงานเยอะมาก แต่คุณยายกับคุณแม่ผมเป็นสไตล์ Micro Management ลงรายละเอียด มีเรื่องอะไรทุกคนก็วิ่งมาถาม ให้เขาตัดสินใจ”

ในขณะที่พนักงานวิ่งมาหาคุณยายและคุณแม่เรื่องงาน ฟี่กับพี่น้องก็วิ่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านขนาดใหญ่

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“ตอนผมยังเด็ก สวนสามพรานเป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่ผมกับญาติๆ วิ่งเล่น เราข้ามไปบ้านญาติบ้าง ออกไปตามสวนตามร่อง เอาจักรยานมาขี่ลุยกัน โตมาหน่อยก็ใช้เป็นที่หัดขับรถ แอบกินเหล้าเพราะสวนหลังบ้านเรามีคนรู้จักเยอะ แต่มันก็สนุก พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่แห่งอิสระที่เราออกไปวิ่งได้โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่มาวิ่งตาม

“ผมคุ้นเคยกับธุรกิจครอบครัวก็จริง แต่คุณยายและคุณแม่ไม่เคยพูดว่าต้องมารับช่วงต่อ เขาอาจจะมองว่า เด็กๆ ไม่ควรเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าในธุรกิจครอบครัวในทันที แต่ควรไปหาประสบการณ์ที่อื่นก่อน”

เพื่อให้หลานได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างเต็มที่ คุณตาคุณยายจึงใช้กำไรที่รอมริบจากการทำธุรกิจสวนสามพรานมาผลักดันให้หลานทุกคนไปเรียนเมืองนอก ฟี่ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก่อนบินลัดฟ้าข้ามไปเรียนปริญญาตรีและโทที่สหรัฐอเมริกา

“ตอนเรียนผมมาสาย Art and Design ผมเรียนปริญญาโทด้านถ่ายภาพที่ Pratt Institute เรียนจบก็ทำงานเป็นผู้ช่วยช่างภาพแนวท่องเที่ยวที่นิวยอร์กอยู่ห้าปี จนผมเริ่มอิ่มตัวกับชีวิตที่นั่นจึงคิดเรื่องกลับมาลงหลักปักฐานที่ไทย”

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟี่ในวัย 28 ปี ตัดสินใจกลับบ้านพร้อมประสบการณ์เต็มกระเป๋าหลังจากลาเมืองไทยไป 18 ปี เขาเริ่มยื่นมือเข้ามาสู่ธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่เขายอมรับว่าไม่ถนัดเอาเสียเลย

ปรับสภาพดินและน้ำ

“ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องเข้าไปรับลูกค้า ต้องยิ้ม พูดคุยอยู่ตลอดเวลา แต่ผมไม่ใช่สไตล์นั้น” คำบอกเล่าของฟี่ทำให้เรารู้ว่า ลูกไม้ลูกนี้ก็ไม่ได้หล่นใต้ต้นเสียทีเดียว

ฟี่รู้ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจกลับบ้านแล้วว่า ต้องเข้าไปมีเอี่ยวกับธุรกิจที่บ้าน เงื่อนไขของเขาคือ เขายังคงอยากทำในสิ่งที่รักควบคู่ไปกับการช่วยพัฒนาสวนสามพราน ผลงานแรกกับธุรกิจครอบครัวจึงเป็นการเข้าไปอยู่ในทีมการตลาด ถ่ายภาพโรงแรมใหม่เพื่อให้ฝ่ายขายมีพอร์ตฟอลิโอที่สวยงาม ในขณะเดียวกันก็ยังรับงานฟรีแลนซ์ถ่ายภาพไปด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นาน สุขภาพของคุณยายก็เริ่มไม่ดี คุณแม่ต้องแบ่งเวลาไปดูแลคุณยาย ในสายตาของฟี่ที่เป็นเพิ่งเข้ามาแตะธุรกิจนี้หมาดๆ จึงมองเห็นช่องว่างมากมายเมื่อผู้จัดการใหญ่อย่างคุณแม่ลดบทบาทลง

“หลังจากที่เข้ามาช่วยงานที่บ้านได้สามสี่เดือน ผมก็ขยับมาช่วยดูงานบริหารจัดการมากขึ้น เพราะเราเห็น Loop Hole ว่าไม่มีใครทำอะไรบ้าง ความเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีระบบตายตัวเท่าไหร่นัก ผมเลยพยายามสร้างระบบให้ชัดเจนขึ้น 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“สวนสามพรานเคยเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างโบราณ เราอยากให้มันมีระบบขึ้น ความเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ใช่แค่บ้านเราที่มีสามรุ่น พนักงานเองก็มีสามรุ่นด้วย เราจำเป็นต้องสร้างคน ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยตลอดไป ผมจึงมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีแวว มีศักยภาพ เพื่อปั้นเขา”

เมื่อทายาทรุ่นสามที่กำลังไฟแรงเข้ามาจับธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมาเกือบ 50 ปี ไม่แปลกที่จะเกิดสงครามน้อยใหญ่ขึ้น อันเป็นปัญหาคลาสสิกของธุรกิจครอบครัว

“ความขัดแย้งมันมีอยู่แล้ว มีทุกระดับตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงเจ้าของ กลุ่มพนักงานเขาอาจไม่ได้ขัดแย้งกับเรา แต่เขามีปัญหากันเอง เมื่อเราสร้างคนใหม่ขึ้นมา คนเก่ากับคนใหม่ก็ชนกัน แม้แต่ผมกับแม่ยังขัดกันเลย คนอายุยี่สิบกับคนอายุสี่สิบคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

“เราผ่านมันมาด้วยการตกลงกับเขาว่า ถ้าจะให้เราทำ เขาต้องหย่อนให้เราแปดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณเก็บยี่สิบเปอร์เซ็นต์ไว้ก็ได้ เขาถึงเริ่มหย่อนลง แต่โอ้โห้ ทะเลาะกันตลอดเวลา ไม่ควรทำงานกับพ่อแม่จริงๆ” ฟี่หัวเราะ “แต่เราก็ประคองกันมา ปรับความเข้าใจ ไม่ได้ Shut Off ไปเลย”

หลังการเข้ามาของรุ่นที่ 3 สวนสามพรานก็เริ่มลดจำนวนพนักงานลง จนเหลือในปัจจุบันราว 200 คน ความสนุกไม่ได้หยุดแค่การปรับเปลี่ยนทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ขึ้นมาคั่นระหว่างแปลงด้วย แถมพืชเหล่านั้นยังโตขึ้นมาเกินความคาดหวังของเจ้าของสวนอีกต่างหาก

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เกษตรผสมผสาน

หากเปรียบสวนสามพรานเป็นแปลงเกษตร เหล่าทายาทรุ่นที่ 3 อย่างฟี่และพี่ชายคือคนที่เข้ามาเขย่าแนวทางการทำสวนทำไร่ให้กลายเป็นเกษตรแบบผสมผสาน

“เดิมทีสวนสามพรานเป็นโรงแรมนั่นแหละ เราไม่ได้เน้นเรื่องทำเกษตรเลยจนกระทั่งพี่ชายผมเริ่มเมื่อ ค.ศ. 2010” ฟี่ท้าวความถึงจุดเริ่มต้นของสามพรานโมเดล “พี่เขาใส่ใจสุขภาพอยู่แล้ว เลยสนใจเรื่องพืชผักออร์แกนิก และอยากให้สวนสามพรานมีจุดขายคือการเสิร์ฟอาหารออร์แกนิกให้ลูกค้ารับประทาน เรามีที่ดินสามสิบไร่อยู่ตรงแม่น้ำ เขาเลยไปลองผิดลองถูกทำฟาร์มของตัวเองตรงนั้นดู”

การทดลองในวันนั้น ผลของมันลุกลามใหญ่โต จากแค่มีผลผลิตออร์แกนิกส่งเข้าโรงแรมของครอบครัว กลับค้นพบว่า ปลูกเองอย่างไรก็ไม่พอใช้ จึงเริ่มไปชักชวนเกษตรกรในละแวกนั้นมาร่วมก๊วนกระทำความออร์แกนิกไปด้วย เพื่อให้มีจำนวนสินค้าเพียงพอ วิธีจูงใจให้เกษตรกรหันมาลดสารเคมีในแปลงเกษตรกันมากขึ้น คือการเปิดตลาดสุขใจทุกสุดสัปดาห์ ให้เกษตรกรมาขายผลผลิต โดยจ่ายแค่ค่าเช่าแผง 80 บาท เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความต้องการสินค้าออร์แกนิกจริงๆ นะ 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“เราเรียกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านเกษตรอินทรีย์และหาช่องทางการตลาดให้กับเขาว่า ‘สามพรานโมเดล’ เรารู้ว่ามีความต้องการสินค้าออร์แกนิก เราต้องทำให้เกษตรกรเห็น

“เราน่าจะเป็นเอกชนรายแรกๆ ที่เชื่อมกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เข้าด้วยกัน โชคดีที่เรามีสวนสามพรานเป็นตัวสนับสนุน โรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องใช้สินค้าเกษตรจำนวนมากอยู่แล้ว จึงช่วยผลักดันให้เกิดความต้องการสินค้าออร์แกนิกได้ และช่วยตอบคำถามของเกษตรกรที่ถามเราประจำว่า เขาปลูกได้นะ แล้วมีคนรับซื้อของเขาหรือเปล่า

“หลังจากทำสามพรานโมเดลมาได้สักระยะ เราก่อตั้งมูลนิธิสังคมสุขใจขึ้นมาเพื่อที่รับทุนจากหน่วยงานต่างๆ อย่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) หรือ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) เพื่อทำงานสนับสนุนและผลักดันเกษตรกรให้หันมาปลูกแบบอินทรีย์มากขึ้น หรือถ้าเขาทำอยู่แล้ว ก็เชื่อมเขาให้ถึงปลายน้ำแบบไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ให้ผู้บริโภคได้ซื้อหาผักออร์แกนิกในราคายุติธรรม”

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เมื่อเชื่อมคนต้นน้ำอย่างเกษตรกรไปถึงคนที่อยู่ปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อหาสินค้าในตลาดสุขใจ หรือเชื่อมไปที่ธุรกิจโรงแรมได้แล้ว ความโปร่งใสตลอด Supply Chain ก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ฟี่กล่าวย้ำกับเราหนักหนาว่า Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ) คือปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้

แต่การขับเคลื่อนเรื่องสังคมอินทรีย์ในสวนสามพรานไม่ได้จบแค่นั้น วันดีคืนดีทายาทรุ่นสามช่างคิดทั้งฟี่และพี่ชาย อยากให้สบู่แชมพูที่ใช้ในห้องพักเป็นออร์แกนิกด้วย

“เรามีวัตถุดิบที่ดีอยู่ ทำไมไม่แปรรูปของเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเรา” ฟี่แชร์ไอเดียที่แสนเรียบง่ายและเป็นตัวของตัวเอง ที่กลายมาเป็นแบรนด์ Patom กับ คาเฟ่ Patom Organic Living ในภายหลัง

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

ฝากธรรมชาติเลี้ยงดู

ฟี่เล่าติดตลกว่า Patom เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และ Patom Organic Living คาเฟ่ออร์แกนิกนั้น เป็นเหมือนทางหนีให้เขาได้ออกจากธุรกิจโรงแรมมาทำสิ่งที่ตรงกับความชอบมากขึ้น

“หลังสามพรานโมเดลเกิดมาได้ห้าปี พี่ชายผมจ้างอดีตนักเคมีของกระทรวงวิทย์มาอยู่กับเรา ผมเลยได้โอกาสทำแบรนด์ Patom เป็นการหาอะไรที่เป็นตัวเราและช่วยธุรกิจทางบ้านได้ด้วย” เขาเท้าความถึงจุดเริ่มต้น “ตอนแรกทำแค่สบู่ แชมพู วัตถุดิบจากสวนของเราเองหรือของเกษตรกรเครือข่าย เราทดลองปลูกเองก่อน ถ้าได้ผล ค่อยไปขอให้เกษตรกรปลูกเพิ่ม

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“ทำแบรนด์ Patom อยู่สองปี ผมก็ไปขอพื้นที่บ้านเก่าของคุณตาคุณยายที่ทองหล่อมาทำร้าน Patom Organic Living เพราะผมมีของแล้ว แต่ไม่อยากเข้าห้างฯ อยากสร้างร้านของเราเอง ขายของกินที่สูตรโบราณที่เราเสิร์ฟอยู่แล้วที่โรงแรม ชวนให้คนกรุงเทพฯ มาสัมผัสความเป็นออร์แกนิกในพื้นที่ใกล้ๆ ถ้าเขาถูกใจค่อยชวนไปต่อที่สวนสามพราน”

นี่คือโอกาสที่ฟี่ได้แสดงฝีไม้ลายมือด้านการออกแบรนดิ้งของสินค้าและร้าน ไม่ใช่แค่โลโก้เท่านั้น สินค้าทุกอย่างที่ขายในร้านคือการสื่อสารแบรนด์ที่เข้มแข็ง การเลือกเฉพาะวัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลูกได้ในประเทศไทย ตรวจสอบได้ถึงฟาร์มด้วยความช่วยเหลือของสามพรานโมเดล ทั้งหมดนี้บอกเล่าถึงพันธะสัญญาที่ Patom Organic Living มีให้กับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“เรามีทั้งของกินและของใช้ ทำให้คำว่า Organic Living มันชัดขึ้นมาจริงๆ ทุกอย่างอยู่ในชีวิตประจำวันและเชื่อมโยงกับต้นน้ำได้ อย่างคอมบูฉะขวดนี้” ฟี่ยกขวดเครื่องดื่มในมือขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบ “เกษตรกรที่ป่าละอูเป็นคนทำ มะนาวใช้วัตถุดิบจากราชบุรี น้ำผึ้งก็มาจากป่าละอูเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เป็นออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ อะไรต้องนำเข้าเราก็จะเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ และปลูกในประเทศแทน”

นอกจากการจัดการกับต้นน้ำ คือวัตถุดิบในคาเฟ่แล้ว การจัดการปลายน้ำของผลิตภัณฑ์ที่ขายในพื้นที่ของ Patom Organic Living ยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนอกจากให้ลูกค้าบริการตัวเองตอนสั่งอาหารแล้ว ยังต้องบริการตัวเองไปถึงการแยกขยะหลังจากทานอิ่ม ในร้านมีจุดแยกขยะเอาไว้ให้บริการเสร็จสรรพ เพราะฟี่เชื่อว่าคนเราจำเป็นต้องเรียนรู้ 

“ขยะเศษอาหารเราเอาไปทำปุ๋ยหมักอยู่แล้ว ส่วนของบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแบรนด์ Patom เรากำลังเปลี่ยนไปเป็นขวดพลาสติกแบบใหม่ที่ใช้เม็ดพลาสติกที่ผลิตในประเทศแทนการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือของแบรนด์ Patom กับ PTT Global Chemical หรือ GC การเข้ามาอยู่ในลูปนี้ดีตรงที่อย่างน้อยเรารู้ว่าขวดของเรามีทางไป ถ้าเราเก็บขวดมาแล้วเราต้องเอาไปคืนที่ไหน เพื่อให้ทาง GC เอาไปจัดการต่อ

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“สวนสามพราน สามพรานโมเดล และ Patom ในเวลานี้เราเป็นธุรกิจที่ทำเรื่องออร์แกนิกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของความยั่งยืน เราก็ไปเผยแพร่การทำเกษตรอินทรีย์ให้กับชุมชนในพื้นที่ระยองพร้อมกับ GC ส่วน GC เขาเป็นแนวนวัตกรรม ผมว่ามันคือการเติมเต็มกันและกัน”

หลังจากเปิดร้านมาได้ 3 ปี Patom ภายใต้การนำของฟี่ได้ทำหน้าที่ส่วนต่อขยายของสวนสามพรานและสามพรานโมเดลผลักดันสังคมเกษตรอินทรีย์ ผ่านการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับพันธมิตรหลากหลาย แถมยังแบ่งรายได้ 3 เปอร์เซ็นต์กลับไปให้สามพรานโมเดลใช้วิจัย พัฒนา และสนับสนุนเกษตรกรต่อไป เขาว่านี่คือวิสัยทัศน์ความสำเร็จที่เขามีในใจ ทั้งสำหรับแบรนด์ Patom และสำหรับสวนสามพราน

“เมื่อก่อนสวนสามพรานมีภาพลักษณ์ว่าเป็นที่เที่ยวของฝรั่ง แต่เมื่อเราทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทำให้เข้าถึงคนไทยและเกษตรกรในพื้นที่มากขึ้น ตอนนี้เราต่อยอดเรื่อง Partnership ซึ่งน่าดีใจที่มีองค์กรใหญ่ๆ มาจับมือกับเรา เป็นความต้องการเรื่องความยั่งยืนที่ตรงกัน พอมาทำด้วยกันมันดีกว่าอยู่แล้ว

“เรื่องของความยั่งยืนหรือออร์แกนิก สำหรับผมไม่ใช่แค่การทำเพื่อชุมชน แต่ทำเป็นธุรกิจได้” ฟี่แบ่งปันบทเรียนที่เขาได้จากการทำธุรกิจโดยใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน “ทั้งเรา พันธมิตร เกษตรกร ทุกคน Win-Win หมด ความยั่งยืนอยู่กับธุรกิจของคุณได้เลย ขอแค่คุณทำมันจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อแค่ประชาสัมพันธ์

“แม้ว่าคุณตาคุณยายจะเสียไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาน่าจะมีความสุขกับการที่เราต่อยอดแบบนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงแรมเพิ่มอีกร้อยห้อง แต่ไปสัมผัสกับชุมชนอย่างชัดเจน แล้วเราก็ได้ทำสิ่งที่เราชอบด้วย” ฟี่กล่าวปิดท้าย

นี่คือเรื่องเล่าของธุรกิจโรงแรมที่เริ่มต้นในอำเภอสามพรานโดยสองสามีภรรยาเมื่อ 58 ปีก่อน เมื่อผ่านมือของกาลเวลา ทายาท และได้ลองฝากให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจ ก็สามารถเติบโตมาเป็นสิ่งที่เราอยากหยิบยืมคำของคุณยายของฟี่มานิยามว่า ‘ธุรกิจเกื้อหนุนสังคม’

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ตั้งกระดาษรอเย็บจักรเข้าเล่มเบื้องหน้าเราคือผลงานใหม่ล่าสุดของนักเขียนคนโปรด

ด้วยจรรยาบรรณบางประการ เราจึงไม่อาจเปิดเผยรายชื่อให้คุณร่วมตื่นเต้นไปด้วยได้ แต่กว่าบทความนี้จะเผยแพร่ ใครหลายคนคงได้จับจองเป็นเจ้าของพร้อมลายเซนต์ชื่อสร้างความอิ่มเอมใจ

และถ้าคุณพอจะติดตามสถานการณ์แผงหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กบ้านเราในช่วง 5 ปีหลังมานี้ คุณจะพบหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กปกสวย และเข้าเล่มหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ซึ่งในบรรดาหนังสือน้อยใหญ่รูปเล่มสนุกๆ เหล่านี้ นอกจากชื่อผู้เขียนและสำนักพิมพ์ ชื่อหนึ่งที่คุ้นตาเราอยู่เสมอคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์

ตัดภาพกลับมา ระหว่างที่เดินผ่านตั้งกระดาษลดหลั่นกันไป กลิ่นกระดาษและน้ำหมึกไม่อบอวลอย่างที่คิด จะมีก็แต่เพียงเสียงของเครื่องจักรที่คลออยู่ตลอดบทสนทนาระหว่างเราและ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล ทายาทหนุ่มรุ่นที่สองของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์

และแม้จ๊อกจะยืนยัน ขอยกให้เครดิตของบรรยากาศคึกคักในวงการหนังสือแก่สำนักพิมพ์และนักออกแบบ ผู้มอบโจทย์ความต้องการแปลกๆ จนทำให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์มีโอกาสขยับขยายขอบเขตการทำงานและความสามารถ เราก็ตื่นเต้นในความตั้งใจของเขาอยู่ดี

ตื่นเต้นไปใหญ่เพราะระหว่างพูดคุยก็แอบคิดภาพเขาซ้อนทับกับ แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล เจ้าของสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์อันเลื่องชื่อในเยอรมนี ผู้เป็นสุดยอดนักทำหนังสือที่ใครๆ ก็อยากว่าจ้างให้แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล ตีพิมพ์และดูแลการผลิตให้

แม้แวดล้อมของวงการนักอ่านในบ้านเราไม่เอื้อให้ใครมองเห็นความตั้งใจนี้มากนัก แต่ถ้าไม่ได้ความกล้าลอง กล้าเรียนรู้ และกล้าสนุก ของชายหนุ่มตรงหน้าเราคนนี้ หนังสือน้ำดีและหนังสือสำนักพิมพ์เล็กๆ น่าสนับสนุนคงดูไม่จืดทีเดียว ว่าแล้วก็เหลือบมองถุงหนังสือกองโตที่ได้จากงานหนังสือเมื่อหลายวันก่อนอย่างรู้สึกผิด ตั้งใจว่าจบข้อเขียนนี้คงจะได้ฤกษ์งามยามดีทำความรู้จักกันเสียที

ต่อให้บทความนี้เผยแพร่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ช่วยอ่านที่ทันสมัย เราก็เป็นหนึ่งคนที่ค้านหัวชนฝาทุกครั้งที่ได้ยินใครบอกซ้ำๆ ว่าหนังสือและสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย

ธุรกิจ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ (พ.ศ. 2524)
ประเภทธุรกิจ : โรงพิมพ์
อายุ : 36 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : ธงชัย  อินทุวิศาลกุล,   จรินพร อินทุวิศาลกุล
ทายาทรุ่นที่สอง : จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล, โจ้-ชัยรินทร์ อินทุวิศาลกุล, เจ-ชัยฤทธิ์  อินทุวิศาลกุล

Create Outline : ส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์

สำหรับเด็กชายที่ครอบครัวทำโรงพิมพ์ สนามเด็กเล่นของเขาไม่ได้มีหญ้านุ่มๆ ชิงช้า ม้าหมุน กระดานลื่น กระบะทราย หรือโครงเหล็กให้ปีนป่าย แต่เต็มไปด้วยกระดาษ กระดาษ และกระดาษ

ก่อนจะเป็นโรงพิมพ์ขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้ หจก. ภาพพิมพ์ เริ่มต้นจากตึกขนาด 4 ชั้น รับงานสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเป็นหลัก ทั้งโปสเตอร์ หนังสือ และนิตยสาร

จ๊อกเล่าย้อนไปถึงนิสัยรักการอ่านของเขาว่า ไม่ได้เป็นเพราะที่บ้านทำโรงพิมพ์ หากแต่เป็นการปลูกฝังจากแม่เมื่อครั้งสมัยทำงานอยู่ที่กรมประชาสงเคราะห์ ที่ทำให้ซึมซับการทำงานเพื่อส่วนรวมและสนใจกิจกรรม รวมไปถึงการเลือกเรียนต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยที่มีหนังสือเป็นเครื่องมือชั้นดีของการพูดคุยหรือถกเถียงเรื่องราวน่าสนใจ

นอกจากงานผู้ช่วยวิจัยของอาจารย์ และการลงมือทำค่ายอาสาพัฒนาชุมชน จ๊อกมีความฝันเล็กๆ ก่อนมากลับมาทำโรงพิมพ์ที่บ้าน ว่าอยากเป็นอาสาสมัคร NGO ในทวีปแอฟริกา

น่าเสียดายที่โลกขาด NGO ฝีมือดีคนนี้ไป แต่ ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่งในวงการหนังสือของประเทศที่คนอ่านหนังสือเฉลี่ย 8 บรรทัดต่อปี กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ช่วง 3 ปีแรกของการเริ่มต้นงานผู้ช่วยทั่วไป จ๊อกเรียนรู้งานรับลูกค้าจากพ่อ สลับกับที่ยังคงทำโครงการเพื่อชุมชนอยู่ จนกระทั้งวันหนึ่งได้บังเอิญรู้จักกับเป้ (วาด รวี) ในร้านหนังสือที่แวะเวียนไปประจำ

“มันเป็นเรื่องของจังหวะจริงๆ นะ เราแค่ชอบหนังสือ เข้าร้านหนังสือ จนบังเอิญเจอคนทำสำนักพิมพ์ในร้านหนังสือ เราถือว่าพี่เป้เป็นคนสำคัญที่ทำให้รู้จักคนในวงการหนังสือมากขึ้น ประกอบช่วงนั้นเพื่อนของเพื่อนที่ทำกิจกรรมสมัยเรียน (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง) ทำงานกับพี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) สำนักพิมพ์ openbooks ที่เล่าเพียงจะบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องดวงนะ แต่เป็นเรื่องจังหวะจริงๆ เพราะปัจจัยที่ทำให้เรามาถึงทุกวันนี้มีหลายอย่างมาก เรียกว่าเป็นแรงผลักจากทุกคนให้ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ” จ๊อกเล่าย้อนลำดับถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังและมั่นใจกับสิ่งที่ทำ

Digital Proof : ตรวจงานก่อนวางเพลต

หลังจากเริ่มทำงานให้สำนักพิมพ์ openbooks จ๊อกเริ่มสังเกตสิ่งที่โรงพิมพ์เป็นอยู่ แล้วตั้งคำถามถึงคุณภาพการพิมพ์ ความต้องการลูกค้า และเวลาส่งมอบที่แม่นยำ เป็นบทเรียนสำคัญบทเรียนแรกๆ ที่เขาใช้พิสูจน์ตัวเองก่อนรับไม้ต่อจากพ่ออย่างเต็มตัว

“พี่โญและทีมงาน openbooks ทุกคนสอนผมเยอะมาก ข้อเสนอแนะจากสำนักพิมพ์ทำให้ผมอยากทำงานให้ดีขึ้น ผมตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์ใหม่ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องหารือกับพ่อ แจกแจงเรื่องค่าใช้จ่าย ต้นทุน ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงช่วงเวลาคืนทุนอย่างชัดเจน ซึ่งสุดท้ายยอดขายที่เยอะขึ้นตามก็พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนวิถีบางอย่าง และการใส่ใจในกระบวนการผลิต เป็นผลดี และเมื่อเริ่มทำงานได้ดีขึ้นก็มีคนรู้จักโรงพิมพ์ของเรามากขึ้น” จ๊อกเล่าว่าแม้การเปลี่ยนเครื่องพิมพ์จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดคือกระบวนการทำงานที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

แล้วอะไรคือสัญญาณสำคัญที่บอกให้รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างต้องเปลี่ยนให้ดีขึ้น จ๊อกยิ้มก่อนจะตอบออกมาว่า

“พอเริ่มสัมผัสความรู้สึกที่ดีจากการได้ทำสิ่งที่ดีให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่เรื่องราคาการผลิตที่ต่ำสุด แต่เป็นเรื่องความใส่ใจกระดาษ งานที่ออกมา และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำให้เกิดขึ้นได้จริง ความรู้สึกนี้ก็ค่อยๆ แปลงเปลี่ยนเป็นพลัง และ passion ให้เราทำโรงพิมพ์ต่อไป ทำให้เราค่อยๆ มีความสุข ทำให้เราอยากทำให้ดีขึ้นๆ”

ทัศนคติของทีมงาน คือ สิ่งแรกๆ ที่จ๊อกตั้งใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากค่อยๆ รับไม้ต่อจากพ่อ

“ทัศนคติในที่นี้หมายถึงเรื่อง ผลลัพธ์ที่เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น เช่น พิมพ์หน้าขาด (เกิดหน้าที่เป็นกระดาษเปล่า) มีจุดสกปรกบนงานพิมพ์ หน้าสลับ ขนาดไม่ได้ สันไม่ตรง รายละเอียดเยอะแยะปลีกย่อยต่างๆ ที่ผ่านมาเราใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป หรือว่าคิดว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่สำหรับผม ผมจะไม่ยอม”

การเปลี่ยนแปลงอย่างที่สองคือ การให้ความสำคัญกับเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ

“หลายครั้งปัญหาก็ไม่ได้เกิดจากคน แต่เป็นปัญหาที่เครื่องจักรมันไม่พร้อมกับการใช้งาน บางครั้งก็ซ่อมแซมกันไป ไม่ก็เปลี่ยนเครื่องจักร เปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจหนังสือมากขึ้น จากที่พิมพ์ได้เพลตละ 8 หน้าก็ซื้อเครื่องใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้เหมาะสมความต้องการ คุณภาพคงไม่ต่างแต่รับงานได้เยอะขึ้น และเพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการผลิต ผมคิดว่าควรจะทำให้เหลือแต่ปัญหาที่เกิดจาก human error หรือเรื่องทัศนคติในการทำงานซึ่งมันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้”

จ๊อกยืนยันความเปลี่ยนแปลงของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ ไม่ได้เกิดจากยุคการเปลี่ยนผ่านสั้นๆ ของเขา หรือมาจากตัวเขา เพราะพบว่าบางปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากเครื่องจักรหรือคน แต่เป็นเรื่องระบบ แบบแผน และขั้นตอนในการทำงาน ดังนั้น การเข้ามาช่วยเรื่องบัญชีของโจ้ น้องชายคนกลาง และการวางระบบและโครงสร้างองค์กรใหม่ของเจ น้องชายคนสุดท้อง จึงเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่เติมเต็มให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ในยุคของทายาทรุ่นที่สองดำเนินอยู่อย่างน่าจับตามอง

Production : ขั้นตอนการผลิต

เพราะช่วงนี้สังเกตเห็นหนังสือหน้าตาแปลกดีบนแผง รวมถึงหนังสือสวยๆ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์สั่งจองล่วงหน้าบนโลกออนไลน์มากมาย เราถามจ๊อกว่ากระบวนการผลิตของโรงพิมพ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

“เรื่องนี้เครดิตอยู่ที่สำนักพิมพ์ไม่ใช่ที่โรงพิมพ์อย่างผม และจริงๆ มีตัวเลือกโรงพิมพ์ที่พร้อมให้บริการสิ่งพิมพ์ดีๆ เยอะมาก เพียงแต่ในแวดวงหนังสือบ้านเรามีผู้เล่นไม่มากนัก จึงทำให้เห็นงานของภาพพิมพ์บ่อย” จ๊อกเล่าพร้อมชี้จุดสังเกตของเรื่องนี้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวยงามมักได้รับความสนใจเสมอ

บ่อยครั้งที่รูปแบบหนังสือสะท้อนรสนิยมบางอย่างของบรรณาธิการหรือเจ้าของสำนักพิมพ์ นอกจากเนื้อหาและผู้เขียน มีรายละเอียดย่อยๆ มากมายที่แสดงถึงความใส่ใจของสำนักพิมพ์ ทั้งงานออกแบบ งานจัดหน้ากระดาษ การเลือกเนื้อกระดาษ วิธีการเข้าเล่ม ซึ่งเรื่องเหล่านี้มาพร้อมๆ กับราคาที่สำนักพิมพ์ต้องจ่าย

“กับโปรเจกต์แปลกๆ ยากๆ เราตั้งใจคิดค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนักเพื่อแลกกับการทดลองเรียนรู้ และทำให้โปรเจกต์นั้นเกิด” ได้ยินอย่างนี้ คนทำหนังสืออย่างเราก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ก่อนที่จ๊อกจะเล่าขั้นตอนการทำ mock up ที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆ

ชายหนุ่มตรงหน้าบอกเราว่า ขั้นตอนการเรียนรู้เกิดจากการลองผิดลองถูกที่แท้จริง ก่อนจะเป็นรูปเล่มที่สวยงาม จ๊อกและทีมงานแผนกต่างๆ จะคิดและทดลองทำ mock up ขึ้นมาหลายๆ ครั้ง ปรับ เพิ่มและลดทอนแบบจากโจทย์เพื่อความเป็นไปได้ในการผลิตให้ลูกค้าเห็น ก่อนตัดสินใจผลิตจริง

หนึ่งตัวอย่างโจทย์ mock up สนุกๆ อย่างหนังสือที่ไม่ใช้อ่าน เพื่อใช้สำหรับการทำภาพประกอบโปสเตอร์งานสัปดาห์หนังสือ ออกมาเป็นหนังสือที่ตัดส่วนของขอบกระดาษเป็นขั้นบันได

“ช่วงที่หาวิธีทำงานชิ้นนี้อาจไม่สวยงามมาก แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง”

จากตัวอย่างการพิมพ์ปกหนังสือ ภูมิปัญญามูซาชิ ฉบับ ECLIPSE ของสำนักพิมพ์ openbooks ปกสีดำสนิท พิมพ์สีเมทัลลิกซ้ำทีละครั้ง จำนวน 4 ครั้ง ออกแบบและพัฒนาความคิดโดย สันติ ลอรัชวี และ ณัฐพล โรจนรัตนางกูร แห่ง Practical Design Studio จ๊อกบอกว่าทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะทุกคนพร้อมใจที่จะทำ ทั้งช่างพิมพ์และลูกค้าที่รู้ความคาดหวังของตัวเอง ช่วยผลักดันให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ไปไกลกว่าข้อจำกัดที่เคยมี

“ผลดีในระยะสั้นคือเพิ่มศักยภาพของเรา ผลดีระยะยาวคือดีกับธุรกิจของเรา”

และจากที่ได้เห็นหนังสือสวยๆ แบบในทุกวันนี้ ก็ยิ่งทำให้จ๊อกรู้สึกชอบการทำหนังสือมากขึ้นๆ เช่นเดียวกับงานพิมพ์ที่เขาชอบมากๆ อย่างการพิมพ์ปกหนังสือ หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง จากสำนักพิมพ์บทจร

“เป็นเล่มที่ธรรมดามากนะ เข้าเล่มสันกาว แต่งานพิมพ์ปกและงานปั๊ม งานพิมพ์ 4 สี CMYK ธรรมดา แต่สิ่งที่ออกมามันสมบูรณ์แบบมากเลย องค์ประกอบ ตำแหน่งการปั๊มจม ปั๊มนูน ในขนาดและจังหวะที่พอเหมาะ มิติของความนูนความจม ทุกอย่างเรียบง่ายแต่ออกมาเป็นหนังสือที่สวยมาก ดีไซน์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรา แต่เป็นคนที่คิดมาก่อนหน้านี้”

Finishing : จัดส่งหนังสือ

ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องราว แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล เจ้าของสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ที่เก่าแก่และเลื่องชื่อในเยอรมนี นักทำหนังสือผู้ทุ่มเทจิตวิญญาณให้กับทุกกระบวนการสมบูรณ์แบบ บุคคลที่ผู้มีอิทธิพลทั่วโลกว่าจ้างให้ผลิตหนังสือสารพัดแนว คุณจะมองเห็นความตั้งใจของจ๊อก (อ่านเรื่อง ‘How to Make a Book With Steidl : ในโรงพิมพ์ของคนทำหนังสืออันดับต้นของโลก’)

แกร์ฮาร์ด ชไตเดิล เป็นแรงบันดาลใจให้เขาในแง่ความตั้งใจในการทำงาน

หากแต่ถ้าเป็นเรื่องความฝัน ที่จะพาโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ไปถึงจุดที่เป็นโรงพิมพ์ที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ จ๊อกบอกว่า วิธีการไปสู่เป้าหมายนั้นจำเป็นต้องทำในสิ่งที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ ซึ่งทุกวันนี้เขาไม่ได้วิ่งหาลูกค้ามากมาย ทุกอย่างเกิดขึ้นและเติบโตอย่างออร์แกนิก จากกระแสปากต่อปาก

จ๊อกเล่าว่า เขารู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้ทำบางโปรเจกต์ที่ดีและมีความต้องการเฉพาะ ช่วยเพิ่มความตั้งใจที่จะเป็นโรงพิมพ์ที่ดีและมีคุณธรรม ผลิตสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพได้ตามความต้องการของลูกค้า

“ทุกวันนี้ ลูกค้าที่พบก็มีความต้องการแปลกๆ ท้าทายและสนุกไปอีกแบบ” จ๊อกหัวเราะ

“อะไรทำให้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์เติบโตสวนทางกระแสที่บอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย” เราถาม

“ภาพรวมของตลาดสิ่งพิมพ์ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ส่งเสริมการขาย และพ็อกเก็ตบุ๊ก ซึ่งสัดส่วนที่โรงพิมพ์เราเกี่ยวข้องคือพ็อกเก็ตบุ๊กและสิ่งพิมพ์ขององค์กร ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบกับการปิดตัวลงของสื่อและนิตยสารมากนัก และต่อให้เราอยู่ในตลาดพ็อกเก็ตบุ๊ก เราก็ไม่ใช่โรงพิมพ์เจ้าใหญ่ เรายังไม่เคยพิมพ์หนังสือขายดีด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเราเก่งเราเลยไม่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นเพราะเราโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มส่วนใหญ่ของตลาด”

ได้ยินคำตอบของจ๊อกแล้ว ก็ทำให้เรารู้สึกอยากเดินเข้าร้านหนังสือในทันที หวังอุดหนุนให้สำนักพิมพ์อิสระเจ้าเล็กๆ ไต่อันดับขายดีบ้าง

นอกจากคุณภาพของงานที่ทำ อีกสิ่งที่จ๊อกเชื่อและผลักดันให้คนในทีมเชื่อเหมือนกันคือ เรื่องการบริการ เป็นให้มากกว่าผู้รับจ้างพิมพ์ แต่คือการที่ปรึกษาทั้งในแง่เทคนิคการผลิตและการจัดการต้นทุนที่มีความซื่อตรงต่อวิชาชีพ

“เป็นความภาคภูมิใจในแง่วิชาชีพว่าเราไม่ได้เป็นมือรอง ไม่ได้แย่กว่าคนอื่น เราพยายามทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อที่ทีมงานจะรับรู้ว่าคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้ดีขึ้น และแบบไหนที่ยอมรับไม่ได้”

สิ่งที่พ่อ ผู้เริ่มต้นก่อตั้งโรงพิมพ์สอนเสมอ คือเรื่องความซื่อสัตย์ เช่น คิดราคามาตรฐาน ไม่เปลี่ยนสเปกลูกค้าโดยไม่บอกลูกค้าก่อน ไม่เบี้ยวเงินใคร ไม่จ่ายเงินใครช้า

“โตมาแบบนี้ผมก็แฮปปี้ที่จะทำแบบนี้ บางทีก็เป็นมากกว่าพ่อด้วยซ้ำ เช่น บางงานพ่อบอกว่าก็แค่แก้ไขแล้วส่งไปใหม่ แต่ผมรู้สึกว่าไม่ได้ ผมไม่แก้ มันต้องทำใหม่เท่านั้น ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลนะ แต่สำหรับผม นี่คือขั้นกว่าของคำว่าซื่อสัตย์ ผมทำแล้วสบายใจนะ พอมันจบลงผมก็รู้สึกว่าไม่ติดหนี้ใคร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ พ.ศ. 2524

จากบริษัทผลิตแม่พิมพ์ส่งให้โรงพิมพ์ใน พ.ศ. 2423 ก่อนผนวกร่วมหุ้นกับโรงพิมพ์ กลายเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ ที่มีที่มาจากคำว่า ‘ภาพ’ หรือเพลท รวมกับคำว่า ‘พิมพ์’ คุณพ่อธงชัยเล่าความรู้สึกที่ส่งไม้ต่อให้แก่จ๊อกว่า หลังจากที่เริ่มเห็นแววและความตั้งใจผ่านการทำงาน คุณพ่อก็ถามจ๊อกอย่างจริงจังว่าชอบสิ่งที่ทำอยู่แล้วใช่ไหม

“นอกจากสอนเรื่องความซื่อสัตย์ การบริการลูกค้า ที่ไม่ปิดบัง ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนไหนผิดก็ยอมรับผิด ไม่โกงลูกค้า ที่สำคัญคือเรื่องความตั้งใจในการทำงาน ถ้าทำในสิ่งที่เราชอบอย่างไรก็ทำได้ดี ส่วนเรื่องการตลาดผมไม่ห่วงเพราะเขามีเพื่อนอยู่ในวงการอยู่แล้ว เหมือนผมสมัยก่อน (หัวเราะ) เป็นการทำการตลาดแบบปากต่อปาก ซึ่งเขาก็ทำได้ดี

“ผมเริ่มต้นจาก 0 ดังนั้น จะบอกเขาเสมอว่า หากจะทำอะไรให้คิดให้ดี คิดหน้าคิดหลัง อย่าเสี่ยงมาก เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย กิจการพ่อแม่ที่ทำมา 40 – 50 ปีต้องมาเป็นหนี้สินเพราะการทำงานของคนรุ่นลูก ลงทุนไปเยอะๆ แล้วผิดพลาด เรื่องการลงทุนของจ๊อก ครั้งแรกก็ยังไม่มั่นใจ 100% มันมีความเสี่ยง แต่เท่าที่เห็นความตั้งใจ คอยมาอธิบายว่าลงทุนอะไร ความเสี่ยงและผลลัพธ์เป็นอย่างไร มีหลักการแนวคิดอะไรมาสนับสนุน ซึ่งผมรู้สึกพอใจนะ

“ผมเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่ต้องการการเห็นผลเร็วๆ กล้าได้กล้าเสีย เป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าไม่ใช่กับการทำธุรกิจนะ ธุรกิจต้องคิดถึงความมั่นคง ทำอะไรอย่างมั่นใจ ทีละขั้นทีละตอน step by step” คุณพ่อธงชัยกล่าวทิ้งท้าย

www.parbpim.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load