ชื่อธุรกิจ : สวนสามพราน, สามพรานริเวอร์ไซด์, สามพรานโมเดล, Patom Organic Living

ประเภท : โรงแรม, เกษตรอินทรีย์, คาเฟ่

อายุ : 58 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ดร.ชำนาญ และ คุณหญิงวลี ยุวบูรณ์

ทายาทรุ่นสอง : สุชาดา ยุวบูรณ์ และ บวร นวราช

ทยาทรุ่นสาม : โอ-อรุษ นวราช และ ฟี่-อนัฆ นวราช

“ทุกคนบอกว่าการเติบโตมาในสวนสามพรานเป็นสิ่งพิเศษ สมัยก่อนผมยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ผมพบว่าตัวเองมีความสุขและโชคดีที่ได้เติบโตมาที่นั่น มีพื้นที่ริมแม่น้ำให้วิ่งเล่น”

บ่ายวันนี้เรามีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ ฟี่-อนัฆ นวราช ในคาเฟ่ย่านทองหล่อของเขาที่ชื่อ Patom Organic Living ตัวร้านเป็นอาคารกระจกตั้งอยู่กลางอาณาบริเวณสีเขียวเย็นตา เสิร์ฟอาหารและขนมจากส่วนผสมออร์แกนิกที่เจ้าของร้านบอกเราได้หมดว่าได้มาจากฟาร์มไหนบ้าง ฟี่เกริ่นให้เราฟังถึงวัยเด็กกับความทรงจำในสวนหลังบ้านที่ใหญ่มาก และมีคนรู้จักทั้งประเทศอย่างสวนสามพราน 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

สวนสามพรานเริ่มต้นจากการเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สวนกุหลาบ และพื้นที่แสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย หลังดำเนินธุรกิจมายาวนาน 58 ปี แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตจนเป็นที่รู้จักดีทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ลูกไม้รุ่นที่ 3 กำลังขยายกิจการใหม่บนรากฐานธุรกิจที่ตายายสร้างมา เพื่อรักษาผืนดินในอำเภอสามพรานให้เป็นมรดกลูกหลาน ทั้งคาเฟ่สายรักษ์โลกของฟี่ และสามพรานโมเดลของพี่ชาย โอ-อรุษ นวราช สองธุรกิจที่มีเป้าหมายแผ่ร่มเงาไปถึงผู้คนในสังคมและสิ่งมีชีวิตอื่นในธรรมชาติกันทั้งคู่

ครอบครัวนี้ใส่ปุ๋ยสูตรไหน รดน้ำพรวนดินอย่างไรให้ลูกไม้งอกเงยงดงาม คงไม่มีอะไรอธิบายได้ดีไปกว่าคำตอบที่ได้จากตัวลูกไม้เอง

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เตรียมพื้นที่

เราศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกได้จากการศึกษาวัตถุที่แทรกอยู่ในชั้นดิน เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอจับเสียมมาคุ้ยพื้นที่ที่เป็นรากฐานให้ทายาทหนุ่มคนนี้ได้หยั่งราก

การมีคุณตาเป็นข้าราชการ และคุณยายเป็นภริยาข้าราชการที่ต้องเข้าวังบ่อยครั้ง ทำให้บรรยากาศในครอบครัวของฟี่ค่อนข้างมีพิธีรีตรองอยู่ไม่น้อย ฟี่เล่าว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันกว่า 10 คน ทำให้เรามองเห็นภาพครอบครัวใหญ่ที่มีความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยม ในมุมธุรกิจสวนสามพรานก็เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน และเคยเป็นบ้านของพนักงานกว่า 800 ชีวิต

“ตั้งแต่เด็กเราเห็นคุณยายเดินตรวจสวนทุกเช้า คุณแม่ผมก็ทำงานหนัก ตอนผมยังเด็กสวนสามพรานมีพนักงานเยอะมาก แต่คุณยายกับคุณแม่ผมเป็นสไตล์ Micro Management ลงรายละเอียด มีเรื่องอะไรทุกคนก็วิ่งมาถาม ให้เขาตัดสินใจ”

ในขณะที่พนักงานวิ่งมาหาคุณยายและคุณแม่เรื่องงาน ฟี่กับพี่น้องก็วิ่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านขนาดใหญ่

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“ตอนผมยังเด็ก สวนสามพรานเป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่ผมกับญาติๆ วิ่งเล่น เราข้ามไปบ้านญาติบ้าง ออกไปตามสวนตามร่อง เอาจักรยานมาขี่ลุยกัน โตมาหน่อยก็ใช้เป็นที่หัดขับรถ แอบกินเหล้าเพราะสวนหลังบ้านเรามีคนรู้จักเยอะ แต่มันก็สนุก พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่แห่งอิสระที่เราออกไปวิ่งได้โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่มาวิ่งตาม

“ผมคุ้นเคยกับธุรกิจครอบครัวก็จริง แต่คุณยายและคุณแม่ไม่เคยพูดว่าต้องมารับช่วงต่อ เขาอาจจะมองว่า เด็กๆ ไม่ควรเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าในธุรกิจครอบครัวในทันที แต่ควรไปหาประสบการณ์ที่อื่นก่อน”

เพื่อให้หลานได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างเต็มที่ คุณตาคุณยายจึงใช้กำไรที่รอมริบจากการทำธุรกิจสวนสามพรานมาผลักดันให้หลานทุกคนไปเรียนเมืองนอก ฟี่ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก่อนบินลัดฟ้าข้ามไปเรียนปริญญาตรีและโทที่สหรัฐอเมริกา

“ตอนเรียนผมมาสาย Art and Design ผมเรียนปริญญาโทด้านถ่ายภาพที่ Pratt Institute เรียนจบก็ทำงานเป็นผู้ช่วยช่างภาพแนวท่องเที่ยวที่นิวยอร์กอยู่ห้าปี จนผมเริ่มอิ่มตัวกับชีวิตที่นั่นจึงคิดเรื่องกลับมาลงหลักปักฐานที่ไทย”

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟี่ในวัย 28 ปี ตัดสินใจกลับบ้านพร้อมประสบการณ์เต็มกระเป๋าหลังจากลาเมืองไทยไป 18 ปี เขาเริ่มยื่นมือเข้ามาสู่ธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่เขายอมรับว่าไม่ถนัดเอาเสียเลย

ปรับสภาพดินและน้ำ

“ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องเข้าไปรับลูกค้า ต้องยิ้ม พูดคุยอยู่ตลอดเวลา แต่ผมไม่ใช่สไตล์นั้น” คำบอกเล่าของฟี่ทำให้เรารู้ว่า ลูกไม้ลูกนี้ก็ไม่ได้หล่นใต้ต้นเสียทีเดียว

ฟี่รู้ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจกลับบ้านแล้วว่า ต้องเข้าไปมีเอี่ยวกับธุรกิจที่บ้าน เงื่อนไขของเขาคือ เขายังคงอยากทำในสิ่งที่รักควบคู่ไปกับการช่วยพัฒนาสวนสามพราน ผลงานแรกกับธุรกิจครอบครัวจึงเป็นการเข้าไปอยู่ในทีมการตลาด ถ่ายภาพโรงแรมใหม่เพื่อให้ฝ่ายขายมีพอร์ตฟอลิโอที่สวยงาม ในขณะเดียวกันก็ยังรับงานฟรีแลนซ์ถ่ายภาพไปด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นาน สุขภาพของคุณยายก็เริ่มไม่ดี คุณแม่ต้องแบ่งเวลาไปดูแลคุณยาย ในสายตาของฟี่ที่เป็นเพิ่งเข้ามาแตะธุรกิจนี้หมาดๆ จึงมองเห็นช่องว่างมากมายเมื่อผู้จัดการใหญ่อย่างคุณแม่ลดบทบาทลง

“หลังจากที่เข้ามาช่วยงานที่บ้านได้สามสี่เดือน ผมก็ขยับมาช่วยดูงานบริหารจัดการมากขึ้น เพราะเราเห็น Loop Hole ว่าไม่มีใครทำอะไรบ้าง ความเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีระบบตายตัวเท่าไหร่นัก ผมเลยพยายามสร้างระบบให้ชัดเจนขึ้น 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“สวนสามพรานเคยเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างโบราณ เราอยากให้มันมีระบบขึ้น ความเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ใช่แค่บ้านเราที่มีสามรุ่น พนักงานเองก็มีสามรุ่นด้วย เราจำเป็นต้องสร้างคน ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยตลอดไป ผมจึงมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีแวว มีศักยภาพ เพื่อปั้นเขา”

เมื่อทายาทรุ่นสามที่กำลังไฟแรงเข้ามาจับธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมาเกือบ 50 ปี ไม่แปลกที่จะเกิดสงครามน้อยใหญ่ขึ้น อันเป็นปัญหาคลาสสิกของธุรกิจครอบครัว

“ความขัดแย้งมันมีอยู่แล้ว มีทุกระดับตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงเจ้าของ กลุ่มพนักงานเขาอาจไม่ได้ขัดแย้งกับเรา แต่เขามีปัญหากันเอง เมื่อเราสร้างคนใหม่ขึ้นมา คนเก่ากับคนใหม่ก็ชนกัน แม้แต่ผมกับแม่ยังขัดกันเลย คนอายุยี่สิบกับคนอายุสี่สิบคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

“เราผ่านมันมาด้วยการตกลงกับเขาว่า ถ้าจะให้เราทำ เขาต้องหย่อนให้เราแปดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณเก็บยี่สิบเปอร์เซ็นต์ไว้ก็ได้ เขาถึงเริ่มหย่อนลง แต่โอ้โห้ ทะเลาะกันตลอดเวลา ไม่ควรทำงานกับพ่อแม่จริงๆ” ฟี่หัวเราะ “แต่เราก็ประคองกันมา ปรับความเข้าใจ ไม่ได้ Shut Off ไปเลย”

หลังการเข้ามาของรุ่นที่ 3 สวนสามพรานก็เริ่มลดจำนวนพนักงานลง จนเหลือในปัจจุบันราว 200 คน ความสนุกไม่ได้หยุดแค่การปรับเปลี่ยนทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ขึ้นมาคั่นระหว่างแปลงด้วย แถมพืชเหล่านั้นยังโตขึ้นมาเกินความคาดหวังของเจ้าของสวนอีกต่างหาก

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เกษตรผสมผสาน

หากเปรียบสวนสามพรานเป็นแปลงเกษตร เหล่าทายาทรุ่นที่ 3 อย่างฟี่และพี่ชายคือคนที่เข้ามาเขย่าแนวทางการทำสวนทำไร่ให้กลายเป็นเกษตรแบบผสมผสาน

“เดิมทีสวนสามพรานเป็นโรงแรมนั่นแหละ เราไม่ได้เน้นเรื่องทำเกษตรเลยจนกระทั่งพี่ชายผมเริ่มเมื่อ ค.ศ. 2010” ฟี่ท้าวความถึงจุดเริ่มต้นของสามพรานโมเดล “พี่เขาใส่ใจสุขภาพอยู่แล้ว เลยสนใจเรื่องพืชผักออร์แกนิก และอยากให้สวนสามพรานมีจุดขายคือการเสิร์ฟอาหารออร์แกนิกให้ลูกค้ารับประทาน เรามีที่ดินสามสิบไร่อยู่ตรงแม่น้ำ เขาเลยไปลองผิดลองถูกทำฟาร์มของตัวเองตรงนั้นดู”

การทดลองในวันนั้น ผลของมันลุกลามใหญ่โต จากแค่มีผลผลิตออร์แกนิกส่งเข้าโรงแรมของครอบครัว กลับค้นพบว่า ปลูกเองอย่างไรก็ไม่พอใช้ จึงเริ่มไปชักชวนเกษตรกรในละแวกนั้นมาร่วมก๊วนกระทำความออร์แกนิกไปด้วย เพื่อให้มีจำนวนสินค้าเพียงพอ วิธีจูงใจให้เกษตรกรหันมาลดสารเคมีในแปลงเกษตรกันมากขึ้น คือการเปิดตลาดสุขใจทุกสุดสัปดาห์ ให้เกษตรกรมาขายผลผลิต โดยจ่ายแค่ค่าเช่าแผง 80 บาท เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความต้องการสินค้าออร์แกนิกจริงๆ นะ 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“เราเรียกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านเกษตรอินทรีย์และหาช่องทางการตลาดให้กับเขาว่า ‘สามพรานโมเดล’ เรารู้ว่ามีความต้องการสินค้าออร์แกนิก เราต้องทำให้เกษตรกรเห็น

“เราน่าจะเป็นเอกชนรายแรกๆ ที่เชื่อมกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เข้าด้วยกัน โชคดีที่เรามีสวนสามพรานเป็นตัวสนับสนุน โรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องใช้สินค้าเกษตรจำนวนมากอยู่แล้ว จึงช่วยผลักดันให้เกิดความต้องการสินค้าออร์แกนิกได้ และช่วยตอบคำถามของเกษตรกรที่ถามเราประจำว่า เขาปลูกได้นะ แล้วมีคนรับซื้อของเขาหรือเปล่า

“หลังจากทำสามพรานโมเดลมาได้สักระยะ เราก่อตั้งมูลนิธิสังคมสุขใจขึ้นมาเพื่อที่รับทุนจากหน่วยงานต่างๆ อย่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) หรือ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) เพื่อทำงานสนับสนุนและผลักดันเกษตรกรให้หันมาปลูกแบบอินทรีย์มากขึ้น หรือถ้าเขาทำอยู่แล้ว ก็เชื่อมเขาให้ถึงปลายน้ำแบบไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ให้ผู้บริโภคได้ซื้อหาผักออร์แกนิกในราคายุติธรรม”

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เมื่อเชื่อมคนต้นน้ำอย่างเกษตรกรไปถึงคนที่อยู่ปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อหาสินค้าในตลาดสุขใจ หรือเชื่อมไปที่ธุรกิจโรงแรมได้แล้ว ความโปร่งใสตลอด Supply Chain ก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ฟี่กล่าวย้ำกับเราหนักหนาว่า Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ) คือปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้

แต่การขับเคลื่อนเรื่องสังคมอินทรีย์ในสวนสามพรานไม่ได้จบแค่นั้น วันดีคืนดีทายาทรุ่นสามช่างคิดทั้งฟี่และพี่ชาย อยากให้สบู่แชมพูที่ใช้ในห้องพักเป็นออร์แกนิกด้วย

“เรามีวัตถุดิบที่ดีอยู่ ทำไมไม่แปรรูปของเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเรา” ฟี่แชร์ไอเดียที่แสนเรียบง่ายและเป็นตัวของตัวเอง ที่กลายมาเป็นแบรนด์ Patom กับ คาเฟ่ Patom Organic Living ในภายหลัง

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

ฝากธรรมชาติเลี้ยงดู

ฟี่เล่าติดตลกว่า Patom เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และ Patom Organic Living คาเฟ่ออร์แกนิกนั้น เป็นเหมือนทางหนีให้เขาได้ออกจากธุรกิจโรงแรมมาทำสิ่งที่ตรงกับความชอบมากขึ้น

“หลังสามพรานโมเดลเกิดมาได้ห้าปี พี่ชายผมจ้างอดีตนักเคมีของกระทรวงวิทย์มาอยู่กับเรา ผมเลยได้โอกาสทำแบรนด์ Patom เป็นการหาอะไรที่เป็นตัวเราและช่วยธุรกิจทางบ้านได้ด้วย” เขาเท้าความถึงจุดเริ่มต้น “ตอนแรกทำแค่สบู่ แชมพู วัตถุดิบจากสวนของเราเองหรือของเกษตรกรเครือข่าย เราทดลองปลูกเองก่อน ถ้าได้ผล ค่อยไปขอให้เกษตรกรปลูกเพิ่ม

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“ทำแบรนด์ Patom อยู่สองปี ผมก็ไปขอพื้นที่บ้านเก่าของคุณตาคุณยายที่ทองหล่อมาทำร้าน Patom Organic Living เพราะผมมีของแล้ว แต่ไม่อยากเข้าห้างฯ อยากสร้างร้านของเราเอง ขายของกินที่สูตรโบราณที่เราเสิร์ฟอยู่แล้วที่โรงแรม ชวนให้คนกรุงเทพฯ มาสัมผัสความเป็นออร์แกนิกในพื้นที่ใกล้ๆ ถ้าเขาถูกใจค่อยชวนไปต่อที่สวนสามพราน”

นี่คือโอกาสที่ฟี่ได้แสดงฝีไม้ลายมือด้านการออกแบรนดิ้งของสินค้าและร้าน ไม่ใช่แค่โลโก้เท่านั้น สินค้าทุกอย่างที่ขายในร้านคือการสื่อสารแบรนด์ที่เข้มแข็ง การเลือกเฉพาะวัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลูกได้ในประเทศไทย ตรวจสอบได้ถึงฟาร์มด้วยความช่วยเหลือของสามพรานโมเดล ทั้งหมดนี้บอกเล่าถึงพันธะสัญญาที่ Patom Organic Living มีให้กับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“เรามีทั้งของกินและของใช้ ทำให้คำว่า Organic Living มันชัดขึ้นมาจริงๆ ทุกอย่างอยู่ในชีวิตประจำวันและเชื่อมโยงกับต้นน้ำได้ อย่างคอมบูฉะขวดนี้” ฟี่ยกขวดเครื่องดื่มในมือขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบ “เกษตรกรที่ป่าละอูเป็นคนทำ มะนาวใช้วัตถุดิบจากราชบุรี น้ำผึ้งก็มาจากป่าละอูเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เป็นออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ อะไรต้องนำเข้าเราก็จะเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ และปลูกในประเทศแทน”

นอกจากการจัดการกับต้นน้ำ คือวัตถุดิบในคาเฟ่แล้ว การจัดการปลายน้ำของผลิตภัณฑ์ที่ขายในพื้นที่ของ Patom Organic Living ยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนอกจากให้ลูกค้าบริการตัวเองตอนสั่งอาหารแล้ว ยังต้องบริการตัวเองไปถึงการแยกขยะหลังจากทานอิ่ม ในร้านมีจุดแยกขยะเอาไว้ให้บริการเสร็จสรรพ เพราะฟี่เชื่อว่าคนเราจำเป็นต้องเรียนรู้ 

“ขยะเศษอาหารเราเอาไปทำปุ๋ยหมักอยู่แล้ว ส่วนของบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแบรนด์ Patom เรากำลังเปลี่ยนไปเป็นขวดพลาสติกแบบใหม่ที่ใช้เม็ดพลาสติกที่ผลิตในประเทศแทนการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือของแบรนด์ Patom กับ PTT Global Chemical หรือ GC การเข้ามาอยู่ในลูปนี้ดีตรงที่อย่างน้อยเรารู้ว่าขวดของเรามีทางไป ถ้าเราเก็บขวดมาแล้วเราต้องเอาไปคืนที่ไหน เพื่อให้ทาง GC เอาไปจัดการต่อ

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“สวนสามพราน สามพรานโมเดล และ Patom ในเวลานี้เราเป็นธุรกิจที่ทำเรื่องออร์แกนิกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของความยั่งยืน เราก็ไปเผยแพร่การทำเกษตรอินทรีย์ให้กับชุมชนในพื้นที่ระยองพร้อมกับ GC ส่วน GC เขาเป็นแนวนวัตกรรม ผมว่ามันคือการเติมเต็มกันและกัน”

หลังจากเปิดร้านมาได้ 3 ปี Patom ภายใต้การนำของฟี่ได้ทำหน้าที่ส่วนต่อขยายของสวนสามพรานและสามพรานโมเดลผลักดันสังคมเกษตรอินทรีย์ ผ่านการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับพันธมิตรหลากหลาย แถมยังแบ่งรายได้ 3 เปอร์เซ็นต์กลับไปให้สามพรานโมเดลใช้วิจัย พัฒนา และสนับสนุนเกษตรกรต่อไป เขาว่านี่คือวิสัยทัศน์ความสำเร็จที่เขามีในใจ ทั้งสำหรับแบรนด์ Patom และสำหรับสวนสามพราน

“เมื่อก่อนสวนสามพรานมีภาพลักษณ์ว่าเป็นที่เที่ยวของฝรั่ง แต่เมื่อเราทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทำให้เข้าถึงคนไทยและเกษตรกรในพื้นที่มากขึ้น ตอนนี้เราต่อยอดเรื่อง Partnership ซึ่งน่าดีใจที่มีองค์กรใหญ่ๆ มาจับมือกับเรา เป็นความต้องการเรื่องความยั่งยืนที่ตรงกัน พอมาทำด้วยกันมันดีกว่าอยู่แล้ว

“เรื่องของความยั่งยืนหรือออร์แกนิก สำหรับผมไม่ใช่แค่การทำเพื่อชุมชน แต่ทำเป็นธุรกิจได้” ฟี่แบ่งปันบทเรียนที่เขาได้จากการทำธุรกิจโดยใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน “ทั้งเรา พันธมิตร เกษตรกร ทุกคน Win-Win หมด ความยั่งยืนอยู่กับธุรกิจของคุณได้เลย ขอแค่คุณทำมันจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อแค่ประชาสัมพันธ์

“แม้ว่าคุณตาคุณยายจะเสียไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาน่าจะมีความสุขกับการที่เราต่อยอดแบบนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงแรมเพิ่มอีกร้อยห้อง แต่ไปสัมผัสกับชุมชนอย่างชัดเจน แล้วเราก็ได้ทำสิ่งที่เราชอบด้วย” ฟี่กล่าวปิดท้าย

นี่คือเรื่องเล่าของธุรกิจโรงแรมที่เริ่มต้นในอำเภอสามพรานโดยสองสามีภรรยาเมื่อ 58 ปีก่อน เมื่อผ่านมือของกาลเวลา ทายาท และได้ลองฝากให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจ ก็สามารถเติบโตมาเป็นสิ่งที่เราอยากหยิบยืมคำของคุณยายของฟี่มานิยามว่า ‘ธุรกิจเกื้อหนุนสังคม’

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : กลุ่มบริษัท เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ. 1960

อายุ : 62 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : จุ่นเซ็ง แซ่ก๊วย

ทายาทรุ่นสอง : ปรีชาศิวัต และ พัสธพงษ์ อัศวนันต์ธนา 

ทายาทรุ่นสาม : ณัทชนันท์ อัศวนันต์ธนา และครอบครัว 

เอี่ยวไถ่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า เจริญรุ่งเรืองและดี เป็นร้านสุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่มีน้ำจิ้มสูตรเด็ดและการหมักหมู ไก่ เนื้อ ด้วยเครื่องเทศที่ไม่เหมือนใคร คงกรรมวิธีเดิมแม้ผ่านกาลเวลามายาวนาน ทำให้อยู่มาถึง 60 ปี 

จากภัตตาคารแถวปิ่นเกล้าที่อยู่ในภาพจำของใครหลายคน วันนี้เอี่ยวไถ่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าด้วยลุคใหม่ถึง 13 สาขา แตกแบรนด์ออกเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 เอี่ยวไถ่ Suki BBQ และ เอี่ยวไถ่ express ที่มีความโมเดิร์นขึ้นแต่ยังคงบรรยากาศอบอุ่น และอยากบอกให้รู้ว่าไม่ได้มีแค่สุกี้ แต่มีหมูกระทะรุ่นพ่อพร้อมอาหารไทยจีนหลายอย่าง ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงสบาย ๆ เหมือนทานอาหารที่บ้าน 

แชร์-ณัทชนันท์ อัศวนันต์ธนา เป็นตัวแทนทายาทรุ่นสามของครอบครัว มาเล่าเส้นทางการเติบโตของธุรกิจกงสี เปิดมุมมองว่าทำไมถึงคิดว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย และความมุ่งมั่นอยากสานต่อลูกค้าจากรุ่นสู่รุ่นให้คนรุ่นใหม่อยากเดินเข้าร้าน  

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

สุกี้โบราณชามละ 5 บาท

“สุกี้ยากี้ ดีจริง ๆ” คือป้ายการันตีความอร่อยที่ติดใต้ชื่อร้านเอี่ยวไถ่สุกี้ ณ โรงหนังเฉลิมนคร บริเวณคลองถมเก่าใน พ.ศ. 2503

ยุคแรกเริ่มของ อากงจุ่นเซ็ง แซ่ก๊วย เริ่มจากขายสุกี้เป็นชาม ชามละ 5 บาท เมื่อย้ายมาอยู่แถวกองปราบฯ ก็พัฒนาเป็นหม้อมีหูใบเล็กต้มด้วยเตาแก๊ส ขายหม้อละ 60 – 80 บาท 

นอกจากสุกี้ยังขายกระทะปิ้งเจงกิสข่านตั้งแต่เริ่มกิจการ มีเรื่องเล่าว่าชนเผ่ามองโกลสมัยก่อนประยุกต์ใช้โล่สำหรับรบมาทำเป็นกระทะ จึงเกิดชื่อเรียกว่ากระทะปิ้งเจงกิสข่าน เกิดเป็นหมูกระทะรุ่นแรกและเป็นต้นตำรับปิ้งย่างในปัจจุบัน

สุกี้โบราณของเอี่ยวไถ่เป็นสูตรจีนแต้จิ๋ว โดดเด่นที่น้ำจิ้มสูตรผสมเต้าหู้ยี้และเต้าเจี้ยว หอมสมุนไพรจีน หมักหมูหรือเนื้อกับเครื่องเทศให้นุ่ม เติมไข่ไก่ 1 ฟองแล้วเทลงไปในหม้อทั้งจาน เข้ากันดีกับน้ำซุปที่ปรุงมาอย่างกลมกล่อม 

ลูกค้าเป็นคนทุกวัยมาตั้งแต่อดีต ผู้ใหญ่มักชอบกินสุกี้เป็นพิเศษ ส่วนลูกหลานก็มีกระทะปิ้งเป็นตัวเลือกให้ทานได้ไม่เบื่อ 

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย
62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

กลยุทธ์การเข้าห้างของเอี่ยวไถ่

กิจการเริ่มต้นจากร้านรถเข็น เติบโตเป็นภัตตาคารเอี่ยวไถ่แถวปิ่นเกล้า เริ่มขยายสาขาแบบ Stand Alone ในยุคทายาทรุ่นสอง ต่อมาด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกครอบครัวในธุรกิจกงสีของรุ่นถัดมาทำให้ขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าได้ถึง 13 สาขาในปัจจุบัน

ทายาทรุ่นสามเล่าย้อนถึงตอนที่เริ่มเข้าห้างสรรพสินค้าครั้งแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้วว่า “ช่วงลูกหลานเริ่มเรียนจบ คุณพ่อและญาติเริ่มอยากย้ายมาอยู่ในห้าง รุ่นเรารับแนวคิดจากรุ่นพ่อแม่มาทำให้เป็นรูปธรรม เดินหาลูกค้า หาทำเลที่เข้าไปอยู่ในเมืองเพิ่มจากที่อยู่แค่ฝั่งธนฯ ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น” 

การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในช่วงนั้นทำให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เน้นเลือกทำเลตามแลนด์มาร์กหลากหลาย ทั้งย่านคนจีน ย่านธุรกิจ ย่านทำงาน ย่านช้อปปิ้ง

เมื่อเดินเข้าห้างสรรพสินค้า การแต่งตัวและการตลาดต้องปรับเปลี่ยนตามเล็กน้อย เหล่าทายาทรุ่นสามเลือกรีแบรนด์เอี่ยวไถ่โดยยังคงความเป็นตัวเอง แต่ก็เหมาะกับสถานที่และยุคสมัยมากขึ้น

เปลี่ยนจากใช้คำว่าสุกี้เป็นสุกี้โบราณ เพื่อเน้นจุดเด่นของสูตรแต้จิ๋วดั้งเดิมที่ทำมานานกว่า 60 ปีให้แตกต่างจากร้านสุกี้อื่น ๆ ในห้าง อีกทั้งยังแตกชื่อร้านเป็น 3 แบรนด์ย่อย คือ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 เอี่ยวไถ่ Suki BBQ และ เอี่ยวไถ่ express ซึ่งมีเมนูคล้ายกัน แต่เน้นจุดเด่นและการสื่อสารการตลาดแตกต่างกันเล็กน้อย

สำหรับเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 นั้นเน้นจุดเด่นเหมือนภัตตาคารรุ่นแรกคือสุกี้ พร้อมปรับการตกแต่งร้านให้เป็นจีนโมเดิร์นขึ้น แต่ยังคงบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนการกินอาหารที่บ้านกับครอบครัว  

เป็นความโมเดิร์นที่ทายาทรุ่นสามบอกว่า ยังอยากให้เข้าถึงง่ายและไม่ดูหรูหราเกินไป 

“อยากให้ลูกค้าเข้ามาแล้วมีกลิ่นอายของแต้จิ๋วกับต้นตำรับดั้งเดิมอยู่บ้าง นั่งแล้วรู้สึกโอเค ไม่เคอะเขิน ไม่เกร็ง ลูกค้ากล้าเดินเข้ามาหาเรา”

ตัวตนของเอี่ยวไถ่ทุกสาขาที่ยังยึดเหมือนเดิมตั้งแต่อดีต คือการเข้าถึงคนทุกเจเนอเรชันในครอบครัว ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พ่อแม่ลูก แต่ยังรวมถึงคนวัยทำงานและวัยรุ่นด้วย

“เราอยากทาบรอยต่อกับลูกค้าคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อสร้างรอยต่อไปเรื่อย ๆ ให้มีลูกค้าทุกวัย” การเลือกทำเลของห้างที่หลากหลายในการขยายสาขา จึงเป็นการเดินเข้าหาสมาชิกครอบครัวในแต่ละวัยที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย
62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย


“โชคดีที่เราอยู่ได้ในหลายตลาด”  

สำหรับคนที่ชอบทานอาหารจีนดั้งเดิม เอี่ยวไถ่มีเมนูอาหารจีนที่หาทานยากอย่าง ฮื่อแซ (ปลาดิบจีน) ขาหมูเย็น เมนูเด็ดที่มาแล้วต้องทาน คือ ก๋วยเตี๋ยวหลอดปู เนื้อปูก้อนผัดผงกะหรี่ หอยจ๊อปู โดยเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าติดใจมายาวนาน คือการเน้นคัดวัตถุดิบเกรดพิเศษ ถ้าเป็นเนื้อปูต้องเป็นแบบหวานสดอร่อยจากสุราษฎร์ธานี คากิหมั่นโถวต้องเลือกเฉพาะอุ้งเท้าหมูด้านหน้าเท่านั้น ส่วนเป็ดปักกิ่งและหมูหันฮ่องกงต้องทานได้ทั้งตัว เป็นสูตรดั้งเดิมที่ล้วนสืบทอดกรรมวิธีมาจากรุ่นสู่รุ่น ปิดท้ายด้วยของหวานยอดนิยมที่คนชอบสั่งตลอดมาอย่างเผือกหิมะ พุทราทอด

ถ้านับรวมทุกเมนูทั้งหมดมีราว 300 กว่าเมนูเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้า

“คนเข้าใจว่าเราขายแค่สุกี้แต่เรามีทั้งอาหารไทยและจีนที่พร้อมเสิร์ฟด้วย อยากให้คนทุกรุ่นในครอบครัวเมื่อเดินเข้ามาแล้วไม่ตั้งคำถามว่า แล้วฉันจะกินอะไรล่ะ แต่รู้ว่าทานอะไรได้”

สำหรับสาขาเอี่ยวไถ่ Suki BBQ นั้นเน้นการสื่อสารว่าไม่ได้มีแค่สุกี้ แต่มีกระทะเจงกิสข่านด้วย ส่วนเอี่ยวไถ่ express เน้นอาหารจานเดียวแนวสตรีทฟู้ด ลดขนาดจานลงให้เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มาทานคนเดียว การตกแต่งร้านใส่ความสนุกและบรรยากาศของคาเฟ่จีนสมัยใหม่ที่มีความโมเดิร์นมากกว่าเอี่ยวไถ่ 1960

“โชคดีที่เราอยู่ได้ในหลายตลาด” แชร์บอกว่าตลาดสุกี้เป็นตลาดใหญ่ เช่นเดียวกับอาหารจีนและไทย ทำให้มองเห็นโอกาสในการเติบโตไปข้างหน้า 

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

สุกี้สูตรคลาสสิกที่ติดเทรนด์ 

ความท้าทายของเอี่ยวไถ่ในรุ่นปัจจุบันของทายาทรุ่นสาม คือการเก็บฐานลูกค้าเก่าไว้และตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ในขณะเดียวกัน

ด้วยความที่เป็นร้านสุกี้ที่เปิดมาเนิ่นนานกว่า 60 ปี จึงทำให้มีแฟนคลับโดยเฉพาะคนรุ่นเก๋าที่เป็นลูกค้าขาประจำ “บางอย่างถ้ารสชาติผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวลูกค้าจะจำได้ นั่นคือเหตุผลที่เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาแล้วอยากให้ได้ทานรสชาติที่คิดถึง”

“ดังนั้น ในแง่รสชาติไม่ว่าผ่านมากี่ยุคสมัยเราจึงยังคงรสชาติพื้นฐานแบบเดิม คือสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบอย่างน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว”  

ในขณะเดียวกันแชร์ก็เชื่อในการไม่หยุดพัฒนาโดยการเพิ่มวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมตามยุคสมัย 

“เราเคยทำสุกี้ปลาแซลมอน เพราะแซลมอนติดเข้ามาในเทรนด์ มีเมนูพิเศษอย่างสุกี้เนื้อวากิวสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อ ปรับเมนูตัวเลือกที่ทานเสริมคู่กับสุกี้ได้มากขึ้น เพิ่มเมนูเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น” 

แม้จะเรียกว่าเป็นสุกี้โบราณที่เป็นตำรับดั้งเดิม แต่แชร์บอกว่าไม่อยากให้คนรู้สึกว่าเป็นของโบราณ “อาหารไม่เคยล้าสมัย อาหารยังอยู่บนยุคสมัย ไม่ว่าจะมีอะไรใหม่มาก็เป็นของที่เข้ามาเพิ่มใหม่ในชีวิต แต่ยังไงอาหารก็ยังคง On trend”

การปรับเปลี่ยนจึงเน้นพัฒนาโดยไม่เสียความเป็นตัวเองของสุกี้โบราณที่แข็งแกร่ง แต่เพิ่มตัวเลือกทั้งเมนูและโปรโมชันบุฟเฟต์ ที่ปรับไปตามยุคเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าสนใจเดินเข้าร้าน

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า
เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

สานต่อการบริหารในครัว 

การขยายสาขาเข้าห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีเรื่องที่ต้องคำนึงแค่หน้าร้าน แต่รวมถึงการพัฒนาระบบหลังบ้านด้วย 

“รุ่นพ่อแม่เรา คนครัวสำคัญมาก เพราะไม่ได้เปิดหลายสาขา กำลังผลิตยืนอยู่บนสาขาเดียวทำให้ดูแลง่าย” 

เมื่อเปิดสาขาเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ต้องคุมคือมาตรฐานที่ทำให้อาหารออกมารสชาติเหมือนกัน รุ่นสามจึงเพิ่มครัวกลาง ซึ่งหมายถึงสถานที่หรือโรงงานผลิตที่กระจายสินค้านี้ไปให้หลายสาขาในทุกไลน์อาหาร 

แชร์เล่าว่าแม้ทางบ้านไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่เป็นเรื่องปกติที่ต้องสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมระหว่างรอยต่อระหว่างยุค สิ่งที่พิสูจน์ว่ามาถูกทางคือผลลัพธ์ การมีครัวกลางทำให้กระบวนการทำงานง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

“ไม่ได้หมายความว่าเราพึ่งฝีมือคนครัวน้อยลง เรายังต้องใช้ฝีมือคนครัวอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้หัวหน้ากุ๊กระดับเชฟทั้งหมดเหมือนสมัยก่อน ตอนนี้มีเครื่องจักรมาช่วยเสริม สิ่งที่ตามมาคือกำลังผลิตที่มากขึ้น โดยที่ความผิดพลาดของคนน้อยลง เราผลิตหมู 10 20 100 1000 กิโลกรัม ด้วยคุณภาพเดียวกัน เราพัฒนาคนได้ง่ายขึ้น ขยายงานได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนแรงงานได้มากขึ้น เวลาวัตถุดิบมาถึง เราแบ่งใช้งานตามอัตราส่วน ทำให้ได้รสชาติที่เหมือนเดิม”

โดยทายาทรุ่นสามบอกว่าสำหรับเอี่ยวไถ่ รสชาติเหมือนเดิมของอาหารนั้น 95 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าสำเร็จแล้ว 

นอกจากใช้ครัวกลางเสริมในกระบวนการทำงาน สิ่งที่ต้องสานต่อให้เหมือนเดิมคือกระบวนการทำซอส น้ำจิ้มสุกี้รสหนึ่ง น้ำจิ้มกระทะปิ้งเป็นอีกรสหนึ่ง ใช้แม่ซอสสูตรเดิมสำหรับทำอาหารหลายเมนู และต้องหมักหมู เนื้อ ไก่ ด้วยสูตรเดิมด้วย

ส่งต่อความเชื่อใจจนถึงยุคเดลิเวอรี่ 

สำหรับครอบครัวเอี่ยวไถ่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนคือความซื่อสัตย์กับลูกค้า ‘ลดไม่ได้ เพิ่มได้’ รักษาคุณภาพวัตถุดิบให้เหมือนอดีต วัตถุดิบที่ดีหมายถึงคอนเนกชันต้องดีด้วย

สิ่งเหล่านี้แชร์ได้เรียนรู้จากครอบครัว

“หมูสำหรับสุกี้ต้องเป็นหมูแต่งเกลี้ยง ตัดมันออก หมักอย่างดีให้นุ่ม ทานง่าย วันนี้หมูแพงขึ้นแต่เรายังคงแบบเดิมอยู่และจะทำแบบนั้นต่อไป ผักต้องคัดตัดแต่ง ทำความสะอาดให้ดี ใช้ของสดใหม่ทุกวัน ไม่มีค้างไว้ 2 – 3 วันครั้ง 

“ทุกวันนี้เป็ดปักกิ่งมีหลายรูปแบบ แต่เรายังเลือกเป็น Conservative Style คือใช้เป็ดทั้งตัวขนาดใหญ่เท่านั้น ตัวเล็กไม่ได้ นี่คือการที่ลูกค้าได้กินอาหารคุณภาพจริง ๆ” 

ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สะสมไว้ผ่านกาลเวลา และสร้างได้ในวิกฤตที่แชร์บอกว่ายังมองเห็นโอกาสอยู่ 

ก่อนโควิด เราทำเดลิเวอรี่น้อยมาก ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ลูกค้าร้านสุกี้ชอบนั่งทานที่ร้านมากกว่า เราเห็นว่าช่วงโรคระบาด ทุกคนอยากทานอาหารปรุงร้อนสดใหม่เพราะกังวลเรื่องเชื้อโรค มองว่าก็ยังเป็นโชคดีของเราที่เป็นอาหารปรุงสด สุกี้ได้ปรุงสุกด้วยตัวเองทำให้มั่นใจได้ ลูกค้าจะรู้ว่าถ้าสั่งข้าวผัด อาหารร้านเราจะไม่ใช่ข้าวผัด Freeze เราใช้ข้าวผัดที่ปรุงร้อนสดใหม่ เราตั้งใจเสิร์ฟอาหารที่อร่อยและมีความปลอดภัยมาก ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไว้วางใจเราได้” 

ลูกค้าที่ทานเอี่ยวไถ่ประจำจะรู้ว่ามีสุกี้แบบ Ready for Group ปรุงพร้อมสำหรับลงหม้อด้วย 

“เวลานั้นเราพยายามเข้าเดลิเวอรี่ทุกแพลตฟอร์มเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ ส่งทั้งจานดียวและสุกี้ ทั้งสุกี้ทำเองและสุกี้พร้อมทาน ต้มสุกและผัดแห้ง” 

นอกจากนี้ยังไม่ปิดหน้าร้านในห้าง แม้กังวลแต่ก็ต้องเดินหน้า ลงมือแก้ปัญหาหน้างานเท่าที่ทำได้เพราะธุรกิจและกองทัพต้องเดินด้วยท้อง 

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

 สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและแข็งแรง 

สำหรับแชร์ เธอมองว่าการสร้างแบรนด์ที่ดีคือการพัฒนารากฐานของธุรกิจทุกด้านให้แข็งแรง

“ตั้งแต่วันแรกเราตั้งใจเสิร์ฟสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า วัตถุดิบดี อาหารคุณภาพดี บริการดี เป็นสิ่งที่ทายาทแต่ละเจเนอเรชันยึดถือไว้ว่าต้องทำให้ได้ สร้างมาตรฐานให้ดีก่อนถึงจะพร้อมขยายต่อไปได้”   

ในด้านบริการ สิ่งที่คุณพ่อสอนแชร์คือ “เราไม่มีคำว่าชนะลูกค้า ต่อให้ลูกค้าผิดก็ควรทำให้ผิดน้อยที่สุด ปฏิบัติต่อลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว” เช่นเดียวกับกับการสานต่อธุรกิจครอบครัวของคนแต่ละรุ่นที่ไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ต้องรู้จักเดินเข้าหากันคนละครึ่ง เรียนรู้กันและกันพร้อมทั้งเสียสละ 

การมองลูกค้าเป็นสมาชิกในครอบครัวทำให้เกิดความตั้งใจอยากส่งต่อรสชาติอาหารที่ดีให้ลูกค้า เหมือนเวลาอยากทำอาหารอร่อยเพื่อกินพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันในบ้าน บางเมนูเริ่มทำจากที่บ้านแต่ลูกค้าได้กินด้วย อย่างราดหน้าที่แชร์บอกว่าเธอเป็นคนลงมือคิดค้นสูตรด้วยตัวเอง 

“ตอนเด็กกินอาหารฝีมือแม่ที่บ้านและคลุกคลีอยู่ที่ร้าน ทำให้เป็นคนชอบทำอาหาร เห็นอะไรอร่อยก็อยากลองทำกินกันในบ้าน” 

เอี่ยวไถ่จึงเป็นธุรกิจที่สานต่อจากรุ่นสู่รุ่นทั้งทายาทธุรกิจและลูกค้า 

ลูกค้าคือครอบครัวที่รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน ทุกเจเนอเรชัน

“หลายคนในรุ่นเราบอกว่า ตอนเด็กมากินที่เอี่ยวไถ่ ทุกวันนี้คนเหล่านี้พาลูกมา บางคนโตขึ้นพาแฟนมา พาอากง อาม่า พ่อ แม่ มา เหมือนสมาชิกในครอบครัวที่ต่างก็เติบโตขึ้น พอรุ่นก่อนเกษียณแล้วก็ส่งไม้ต่อให้รุ่นต่อไปพัฒนาธุรกิจให้เข้ากับแต่ละยุค” 

เป็นความภาคภูมิใจของทายาทรุ่นสามที่เห็นครอบครัวเติบโตไปด้วยกัน 

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load