The Cloud x Designer of the Year

เต้-ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ Designer of the Year 2019 สาขา Textile and Fabric Design ต้อนรับเราสู่สตูดิโดบ้านไม้หลังสีขาวของเขา หลังจากแนะนำแมวที่เลี้ยงไว้ทั้งสามตัว บรูซ บาบาร่า และราเชล เขานั่งคุยกับเราตรงโต๊ะไม้ในห้องรับแขกที่เป็นทั้งที่ทำงานและที่พักผ่อน

ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตาที่ทำให้บัณฑิตเอกภาพพิมพ์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่มีความฝันว่าอยากเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์มาตลอดคนนี้ จับพลัดจับผลูไปเรียนสาขาเทกซ์ไทล์ Diplôme Municipal de Lissier Textile & Tapestry ที่ École supérieure des beaux- arts Tours Angers Le Mans ไกลถึงประเทศฝรั่งเศส ที่ที่เปลี่ยนมุมมองของเขาที่มีต่อคำว่า ‘เทกซ์ไทล์’ ตลอดไป

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

เมื่อพูดถึงเทกซ์ไทล์ ไม่ว่าใครก็ต้องนึกถึงผ้า นึกถึงการทอ นึกถึงวงการแฟชั่น เป็นอย่างแรกๆ เต้เองก็เคยเข้าใจแบบนั้น จนกระทั่งได้ไปฝรั่งเศสก็ทำให้รู้ว่าเทกซ์ไทล์คือพื้นผิว ซึ่งทำจากอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้

คุณต้องตกใจแน่ถ้าเราบอกว่า เทกซ์ไทล์ของเขาทำมาจากสรรพสิ่งตั้งแต่เข็มกลัดไปจนถึงผลไม้ และไม่ใช่แค่จุดประสงค์ทางแฟชั่นอย่างเดียว แต่มันยังเติมเต็มเขาในด้านศิลปะ ผ่านการตั้งคำถามสะท้อนสังคมของเขาและงานออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างที่เคยอยากทำมาเสมอ

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

ถ้ามองงานของเขาเผินๆ อาจจะไกลกับงานเทกซ์ไทล์ลิบลับ แต่เราอยากให้คุณปรับความคิดว่า ‘เทกซ์ไทล์ไม่เท่ากับผ้า’ แล้วลองมองงานของเขาดีๆ อีกครั้งหนึ่ง ไม่แน่ว่าครั้งนี้คุณอาจจะพบคำตอบของคำถามที่เขาตั้งไว้

เรากลับมาที่ออฟฟิศ เห็นต้นแนบอุราเลื้อยบนผนังสีขาวครีมแล้วคิดเล่นๆ กับตัวเองว่า นี่มันก็เทกซ์ไทล์เหมือนกันนี่นา

01

นักออกแบบผลิตภัณฑ์?

“เราอยากเรียนสาขาที่เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่สอบไม่เคยติด”

ด้วยความที่ชอบวาดรูปเล่นมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เต้สนใจด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นพิเศษ แต่โชคชะตามักเล่นตลกเสมอ เขาสอบไม่ติดสาขาที่หวังไว้ เลยได้มาเรียนเอกภาพพิมพ์ ภาคทัศนศิลป์ ที่คณะศิลปศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเขาบอกว่าจริงๆ ภาพพิมพ์ก็ไม่ได้ตอบโจทย์สิ่งที่อยากทำหรอก แต่ใกล้เคียงการดีไซน์ที่สุดเมื่อเทียบกับเอกอื่นๆ ในภาคเดียวกัน เพราะเป็นรากฐานของกราฟิกดีไซน์

ในระหว่างที่เรียนเอกภาพพิมพ์ เต้ก็ยังสนใจเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์อยู่ เขาศึกษาด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ตและร้านหนังสือแถวมหาวิทยาลัย แล้วนำสิ่งที่ได้มาปรับใช้กับสาขาที่เรียนด้วยคำถามที่ว่า ถ้านำภาพพิมพ์มาต่อยอดให้เป็นสามมิติจะออกมาเป็นอย่างไร

“ตอนนั้นในรุ่นไม่ค่อยมีคนทำภาพพิมพ์ให้เป็นสามมิติ ถ้าทำภาพพิมพ์ก็ภาพพิมพ์ เพนต์ก็เพนต์ไปเลย เพราะมันมีหลายกระบวนการ ต้องเข้าแท่นพิมพ์แล้วค่อยมาปรับเป็นสามมิติอีกที แต่เราอยากลอง วิทยานิพนธ์เราก็ไม่ได้ทำภาพพิมพ์ แต่ทำออกมาเป็นงานประติมากรรมเลย”

“แล้วได้ทำภาพพิมพ์บ้างไหม” เราถาม

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

“ทำครับ ช่วงปีสามต้องฝึกงานกับศิลปิน เราฝึกงานกับ พี่โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี (ศิลปินและนักวาดภาพประกอบ) แต่ก็กลัวว่าเรียนจบมาจะไม่มีประสบการณ์การทำงาน เลยไปสมัครที่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Senada อีกที่ ขอฝึกตำแหน่งกราฟิกทั้งๆ ที่ทำคอมก็ไม่เก่ง แต่เขาก็รับนะ แล้วกราฟิกดีไซเนอร์เขาลาออกพอดี เราก็เลยได้ไปทำกราฟิก ตอนนั้นเขาทำคอลเลกชันที่ต้องใช้การเพนต์ เราก็เพนต์แล้วมาสแกนลงคอม ออกมาเป็นผ้าคอลเลกชันหนึ่งให้เขา ซึ่งได้วางขายจริงๆ มีเดินแฟชั่นวีกจริงจัง เป็นครั้งแรกที่เริ่มทำ Textile จากนั้นพอเขาเห็นว่าเราทำได้ก็แนะนำต่อ เลยได้ทำงานด้านเทกซ์ไทล์มาเรื่อยๆ”

อย่างที่บอกไปแล้วว่านิสิตภาพพิมพ์คนนี้ทำธีสิสจบเป็นงานประติมากรรมไม้ เพราะความสนใจที่มีต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด แต่งานประติมากรรมของเขามีวิธีคิดแบบการทำภาพพิมพ์ คือการทำซ้ำไปซ้ำมา

“พอเรียนจบเราอยากทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์มาก แต่ไม่มีประสบการณ์และพื้นฐานด้านนี้มาก่อน ส่วนงานเทกซ์ไทล์ก็ยังทำเป็นฟรีแลนซ์อยู่ จนได้งานที่ Propaganda ตอนแรกเข้าไปเป็นกราฟิกดีไซเนอร์เหมือนเดิม แล้วจึงค่อยๆ เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ จากนั้นก็ได้งานที่บริษัททำเฟอร์นิเจอร์ เป็นครั้งแรกที่ได้ทำเฟอร์นิเจอร์ออกมาวางขายจริงๆ ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนต่อเพื่อหาความท้าทายใหม่”

02

Textile ไม่เท่ากับผ้า

แม้จะมีประสบการณ์ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาบ้าง แต่เต้ก็ยังอยากศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดต่อ จึงตัดสินใจสมัครเข้าโรงเรียนศิลปะที่ฝรั่งเศส แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเขาอีกแล้ว เขาสอบไม่ติดสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ได้เข้าเรียนเทกซ์ไทล์แทน

“ทำไมการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์มันยากขนาดนี้” เราถึงกับอุทานออกมา

“นั่นสิ (หัวเราะ) เพราะประสบการณ์มีแต่งานภาพพิมพ์ เขาก็เลยรับเข้าสตูดิโอเท็กซ์ไทล์ คิดว่าเรียนไปปีหนึ่งก่อนแล้วกัน ปีหน้าค่อยลองยื่นใหม่ ที่ที่เราอยากเข้าเรียนมันเข้ายากมากเลย คือเขาจะมีดีไซเนอร์ระดับโลกมาทำเวิร์กช็อปในคลาสอยู่ตลอด แล้วเราสมัครเข้าเรียนได้แค่สามครั้งในชีวิต ไม่มีกำหนดอายุ ปีแรกเราสมัครไปสองครั้ง ไม่ได้ ปีถัดมาไปสมัครก็ไม่ได้อีก ทีนี้พอหมดโควตาแล้วก็ต้องเรียนเทกซ์ไทล์ต่อ” เต้เล่าถึงความหลังสมัยเรียนที่ฝรั่งเศส

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน
ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

แต่วิชาเทกซ์ไทล์ของ École supérieure des beaux-arts ไม่เหมือนกับที่เขาเคยคิดไว้ การเรียนที่นี่เปลี่ยนความคิดของเต้ที่มีต่อ ‘สิ่งทอ’ จากหน้ามือเป็นหลังมือ มันไม่ใช่การสอนทอผ้าหรืองานฝีมือเกี่ยวกับแฟชั่นเหมือนที่เราเข้าใจกัน เพราะที่นี่สอนเรื่องคอนเซปต์และการนำไปปรับใช้กับชิ้นงานต่างๆ เทกซ์ไทล์สำหรับเต้ในวันนี้เป็นอะไรก็ได้ และผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่ต้องเป็นผืนผ้าอีกต่อไป

“มีเพื่อนเกาหลีที่เรียนด้วยกันเอาถุงพลาสติกมาจับขยำๆ ทอๆ เป็นผืน มีคนหนึ่งในคลาสเขาทำเทกซ์ไทล์โดยฉีดสีในน้ำแข็ง เอามาวางในห้องแล้วปล่อยให้มันละลาย น้ำไล่เฉดสี Gradient ที่ละลายนองบนพื้นก็เป็นเทกซ์ไทล์แล้ว มันเป็น Surface ทุกคนตบเข่าฉาด ทำไมคิดไม่ได้แบบนี้ มันพลิกวิธีคิดไปเลยนะ เทกซ์ไทล์ไม่ต้องเป็นผ้าแล้ว (หัวเราะ)

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

“ในขณะที่เพื่อนอีกคนทอพรมใหญ่ๆ ขนาดที่ทอไปสองปีจนเรียนจบยังไม่เสร็จเลย คือเขาปล่อยให้เราทำอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทอผ้าแบบดั้งเดิม เพราะเขาสอนให้เราทำอะไรก็ได้ที่มีแนวคิดและเทคนิคจากเทกซ์ไทล์ ที่ประกอบไปด้วยการออกแบบพื้นผิว การสร้างแพตเทิร์น และการใช้เส้นตั้งเส้นนอนคิดงาน ก็ถือเป็นการทำสิ่งทอแล้ว แม้ว่าจะออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือประติมากรรมก็ตาม คำว่า Texture กับ Textile มันก็มาจากรากศัพท์เดียวกัน” เต้เล่าถึงวันที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

เมื่อหลุดออกมาจากกรอบที่บอกว่า ‘เทกซ์ไทล์เท่ากับผ้า’ ได้แล้ว จินตนาการและไอเดียของเต้ก็เดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม เขาใช้ทั้งตะเกียบ ต้นไม้ เข็มกลัด มาถักทอร้อยต่อเป็นผืน ครั้งหนึ่งเขาเคยทำโปรเจกต์ประกวดที่ประเทศอิตาลี โดยมีโจทย์คือทำอะไรก็ได้ที่อยู่บนโต๊ะอาหาร ถ้าคิดถึงคำว่าเทกซ์ไทล์ก่อน งานจะเป็นอะไรไม่ได้เลยนอกจากที่รองจานและผ้าปูโต๊ะ แต่พอเทกซ์ไทล์คือพื้นผิวที่เกิดจากอะไรก็ได้ อาหารจึงกลายเป็นวัสดุหลักที่ใช้ทำงานศิลปะในครั้งนั้น

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน
ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

“สมัยเรียนเราทำงานเสิร์ฟอาหารไปด้วย เลยคิดว่าอาหารน่าจะทำงานได้ เลยลองเอาสิ่งทอมาห่อผลไม้ดู แล้วปล่อยให้มันเน่าไปตามธรรมชาติของมัน เราต้องการเปรียบเทียบระหว่างวัสดุธรรมชาติกับวัสดุสังเคราะห์ สุดท้ายมันกลายเป็นงานอาร์ต ไม่ใช่งานดีไซน์แล้ว งานนี้ต่อยอดมาเป็นงานชุด Surgery ที่จัดแสดงที่ BACC พูดถึงการศัลยกรรม เราใช้สิ่งที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น คือสัตว์ ทีแรกตั้งใจใช้สัตว์จริงๆ แล้วปล่อยให้เน่าในหอศิลป์ไปเลย เพราะเราลองทำแล้ว เวลาเน่ามันจะมีหนอน มีพื้นผิวที่เปลี่ยนไป แต่สุดท้ายทีมงานกลัวควบคุมกลิ่นไม่ได้ เลยเปลี่ยนมาใช้สัตว์สตัฟฟ์แทน”

03

เริ่มจากของใช้ใกล้ตัว

งานของเต้ทั้งในเชิงศิลปะและผลิตภัณฑ์ล้วนเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ตั้งแต่รูปผืนใหญ่ที่ทำจากเข็มกลัด เชิงเทียนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอิฐช่องลม ไปจนถึงงานศิลปะที่อธิบายความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับฝรั่งเศส งานของเขามักเริ่มจากการตั้งคำถามโดยใช้ของใช้ใกล้ตัวเป็นวัสดุหลัก เพื่อทำให้คนอื่นกลับมาตั้งคำถามด้วยเช่นกัน และแม้คำตอบสุดท้ายจะออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่ขั้นตอนที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือวิธีคิดแบบเทกซ์ไทล์ทั้งหมด

Les Outils

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

“ผมชอบทำงานกับสิ่งของในชีวิตประจำวัน เพราะทุกคนมีภาพจำของมันอยู่แล้ว พอเราปรับเปลี่ยนอะไรสักอย่างหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่า ‘ทำไม’ คนดูจะได้คิดต่อ Les Outils คือวิทยานิพนธ์ของผมที่ฝรั่งเศส เป็นการใช้หวีและอุปกรณ์เครื่องครัวจำพวกที่ขูดเนยหรือที่ตักสปาเกตตีมาใช้เป็นแกนทอผ้า งานนี้เราต้องการพูดเรื่องวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่แตกต่างจากบ้านเรามากๆ 

“เขาเป็น One Way อย่างกินข้าว เขาก็ต้องกินเป็นคอร์สๆ ในขณะที่เรากินรวมกัน หรือเวลาไปติดต่อราชการจะมีปัญหามาก สมมติว่าคนที่เราไปหาไม่อยู่ ถามคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ เขาว่า ฝากเอกสารให้ได้ไหม เขาก็บอกว่า ไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ฉัน เรารู้สึกว่ามันลำบากเหลือเกิน เลยลองเอาของที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนฝรั่งเศสมาเปลี่ยนหน้าตาเป็นเทกซ์ไทล์ แล้วนำไปจัดแสดง อยากทดลองว่าถ้าคนที่เขามีพื้นฐานวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งมาดู เขาจะรู้สึกยังไง”

Stitch Up

ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน
ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

“ส่วนงานนี้เป็นงานช่วงที่เราทำธีสิส เราอยากให้มีรูปติดผนังใหญ่ๆ เป็นสีเงิน และไม่อยากเอาผ้ามาทอเป็นผืน เลยลองมองหาสิ่งใกล้ตัวในชีวิตประจำวันมาทำ ก็นึกถึงเข็มกลัดที่เรียกว่า Safety Pin มันมีสีเงิน และเราชอบที่เวลาขายมันจะมาเป็นพวงๆ เหมือนกระดิ่งที่สั่นแล้วดังกรุ๊งกริ๊งๆ เลยลองเอามาคล้องกันดูว่าจะต่อเป็นผืนได้ไหม สุดท้ายก็ทำได้ ออกมาเป็นรูปขนาดประมาณสามเมตร เวลาแอร์เป่าก็จะดังกริ๊งๆ มันเลยเป็นมากกว่าเทกซ์ไทล์ มันมีเสียง มีมิติอื่นของมันด้วย”

เชิงเทียนจากอิฐช่องลม

เชิงเทียนจากอิฐช่องลม

“เฟอร์นิเจอร์แบรนด์หนึ่งให้โจทย์เราว่า ทำอะไรก็ได้ให้เขาหน่อย ตอนนั้นเราสนใจเรื่องลายไทย เกิดคำถามว่าจริงๆ แล้วลายไทยคืออะไร อย่างลายกระหนก คนไทยก็ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ทีนี้เราไปเห็นอิฐช่องลม มันน่าสนใจดี เลยไปถอดแพตเทิร์นมาก่อนว่าอิฐช่องลมในเมืองไทยมีหกสิบสี่แบบ ซึ่งถูกดีไซน์ให้มีโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้โดยอิงกับความสวยงามตามสมัยนิยม ตอนแรกเราก็คิดจะให้มันเป็นแค่แพตเทิร์น สุดท้ายอยากให้มันเป็นเหมือนที่มันเป็นอยู่ แต่ย่อส่วน เราเลยดีไซน์ถอดแบบให้เป็นประติมากรรมเป็นเชิงเทียนทองเหลือง”

Ramyon

Ramyon

“Ramyon เป็นโปรเจกต์ที่เราต้องไปแสดงที่เกาหลีใต้ เราเลยไปรีเสิร์ชว่ามีวัฒนธรรมเกาหลีในเมืองไทยเข้ามาได้ยังไง และมีอะไรที่ฮิตบ้าง ก็มีเรื่องของซีรีส์กับ K-POP ที่คนฮิตกันมาก ทีนี้มันจะมีมาม่าเกาหลีที่เป็นเหมือน Subculture ที่แฝงมากับซีรีส์พวกนั้นอยู่เสมอ แล้วคนไทยรับวัฒนธรรมอะไรเข้ามาก็ชอบเปลี่ยนให้เป็นวัฒนธรรมตัวเอง เหมือนเอาตะเกียบของจีนมาใช้กับอาหารไทย ก็เลยทำเป็นรูปปั้นพอร์เทรตเด็กเจเนอเรชันนี้ที่รับเอาวัฒนธรรมเกาหลีมาผสมกับวัฒนธรรมตัวเอง โดยการถอดพิมพ์หัวออกมา แล้วเอามาม่าเกาหลีหล่อเข้าไปแทน”

04

การออกแบบคือการเปลี่ยนวิธีคิด

งานที่ทำให้เรารู้จักชื่อของเต้ มักเป็นงานออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ส่วนงานอาร์ตก็เห็นบ่อยๆ ในแกลเลอรี่หรือเทศกาลศิลปะ และอาจจะไม่เหมือน ‘เทกซ์ไทล์’ แบบที่เราเคยเข้าใจนัก เพราะคำจำกัดความของคำว่า เทกซ์ไทล์ ของเขามันกว้างออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว

ปลอกหมอนผ้าม่อฮ่อมเชียงใหม่ ที่ดีไซน์ใหม่ให้เป็นแบบ Geometric ตามสไตล์สแกนดิเนเวีย

ย้อนกลับมาที่ความตั้งใจอยากจะเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ของเขาอีกครั้ง การออกแบบสำหรับเขาในปัจจุบันก็กว้างออกไปอีกเช่นกัน เขามองว่ามันไม่ใช่แค่ออกแบบตัวสินค้าหรือเทกซ์ไทล์ที่เกี่ยวข้อง

“มันคือการเปลี่ยนวิธีคิด โดยเอาวิธีคิดของเราไปเปลี่ยนบริบทของสินค้า ยกตัวอย่างเช่นงานที่เราทำกับเว็บไซต์ designboom ไปออกงานแฟร์สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่สตอกโฮล์ม เราเอาผ้าม่อฮ่อมเชียงใหม่มาดีไซน์ใหม่ให้เป็นแบบ Geometric ตามสไตล์สแกนดิเนเวีย โดยให้คนท้องถิ่นเย็บผ้าปูโต๊ะและปลอกหมอนง่ายๆ เราดีไซน์ลายเป็นตารางทแยง ให้เขาเย็บตีเส้นตามคู่สีที่เราจับให้ อย่างสีน้ำเงินคู่ส้มที่ปกติเขาไม่ทำหรอก แต่มันร่วมสมัย สุดท้ายได้ผลิตภัณฑ์ที่ทำง่าย ขายง่าย เพิ่มกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยซื้อเขา และยังขายลูกค้ากลุ่มเดิมได้”

พูดง่ายๆ ก็คือ การออกแบบสำหรับเขาคือการบริหารองค์ความรู้ที่มีอยู่ และดีไซน์ขั้นตอนทุกอย่างเสียใหม่ ให้ออกมาเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เต้เล่าให้ฟังถึงอีกโครงการที่เขาเข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยความรู้และประสบการณ์ของเขา ทั้งในด้านงานออกแบบและเทกซ์ไทล์

ธงจระเข้คาบดอกบัวบนธงยุโรป

“เคยเห็นพวงกุญแจช้างที่มีผ้าชิ้นๆ สีๆ อยู่บนหลัง ที่ขายตัวละสิบยี่สิบบาทไหม” เต้ถาม

แน่นอน เราเชื่อว่าทุกคนเคยเห็นของชิ้นนี้ตามร้านขายของฝากต่างๆ ที่ชาวต่างชาติต้องมีติดไม้ติดมือกลับไปฝากเพื่อนและครอบครัวที่บ้านเป็นแน่ โจทย์ของเต้คือ จะทำอย่างไรให้ธงนี้มีทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน ผ้าที่อยู่บนหลังช้างนำมาเย็บต่อขึ้นมาเป็นธงลักษณ์เหมือนธงรบของยุโรปได้ และเพื่อให้เข้ากับบริบทของคนไทยมากขึ้น เต้นึกถึงธงกฐินที่เป็นรูปจระเข้ เต่า หรือนางเงือก 

“สุดท้ายเขาเลือกลายจระเข้คาบดอกบัวบนธงยุโรป เพราะคนเชื่อว่าจระเข้มีปากใหญ่ เก็บเงินได้เยอะ ค้าขายอะไรก็จะร่ำรวย แล้วนำไปแขวนกับขาตั้งทองเหลือง เปลี่ยนพวงกุญแจช้างให้เป็นของประดับตามบ้านหรือโรงแรมไปโดยปริยาย

05

ศิลปะ / งานดีไซน์กับผู้คน

เต้เคยใช้ชีวิต 5 ปีในประเทศที่ให้ความสำคัญกับศิลปะและงานดีไซน์เป็นอันดับหนึ่ง การได้เรียนศิลปะและทำงานศิลปะในที่แห่งนี้น่าจะเป็นความฝันของศิลปินและดีไซเนอร์ทุกคน และที่สำคัญ มันขัดเกลาให้งานดีไซน์เป็นงานศิลปะไปด้วยในตัว

“การอยู่ที่ฝรั่งเศสสอนอะไรหลายๆ อย่าง สิ่งหนึ่งที่ได้จากในคลาสคือวิธีคิดกับงานเทคนิค แต่การใช้ชีวิตมันเป็นศิลปะหมด แม้กระทั่งใบปลิวของสถานีดับเพลิงที่เขาแจกตามบ้านแม่งยังสวยเลย (หัวเราะ) โคตรมีดีไซน์ 

“ตอนแรกไปถึงเราแอบผิดหวังนะ คิดว่าที่ปารีสทุกคนจะแต่งตัวคูลร้อยเปอร์เซ็นต์ จริงๆ ก็ไม่คูลทุกที่นี่หว่า แต่ทุกคนให้ความสำคัญกับศิลปะหมด เขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยศิลปะจริงๆ เวลาเราทำอะไรออกมาเขาจะไม่ติว่าไม่ดี แต่จะให้คำแนะนำตลอด ขนาดเจ้าของบ้านที่เราเช่าอยู่ดูงานเรา ยังคอมเมนต์อย่างกับครูศิลปะที่สอนเราเลย เพราะศิลปะมันซึมซับไปกับวัฒนธรรมของเขาแล้ว”

ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ ผู้ออกแบบ Textile ออกนอกกรอบ ด้วยการถักทอตะเกียบ ผลไม้ ฯลฯ ให้เป็นผืน

การย้ายกลับมาในประเทศที่ศิลปะอาจจะยังไม่ใช่ปัจจัยหลักของชีวิตคน จึงเป็นความท้าทายของศิลปินคนหนึ่ง ซึ่งเต้โชคดีที่ได้มีโอกาสจัดแสดงงานหลายครั้ง รวมไปถึงวงการศิลปะและการออกแบบก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน ทุกวันนี้เต้ยังคงทำงานในฐานะนักออกแบบและศิลปิน ยังผลิตงานศิลปะที่เต็มไปด้วยคอนเซปต์สะท้อนสังคมโดยใช้สิ่งต่างๆ รอบตัว โดยได้แต่หวังว่าคำถามที่เขาตั้งจะช่วยสะท้อนให้คนเห็นอะไรบางอย่างได้บ้าง เขายังตั้งใจนำความรู้ด้านเทกซ์ไทล์ที่เรียนมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น จนเรียกตัวเองว่า ‘นักออกแบบผลิตภัณฑ์’ เหมือนที่เคยอยากเป็นมาตลอดได้อย่างเต็มปาก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load