เมื่อกลางเดือนกันยายน 2022 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่เขย่าทั้งวงการธุรกิจและวงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อสื่อสำนักต่าง ๆ พาดหัวว่า

“ผู้ก่อตั้งบริษัท Patagonia บริจาคบริษัทเพื่อต่อสู้กับ Climate Change”

ผู้ก่อตั้ง Patagonia คือใคร ทำไมจึงบริจาคบริษัทมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครอบครัวและทายาทคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของเขา

 จากนักปีนผาสู่มหาเศรษฐีพันล้าน

Patagonia ธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานไม่ใช่ทายาท แต่เป็นโลกใบนี้และเราทุกคน

อีวอน ชูนาร์ด (Yvon Chouinard) ผู้ก่อตั้งบริษัท Patagonia เกิดเมื่อปี1938 ชอบการปีนเขาและการโต้คลื่นมาตั้งแต่เล็ก

ในปี 1957 อีวอนในวัย 19 ปีเริ่มทำหมุดนิรภัยสำหรับปีนเขา (Pitons) ใช้เอง และยังทำใส่ท้ายรถขายหาเงินด้วย จนในที่สุดตั้งเป็นบริษัท Chouinard Equipment ที่เติบโตประสบความสำเร็จ และอีก 20 กว่าปีต่อมา ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ปีนเขาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ธุรกิจของเขาก็เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมตัวสำคัญ เพราะหมุดนิรภัยที่ตอกเข้าไปบนหน้าผาสร้างรอยแผลเป็นบนแผ่นหินครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสำนึกถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเขาเองด้วย

ในปี 1972 Chouinard Equipment จึงเสนออุปกรณ์ทางเลือก คือ Aluminum Chocks ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากกว่า ทำให้ในเวลาไม่กี่เดือน ยอดขาย Pitons หดตัวลง ขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่นี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิบกว่าปีต่อมา Chouinard Equipment ประสบปัญหาโดนฟ้องร้องเรื่องผลิตภัณฑ์ จนในที่สุดก็ประกาศล้มละลาย และขายทรัพย์สินให้ลูกจ้างไปเปิดเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Black Diamond Equipment

ถึงแม้ว่าจะไม่มีบริษัท Chouinard Equipment แล้ว แต่ Yvon ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตได้ดีอย่างเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ ซึ่งมีจุดกำเนิดในปี 1970 จากที่เขาไปปีนเขาที่สกอตแลนด์ แล้วเอาเสื้อรักบี้มีปกไปใส่ ปกเสื้อรักบี้ที่ทำจากวัสดุทนทานช่วยป้องกันเชือกปีนเขาไม่ให้บาดผิวหนังที่คอ ทำให้เพื่อน ๆ นักปีนเขาสนใจในเสื้อที่เขาสวมใส่

Yvon เล็งเห็นช่องทางธุรกิจ จึงเริ่มขายเสื้อรักบี้เพื่อเสริมธุรกิจอุปกรณ์ปีนเขาที่กำไรต่ำ

นอกจากนี้ เขายังพบว่าเสื้อผ้าที่นักปีนเขาใส่ในเวลานั้นมักทำจากผ้าฝ้ายหรือขนสัตว์ ซึ่งมีปัญหาทั้งเปียกและอมความชื้น เขาจึงได้ไอเดียว่า วัสดุสังเคราะห์ที่ชาวประมงในเขตมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือใช้ทำเสื้อผ้าน่าจะเหมาะสำหรับนักปีนเขา เพราะอุ่น กันน้ำ และแห้งไว ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าหลายชั้น

ในที่สุดเขาก็ก่อตั้งบริษัท Patagonia ขึ้นที่เมือง Ventura ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลในรัฐแคลิฟอร์เนียในปี 1973 ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องจนประมาณกันว่า บริษัทนี้มีมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

Patagonia ธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานไม่ใช่ทายาท แต่เป็นโลกใบนี้และเราทุกคน
(สำนักงานใหญ่ของ Patagonia โดย Kyle Sparks)

 ‘ผู้มาก่อนกาล’ ด้านกระแส Green

Patagonia เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก และถือว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะเริ่มและทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นเวลาหลายสิบปีีก่อนที่ประเด็น Corporate Social Responsibility (CSR) หรือประเด็น Environmental, Social, and Governance (ESG) จะกลายมาเป็นกระแสหลักในการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน

หมุดหมายที่สำคัญคือปี 1986 ที่ Patagonia ให้คำมั่นสัญญาว่า จะบริจาคเงิน 10% ของกำไรเพื่องานสาธารณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม และต่อมาเปลี่ยนนโยบายให้เข้มข้นขึ้นไปอีก โดยสัญญาว่าจะบริจาคเงิน 1% ของยอดขาย ไม่ว่าบริษัทจะได้กำไรหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ‘1% for the Planet’ ที่ก่อตั้งโดย Yvon และเพื่อนนักธุรกิจในปี 2002

ภายในบริษัท Patagonia เองก็ได้มีการเริ่มใช้กระดาษรีไซเคิลมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 หรือกว่า 40 ปีมาแล้ว และยังมีการพัฒนา Recycled Polyester จากขวดน้ำอัดลมอีกด้วย

นอกจากนี้ในปี 1994 บริษัทประกาศว่าจะใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก 100% ภายใน 2 ปี ซึ่งทำสำเร็จ หรือไม่นานมานี้ในปี 2017 ก็ให้ลูกค้านำเสื้อผ้าใช้แล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดีมาแลกเป็น Store Credits สำหรับซื้อสินค้าใหม่ได้ ซึ่ง Patagonia ก็เอาสินค้าเก่าเหล่านี้ไปทำความสะอาดแล้วขายในเว็บไซต์ชื่อ Worn Wear 

ในที่สุดในปี 2018 Yvon เปลี่ยน Mission Statement ของแบรนด์เป็น ‘We’re in business to save our home planet.’ เพื่อตอกย้ำว่าพันธกิจของพวกเขาคือการปกป้องโลก

Patagonia ธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานไม่ใช่ทายาท แต่เป็นโลกใบนี้และเราทุกคน

 คู่ชีวิตผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

นอกเหนือจากชายคนนี้ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Patagonia ทั้งในด้านธุรกิจและด้านสังคมก็คือ มาลินดา ชูนาร์ด (Malinda Chouinard) ภรรยาผู้ไม่ชอบออกหน้าหรือออกสื่อ แต่มีบทบาทไม่น้อยกว่าสามีเลยทีเดียว

Yvon กับ Malinda พบกันที่อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี เธอเป็นนักเรียนศิลปะและคหกรรมผู้ไปรับจ้างเป็นพนักงานที่ Yosemite Lodge ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1971 หลังจากฝ่ายหญิงเรียนจบ

Malinda มีบทบาทบริษัทตั้งแต่เริ่มแรก ตอนก่อตั้งบริษัท เธอเป็นคนตระเวนหาวัสดุผ้าสังเคราะห์ในลอสแอนเจลิสมาลองตัดเย็บเป็นต้นแบบ

Patagonia ธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานไม่ใช่ทายาท แต่เป็นโลกใบนี้และเราทุกคน

นอกจากนี้ยังริเริ่มศูนย์เลี้ยงเด็กที่บริษัทในปี 1983 เพื่อเป็นสถานที่ให้ลูก ๆ พนักงานเล่น ทำให้พนักงานมีโอกาสได้ทานข้าวเที่ยงกับลูกอีกด้วย ก่อนจะพัฒนาเป็น The Great Pacific Development Center ในปี 1985 ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ Patagonia เป็นบริษัทที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องสวัสดิการพนักงาน

ถึงแม้ว่า Malinda จะทำตัวเงียบ ๆ แต่ทุกคนในบริษัทต่างรู้ว่าเธออยู่เบื้องหลังการบริหารธุรกิจ อีเมลที่เธอส่งถึงพนักงานจะเขียนแบบละเอียดยิบ จนพนักงานเรียกว่า Malindagrams

 คิดนอกกรอบเพื่อตอบโจทย์ Growth and Green

นอกเหนือจากการบริจาคเงินของบริษัทแล้ว สองสามีภรรยายังบริจาคเงินเดือนของตนเองครึ่งหนึ่งให้การกุศล

Yvon เป็นคนสมถะ นั่งเครื่องบินในชั้นประหยัดและไม่เชื่อเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น เขาเคยลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณ แต่ถอนเงินออกมาแล้วนำเงินไปลงทุนกับป่าไม้ใน Pacific Northwest เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำของปลาแซลมอนกับปลา Steelhead แทน

ในปี 2013 เขาตั้ง Venture Capital เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจคิดและวางแผนสำหรับระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เขามีมุมมองต่างจากกระแส CSR หรือ ESG ที่บริษัทต่าง ๆ กำลังตื่นตัว เขาไม่เชื่อว่าธุรกิจจะทำอะไรเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนได้มาก และเห็นว่าสิ่งที่ทำกันอยู่เป็นแค่การฟอกเขียว (Greenwashing) ถ้าอธิบายให้เห็นภาพคือ การอ้างว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาเห็นว่าธุรกิจต่าง ๆ สนใจเรื่องการเติบโตเป็นหลัก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทมหาชน (Public Company) จะปรับตัวให้เป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้

Yvon บอกว่า เราต้องหาวิธีใหม่เพื่อให้ธุรกิจจัดสรรเงินไปใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยไม่ทำลายคุณค่าของบริษัทด้วย เพราะทางเลือกในปัจจุบันไม่สามารถทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้

เช่นการขายบริษัทแล้วนำเงินไปบริจาค ซึ่งย่อมได้เงินมาบริจาคตามวัตถุประสงค์ แต่มั่นใจไม่ได้ว่าเจ้าของรายใหม่จะรักษาคุณค่าของบริษัทไว้ได้

หรือการระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์โดยการขายหุ้นหรือ Initial Public Offerings (IPO) ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะนำไปสู่ความหายนะ เพราะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ย่อมสนใจกำไรในระยะสั้นมากกว่าต้นทุนในระยะยาว

ในเมื่อวิธีที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ทางเลือก Yvon จึงต้องสร้างทางเลือกใหม่ขึ้นมาเอง โดยแทนที่จะหากำไรจากธรรมชาติเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุน เขาจะใช้ความมั่งคั่งจาก Patagonia ในการคุ้มครองปกป้องสิ่งแวดล้อม

แนวคิดนี้นำไปสู่ข่าวที่เขย่าวงการธุรกิจและวงการสิ่งแวดล้อมในปี 2022 เมื่อYvon ประกาศว่า“Earth is now our only shareholder.” หรือโลกใบนี้เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวของบริษัท

Patagonia ธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานไม่ใช่ทายาท แต่เป็นโลกใบนี้และเราทุกคน

เขาเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท Patagonia เพื่อสะท้อนความเชื่อนี้โดยโอนหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียง (Voting Stock) ซึ่งคิดเป็น 2% ของหุ้นทั้งหมด ไปให้ Patagonia Purpose Trust ที่ดูแลโดยครอบครัว Chouinard และที่ปรึกษา เพื่อเป็นหลักประกันว่า บริษัทยังดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ และโอนหุ้นที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง (Non-voting Stock) ที่เหลืออีก 98% ของหุ้นทั้งหมด ไปให้ Holdfast Collective องค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยทุกปีกำไรหลังหักการลงทุนในบริษัทจะจ่ายเป็นปันผลให้ Holdfast Collective ในฐานะผู้ถือหุ้นเพื่อใช้สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

ทายาท ‘ธุรกิจ-ครอบครัว’

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีคำถามหลายข้อขึ้นในใจ

คำถามแรก Yvon กับ Malinda มีทายาทหรือไม่ ทำไมไม่ยกหุ้นบริษัทให้กับลูกหลาน คำตอบก็คือเขามีลูกชาย 1 คน และลูกสาว 1 คน

คำถามที่สอง ลูก ๆ ของเขาเห็นด้วยกับการบริจาคนี้หรือเปล่า คำตอบก็คงแค่เป็นการคาดเดา เพราะลูก ๆ ไม่ได้ออกมาแถลงข่าวใด ๆ 

แต่ถ้าศึกษาจากคำสัมภาษณ์ของลูก ๆ ในอดีตที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าคุณค่าที่คนในครอบครัวยึดมั่น (Family Value) เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใส่ใจรับผิดชอบต่อสังคมนั้น ส่งต่อไปยังลูกทั้งสองของ Yvon และ Malinda อย่างชัดเจน

Fletcher ลูกชายคนโตทำธุรกิจกระดานโต้คลื่น ชื่อ FCD Surfboard (Fletcher Chouinard Design) ที่ Patagonia สนับสนุน เขายึดมั่นในการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหมือนพ่อแม่

Fletcher บอกว่า ไม่ว่าอย่างไรการทำกระดานโต้คลื่นก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แม้แต่การใช้ไม้จากต้นไม้ที่ตายแล้ว ยังมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สร้าง Carbon Footprint ดังนั้น วิธีที่จะสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด คือการทำกระดานโต้คลื่นให้คงทนและใช้ได้นานที่สุด

ส่วน Claire ลูกสาวคนเล็กก็ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน ปัจจุบันเธอดูแลด้านการออกแบบเสื้อผ้าของธุรกิจครอบครัว โดยยึดถือหลักการของการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม (Responsible Manufacturing) ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าบริษัททำสิ่งที่เธอไม่เห็นด้วย เธอก็ไม่ต้องการทำงานที่นี่อีกต่อไป

ลูกไม้ทั้งสองหล่นไม่ไกลต้น พวกเขาไม่ได้เป็นแค่เจ้าของหรือกรรมการบริษัท แต่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือนปกติด้วย เขาไม่ได้ถูกเลี้ยงมาให้สนใจเรื่องเงิน ในทางกลับกัน กลับอายที่เป็นคนรวยเสียอีก นั่นหมายความว่าทั้งคู่น่าจะสนับสนุนการตัดสินใจครั้งสำคัญของพ่อแม่

Patagonia เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่ลูก ๆ ไม่ได้เป็นทายาทกองมรดกธุรกิจของครอบครัว แต่เป็นผู้สืบทอดความยึดมั่นและทุ่มเทของพ่อแม่ในเรื่องการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ทายาทที่ได้รับมรดกที่เป็นทรัพย์สินคือโลกใบนี้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ทุกคน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

Patagonia ธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานไม่ใช่ทายาท แต่เป็นโลกใบนี้และเราทุกคน

ภาพ : Campbell Brewer

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.patagonia.com/company-history/

https://www.patagonia.com/ownership/

https://www.newyorker.com/magazine/2016/09/19/patagonias-philosopher-king

Writer

Avatar

ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์

ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California, San Diego นักวิชาการผู้หลงใหลเรื่องราวจากโลกอดีต รักการเดินทางสำรวจโลกปัจจุบัน และสนใจวิถีชีวิตของผู้คนในโลกอนาคต

Business Family

ครอบครัวธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจครอบครัว

สาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่จุดจบของธุรกิจครอบครัวหลายแห่ง เกิดจากขนาดครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นจากจำนวนทายาทที่เพิ่มมากขึ้น หุ้นของบริษัทถูกแบ่งกระจายออกเป็นหลายส่วน ความเป็นเจ้าของ เงินปันผล การมีส่วนร่วมในธุรกิจ และความผูกพันของสมาชิกครอบครัวจึงลดลงตามไปด้วย

ธุรกิจครอบครัวที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้มักเป็นเป้าของการถูกทุ่มซื้อโดยบุคคลภายนอก ซึ่งเข้ามาซื้อหุ้นจากสมาชิกครอบครัวทีละราย จนสะสมหุ้นได้จำนวนมากพอจะเข้าไปมีสิทธิ์ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรืออาจถึงขั้นเข้ามาเป็นเจ้าของและผู้บริหารใหม่แทนครอบครัวของผู้ก่อตั้งเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม มีธุรกิจบางแห่งที่ผ่านการสืบทอดกิจการมาหลายรุ่น แต่ทายาทยังมีความผูกพันกับธุรกิจ ไม่ยอมขายหุ้นให้คนนอกตระกูล ธุรกิจเหล่านี้จึงรอดพ้นจากการถูกซื้อกิจการมาได้

เบื้องหลังการรักษาจิตวิญญาณธุรกิจครอบครัวของ Hermès จากการ Takeover โดย LVMH

ตัวอย่างหนึ่งได้แก่ ‘Hermès’ บริษัทเครื่องหนัง เครื่องประดับ และน้ำหอม ที่รอดพ้นจากความพยายามเข้าซื้อกิจการโดย ‘LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton’ บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของแบรนด์หรูมากมาย นำโดย Bernard Arnault มหาเศรษฐีที่ล่าสุดนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้เป็นคนรวยที่สุดในโลก

ธุรกิจครอบครัว 6 รุ่น

กิจการ Hermès ก่อตั้งโดย Thierry Hermès ในปี 1837 เริ่มแรกเป็นธุรกิจผลิตอานม้าและบังเหียน ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูงในฝรั่งเศส เพราะมีคุณภาพสูง มีความประณีตในทุกขั้นตอนการผลิต

เบื้องหลังการรักษาจิตวิญญาณธุรกิจครอบครัวของ Hermès จากการ Takeover โดย LVMH

Charles-Emile Hermès ลูกชายของ Thierry เป็นทายาทรุ่นสองที่รับช่วงต่อจากพ่อ โดยเขาให้ลูกชาย 2 คน คือ Adolphe และ Emile-Maurice มาช่วยงานด้วย ขยายกลุ่มลูกค้าไปนอกฝรั่งเศส ซึ่งรวมถึงราชสำนักรัสเซีย ญี่ปุ่น และสเปน

หลังจาก Charles-Emile เสียชีวิต ลูกชายทั้ง 2 คนทำธุรกิจด้วยกันต่อมา แต่ในปี 1922 Emile-Maurice Hermès ก็ซื้อหุ้นจากพี่ชาย Adolphe และขยายกิจการไปผลิตกระเป๋าเดินทาง เครื่องกีฬา และผ้าพันคอไหม

Emile-Maurice มีลูกสาว 4 คน คนหนึ่งเสียชีวิตแต่เล็ก ส่วนอีก 3 คนเติบโตมาจนแต่งงาน ลูกเขยทั้ง 3 คือ Robert Dumas, Jean-Rene Guerrand และ Francis Puech 

เมื่อ Emile-Maurice เสียชีวิตในปี 1951 Robert Dumas ลูกเขยคนหนึ่งได้เป็นผู้นำรุ่นสี่ต่อมา ซึ่ง Robert เองก็เป็น Artistic Director ของ Hermès มาก่อน และยังเป็นคนออกแบบผ้าพันคอไหมผืนแรกของ Hermès ในปี 1937 เมื่อบริษัทครบรอบ 100 ปีอีกด้วย

เบื้องหลังการรักษาจิตวิญญาณธุรกิจครอบครัวของ Hermès จากการ Takeover โดย LVMH

ส่วน Jean-Rene Guerrand คู่เขยของ Robert เป็นเสาหลักอีกคนของธุรกิจ และเป็นคนที่คิดค้นน้ำหอม ‘Eau d’Hermès’ ไว้ตั้งแต่ปี 1951 น้ำหอมนี้ยังคงเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

Robert Dumas มีลูก 6 คนกับ Jacqueline Hermès ลูกสาวของ Emile-Maurice ซึ่ง Jean-Louis Dumas ลูกคนที่ 4 ได้เป็นผู้นำกิจการต่อหลังจากที่ Robert เสียชีวิตในปี 1978 เขาทำงานกับทายาทรุ่นห้าคนอื่น ๆ ในการทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงตลาดคนรุ่นใหม่ ยอดขายและกำไรของบริษัทเติบโตตามอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์สำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ Hermès เกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อ Jean-Louis ได้พบ Jane Birkin นักร้องนักแสดงชาวอังกฤษโดยบังเอิญระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ Hermès พัฒนากระเป๋าให้ Jane จนเกิดเป็นกระเป๋ารุ่น ‘Birkin’ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ความหรูหราระดับสุดยอดของผู้นิยมชมชอบกระเป๋าหนังในปัจจุบัน

เบื้องหลังการรักษาจิตวิญญาณธุรกิจครอบครัวของ Hermès จากการ Takeover โดย LVMH

Jean-Louis วางมือในปี 2005 ก่อนจะเสียชีวิตในอีก 5 ปีถัดมา และส่งต่อธุรกิจให้ Patrick Thomas นักบริหารมืออาชีพจากนอกครอบครัวเข้ามาเป็น CEO ส่วนตำแหน่ง Artistic Director นั้น เขามอบให้ Pierre-Alexis Dumas ลูกชายของเขาสืบทอดต่อ

อย่างไรก็ตาม 10 ปีต่อมา ตำแหน่ง CEO ก็กลับไปเป็นของคนในตระกูล Hermès อีกครั้ง เมื่อ Axel Dumas หลานชายของ Jean-Louis ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน Patrick ในปี 2014 และเป็นผู้นำของทายาทรุ่นหก

ธุรกิจเนื้อหอม

เบื้องหลังการรักษาจิตวิญญาณธุรกิจครอบครัวของ Hermès จากการ Takeover โดย LVMH

Hermès มีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่มีความประณีต ใช้วัสดุชั้นยอด และมีการควบคุมคุณภาพอย่างดีมาโดยตลอดนับตั้งแต่การผลิตอานม้าของ Thierry การผลิตผ้าพันคอไหมของ Robert หรือการผลิตกระเป๋า Birkin ของ Jean-Louis

ในช่วงทศวรรษ 1970 บริษัทคู่แข่งนำพลาสติกโพลีเอสเตอร์ที่ต้นทุนต่ำกว่ามาใช้เป็นวัตถุดิบ Hermès ก็ยังยึดมั่นในการรักษาคุณภาพของสินค้า ไม่เปลี่ยนวัสดุเพื่อลดต้นทุน ปัจจุบันยังคงผลิตสินค้าในฝรั่งเศสโดยไม่ Outsource การผลิตไปประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำกว่า

Hermès ไม่มี Factory มีแต่ Workshop สินค้าทุกชิ้นทำด้วยมือและผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนถึงมือลูกค้า ช่างฝีมือ หรือ Craftman ต้องผ่านการอบรมฝึกฝนและทดสอบกว่า 2 ปี โดยเฉพาะคนที่จะผลิตกระเป๋า Birkin ได้นั้น ต้องผ่านการฝึกอบรมถึง 3 ปี

Axel Dumas ให้สัมภาษณ์ว่า Hermès ไม่ผลิตสินค้าแบบ Mass Production ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่าอยู่ในสายเลือดของตระกูลเลยทีเดียว เพราะกว่า 100 ปีก่อน เมื่อ Emile-Maurice ทวดของ Axel เดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี 1916 และเห็นการผลิตแบบ Mass Production ที่ Henry Ford เพิ่งเริ่มนำมาใช้นั้น Emile-Maurice ก็รู้สึกไม่ชอบการผลิตแบบนั้นเช่นกัน

คุณภาพที่สูงและปริมาณการผลิตที่จำกัด ทำให้สินค้าหายากและตั้งราคาสูงได้ ถึงกับมีคนกล่าวว่า การซื้อกระเป๋า Louis Vuitton ก็เป็นแค่ธุรกรรมธรรมดา แต่การซื้อกระเป๋า Hermès เป็นการล่าสมบัติเลยทีเดียว บริษัทนี้จึงมีต้นทุนค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์แค่ 5% ของรายได้ ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งถึงเท่าตัว และไม่มีฝ่ายการตลาด

นอกจากนี้ ความต้องการที่สูงเกินกว่าการผลิตยังทำให้ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจ เช่น ในปี 2008 แบรนด์หรูอื่น ๆ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก แต่ธุรกิจ Hermès กลับขยายตัว มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 144% ในช่วง 5 ปีหลังจากวิกฤต ซึ่งถือว่าโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม

จึงไม่แปลกใจที่แบรนด์กลายเป็นที่หมายปองของนักลงทุนหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือ Bernard Arnault เจ้าของอาณาจักรธุรกิจแบรนด์หรู LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton ที่ซื้อกิจการมาแล้วหลายหลาก เช่น Christian Dior, DKNY, Fendi และ TAG Heuer

สงครามกระเป๋าถือ

วันหนึ่งในเดือนตุลาคมปี 2010 ขณะที่ Patrick Thomas CEO ของ Hermès กำลังขี่จักรยานพักผ่อนอยู่แถบเทือกเขาแอลป์ในประเทศฝรั่งเศส เขาได้รับโทรศัพท์จาก Bernard Arnault แจ้งว่า ในอีก 2 ชั่วโมง LVMH จะประกาศว่าทางบริษัทได้ซื้อหุ้นของ Hermès ไว้แล้ว 17.1%

ข้อความสั้นๆ ทางโทรศัพท์นี้ถือเป็นการประกาศสงครามระหว่าง LVMH กับ Hermès ที่คนในวงการเรียกว่า ‘The Handbag War’ หรือสงครามกระเป๋าถือเลยทีเดียว

เบื้องหลังการรักษาจิตวิญญาณธุรกิจครอบครัวของ Hermès จากการ Takeover โดย LVMH

จริง ๆ แล้ว LVMH เริ่มซุ่มซื้อหุ้นของ Hermès มานานแล้ว เริ่มต้นจาก 4.9% ในปี 2001 และทยอยซื้อเพิ่มมาเรื่อย ๆ แต่เป็นการซื้อผ่านบริษัทลูกและสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่ง โดยที่แต่ละแห่งมีหุ้นไม่เกิน 5% จึงไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายฝรั่งเศสกำหนดไว้ ทำให้ไม่มีใครทราบว่า LVMH สะสมหุ้น Hermès แบบเงียบ ๆ มาเกือบ 10 ปีแล้ว

หลังจากที่ LVMH ประกาศสงคราม ความขัดแย้งระหว่างสองแบรนด์ก็ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2012 Hermès ฟ้อง LVMH ต่อศาลฝรั่งเศสในข้อหาซื้อหุ้นโดยใช้ข้อมูลวงใน สมรู้ร่วมคิด และปั่นหุ้น ส่วน LVMH ก็ฟ้องกลับในข้อหาแบล็กเมล์ ใส่ร้าย และแข่งขันแบบไม่เป็นธรรม ต่อมาปี 2014 Hermès ฟ้อง LVMH เพิ่มในข้อหาแอบซื้อหุ้นแบบลับ ๆ ส่วน LVMH ก็ฟ้องกลับผู้บริหาร Hermès ว่าใส่ร้ายป้ายสี

ระหว่างนั้น LVMH ก็ทยอยซื้อหุ้นสะสมต่อไปเรื่อย ๆ จนมีหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 23.2%

ศาลฝรั่งเศสได้เข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนี้ สุดท้ายในปี 2014 LVMH ยอมกระจายหุ้น Hermès ที่มีอยู่ 23.2% ให้ผู้ถือหุ้นของ LVMH และตกลงว่าจะไม่ซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า

แต่เนื่องจากว่า Bernard Arnault เป็นเจ้าของบริษัท Groupe Arnault ที่ถือหุ้นบริษัท Christian Dior ซึ่งถือหุ้นบริษัท LVMH อีกต่อหนึ่ง ทำให้ตัวเขาเองได้รับการจัดสรรหุ้น Hermès จาก LVMH มาด้วย 8.5%

จนกระทั่งอีก 3 ปีต่อมา Bernard จึงยกธงขาวและขายหุ้น Hermès ที่เขามีทั้งหมด สงครามกระเป๋าถือจึงถือว่าจบสิ้นไปในปี 2017

แต่ถ้าจะบอกว่า Bernard Arnault แพ้สงครามนี้ก็อาจจะไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในช่วงหลายปีนั้น LVMH ได้กำไรจากหุ้น Hermès ที่สะสมไว้ไปกว่า 3.8 พันล้านยูโร ซึ่งถึงแม้ Bernard จะซื้อธุรกิจไม่สำเร็จ แต่เขาก็ได้ส่วนแบ่งก้อนโตจากกำไรนี้ด้วย

ความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด

สาเหตุต้นตอที่เปิดช่องให้ LVMH เข้ามาซื้อหุ้นจนลามเป็นสงครามนั้น เกิดจากการที่ Hermès เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1993

ซึ่งจริง ๆ แล้ว Hermès ไม่ได้มีความต้องการระดมเงินทุนแต่อย่างใด และพยายามเต็มที่ที่จะรักษาธุรกิจไว้ในครอบครัว แต่ Jean-Louis พยายามลดแรงกดดันของสมาชิกครอบครัวบางคนที่อยากขายหุ้นเพราะต้องการเงินสด ซึ่งการมีหุ้นในตลาดทำให้ทราบราคาหุ้นได้โดยไม่ต้องต้องถกเถียงกัน

เมื่อเริ่มต้นจึงขายหุ้นเพียง 4% เท่านั้นให้ผู้ถือหุ้นนอกครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนหุ้นในตลาดค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และเปิดช่องทางให้ธุรกิจเนื้อหอมอย่าง Hermès เป็นเป้าของการถูกซื้อกิจการ

การรวมพลังของกลุ่มทายาท Hermès เพื่อต่อสู้และรักษาความเป็นอิสระจนรอดจากการ Takeover โดยยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH

รวมกันเราอยู่

เมื่อ LVMH มุ่งมั่นซื้อหุ้น Hermès จนสะสมได้เกือบ 20% ในปี 2010 นั้น ผู้คนต่างคิดว่าทายาทที่มีจำนวนมากกว่า 50 คนจะทยอยขายหุ้นในส่วนของตนให้ LVMH และถึงแม้ว่าขณะนั้นทายาทจากทั้ง 3 สาขา คือ Dumas, Guerrand และ Puech จะยังถือหุ้นรวมกันกว่า 70% การเข้าซื้อกิจการน่าจะปิดฉากลงได้อย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับพลิกความคาดหมาย เพราะนอกจากทายาทไม่ขายหุ้นให้ LVMH แล้ว ทายาท 52 คนยังเอาหุ้นมารวมกันได้ 50.2% และตั้งเป็นบริษัทโฮลดิ้งชื่อ ‘H51’

ซึ่งตัวเลข 51 นี้มาจาก 51% ที่แปลว่า เกินครึ่ง อันเป็นเจตนารมณ์ของกลุ่มทายาทที่จะร่วมกันต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นอิสระของ Hermès ปิดประตูไม่ให้ใครมาทุ่มซื้อกิจการไปได้ โดยให้คำมั่นว่า จะใช้สิทธิ์ออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นด้วยกันอย่างมีเอกภาพในนาม H51 และจะไม่ขายหุ้นของตนไปอีก 20 ปีจนอย่างน้อยถึงปี 2031

เมื่อทายาทประกาศแผนออกมา หุ้น Hermès ตกลงทันที 8% แต่ทายาทก็ไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะไม่ได้มีแผนจะขายหุ้นในระยะสั้นอยู่แล้ว

คุณค่าของครอบครัว

การตั้ง H51 นั้น แปลว่าทายาทต้องสละความคล่องตัวในการขายหุ้นระยะสั้น แต่พวกเขาก็ยอม เพราะประสบการณ์เกือบ 200 ปีของธุรกิจพิสูจน์ให้เห็นถึงผลตอบแทนในระยะยาว จากการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ไม่เน้นเอาใจความต้องการตลาด หรือขยายตลาดโดยการลดต้นทุนและคุณภาพในระยะสั้น 

ซึ่งสะท้อนถึงคำพูดของ Jean-Louis Dumas ผู้นำรุ่นห้าที่ว่า ความภูมิใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ของ Hermès เป็นสิ่งที่ผูกพันสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากความภูมิใจแล้ว ผลตอบแทนทางการเงินก็สะท้อนถึงการตัดสินใจของทายาท โดยระหว่างปี 2010 – 2020 หรือ 10 ปีหลังจากตั้ง H51 ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นถึง 400% ซึ่งมากกว่าผลตอบแทนหากทายาทแลกหุ้น Hermès เป็นหุ้น LVMH

ล่าสุดในปี 2022 ทายาท Hermès ที่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 คน และมีหุ้นรวมกัน 54% ตัดสินใจยืดระยะเวลาที่พวกเขาจะมอบสิทธิ์จากหุ้นของตนให้ H51 จัดการไปอีก 10 ปี จนถึงปี 2041

ซึ่งสะท้อนถึงความคิดของทายาทว่า อิสรภาพของธุรกิจครอบครัวนั้นควรค่าและคุ้มค่าในการรักษาไว้ ถึงแม้จะต้องแลกกับอิสรภาพในการจัดการหุ้นของตนเองก็ตาม

การรวมพลังของกลุ่มทายาท Hermès เพื่อต่อสู้และรักษาความเป็นอิสระจนรอดจากการ Takeover โดยยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.cmgpartners.ca/hermes_family
  • www.hermes.com/us/en/story/271366-six-generations-of-artisans
  • www.forbes.com/sites/susanadams/2014/08/20/inside-hermes-luxury-secret-empire
  • www.economist.com/business/2020/09/12/how-hermes-got-away-from-lvmh-and-thrived
  • www.tfr.news/news/2020/11/30/what-went-down-between-lmvh-and-hermes
  • www.hermes.com/us/en/story/271366-six-generations-of-artisans
  • www.wsj.com/articles/hermes-axel-dumas-ceo-biggest-us-store-new-york-11663007439
  • www.wsj.com/articles/how-hermes-built-a-booming-luxury-business-from-a-humble-harness-11553869216
  • www.lemonde.fr/en/summer-reads/article/2022/08/01

Writer

Avatar

ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์

ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California, San Diego นักวิชาการผู้หลงใหลเรื่องราวจากโลกอดีต รักการเดินทางสำรวจโลกปัจจุบัน และสนใจวิถีชีวิตของผู้คนในโลกอนาคต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load