แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย หรือ แพท วง Klear คือนักร้องหญิงคนเดียวในวงร็อกชายล้วน เจ้าของเพลงอกหักรักพังที่เกิดจากปลายปากกา และกลั่นออกมาจากประสบการณ์ชีวิตของเธอ

แพทบอกว่าเธอเหมือนเห็นตัวเองทุกครั้ง เมื่อมองลงมาจากเวทีแล้วเจอคนร้องไห้ เธอไม่เคยเดินลงมาหาเพื่อบอกให้ทุกคนหยุดเสียใจ แต่เธอลงมาเพื่อโอบกอด ร้องเพลงให้ฟัง คอยอยู่ข้าง ๆ จนกว่าจะหาย เพราะเข้าใจดีว่า ความรู้สึกผิดหวังราวกับโลกถล่มลงมามันเป็นอย่างไร

แม้จะฟังดูเกินจริง เราที่อายุน้อยกว่าแพทหลายปี ก็เหมือนมองเห็นเงาของตัวเองในตัวแพทด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แพทในวันนี้ที่แข็งแกร่งมากพอจะจ้องตากับความกลัว หรือเปิดเผยมุมอ่อนแอให้ใครเห็นได้สบาย แต่เป็นแพทในวัยที่เจ็บปวด โกรธโลก และยังคงกล่าวโทษความโชคร้ายอยู่เสมอ 

ถึงจะต้องพังกันไปข้าง ผ่านการร้องไห้ฟูมฟายโดยมีบทเพลงของเธอเป็นเพื่อน เปราะบางอยู่ภายในมากขนาดไหน แพทก็ยังทำให้เราอยากเป็นได้อย่างเธอสักวัน

หวังว่าผู้อ่านจะรู้สึกไม่ต่างกันนี้

สนทนาเคลียร์หัวใจกับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

ให้ความลับมันตายไปกับตัวฉัน

ย้อนกลับไปตั้งแต่แรก อะไรทำให้เด็กหญิงแพทเลือกเรียนคณะสถาปัตย์

พ่อเราเป็นสถาปนิก ส่วนแม่จบอักษร 

กล่องระบายสีหรือการวาดรูปมันเป็นของที่เขามีให้เราอยู่ทุกที่ เราเห็นเขาทำงาน ชีวิตนี้เราก็ทำอยู่ 2 อย่างตอนเด็ก ๆ คือ วาดรูปเล่นกับอ่านหนังสือ เราชอบเขียนบทกลอน จะเป็นคนที่มีสมุดบันทึกที่วาดเอง ตีเส้นตารางเอง

ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือมาก ตอนเลือกสายการเรียน ม.ปลาย ก็อยากจะไปสายศิลป์เลย ส่วนคุณพ่อคุณแม่เขาเห็นว่าเราเรียนดี เลยบอกว่าเรียนวิทย์ไปก่อน เพราะคุณแม่บอกว่าการอ่านหนังสือหรือภาษาเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นงานอดิเรกก็ได้ ไม่ต้องเป็นวิชาที่เราเรียน พอต้องเลือกมหาวิทยาลัย ก็ตัดสินใจว่าจะเรียนสถาปัตย์ รู้สึกว่าเป็นจุดที่ลงตัวระหว่างวิทย์กับศิลป์ 

แต่ยังไม่มีคำว่าร้องเพลงเลยนะ คุณเริ่มชอบการร้องเพลงตอนไหน

ตั้งแต่เด็กเหมือนกัน มารู้ตัวอีกทีก็ เออ ฉันเป็นคนที่แหกปากตลอดเวลา เป็นคนพูดมาก ชอบร้องให้ทุกคนฟัง ร้องไปเรื่อย ไม่ได้เรียนร้องเพลงนะ แต่ว่าประกวดร้องเพลง เพื่อนก็จะงง ๆ ที่เราประกวดชนะแล้วได้ร้องหน้าเวที 

เราทำกิจกรรมเยอะมาก นอกจากเรียนคือทำทุกอย่างเลย ร้องเพลง เต้นบัลเลต์ เต้นแจ๊ส เต้นแท็ป เทควันโด รำไทย แล้วก็เป็นนักกีฬาโรงเรียน วิ่ง กระโดดไกล กระโดดสูง เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ร้องเพลงเหมือนเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราชอบ แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ม.ปลาย เราก็จะไปร้องเพลงอยู่กับเพื่อนในห้องดนตรี โดยไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอาชีพ 

เอาจริง ๆ ไม่ได้หวัง ไม่ได้คาดฝัน แค่รู้สึกว่า สนุกดี มีความสุข เข้ามหาวิทยาลัยก็เดินตามสิ่งที่ตั้งใจ แต่จุฬาเขามีกิจกรรมละครสถาปัตย์ เราก็เข้าไปเป็นทีมเต้นคณะ แล้วเขาก็รู้ว่าแพทร้องเพลงได้ ให้ไปเทสต์เสียงทิ้งไว้ ปรากฏว่า ณัฐ มือกีตาร์วง Klear ก็เป็นหนึ่งในทีมทำเพลงละครสถาปัตย์ เขาก็เห็นว่าน้องคนนี้ร้องเพลงได้ อยากตั้งวงไปประกวดเลยลองชวนเรา เเล้วมันก็ทำมาเรื่อย ๆ

ซึ่งวง Klear เป็นวงชายล้วนมาตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหม 

จริง ๆ ตอนแรกมือเปียโนเป็นผู้หญิงชื่อแพร เรียนนิเทศ มีเรา แพร พี่นัฐ พี่ณัฐ แล้วก็มีคีย์ มือเบสอีกคนเป็นผู้ชาย เพิ่งมาเปลี่ยนสมาชิกตอนเซ็นสัญญาว่าเหลือเป็น 4 คนนี้ 

ยากง่ายยังไงกับการที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในวงร็อก 

มันผ่านจุดที่ยากมาแล้ว (หัวเราะ)

นั่นคือ 

ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานานมาก ช่วงแรก ๆ ก็แน่นอนแหละ ต่อให้เราเป็นผู้หญิงห้าวยังไง บางทีผู้ชายอยู่ด้วยกันแล้วเขาชอบลืมว่าเราเป็นผู้หญิง แล้วจะคุยกันในเรื่องที่ฉันไม่ควรได้ยินเรื่องนี้รึเปล่า พูดแซวผู้หญิงคนอื่น ด้วยความที่เขารู้สึกว่าก็สนิทกันแล้ว จนกระทั่งช่วงหนึ่งที่เรากำลังเดือดเลือดร้อนเพราะวัยรุ่นมาก เราส่งอีเมลไปหาทุกคน เป็นบทความเรื่องสิทธิสตรี (หัวเราะ)

ทุกคนช็อกไปเลย ตาเป็นจุด Scroll Down ลงมาคือเขียนยาวมาก เขาเลยค่อย ๆ คุยกัน มุมหนึ่งเราก็โชคดีนะได้เห็นว่าผู้ชายเขาอยู่ด้วยกันแบบนี้ คือจริง ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนเขาก็ได้ เราแค่ต้องเข้าใจ 

แล้วก็จะมีเรื่องความไม่ละเอียดอ่อนของผู้ชาย แต่พออยู่ ๆ ไปเราก็กลายผู้หญิงที่ไม่คิดเยอะ มีอะไรก็บอกทันที ไม่ปล่อยให้คิดเอาเอง งอน เก็บ แล้วก็คิดว่าผู้ชายต้องอ่านใจเราได้ ซึ่งผู้ชายอ่านไม่ได้หรอก ไม่เคยได้เลย 

ถ้าไม่พอใจก็ต้องพูด ไม่ชอบตรงนี้ก็ต้องพูด น้อยใจอะไรก็ต้องพูด 

แสดงว่าก่อนหน้านี้คุณเป็นผู้หญิงที่ยากและซับซ้อนมาก่อน 

ก็ปกติไหม งี่เง่าแล้วก็ดราม่า ดราม่าแล้วก็คิดเอง คิดเองแล้วก็น้อยใจ เราร้องไห้ตลอด 

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต
เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

ภาพลักษณ์ผู้หญิงคนเดียวในวงร็อกดูแข็งแกร่งมากนะ จริง ๆ แล้วตัวตนของคุณแข็งแกร่งอย่างนั้นไหม 

ไม่ (เสียงหนักแน่น)

ถ้าวงมาด้วยตอนนี้ วงจะส่ายหน้าเลย (หัวเราะ) จริง ๆ เราเปราะบางทางอารมณ์มากนะ 

ตอนนี้เราก็โตแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว อารมณ์ค่อนข้างมั่นคง แต่ว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อน คือแตะนิดแตะหน่อย ร้องไห้นะ ไม่ได้เป็นคนเข้มแข็งอย่างที่ใครเห็นเลย เราร้องไห้เก่งมาก แล้วก็ค่อนข้างดาร์ก คิดมาก คิดเยอะ 

แล้วเราก็รู้สึกว่า แม่งไม่เห็นมีความสุขเลย คนรอบตัวเขาก็ดูไม่มีความสุข แค่นั้นเลย แค่รู้สึกว่าอยากมีความสุขแล้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นไปโฟกัสว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่ให้พลังงานไม่ดี คนไหนคุยด้วยแล้วรู้สึกแย่ เราก็จะถอยออกมา คือมักจะเลือกไปทำอะไรที่ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น กลายเป็นว่าโลกค่อย ๆ สว่างขึ้นมาเอง เพราะว่าเราเหนื่อยแล้วกับการเป็นคนดาร์ก 

เราว่าความเข้มแข็งถูกประทับตราว่าเป็นสิ่งดีงาม แล้วความอ่อนแอถูกประทับตราว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่เรามองว่ามันดีทั้งคู่แล้วมันต้องจับมือกันไป แพทยังเป็นคนร้องไห้ง่าย เพราะรู้สึกว่าน้ำตามันช่วยล้างจริง ๆ 

การร้องไห้คืออะไรสำหรับคุณ

แพทเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ศึกษาเรื่องจิตวิทยาเยอะ ทำให้รู้ว่าน้ำตาเป็นกลไกของธรรมชาติ เป็นสัญญาณที่บอกเราบางอย่าง สมมติว่าร้องไห้กับเรื่องนี้ แปลว่าเรื่องนี้มันมีความหมายกับเราเว้ย ร้องไห้ให้กับใคร มันแปลว่าคนนั้นสำคัญกับเรา หรือโกรธเรื่องไหน แปลว่าเรื่องนั้นกำลังสะท้อนอะไรกับใจเรา 

เพราะฉะนั้น เราจะบอกน้อง ๆ แฟน ๆ ที่มาดูเราแล้วร้องไห้ ว่าเราไม่เชื่อสิ่งที่สังคมชอบบอกว่า อย่าร้องไห้ให้ใครเห็น อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น เราไม่เชื่อ เพราะว่ายิ่งคุณเก็บมันมากเท่าไหร่ มันจะไประเบิดทางอื่น แล้วมันไม่เคยดีเลย เราเชื่อว่าเมื่อน้ำตามา ปล่อยให้ไหล ยิ่งปล่อยให้ไหลเร็ว ยิ่งจบเร็ว แล้วคุณจะเข้มแข็งเร็วกว่าคนที่ไม่ยอมร้องไห้ เพราะว่าเราไม่กลั้น เพราะว่าเราหันไปเผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเอง 

เวลากลัว เราจะไม่ฝืนทำเป็นเก่งแล้วเดินไป กลัวก็คือกลัว แล้วคุยกับตัวเองก่อน กอดตัวเองก่อน จับมือตัวเองก่อน เรากลัวว่ะ ใช่ เรากลัว พอเรายอมรับตรงนี้ มันก็จะไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น 

ถ้าน้ำตาจะไหล ๆ แล้วเราบอกว่า ต้องไม่ร้องไห้ กลายเป็นว่าใจมันสั่นกว่าเดิม ไม่ไหวก็คือไม่ไหว ร้องก็คือร้อง เหมือนวันก่อนที่เราขึ้นเวทีนั่นแหละ (หนึ่งวันก่อนขึ้นคอนเสิร์ต Marathon Concert Fest 2022 แพทเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการลำไส้อักเสบ) เราก็ยอมรับกับตัวเองว่าเรากลัว เพราะไม่รู้ว่าเราจะรอดไหม จะขึ้นเวทีได้รึเปล่า แล้วพอเห็นคนดูน้ำตาก็ไหลพรวดออกมาเลย แล้วก็ไม่คิดจะกลั้นด้วย เพราะรู้สึกว่า นี่คือความจริงใจจากเรา คุณค่ามันอยู่ที่เรา Show Up ในวันนี้ 

ถ้าเทียบว่าเราไม่ไหวแล้วเราไม่มา เรามาแล้วร้องไห้ต่อหน้าคนดูจนร้องเพลงไม่ได้ยังจะดีซะกว่า 

แต่กว่าจะมองได้แบบนี้ ขั้นตอนที่คุณต้องยอมรับว่าฉันเป็นคนอ่อนแอ ฉันเป็นผู้หญิงดราม่า มันยากไหม 

ยาก ยากมาก สุดท้ายมันกลับมาเป็นเพราะว่าเราไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไรกัน ถ้าเขาเห็นว่าเราอ่อนแอแล้วจะเป็นไรไป มันแค่ต้องก้าวข้ามไอ้จุดนั้น สุดท้ายเราจะค่อย ๆ กล้าที่จะรู้สึกว่าต่อให้เขาเห็น ชีวิตเราก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอก

เห็นด้วย 

ตรงนั้นแหละ ที่มันค่อย ๆ กะเทาะ ๆ ใจเรา ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นแบบ (ดีดนิ้ว) 

แต่ละครั้งที่เหตุการณ์มันเกิด เราต้องดูแลใจเราก่อน ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 เราก็จะค่อย ๆ โอเคขึ้นที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง 

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

คุณดูเป็นคนที่คุยกับตัวเองเยอะมาก ความอ่อนแอ ความเป็นผู้หญิงดาร์ก ๆ ความเป็นผู้หญิงดราม่า มันมีที่มาที่ไปยังไง 

เรียกว่าเป็นที่มา แต่เราว่าไม่ใช่ต้นเหตุ 

ที่มาก็คือเรื่องของคุณพ่อ คุณพ่อเสียตอนที่เราอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังยืนไม่ได้ด้วยตัวเอง วงดนตรีก็เพิ่งตั้ง ใช้ชีวิตอย่างลั้ลลามาตลอดเพราะว่าเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยต้องห่วงอะไรในชีวิตเลยทั้งสิ้น 

พอคุณพ่อเสียกะทันหัน กลายเป็นโลกทั้งใบมันถล่มลงมา สิ่งที่เราเคยตัว สิ่งที่เราเคยคิดว่าฉันจะไม่เป็นไร ไม่มีใครทำอะไรฉันได้ เหมือนมันสั่นคลอน เหมือนถูกตัดฐานรากทั้งหมด แล้วตึกก็โครมลงมาหมดเลย 

ด้วยความที่เราคิดซับซ้อนไม่ได้อย่างวันนี้ แค่รู้สึกว่าทำไมฉันต้องเจอแบบนี้ ชีวิตทำร้ายฉันทำไม โลกทำร้ายฉันทำไม แล้วตอนนั้นเรื่องแฟนก็ไม่ดีอีก เราไปคบคนที่มีแฟนแล้วโดยไม่รู้ตัว มีการขอแต่งงานกันแล้วเรียบร้อย คือเราคว้าสิ่งใดก็ตามที่เข้ามาหา เพราะเราต้องการผู้ชายสักคนหนึ่งที่พึ่งพิงได้จากเรื่องพ่อ กับคุณแม่ช่วงนั้นก็ห่างกัน เพราะแพทกับแม่ดีลเรื่องคุณพ่อเสียกะทันหันไม่ได้ทั้งคู่ กลายเป็นเราไม่มีคนคุยด้วย 

คราวนี้มันเหมือนมืดทุกทางที่เราหันไป แต่โชคยังดีที่มีวง Klear เพราะมันเป็นที่ระบายอารมณ์ของเรา คิดว่าถ้าไม่มีวง Klear คงจะไปไหนแล้วไม่รู้ ซึ่งถ้าเกิดย้อนกลับไปฟังอัลบั้มแรก เพลงวง Klear จะดาร์กมาก มันคือโลกของเราในตอนนั้นเลย 

หลังจากนั้น เพลงของคุณก็ยังเศร้ามากอยู่ดีนะ 

มันยังเศร้าอยู่ แต่เป็นความเศร้าในลักษณะที่เราเข้าใจแล้วไงว่าความเศร้าเป็นยังไง วันนี้กลายเป็นเรารู้สึกว่า ฉันจะต้องเจอเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด เพราะว่าฉันจะต้องเข้าใจมันก่อน ฉันถึงจะเล่าเรื่องนี้หรือสื่อสารเรื่องนี้ให้กับคนอื่น แล้วมองหน้าเขาตรง ๆ ได้ว่า เออ ฉันเจอมาแล้ว ฉันเข้าใจว่ามันแย่ขนาดไหน 

เฮ้ย แต่มันไม่หนักไปสำหรับตัวคุณเหรอ 

หนักมาก เราก็พัง 

เหมือนต้องแบกรับทุกความเจ็บปวดก่อน เพื่อที่จะถ่ายทอดออกมา 

ตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าเราจะรับเพื่ออะไร แค่รู้สึกว่าชีวิตแม่งไม่แฟร์กับเราเลย ทำไมถึงต้องเจอเรื่องต่อ ๆ กันมา สิ่งเดียวที่เข้าใจคือ อารมณ์มนุษย์มันลงไปสุดได้แค่ไหน เราปล่อยตัวเองให้ดิ่งได้แค่ไหน มันทำให้เราได้อยู่ตรงนั้น

แล้วหลังจากเผชิญความเศร้ามาจนเข้าใจหมดแล้ว เพลงของวง Klear ต้องการสื่อสารอะไรกับคนฟังกันแน่

ตอนที่แต่งออกมาก็ต้องการสื่อสารโมเมนต์ของความเศร้าตรงจุดนั้นแหละ แต่พอเวลาผ่านมา วันนี้เราใช้มันอีกแบบหนึ่ง เราใช้มันในการดึงเขาขึ้นมาจากจุดนั้น 

เวลาย้อนกลับไปฟังเพลงเก่า ๆ แล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่เคยพังมาก ๆ ไหม 

ใช่ เราเห็นตัวเองเลย กลายเป็นว่าเราเห็นตัวเองทุกครั้งที่เราเห็นเพื่อนหรือน้องร้องไห้ ฉันรู้เลยว่ารู้สึกยังไง 

ถ้าอย่างงั้นพูดได้ไหมว่าทุกเพลงของวง Klear มาจากประสบการณ์ตรงของคุณทั้งนั้น 

ไม่ได้ บางเพลงมาจากประสบการณ์ตรง บางเพลงมาจากเรื่องของคนอื่น แต่แพทเอาความรู้สึกเศษเสี้ยวประสบการณ์ของตัวเองไปรวมกับเรื่องของเขา 

อย่างเช่น คำยินดี ก็มาจากเพื่อนคนหนึ่ง เจ้าของเรื่องเป็นผู้ชายนะ แล้วด้วยความที่เราก็เคยพังเรื่องความรัก ทำให้นึกออกว่า เวลาที่เราเห็นคนรักเก่ามีคนใหม่มันรู้สึกยังไง แล้วเราก็เขียนเพลงนี้ 

หรือ พันหมื่นเหตุผล เราไม่ได้เจอกับตัวแต่อยู่ในเหตุการณ์ของคนสองคนที่กำลังจะเลิกกัน แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเพราะเราเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนเรา 

สนทนาเคลียร์หัวใจกับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง
เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

เธอไหวค่อยไป

จำได้ไหม เพลงไหนที่เสียน้ำตาระหว่างแต่งเยอะที่สุด

แด่เธอที่รัก เป็นเพลงที่เปลี่ยนเนื้อเยอะมาก คือ เมโลดี้มีมานานแล้ว แต่เนื้อนี่ถูกเปลี่ยนมา 20 รอบ ไม่ได้สักที

ตอนแรกธีมของเพลงนี้คือความคิดถึง แต่เราใส่เนื้อเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน ไม่โดน ไม่ได้ จนสุดท้ายคืนวันนั้นมานั่งนึกถึงเพลงนี้ที่แจ๊สผับ ในร้านก็เสียงดังโช้งเช้งเลย ในหัวนึกว่าเราคิดถึงใครที่สุดในชีวิต แล้วเราคิดถึงคุณพ่อ เพราะเป็นคนที่คิดถึงแต่ไปหาไม่ได้ 

จำได้ว่าขอปากกาน้องเด็กเสิร์ฟมาเขียนเนื้อเพลงนี้บนกระดาษรองแก้ว พลิกด้านหลังแล้วก็เขียน กลับมาที่ห้องตัวเองก็เขียนต่อ ร้องไห้ไป สะอื้นไป เขียนไป จนฟ้าสว่าง น่าจะ 6 โมงเช้าถึงเขียนเสร็จ

ใคร หรือ อะไร ที่เป็นตัวบอกคุณว่า เพลงนี้ได้แล้ว เนื้อท่อนนี้ใช้ได้แล้ว

เนี่ย เป็นเรื่องที่ถ้าเล่าเดี๋ยวคนจะหาว่าเหนือธรรมชาติ (หัวเราะ)

มันอยากรู้ตรงเหนือธรรมชาตินี่แหละ

อยากจะบอกว่า เรารู้สึกว่าทุกเพลงที่เราเขียนไม่ใช่ของเราเลย มันไม่ใช่เนื้อของเรา มันมาจากอากาศ คือลอยมา คำมันมาจากไหนไม่รู้ แล้วก็เขียนจด เขียนจด เขียนจด บางทีมาตอนง่วงนอนจะหลับ มาเป็นท่อนเลย คือต้องตื่นขึ้นมาแล้วจด มี 3 เหตุการณ์ที่รู้ว่าจะมา

หนึ่ง คือเวลาที่จะหลับ 

สอง คือเวลาขับรถ ซึ่งเคยขับรถจะไปสตูดิโอ เราดันนึกเนื้อออก ก็ขับเลยไปจนถึงรังสิต จอดข้างทางแล้วก็เขียน เสร็จแล้วก็ขับต่อ เพราะเนื้อมันมาแล้วนึกออกไหม (หัวเราะ) 

สาม คือเวลาอาบน้ำ เราเป็นคนอาบน้ำนานมาก บางทีมีมาทั้งเพลงเลยนะ คือเพลง รูปวาดบนภาพถ่าย มาแบบเนื้อเมโลดี้เลย ไม่ได้มาแบบนิด ๆ หน่อย ๆ ในมือของฉันมีรูปถ่าย… (แพทร้องเพลง) แบบ ฮะ มาจากไหน

เหมือนกับเราทำสมาธิโดยไม่รู้ตัว เวลาเราเคลิ้ม ๆ กึ่งมีสติกึ่งไม่มี แล้วเวลาขับรถ แพทเป็นคนขับรถไม่เปิดเพลง ไม่รู้ทำไม หรือมันเป็นจุดที่สมาธิเกิด ถ้าใครเคยดูแอนิเมชันเรื่อง Soul มันจะมีจุดที่นักดนตรีด่ำดิ่งไป เป็นพื้นที่ปลอดภัย แล้วมันก็พาเราไปอีกเลเยอร์หนึ่ง 

เพลงไหนที่คุณใช้เวลาแต่งเร็วที่สุด 

เร็วที่สุดคือเพลง หาย เพลงแรก อัลบั้มแรก แล้วตอนนั้นก็ยังไม่ได้แต่งเพลงเก่ง จำได้ว่าแต่งที่ใต้ต้นจามจุรี นั่งเล่นกีตาร์ มีเรา ณัฐ กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เล่นกันอยู่แค่ 2 คอร์ด G กับ C แล้วมันก็มา (ร้องทำนองดนตรี) 

แล้วณัฐก็บอก งั้นร้องว่า หาย ละกัน เราก็หายอะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็นั่งเขียนกันตรงนั้นว่าอะไรหาย น่าจะเป็นใจนะที่หาย เพื่อนก็มีเรื่องเล่าให้ฟังพอดีว่า คนนี้ ๆ เขาจะเดินทางไปต่างประเทศ พอกลับมาที่ห้องของแฟนแล้วมันรู้สึกใจหาย แค่นั้น ประมาณ 2 ชั่วโมงเราแต่งเสร็จเลย

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต
สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

พูดถึง คำยินดี เพลงที่จะต้องมีคนยื่นโทรศัพท์มาให้โทรหาแฟนเก่าเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต 

ไม่โทรแล้วนะ ฉันไม่โทรแล้ว ฉันเลิกโทร 

ได้ข่าวมาว่า คุณเคยโดนให้โทรหาแฟนเก่ามากกว่า 30 เครื่องพร้อมกันบนเวที

มีทีมงาน Stage ช่วยถือด้วย เรานึกว่างานแถลงข่าว คือทุกคนยื่นโทรศัพท์มาให้ถือ แล้วเราก็ยืนไม่ได้เพราะว่าเสียวตก ดิฉันต้องนั่งขัดสมาธิบนเวทีแล้วก็ร้องเข้าไป

แต่ว่าจุดเริ่มต้นมันง่ายมาก เราไปดูคอนเสิร์ต The Script ที่มาเมืองไทยแล้วเขาโทรหาใครก็ไม่รู้กลางเวทีเลย เราก็มาเล่าให้ที่วงฟัง ถามว่าเล่นกันไหม โทรหาแฟนเก่าปะ คุยกันเล่น ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำจริง ทีแรกก็ลองร้านเล็ก ๆ ก่อน เฮ้ย มีคนอยากดูว่ะ ครั้งต่อมาไปเล่นที่ ม.รังสิต แต่ว่าเป็นงานใหญ่มาก ปรากฏว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเวทีมา แล้วก็โทรจริง ๆ จนคลิปนั้นมันเป็นคลิปไวรัล 

หลังจากนั้นทุกงานที่ไปก็จะต้องมีโทรหาแฟนเก่า แล้วก็จะมีร้านที่มาจ้างเพื่อให้โทรหาแฟนเก่า (หัวเราะ) มีน้อง ๆ ตามมาหลังเวที มาลานจอดรถ เวลาไปเล่นที่โรงเรียนก็จะแย่งกันปีนขึ้นมายืนเรียงแถวบนเวที แล้วทุกคนก็คือถือมือถือไว้ หรือบางทีก็มีผู้ชายที่ดูเป็นผู้ชายมาก ๆ แต่เขาขึ้นมายืนร้องไห้บนเวทีต่อหน้าทุกคน

ตอนโทรไปคุณคุยอะไรกับปลายสาย หรือร้องเพลงอย่างเดียว

ก็โทรเลย สมมติว่าชื่อ A กับ B ก็ฮัลโหล A เหรอ B บอกว่าอยากให้เราโทรมาร้องเพลงให้ฟัง

เขาอึ้งไหม หรือว่า 

มีทุกแบบ มีตั้งแต่พอได้ยินว่าจะร้องก็ตัดสาย หรือบางคนก็เงียบ แปลว่าฟังอยู่

เหมือนคุณกลายเป็นที่ปรึกษาด้านความรักของแฟนคลับหรือของคนทั่วไปไปแล้วนะ

ก็น่าจะมาจากช่วง คำยินดี นี่แหละ 

กลายเป็นโมเมนต์ที่ทุกคนรู้สึกว่า เขาสัมผัสกับเราได้ ไม่ใช่แค่เป็นศิลปินที่อยู่บนเวทีแล้วเขาไม่รู้จัก พอเราโทรหาแฟนเก่าเขาได้ก็คงรู้สึกเหมือนเราเป็นญาติ เป็นเพื่อน เป็นพี่ ใครสักคน ที่ผ่านมา เราไม่ค่อยรู้สึกอยู่แล้วว่าเราเป็นดารา ศิลปิน เราจะรู้สึกตลอดว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แล้วเราก็อยากให้ทุกคนเห็นสิ่งนั้น ว่าเราเป็นห่วงเขา As a Human to Another Human 

คลิปต่อมาที่เป็นไวรัลใกล้ ๆ กันคือ เพลง พันหมื่นเหตุผล 

น้องผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ในร้าน เราเห็นก็ทนไม่ได้ เลยลงไปหา ไปกอด ไปร้องเพลงกับเขา แล้วก็บอกเขาในสิ่งที่เราอยากจะบอกกับตัวเองในอดีต ว่า คนที่ไม่ใช่ ทิ้งไปก็ดีแล้ว ร้องไห้ไปเถอะ เดี๋ยววันหนึ่งจะรู้เองว่า ขอบคุณนะที่เลิกกัน

บางคนส่งข้อความเข้ามาเล่าในเรื่องที่ไม่เล่าให้ใครฟังในโลกนี้ มีคนที่มาหาเราก่อนเราขึ้นเวทีแล้วบอกว่า พี่ หนูเกือบฆ่าตัวตาย แต่หนูไม่ทำ เพราะหนูอยากเจอพี่ เราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็รีบลงมาอยู่กับเขาจนเขาโอเค เพื่อนในวงก็ Follow Up น้อง คุยกันตลอด 

ช่วงที่ทำเพลง รักให้ตาย เราทำแคมเปญเรื่องความรุนแรงในครอบครัว มีคนใช้เฟซบุ๊กปลอมส่งข้อความมาหาเรา แอบส่งมาคุย เพื่อหาวิธีที่จะออกมาจากชีวิตคนคนนี้ เหมือนว่าเราได้ไปเป็นหูให้กับคนที่เขาไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะเราห่างไกลจากเขามากพอที่จะไม่ไปรู้เรื่องราวในชีวิตเขา แต่เราใกล้ใจเขามากพอที่เขาจะเล่าให้ฟัง

สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนกลับมาให้เราเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ คุณค่าของการเป็นศิลปินไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง เงินทอง หรือแสงไฟ 

คุณค่าที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะทำอาชีพนี้ ไปจนกว่าจะไม่ไหว มันคือเรื่องพวกนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าคุณมีโอกาส จงจุดไฟเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนในวันแย่ ๆ ของเขา ชื่อเสียงของเรามันคือกระบอกเสียง คือโอกาสที่ทำให้เราดูแลใจคนได้มากขึ้น

เห็นคุณให้คำปรึกษาทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง เป็นดีเจ แล้วก็ทำยูทูบด้วย ปัญหาอะไรที่เจอเยอะสุด

ปัญหาที่เขาอยากจะแก้ที่สุดคือเรื่องของการมูฟออน การติดอยู่กับเรื่องอะไรสักอย่างแล้วไปต่อไม่ได้ ติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีแล้วออกไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้เลย คือทุกคนที่ติดต่อเข้ามาเขารอดแล้ว

เพราะว่า

เขาเอื้อมมือหาความช่วยเหลือแล้วไง เขาถามหา How แล้วนะ ถ้าคนที่ยังวนอยู่ก็คงจะไม่ถามหาความช่วยเหลือ คงจะไม่ถามว่าทำยังไง 

แล้วสำหรับคนที่ยังไม่เริ่ม คุณอยากบอกอะไรกับเขา

เราได้มาจาก ดร.แพม-ปรมา มุทิตาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา บอกว่า ถ้าสมมติเรามีเพื่อนที่มันวนอยู่อย่างนั้น ดื้อ พูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ให้เปลี่ยนคำถาม 

เวลาที่เขามาบ่น มาร้องไห้ แทนที่จะบอกว่า ออกมาจากคนนี้ได้แล้ว หรือเลิกกับมันสักทีเถอะ ให้เปลี่ยนเป็นถามว่า จะทนจนถึงเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไหนที่จะทำให้รู้สึกว่าทนไม่ไหว แล้วเขาจะเริ่มคิด

อีกอย่างคือให้บอกเขาว่า ยังมีฉันนะ ให้เขารู้ว่าถ้าออกมาแล้วเขาจะไม่เคว้งคว้างจนไม่กล้าออกมา ยังไงเขาก็จะเจอเรา

ในฐานะที่ปรึกษาที่ให้กำลังใจคนอื่นมากมาย อยากรู้ว่าเวลาตัวคุณเองมีปัญหา คุณปรึกษาใคร

แฟนกับแม่ แล้วก็เพื่อนสนิท ถ้าไม่ใช่ 3 คนนี้จะไปปรึกษาคนที่เขาทำสิ่งนั้น ๆ สำเร็จแล้ว 

เราระวังมากเลยกับการไปหาที่ปรึกษา จะไม่ปรึกษาคนที่ไม่เคยทำสิ่งนั้น จะไม่ปรึกษาคนที่ไม่เคยผ่านเรื่องนี้ ถ้าเราอยากลาออกจากงานประจำ ไปทำธุรกิจตัวเองเล็ก ๆ แต่เราไปถามคนที่ทำงานที่เดียวกับเรา ที่เขาเองก็ไม่กล้าลาออกเหมือนกัน คำตอบที่เขาให้เราไม่มีทางทำให้เราลาออกได้เลย เราควรไปถามคนที่ลาออกแล้ว ทำร้านแล้ว ต่อให้ไม่รู้จักกันก็ต้องไปถาม 

ทุกวันนี้แพทก็จะเป็นแบบนั้น ค่อนข้างหน้าด้านหาที่ปรึกษา ผู้ใหญ่ที่อาจจะไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้น แล้วโดยส่วนมาก ทุกคนยินดีมากที่จะแชร์ประสบการณ์ที่เขาเคยผ่านมา เหมือนเขาอยากบอกจะตาย แต่ไม่รู้จะบอกใคร รอคอยที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมานาน 

เพื่อนรักไม่ได้แปลว่าจะให้คำตอบได้ทุกเรื่อง เขาเป็นที่พิงทางใจของเรา เป็นอ้อมกอดให้เราได้ ไปร้องไห้ใส่มันได้ แต่อาจจะฟังคำแนะนำที่เขาไม่เคยผ่านไม่ได้ ถ้าจะหาหนทาง หาคำตอบ หรือจะแก้ปัญหา อยากให้ไปหาคนที่เขาเก่งกว่าเราในเรื่องนั้น ๆ

แล้วปัญหาอะไรที่คุณมักจะปรึกษาคนอื่น แก้ไขเองไม่ได้

เรื่องงานใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ แม้แต่หลัง ๆ นี้จะทำเพลงใหม่ก็ไม่ถามคนเดิม ๆ เรากลับไปถามแฟนเพลง เพราะเขารู้ดีกว่าเราว่าเขาอยากฟังอะไร 

สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง
สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

กระโดดกอด

ช่วงหลังคุณลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ เยอะ ทั้งถ่ายแบบ แต่งตัวเซ็กซี่ ตีขัน ฯลฯ คุณเคยบอกว่าสิ่งเหล่านั้นคือการก้าวผ่านขีดจำกัดต่าง ๆ ของตัวเอง อยากรู้ว่าอะไรคือขีดจำกัดนั้น

ขีดจำกัดของพวกเราทั้งหลาย คือตัวตนทั้งนั้นเลย สิ่งที่ทำไปอันนั้นไม่ใช่ฉัน อันนี้ไม่ใช่ฉัน เป็นตัวตนที่เราขีดไว้แล้ว ฉันเป็น Rock Star ใส่สีดำ ทำตัวแมน ๆ หน่อยแล้วสบายใจ อยู่ท่ามกลางผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากแล้วจะเขิน

สิ่งใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำก็เพราะกลัวทำแล้วแป้ก กลัวทำแล้วออกมาไม่ดี ถ่ายแบบเราก็ไม่เคยทำ ไม่กล้า คล้าย ๆ ว่ามันเป็นเกราะที่เราสร้างขึ้นมาเอง คิดว่าตรงนี้เราปลอดภัย อย่าก้าวออกไปเลย 

การก้าวออกมาครั้งนี้เกิดจากการที่เราอยากไปไกลกว่านี้ คิดกับตัวเองมาตลอดว่า ทำยังไงให้วง Klear ไปได้ไกลกว่าที่เป็นมา ทำยังไงให้มันดูแลใจคนได้มากกว่านี้ แต่มันก็ต้องดังกว่านี้ใช่รึเปล่า แล้วเราติดอะไรอยู่ อ๋อ ก็ติดไอ้สิ่งที่เราคิดว่าจะไม่ทำ สิ่งที่เราบอกว่า นั่นไม่ใช่ฉัน 

พออยู่ในวงการดนตรีที่เป็นแบนด์ของประเทศไทย มันไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว เหลือฉันหนึ่งคน เวลาที่เราอยู่ในค่าย Genie Record มองไปมีแต่ผู้ชาย เสื้อดำ กางเกงยีน หน้าเข้ม รองเท้าบูต เราก็ซึมซับมาสิบกว่าปีจริง ๆ นะ เหมือนอยู่สบายในแบบนั้นแหละ แล้วเราก็รอดมาตลอด รอดมาอย่างดี

แต่พอช่วงโควิดที่เราห่างจากทุกคน ห่างจากทุกอย่าง เหมือน Break Through ตัวเอง กลับไปหาว่า เด็กหญิงแพท ก่อนหน้าที่จะเป็นร็อกเกอร์เนี่ย มันเป็นใครวะ อุ๊ยตายแล้ว ตอนเด็ก ๆ ใส่ชุดนางฟ้าออกไปล่ามังกร แล้วก็มีไม้กายสิทธิ์อันหนึ่ง จริง ๆ แล้วเราเป็นเด็กช่างฝัน เราชอบศิลปะ เราชอบการแต่งตัว ชอบผจญภัย ชอบการท่องเที่ยว แล้วเราก็ค่อย ๆ ถามหาคนรอบตัวว่า ใครที่จะพาเราไปทำสิ่งใหม่ ๆ ได้บ้าง เพราะเราอยากกลับมาแต่งตัว 

หรือ Crystal Singing Bowl ก็เป็นเรื่องใหม่ ๆ ที่ไปลองทำ เพราะรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรเพราะแค่สนุกแล้ว ทำโดยที่ไม่กลัวว่าจะไปกระทบกับ แพทวง Klear ไหม สุดท้ายมันคือตัวตนที่เราตั้งกรอบขึ้นมาทั้งหมดเลย ทำให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบสนุกเต็มที่อย่างที่เราอยากใช้ 

ส่วนมันจะทำให้ใครต้องปรับตัวบ้าง ส่วนตัวรู้สึกว่าก็ให้เป็นหน้าที่ของเขา (หัวเราะ)

กำลังจะถามเลยว่าปฏิกิริยาคนรอบข้างเป็นยังไง

ไม่รู้ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไร เราอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข อยากใช้ให้มันเต็มที่ อยากมีแพสชันกับทุกอย่างที่ทำอีกครั้งหนึ่ง เรารู้สึกว่าเรื่องศิลปะ เรื่องการผจญภัยมันหายไปจากเรา เพราะกรอบบางอย่าง

มีขีดจำกัดอะไรอีกที่คุณยังก้าวข้ามไม่พ้น หรือไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

(นิ่งคิด) เราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าตอนนี้กำลังไล่ทำอยู่

มีลิสต์

ไม่ถึงกับมีลิสต์ ช่วงนี้คืออยากทำ อยากแต่งตัว อยากให้ทุกคนเห็นความเป็นผู้หญิง 

ถ้าถามว่าอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ ตอนนี้น่าจะไม่มี แต่ว่าขีดจำกัดที่ยังกลัวก็น่าจะเป็นเรื่องอายุ เราก็กำลังเรียนรู้และเล่นสนุกกับแต่ละอายุที่กำลังเดินหน้าไปของเราเหมือนกัน 

เพราะเราเริ่มเดินทางเร็ว ตอนที่เริ่มทำวง เราคิดว่า 30 ก็เลิกทำแล้ว ด้วยความที่วงการบันเทิงสมัยนั้นคนเกิน 30 คือจบ แต่พออยู่มาเรื่อย ๆ เอ๊ะ มันไม่จบ เพลง คำยินดี เพิ่งมาพีกตอนอายุ 29 แล้วจะเอาไงต่อวะ แล้วตอนนี้มันก็ 30 กลาง ๆ แล้วไงต่อวะ แต่เรายังสนุกอยู่เลย 

นี่น่าจะกลายเป็นขีดจำกัดต่อ ๆ ไปที่เราอยากจะสนุกแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่มันต้องท้าทายทั้งกรอบของสังคมและที่ตัวเราเองเป็น 

อย่าไปกังวลถึงอนาคตข้างหน้าให้มากนักเลย ถ้าวันนี้ยังสนุก ก็คิดทุกวันเป็นวันนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็คงดีไปเรื่อย ๆ เอง ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เรากำลังเวิร์กกับตัวเองอยู่

แวะมาพูดถึงโปรเจกต์ บ้านแสงจันท์ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่อยากทำมานานไหม

เป็นเรื่องที่ 2 เรื่องมาชนกันดีกว่า หนึ่ง คือ เราว่าชื่อเสียงมันควรจะทำประโยชน์ให้กับผู้คนได้เป็นรูปธรรม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร ตอนนั้นก็เก็บไว้ในใจ 

ประจวบกับได้ไปรู้จักกับ หมอโน้ต-นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญระดับสูง สาขามะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า แล้วก็คุณหมอชวนไปช่วยประกาศรับบริจาคสร้างตึกที่จันทบุรี ซึ่งคุณพ่อแพททำงานสุดท้ายที่จันทบุรี แล้วคุณพ่อเป็นโรคมะเร็ง เราก็เลยช่วยเรื่องนี้เต็มที่เลย 

พอสร้างตึกนั้นเสร็จ หมอโน้ตก็มานั่งคุยกับเราหลังเวทีคอนเสิร์ต แล้วถามว่าจำตึกนั้นได้ไหม มันทันสมัยมากเลย ผู้คนเดินทางมาจากทั่วภาคเลย แต่กลายเป็นว่าผู้คนเดินทางมามีเครื่องมือใช้ แต่ไม่มีที่นอน แล้วหมอโน้ตกำลังจะสร้างตึกอาคารที่พักให้คนมาพักฟรี เราก็จบสถาปัตย์ แฟนเราก็มีบริษัทสถาปนิก เลยเอ่ยปากขอลองทำแบบให้ และจะช่วยโปรโมตโปรเจกต์นี้เต็มที่ ช่วยกันหาเงินมาสร้าง 

มันยากไหม การเป็นนักร้องกับสถาปนิกไปพร้อมกัน

ไม่ยาก เพราะว่ามีแฟน (หัวเราะ) เอาตรง ๆ แพทไม่ได้ลงมือทำ โปรเจกต์นี้ต้องขอบคุณสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบตกแต่งภายใน จิตอาสา ทั้งหมดคือ 20 คนที่มาทำงานให้โดยไม่คิดเงินเลยสักบาท เราแค่บอกเฉย ๆ ว่ามีโปรเจกต์นี้อยู่ ใครอยากมาร่วมบ้าง 

การที่จะรวบรวมคนมาช่วยกันสร้างอะไรดี ๆ สักอย่างหนึ่งให้สำเร็จ จริง ๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น ต่อให้เราไม่มีเวลาทำ แต่เรามีเวลาที่จะพูด แล้วก็ประสานงานให้มันเกิด 

เป็นงานที่เติมเต็มชีวิตเรามากว่า ในที่สุดชื่อเสียงที่ได้มามันก็เป็นประโยชน์กับใครแล้ว ปกติผู้ป่วยกับญาติเขาต้องเสียเงินไปนอนโรงแรม หรือบางคนก็ยอมนอนพื้น วันนี้เขามีที่พักแล้ว เราชื่นใจมาก

พูดถึงคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากที่คุณกลายเป็นคนใหม่ ได้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ในคอนเสิร์ตนี้จะมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง

ที่แน่ ๆ จะมี Crystal Singing Bowl ที่น่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อีกอย่างคือน่าจะได้เห็นการเรียบเรียงเพลงใหม่ เพลงที่เคยฟังมามันอาจจะดิ่งได้มากกว่านั้นอีก

ยังได้อีกเหรอ

ด้วยความที่มันชื่อ The Klear Sky Concert #จะเป็นทุกท้องฟ้าให้เธอ เรามองว่าท้องฟ้าแต่ละแบบให้ Mood แตกต่างกัน ท้องฟ้ากลางคืนให้ความรู้สึกอย่างไร ลองจินตนาการว่า เราร้องเพลงเวลาไหนจะเศร้าที่สุด ท้องฟ้าตอนเย็น กำลังจะมืดรึเปล่า บรรยากาศตรงนั้นมันจะพาผู้คนให้ไปที่สุดของอารมณ์ได้ 

แล้วสิ่งที่พูดในคอนเสิร์ตจะไม่เหมือนกับงานอื่น ๆ เราตั้งใจว่ามันต้องให้อะไรกับคนที่ไป เหมือนไปชาร์จแบตชีวิตให้เขา เติมพลังให้เขา ให้กลับไปแล้วมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น 

คุณมีส่วนร่วมอะไรบ้างในคอนเสิร์ตนี้

วงทำกันเองทุกอย่างเลย คุยกันว่าอยากได้อะไร ต้องทำอะไรบ้าง หรือภาพฝันที่มีในหัวเราเป็นยังไง แล้วก็มีทีมงานที่ช่วยสานฝันให้มันเป็นจริง จัดวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

คุณใช้ประสบการณ์ตัวเองแต่งเพลงมาพอสมควรนะ ถ้าให้แต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตช่วงนี้ มันจะเป็นเพลงที่เล่าเรื่องอะไร

คงจะพูดว่า ขอบคุณนะที่วันนี้เรายังมีกัน 

ฉันไม่รู้หรอก พรุ่งนี้ฉันจะเสียเธอไปไหม เธอจะเสียฉันไปหรือเปล่า ณ โมเมนต์นี้ ตรงนี้คือเรามีกัน อยากให้รู้ว่าขอบคุณนะ

อยากให้ประเมินตัวเองตอนนี้ ถ้าคะแนนเต็ม 10 คุณให้ตัวเองเท่าไร และต้องหักคะแนนอะไรไปบ้าง

ช่วงนี้เก่ง (หัวเราะ) 

เราไม่เคยให้คะแนนตัวเองสูงเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต ช่วงนี้ให้ 9 เลย หัก 1 คะแนน เพราะเราในเมื่อก่อนกดดันตัวเองเก่งมาก ด่าตัวเองเก่ง ไม่เคยมีอะไรดี ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง คนอื่นบอกว่าดีแล้ว เราก็จะบอกว่าดีไม่พอตลอด เป็นนิสัยเก่าที่มันก็ยังไม่หายสักที เวลาที่เรา Down จริง ๆ เหนื่อยจริง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ นิสัยเก่าก็กลับมาเหมือนกัน เรายังมี Devil ตัวเดิมที่ยังไม่หมดฤทธิ์แล้วจะกลับมาเมื่อเราอ่อนแอ ฉันรู้ว่าแกยังอยู่ ฉันรู้ว่าเรายังมีความดาร์กเดิม ๆ แค่เขาสงบเร็วขึ้น เพราะเราฟังเขามากขึ้น 

นี่คือ 1 แต้มนั้นที่ก็เป็นเรื่องธรรมดา และคิดว่าคงมีต่อไปเรื่อย ๆ

สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

ขอบคุณสถานที่

โรงแรม Mode Sathorn Hotel Bangkok 

144 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load