พสุธา แปลว่า ผืนดิน 

ธารา แปลว่า ผืนน้ำ

‘พสุธารา’ เรียกความสนใจจากเราตั้งแต่ได้ยินชื่อ มันเป็นชื่อที่ทั้งเพราะและมีความหมายชวนให้จินตนาการถึงคนที่พอใจในชีวิตเรียบง่ายตามวิถีธรรมชาติ อันเป็นความหรูหรารูปแบบใหม่ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้แบบไร้ขีดจำกัด สำหรับวงการการทำแบรนดิ้ง ถือว่าน่าอิจฉาความเก่งในการทำให้คนตกหลุมรักได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน  

เมื่อตกหลุมรักแล้ว การนัดพบกันจึงเป็นเป้าหมายถัดมา

บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

เรานัดพบกับ บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์พสุธารา ในบ่ายวันหนึ่งซึ่งเป็นช่วงที่เขาขนทีมงานและข้าวของจากสวนผึ้งเข้ากรุงเทพฯ มาเปิดป๊อปอัพสโตร์ เพื่อชวนผู้คนให้รู้จักความรื่นรมย์แบบธรรมชาติที่เขาหลงใหล ผ่านผลิตภัณฑ์อาหารของพสุธารา 

บาสดูไม่ใช่นักธุรกิจแบบที่เราจินตนาการ เขามีทีท่าสบายๆ ในเสื้อเชิ้ตลวดลายเก๋ๆ เรื่องที่คุยกันก็มีแต่เรื่องโปรเจกต์สนุกๆ และสิ่งที่เขาไปเรียนรู้มา มากกว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจในการทำกำไร ว่ากันตรงๆ เขาดูเป็นนักเดินทางมากกว่านักธุรกิจ

“ผมคิดว่าโลกนี้เป็นสนามเด็กเล่น มันมีเรื่องน่าสนใจเยอะแยะเต็มไปหมด” บาสบอกเราพร้อมยิ้มกว้าง เหมือนแดดยามเช้าที่สวนผึ้ง

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

พสุธาราเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่สนใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างการมีชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุข และการชื่นชมความละเอียดลออของธรรมชาติผ่านการกินอาหารดีๆ แล้วยังห่วงไปถึงการดูแลผืนดิน ผืนน้ำ และปราชญ์แห่งชีวิต เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ให้แก่ลูกหลานในอนาคต

“ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติร่วมสมัยที่ถ่ายทอดความงามและคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรี” เป็นคำนิยามบนการ์ดแนะนำตัว พิมพ์ด้วยหมึกธรรมชาติ ที่บาสเอาไว้แนะนำพสุธารากับใครๆ และเรื่องราวด้านล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่มาที่ไปและแนวคิดจากดินและน้ำในการทำธุรกิจแบบประนีประนอมต่อโลกที่เขาเล่าให้เราฟัง

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

บาสเล่าว่า แบรนด์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่ใช้ธรรมชาติดูแลตัวเอง และแบ่งปันให้คนใกล้ตัว แล้วก็เลยเถิดมาเป็นการอยากผลิตอาหารดีๆ ด้วยวิธีการที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ให้ตัวเองและคนรุ่นหลัง

ด้วยความเป็นคนที่รักจะอยู่กับธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร ธุรกิจนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นกิจการในฝันที่เขาได้ใช้ทั้งพลังสร้างสรรค์และทุกความรู้ที่เขาเก็บเกี่ยวจากทุกเรื่องราวในชีวิต

บาสเรียนจบปริญญาตรีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดแต่เขาก็เรียนจนจบ แล้วก็ได้ทดลองทำงานในตำแหน่งเซลส์ขายยา ที่ถึงจะไม่ใช่ความฝันของเขาแต่เขาก็รับผิดชอบอย่างมืออาชีพ

บาสเล่าว่า “การเรียนสัตวแพทย์ทำให้รู้จักเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบครอบคลุม และการเป็นเซลส์ก็ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจ เพิ่งรู้นี่แหละว่าอะไรที่ทำมาถึงจะดูไม่ตรงสาย แต่มันก็ให้ประสบการณ์เรา” 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ความสนใจเรื่องของธรรมชาติทำให้บาสไปออกค่ายร่วมกับชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจเรื่องของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่พฤติกรรมและจิตสำนึก ที่ค่ายนี้เอง ทำให้เขาได้รู้จักกับวลี ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’

“ตอนเด็กๆ เราก็เข้าใจคำนี้แค่ในบริบทของสิ่งแวดล้อม แต่พอโตขึ้นจึงได้เข้าใจว่ามันคือการกระทำและผลของการกระทำ ไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำอะไร มันก็ยังคงมีผลกับเรื่องอื่นๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” บาสเล่าถึงความหมายที่วลีนี้มีต่อเขา อาจจะเป็นคำที่ใครก็ไม่รู้พูดขึ้นมาในค่าย แต่มันได้ทิ้งละอองความหมายไว้ในใจของบาส ทำให้เขามีทัศนคติที่คิดถึงผู้อื่นเสมอ และยังเป็นแนวคิดในการทำเรื่องต่างๆ ของพสุธารามาจนถึงทุกวันนี้

บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา
พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

สัตวแพทย์ที่หันมาทำการเกษตร

พสุธาราปลูกเลมอนกับเคลเป็นผลผลิตเพื่อขาย และปลูกผักเพื่อกินบ้างแจกบ้าง ส่วนโรสแมรี่ ปลูกตามฤดูกาลเพื่อเอามาสกัดน้ำมัน การดูแลพืชพันธุ์ต่างๆ ในไร่ของชายหนุ่มผู้ไม่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อนอย่างบาสก็อาศัยการหาข้อมูลจากผู้คนต่างๆ และนำมาต่อยอดทำความเข้าใจตามแบบที่ตัวเองรู้ โชคดีที่บาสได้เรียนวิชาการดูแลสิ่งมีชีวิตมาก่อน

“แม้จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นสัตวแพทย์ แต่การเรียนสัตวแพทย์ก็เป็นประโยชน์กับการทำธุรกิจนี้ เพราะได้เรียนชีววิทยาแบบครบองค์ ทั้งแมลง เซลล์ เคมี ยา สรีระวิทยา ก็เรียนมาแล้ว เขาพูดอะไรมาเราก็ทำความเข้าใจและเอาไปต่อยอด เช่นเปรียบเทียบว่าแปลงผักเหมือนฟาร์มหมูตรงที่ผลิตเร็วๆ ตัดเร็วๆ ขาย รอบการเก็บเกี่ยวต้องเป๊ะ แต่เลมอนจะเหมือนฟาร์มวัว ต้องประคบประหงมแม่พันธ์ุให้มีลูก ฉะนั้น การจัดการจะไม่เหมือนกัน” บาสเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนาน ใครจะเชื่อว่าเรียนสัตว์แพทย์มาปลูกผักขายก็ได้

ทำเท่าที่ไหว

แม้จะอยู่เคียงข้างคุณแม่มาตั้งแต่วันแรกที่คุณแม่เริ่มทำแบรนด์พสุธาราเมื่อ 3 ปีก่อน แต่บาสเพิ่งจะได้รับบทบาทในการบริหารแบรนด์เต็มตัวเมื่อต้นปีมานี้เอง

บาสเล่าให้ฟังว่า “ความกดดันก่อนหน้านี้คือพยายามหากำไรให้ได้มากที่สุด เพราะธุรกิจแบบนี้มันไม่ได้เงินเยอะ คิดอยู่ตลอดว่าทำงานบริษัทได้เงินเยอะกว่า” 

เมื่อได้รับมอบหมายให้ดูแลแบรนด์เต็มตัว บาสจึงเริ่มแต่งเนื้อแต่งตัวให้พสุธาราใหม่ ผ่านความเชื่อและความตั้งใจใหม่ๆ ของบาส คืออยากทำอะไรให้เรียบง่าย มีเท่าไหนก็ทำเท่านั้น

“ทุกวันนี้ที่ทำคือ ทำงานเท่าที่ไหว จะไม่สร้างอะไรขึ้นใหม่ แต่ทำจากของเดิมที่มีให้ดีที่สุด อย่างบริการที่พัก จริงๆ มีทั้งหมดสิบสองหลัง แต่เราเลือกเปิดรับแค่หกหลัง เพื่อที่จะบริการคนที่มาพักด้วยอาหาร บรรยากาศ และการบริการ ที่ดีที่สุด เราเชื่อว่าเมื่อเราเน้นคุณภาพ ปริมาณก็จะตามมาจากการบอกต่อหรือการมาซ้ำเอง”

หลักการคือปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ และเดินเคียงคู่ไปกับธรรมชาติ

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน
พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน
พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

“ตอนแขกเยอะหรือมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะ ก็เคยมีคนบอกให้ใช้ยาเร่งผลผลิต แต่เราไม่ทำ เพราะถ้าใช้มันก็จะต้องใช้ไปเรื่อยๆ คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้น เรามีเท่าไหร่เราก็ขายเท่านั้น ที่ไร่มีต้นเลมอนหนึ่งพันต้น ดูแลดีๆ ได้แค่หกร้อยต้น อีกสี่ร้อยต้นก็ต้องฝากเทวดาช่วยดูแล” 

บาสเชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขายืดระยะธุรกิจ ความฝัน และโลก ให้น่าอยู่ไปด้วยกันยาวๆ

ชิมและชมสวนผึ้ง

คงมีน้อยคนที่รู้ว่าจริงๆ แล้วอำเภอสวนผึ้งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ดีมาก เพราะอยู่ตรงแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีภูมิประเทศที่มีทั้งแม่น้ำ ทุ่งหญ้า และเทือกเขา 

ความดีงามเหล่านี้จะสื่อสารออกมาด้วยภาพหรือบทกวี คงจะทำให้คนดื่มด่ำได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับบาส วิธีการที่จะทำให้คนดื่มด่ำกับความเป็นสวนผึ้ง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการกินเข้าไป

“ที่ทำพสุธาราก็เพราะอยากจะนำเสนอว่าสวนผึ้งเป็นพื้นที่ที่ดี ผ่านอาหารจากธรรมชาติของที่นี่ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก น้ำ แดด ดิน ฝน แมลง ทุกอย่างมีผลกระทบต่อผลผลิตหมดเลย เราเลยตั้งใจว่ารสชาติของอาหารจะต้องสะท้อนรสชาติดั้งเดิมและคงคุณค่าของวัตถุดิบนั้นๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด”

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

บาสเลือกใช้ส่วนประกอบจากพืชในการแปรรูปเพื่อให้อาหารมีสารเคมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คนกินเข้าไปแล้วได้รับรสชาติจริงๆ ของวัตถุดิบ แม้จะต้องผ่านการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ลงตัว แต่บาสก็ทุ่มเทกับมัน เพราะเขาเชื่อว่ามันจะดีต่อทั้งธรรมชาติและคนกิน 

พสุธารานำเสนอรสชาติของสวนผึ้งผ่านผลิตภัณฑ์ที่วางขายตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไปจนถึงร้านค้าอิสระ แต่ถ้าใครได้ไปเยือน Bed & Breakfast ที่ไร่ของพสุธารา ก็จะยิ่งได้รสชาติที่ว่าแบบเต็มลิ้น เพราะจะได้ฟังเรื่องราวของวัตถุดิบเหล่านี้ผ่านทีมงานที่ทั้งรักและหลงใหลในความเป็นสวนผึ้ง พร้อมๆ กับบรรยากาศดีๆ อันเป็นที่มาของรสชาติทั้งหมด 

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ของพสุธาราที่จะหากินได้จากที่ไร่เท่านั้นก็คือ วุ้นผลไม้รสชาติต่างๆ ที่ล้วนแสดงรสชาติและตัวตนอย่างตรงไปตรงมา บาสเล่าให้เราฟังว่า ที่เขาเลือกเอาวุ้นมาสื่อสารรสชาติที่แท้จริง เพราะวุ้นเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่ไม่รบกวนกลิ่น สี และรส ของวัตถุดิบ มันเป็นมิตรและกินง่าย 

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

ความพิเศษสุดๆ ของวุ้นพสุธารา คือการมิกซ์แอนด์แมตช์รสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบเอาไว้ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ และการนำเสนอที่สวยงามผ่านสีสันและชื่อเรียกเพราะๆ เช่น วุ้นน้ำตาลมะพร้าวกินกับมะพร้าวขูดที่เรียกว่า Land Legacy วุ้นฝรั่งที่โรยหน้าด้วยเคลชื่อ Green Valley วุ้นเลมอนผสมน้ำผึ้งป่าที่โปะหน้าด้วยแอปเปิ้ลเขียวและใบมินต์ เรียกว่า Can we grow lemons? แล้วก็ยังมีอีก 4 รสชาติ ที่ทั้งสวยและอร่อยแบบไร้สารปรุงแต่ง

ไอศครีมเลมอนที่พสุธาราก็ไม่เหมือนใคร บาสเล่าว่า “ผมตั้งใจเก็บรสขมของเลมอนไว้ ไม่เอาน้ำตาลมากลบ อยากให้เลมอนได้แสดงรสชาติของมันจริงๆ” ความคิดนี้ของบาสจะต้องทำให้เลมอนไร่พสุธาราภูมิใจแน่ที่ได้รับเกียรติขนาดนี้

พสุธารา แบรนด์ไทยที่ชวนให้ผู้คนดื่มด่ำคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรีและสวนผึ้งด้วยการกิน

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว บาสก็ยังจัดกิจกรรมพาคนไปรู้จักสวนผึ้งทุกวันเสาร์ตอน 4 โมงเย็น โดยจัดเป็นกิจกรรมบริการแก่แขกที่มาพักที่ Bed & Breakfast แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

“อยากให้คนรู้ว่าสวนผึ้งไม่ได้มีแค่แกะ นอกจากจะได้พักในที่บรรยากาศดีๆ กินอาหารอร่อยๆ ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว เรายังมีกิจกรรมพาแขกที่มาพักไปรู้จักกับสวนผึ้งแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักมาก่อน” 

กิจกรรมจะสลับๆ กันอยู่ใน 4 เรื่องคือ ประวัติศาสตร์สวนผึ้ง ระบบนิเวศของสวนผึ้ง วัฒนธรรม และอาหาร ด้วยคอนเซปต์ที่เป็นการพาคนไปเรียนรู้ บาสจึงชวนทุกคนเดินทางด้วยรถโรงเรียน ซึ่งเป็นรถโรงเรียนจริงๆ ของโรงเรียนใกล้ๆ พสุธารา โดยไม่บอกจุดหมายปลายทาง และทุกครั้งเขาจะชวนเด็กในโรงเรียน 1 คนมาเป็นผู้ช่วยด้วย

บาสเล่าว่า “ความตั้งใจเพิ่มเติมคืออยากให้เด็กๆ ที่นั่นได้รู้จักและรักบ้านตัวเอง อยากให้เขารู้ว่าสวนผึ้งมีอะไรหลากหลาย และมีความเป็นไปได้มากมายสำหรับเขา”

ภาพ : ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์
ภาพ : ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์

สร้างโลกที่เราอยากจะอยู่

ปรัชญาการทำธุรกิจของบาสคือ “เราไม่บ่น เราสร้าง”

แต่จะสร้างธุรกิจที่มีทั้งสินค้าและบริการแบบนี้ด้วยตัวคนเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ เราเลยถามบาสถึงวิธีการสร้างทีมงานที่ฝันถึงโลกใบเดียวกันกับเขา เขาบอกว่า “เราทำได้แค่เป็นตัวอย่าง แล้วก็ให้แรงบันดาลใจ เราไปบังคับความเชื่อใครไม่ได้หรอก” 

บาสยกตัวอย่างให้ฟังว่าคุณแม่ของเขาคือแรงบันดาลใจชั้นดีของทีมงานพสุธารา

“พอทีมงานเห็นว่าการกินของแม่ทำให้ตอนนี้แม่ก็ยังสวย เขาจึงเชื่อว่าอาหารดีๆ มีผลต่อชีวิตจริงๆ และอยากจะทำตาม หรืออย่างคนทำอาหารที่ก่อนหน้านี้ถ้าไม่ใส่ผงชูรสจะไม่มั่นใจ ตอนนี้ก็มั่นใจมากขึ้น เพราะคนบอกว่าอาหารของเขาอร่อย เราสนับสนุนเรื่องพวกนี้ ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมีความหมาย ให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง”

บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

Lesson Learned

ไม่ว่าคุณจะทำหรือไม่ทำอะไรในวันนี้ มันจะมีผลตามมา เหตุการณ์ต่างๆ เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง มันอาจจะไม่ส่งผลวันนี้แต่มันอาจมีผลในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะกับคนใกล้ตัวคุณ ที่ที่คุณอยู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้น เมื่อเกิดมาแล้วให้ตั้งใจใช้ชีวิต อย่ามักง่าย มองอะไรให้รอบ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะส่งผลถึงสิ่งใหญ่ๆ ได้

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load