-1-

“โต๊ะตัวนั้นไงที่น้องจากอักษรฯ มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอกอย่างตั้งใจ ตอนนี้น้องเขากลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ต่างแดน”

“ชอบภาพถ่ายชุดนั้นหรือครับ นั่นเป็นงานสมัยที่ยังใช้ฟิล์มกันอยู่ของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แกมอบภาพชุดนี้ไว้ตอนที่มาแสดงงานที่ร้านสมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์”

“หนังสือที่มอบให้นักอ่านฟรี ๆ อยู่เสมอนั้น ต้องขอบคุณคุณหมอนักอ่านคนหนึ่ง แกมักซื้อหนังสือแล้วเอากลับไปส่วนเดียว ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อให้ร้านยื่นให้ใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม”

“ตรงบันไดใกล้เคาน์เตอร์นี่แหละที่ได้เช็ดน้ำตาให้กัน นี่มักเป็นที่ประจำของคนที่มาพร้อมความในใจ หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบางคนเคยนั่งลงแล้วเผยถึงรักที่เปลี่ยนไป พูด ๆ น้ำตาเขาก็ไหล นั่นทำให้ทุกอย่างเงียบหมด วันนั้นโยเอ่ยขึ้นว่า ทำไมเวลาผู้ชายเจ็บ มันดูเจ็บจัง”

“แต่เคยมีคนขอแต่งงานกันในร้านด้วย ที่แน่ ๆ มีแล้ว 2 คู่ ‘พี่ช่วยดูลูกค้าคนอื่นให้หน่อยนะครับ โล่ง ๆ เมื่อไรพี่รีบให้สัญญาณผมนะ’ ฝ่ายชายมักขอความช่วยเหลือ ลน ๆ หน่อยแต่ก็น่ารักดี”

เมื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เดินทางมาร่วม 20 ปี มันเลยพอมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง เป็นบทบาทที่ไม่เคยคาดคิด แต่คงเพราะเริ่มอยู่มานาน หลายวาระและโอกาสเลยได้รับไมตรีให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านหนังสือ และนั่นเอง เวลาเล่าสู่กันฟังว่า ‘ร้านหนังสือ’ ทำได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหนังสือ คงไม่มีอะไรชัดเจนเท่าการยกเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นมากล่าว

“ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือไม่มีอนาคตแล้วไม่ใช่หรือ” นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายปีที่ผ่านมามักโดนถามให้ตอบ สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ คำถามนี้หากถามคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ทว่าถ้าถามคนที่ยังอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่กับร้านหนังสือ คำตอบจะเป็นอีกอย่าง สิ่งที่ตอบไปคือ “ร้านหนังสือยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่การอยู่ให้ได้นั้นมีรายละเอียดสักหน่อย”

ซึ่งก็เป็น ‘รายละเอียดสักหน่อย’ นี่แหละที่ไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกันในรายละเอียดสักเท่าไร

ทั้งที่สิ่งนี้สำคัญมาก สำคัญจนถึงขั้นว่า หากขาดไป ร้านคงไม่ก่อเกิดและยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-2-
เขาไม่ได้ฐานะดีมาก่อน!

แปลกใจและสะท้อนอะไรได้มาก สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดมา 3 – 4 ปี หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว น้องลูกค้าคนหนึ่งมักกล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ๆ ของผมคิดว่าพี่ฐานะดีอยู่แล้วทั้งนั้น จึงทำร้านอย่างนี้ได้”

ประโยคนั้นสะกดให้หนุ่มนิ่งไปทุกครั้ง ถึงวันนี้ก็ยังฝังใจอยู่ ต้องฐานะดีมาก่อนเท่านั้นหรือจึงเป็นเจ้าของร้านหนังสือได้ ถ้าอย่างนั้นมันควรจะมีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ไหม เนื่องจากมหานครอย่างกรุงเทพฯ ดูจะมีคนฐานะดีอยู่ไม่น้อย ถ้อยคำของน้องลูกค้ามีนัยชวนให้คิดได้มากมาย

หนุ่มเริ่มต้นทำร้านหนังสือตอนอายุย่าง 26 ทว่าฟังแล้วแสนจะโบราณ เมื่อในวัยเด็กนั้น เขาเกิดทันยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

บนเส้นทางสู่ปักษ์ใต้ พอเลยเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชไป มีทางหลวงสายหลัก 2 เส้นโอบกอดทะเลสาบสงขลา เส้นขวาวิ่งผ่านจังหวัดพัทลุงแล้วเข้าอำเภอหาดใหญ่ เส้นซ้ายวิ่งผ่านอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด และอำเภอสทิงพระ ถิ่นเกิดของเขาอยู่บริเวณนี้

คาบสมุทรสทิงพระเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังมีไฟฟ้าใช้กันไม่ทั่ว หนุ่มเลยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานไปซื้อน้ำมันก๊าดจากร้านชำที่หัวถนนมาใส่ตะเกียง การหุงต้มนั้นใช้เตาถ่าน ซึ่งอาศัยรองเท้าฟองน้ำเก่า ๆ หรือยางในของล้อรถจักรยานเป็นเชื้อจุดไฟ กลางคืนก็นอนฟัง สังข์ทอง จากวิทยุ หนังสือนั้นไม่มีเลย จะมีก็แต่หนังสือเรียน ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนให้ยืมเรียน

ครั้นโลกเปลี่ยน จากบ้านที่ไม่มีหนังสือ หนุ่มกลายเป็นเด็กมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด จากนั้นก็ถึงมหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ถึงองค์กรระหว่างประเทศ อันเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นอีกหลายประเทศ

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

เพราะเริ่มต้นไกลสักหน่อย สมัยมัธยมหนุ่มถึงกับต้องเอาเท้าแช่น้ำในกะละมัง เพื่อไม่ให้หลับขณะอ่านหนังสือสอบ เมื่ออ่านแล้วได้ผลมันได้บ่มนิสัยรักการอ่านให้เขา มันทำให้เขาเห็นพลังอย่างเป็นรูปธรรมของการอ่าน เห็นว่าหนังสือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

โลกหนังสือของเขาเริ่มขยายไปกว่าแค่อ่านหนังสือเรียนเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีประวัติศาสตร์ของสถานที่และประวัติศาสตร์มีชีวิตหลายคนเป็นตัวเร่ง หนำซ้ำเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ได้ไปเห็นบ้านเมืองทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เขายิ่งเห็นความสำคัญของหนังสือ

ข้อสรุปของเขาคือ หนังสือเป็นภาชนะบรรจุความรู้ที่ดี เราต่างต้องการความรู้ เมื่อมีความรู้เราจะไม่จนเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่จนทางเลือกและไม่จนมุมกับชีวิต นี่กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดร้านหนังสือเดินทาง

เมื่อเริ่มทำร้าน บริบทชีวิตในอดีตมีผลไม่น้อย การชอบอ่านหนังสือทำให้หนุ่มพอรู้ว่า นักเขียนคนนั้นเขียนอะไรมาบ้าง พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน และควรติดต่อใคร การที่วัยเด็กได้อยู่กับสายฝนและทุ่งหญ้ายังทำให้อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับความเงียบเป็น ตระหนักว่าฤดูกาลมีเวลาเปลี่ยน ซึ่งช่วยได้ทีเดียวในการรับมือกับเหตุการณ์ในร้านหนังสือแต่ละวัน

ในแง่การจัดการ หนุ่มกับโย (คนใกล้ตัวของหนุ่ม) เริ่มต้นโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่พอมีจากการทำงานประจำของแต่ละคนมารวมกัน แล้วบริหารจากจุดนั้น ไม่ได้รบกวนใคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่เดือดร้อนต่อไปแล้ว นั่นคือหนทางที่หนุ่มยึดถือ เขาบอกให้ทางบ้านรู้ว่าเปิดร้านหนังสือ หลังจากออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียวแล้วด้วยซ้ำ

หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เพราะต้องการทุ่มเทกับมันให้ถึงที่สุด ซึ่งอีกด้านหมายความว่า เขาเดิมพันกับมันแล้ว

ทำแล้วต้องรอด ไม่รอดไม่ได้ คือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง ไม่เกี่ยวกันเลยว่าฐานะดีหรือไม่ดีมาก่อน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-3-
ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้!

การที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่มาร่วม 20 ปีนั้น ทำให้ต้องยืนยันว่า ในบริบทธุรกิจหนังสือแบบไทย ๆ และท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ร้านหนังสือโดยเฉพาะ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังอยู่ได้

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ทั้งนี้มีปัจจัยบางอย่าง ที่เป็นทั้งบททดสอบและองค์ประกอบให้ต้องคำนึง

ในเชิงธุรกิจ การทำให้นักอ่านเห็นภาพชัดว่า “เวลานึกถึงเราแล้วเขานึกถึงอะไร” ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภาพที่ว่ายังต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ด้วย

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของหนังสือ ชอบและเห็นประโยชน์ของการเดินทาง ร้านหนังสือเดินทางจึงมีคำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ เป็นเส้นเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นในการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่อยู่ข้างใน

หนังสือเดินทางในที่นี้ กินความตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้เราอยากออกเดินทางไกล หรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลว่าควรไปไหน ไปอย่างไร ส่วนไปมาแล้วอยากรู้เพิ่มว่า ทำไมผู้คนที่นั่นจึงเชื่ออย่างนั้น ทำไมประเทศนั้นจึงมีการศึกษาดี ทำไมประเทศนี้จึงมีความขัดแย้ง ยังมีหนังสืออีกหมวดที่ให้ข้อมูลในเชิงลึก

ทั้งนี้ การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยว การเดินทางอยู่กับที่ก็มี การเติบโตจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง นั่นทำให้ร้านมีตั้งแต่หนังสือเด็ก จนถึงหนังสือเตรียมรับมือกับการเดินจากโลกนี้ไป โดยเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ทั้งในบทกวี สารคดี และวรรณกรรม ฯลฯ

ในแง่รูปลักษณ์ ร้านอยากให้นักอ่านได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับหนังสือและการเดินทางจากทุกประสาทสัมผัส ได้ซื้อหนังสือในสภาพแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทุกอณูของร้านเลยมีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ตกแต่งอยู่มากมาย และเพื่อให้มาแล้วสบายกันทุกฝ่าย ในร้านจึงมีที่ให้นั่ง มีชากาแฟให้ดื่ม และมีเพลงให้ฟัง หากอยากสนทนากันก็อยู่ข้างล่าง ใครรักสงบก็ไปอ่านเขียนอยู่ชั้นบน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

“ยังไม่อยากกลับ นาน ๆ ได้คุยกับคนสักที”

“หนังสือบางเล่มซื้อออนไลน์ก็มี สิ่งเดียวที่ไม่มีคือบรรยากาศ”

“การมีอยู่ของร้านนี้ดีอย่างหนึ่ง คือทำให้รู้ว่าเวลามาย่านนี้แล้วพี่จะเจอกับอะไร”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักอ่านบางส่วน เป็นเสียงที่ได้ยินในช่วงโรคระบาด อันเป็นห้วงที่ทุกธุรกิจถูกทดสอบความจำเป็น นักอ่านเหล่านี้ทำให้ร้านไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดี ๆ แล้วได้มา

4 ปีแรกของร้านบนถนนพระอาทิตย์นั้น เป็นช่วงที่ทุกอย่างถูกทดสอบเลยทีเดียว ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้ต้องเปิดร้านทุกวัน จันทร์-ศุกร์เมื่อหนุ่มอยู่ร้านคนเดียว บางคราวข้าวเที่ยงก็เน่าเสียเพราะไม่มีเวลากิน ตกค่ำต้องแหวกโต๊ะกาแฟบนชั้นสองแล้วล้มตัวลงนอน เพราะห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังถูกข้าวของจองหมดแล้ว บางคืนหลับ ๆ ก็มีแมลงสาบปีนขึ้นใบหน้า ในบริบทเช่นนี้หนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวคือ ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเขาคงทำไม่ได้เลยหากไม่มีโย

อาจเพราะหนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เขาเลยเป็นเหมือนตัวแทนร้านไปโดยปริยาย ทั้งที่จริงแล้วโยคืออีกครึ่งหนึ่งของเขา

โยคือคนคอยดูแลงานบัญชีและเอกสาร ทั้งยังทำขนมนมเนยช่วงเสาร์-อาทิตย์ และตั้งแต่อยู่ถนนพระอาทิตย์แล้วที่โยทำร้านและทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ช่วง 4 ปีแรกโยใช้บ้านราวกับโรงแรม ทุกคืนเมื่อร้านปิดเธอต้องขับรถกลับบ้านที่บางแค ไปถึงพ่อแม่ก็หลับหมดแล้ว เช้ามืดก็ไปทำงานที่ถนนวิทยุ เลิกงานก็มาช่วยร้าน เสาร์-อาทิตย์ก็มาที่ร้าน ช่วงหนึ่งชีวิตแบบนี้ถึงกับทำให้เธอไม่สบาย ที่โรงพยาบาลเมื่อต้องอยู่นิ่ง ๆ 3 – 4 วัน วันหนึ่งโยถามหนุ่มว่า “จะทำร้านไปอีกนานแค่ไหน”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหนุ่ม เขานิ่งเงียบ สมองสับสนไปด้วยความคิดว่า หากเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ควรไหมที่จะทำให้คนที่เรารักมาเจ็บป่วยเพราะเรา หรือหากเลิกทำร้าน ในมุมของโยเธอจะรู้สึกอย่างไรนับจากนี้ หากคนที่เธอรักได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่ต้องเลิกทำสิ่งนั้นเพราะเธอ สุดท้ายแล้วหนุ่มตอบไปว่า “ขอพยายามอีกหน่อยได้ไหม”

ต้องขอบคุณโยที่ยังเชื่อมั่น ต้องขอบคุณเธอที่ยังพร้อมเดินไปด้วยกัน

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

-4-
อาชีพที่ผลิตความสุขได้ทันทีก็มีนะ!

หลังจาก 4 ปีบนถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านได้ย้ายมาอยู่ถนนพระสุเมรุ โดยอยู่มาแล้ว 16 ปี คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากมาย

เมื่อต้นทุนการทำร้านที่ถนนพระสุเมรุต่ำลง ร้านเลยมีวันหยุด เมื่อไม่ต้องรีบเปิดร้าน ทุกเช้าหนุ่มกับโยจึงมีเวลาทำมื้อเช้ากินเอง ได้ออกกำลังกาย อยากไปไหนนาน ๆ เมื่อไรก็ได้หากอยากไป ตอนนี้โยไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว แม้เธอเปรย ๆ บ้างว่ายังไม่สามารถมีวันหยุดที่แท้จริง แต่ก็ทำงานในเต็นท์ บนหลังช้าง หรือที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ มันทำให้พวกเขาได้อยู่ใกล้กันทุกวัน โยมีหนุ่มเป็นเพื่อนซี้ และหนุ่มก็มีโยเป็นคู่ใจ

ไม่เฉา ไม่เหงา แต่ละวันมีผู้คนและเรื่องราวเข้ามาเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแวดวงหนังสือ ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและกำลังใจ สื่อที่ให้ความสนใจ และตัวพวกเขาเองที่ไม่ถอดใจไปก่อนตั้งแต่สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้ ลูกค้าที่ตามกันมาจากถนนพระอาทิตย์ได้ผูกพันกันมากกว่าแค่เป็นลูกค้าขาประจำ หลายคนก็ห่างหายไปเติบโต ทว่าก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแทน แน่นอนว่าคนรักหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ซึ่งนั่นก็ยืนยันความจริงว่า ร้านหนังสืออาจไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน ทว่ามิตรไมตรีที่ถ่ายเทให้กันระหว่างคนที่เห็นว่าหนังสือนั้นสำคัญ และเดินเข้าร้านมาจนคุ้นเคยกันยังมีอยู่เหมือนเดิม

นี่เองที่ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครเข้าร้านหนังสือกันแล้ว” ไม่จริง

คำกล่าวที่ว่า “ร้านหนังสือไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว” ก็ไม่จริง

“น้องจากอักษรฯ ที่มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอก ยังกลับมาเยือนโต๊ะตัวโปรดของเธอทุกครั้งที่มาเมืองไทยครับ”

“น้องผู้หญิงอีกคนยังอำตัวเองเล่นว่า หนูมาที่นี่ตั้งแต่มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานมีลูก มีสามี เลิกกับสามีแล้วหนูก็ยังมาที่นี่”

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

“3 – 4 ปีก่อน หนุ่มสวิสคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ ADIDAS หลบความวุ่นวายของถนนข้าวสารเข้ามาหาความสงบ นั่นเลยให้เขาลองขนมไทยขณะดื่มกาแฟ จากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาส่งชุดกีฬาพร้อมลูกฟุตบอลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League มาให้หนึ่งลูก”

“พี่ที่ทำร้านอาหารปักษ์ใต้อยู่เชียงใหม่และเป็นเจ้าของ Cookbook เย็บมือเท่ ๆ ก็เพิ่งมาซื้อหนังสือ แกยังชวนว่าหน้าฝนตอนแกไปต่างประเทศ ขึ้นไปอยู่บ้านดินของแกสักเดือนได้นะ บ้านว่าง ๆ อยากให้มีคนมาใช้”

“พี่อีกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่สุโขทัยก็แวะมาอาทิตย์ที่แล้วเอง แกเอาขนมปังอบเองมาฝาก ทั้งยังคะยั้นคะยอเหมือนเคยว่า ควรหาเวลาไปพักกับแกสัก 2 – 3 วัน จากนั้นก็ขับรถไปด้วยกัน แกอยากเจอนักเขียนคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่น่าน”

ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างร้านหนังสือนั้นยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ในแง่หนึ่ง บางทีก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำร้านหนังสือแล้ว หากคือการพยายามทำชีวิตให้ดี

และนี่เองที่ปลาย พ.ศ. 2565 แม้อาคารเก่าบนถนนพระสุเมรุที่ร้านตั้งอยู่จะถูกเวนคืน เพื่อเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ร้านหนังสือเดินทางยังคงเดินทางต่อไป โดยเดินทางไปไหนสักที่หนึ่งในเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แต่แน่นอนว่า ยังคงเดินทางต่อไป!

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

หนังสือแนะนำ

1 ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy

นักเขียน : William Saroyan 

นักแปล : วิภาดา กิตติโกวิท 

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม

ราคา : 250 บาท

นี่คือหนังสือที่ทำให้หัวเราะกับร้องไห้สลับกัน เราจะมีภูมิคุ้มกันความทุกข์และมองเห็นความสุขได้ แม้ว่าเงื่อนไขในชีวิตจะไม่พร้อมแค่ไหนก็ตาม

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy นักเขียน : William Saroyan 

2 ก้าวเดิน Walking 

นักเขียน : Erling Kagge 

นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

สำนักพิมพ์ : OMG

ราคา : 320 บาท

เรื่องราวการเดินจากนักเดินทางที่ทั้งเดินเท้ามามากและอ่านหนังสือมาเยอะ พูดถึงการเดินได้กระชับ ทว่าตื่นตาไปด้วยข้อเท็จจริงที่เราเคยมองผ่าน อ่านแล้วเห็นความจำเป็นของการออกไปเดินให้มาก ก่อนที่วันหนึ่งเราอาจเดินกันไม่ไหว

 ก้าวเดิน Walking นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

3 Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

นักเขียน : Charles Montgomery 

นักแปล : พินดา พิสิฐบุตร

สำนักพิมพ์ : broccoli 

ราคา : 390 บาท

สารคดีที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองน่าอยู่นั้นทำได้ ใจความหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากอยากรู้ว่าเราได้อยู่ในย่านที่คุณภาพชีวิตดีหรือยัง ให้ลองถามตัวเองดูว่า หากเราทำกระเป๋าสตางค์หายจะได้คืนไหม คำตอบที่ได้สะท้อนเมืองได้ทั้งเมือง

Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง นักเขียน : Charles Montgomery 

4 สะพรึง : Terror 

นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

นักแปล : ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ 

สำนักพิมพ์ : Illuminations Editions 

ราคา : 240 บาท  

เรื่องราวการพิจารณาคดีนักบินรบคนหนึ่งที่ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ที่ถูกจี้ทิ้ง เราเอาอะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่ ใครควรตาย และถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อ่านจบได้ใน 3 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์ในเรื่องจะทำให้เราเถียงกับตัวเองจนถึงแก่นไปอีกนานแสนนาน

 สะพรึง : Terror นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

5 บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน

นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

เรื่องราวของบัลซัค นักเขียนที่ไม่เคยหลงทาง คิดท้อถอย หรือยอมแพ้ในเป้าหมายหลักที่ตนอยากทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นของเขาไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไหร่ก็ตาม อ่านแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ฉายาว่าเป็นจักรพรรดินักเขียน

บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

ร้านหนังสือเดินทาง (Passport Bookshop)

ที่ตั้ง ​: 523 ถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 18.00 น. ปิดวันจันทร์

โทรศัพท์ : 0 2629 0694

Facebook : ร้านหนังสือเดินทาง – Passport Bookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

หนุ่ม หนังสือเดินทาง

‘หนุ่ม หนังสือเดินทาง’ เป็นชื่อที่ได้มาจากการทำร้านหนังสือเดินทางของ ‘อำนาจ รัตนมณี’ เขามีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือ พูดคุยเรื่องร้านหนังสือ และปฏิสัมพันธ์กับคนที่รักหนังสือ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

เราเป็นหมอฟันแต่อยากทำร้านหนังสือในเมืองพังงาเล็ก ๆ บรรยากาศสบาย ๆ ให้คนมาเดินเล่น เลือกหาหนังสือที่ชอบไปอ่านกัน อยากให้คนที่มาร้านเรารู้สึกสบาย อยากมีหนังสือดี ๆ ให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ร้านเราขายหนังสือเกือบทุกประเภท เลือกตามความชอบของเจ้าของร้าน พนักงาน และลูกค้า

ร้านเราเริ่มจากการสร้างบ้านที่ออกแบบแปลกกว่าบ้านทั่วไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ด้วยความตั้งใจหลักว่า อยากย้ายคลินิกฟันที่อยู่ในตึกแถวริมถนน เข้ามาอยู่ในอาคารที่เราออกแบบไว้ล่วงหน้า อยากให้มีที่นั่งรอคนไข้แบบโล่ง ๆ โปร่งสบาย ไม่ติดแอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน ชั้นสองก็ทำเป็นที่อยู่อาศัยด้วย

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น
บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

ระหว่างที่รอย้ายคลินิกจากที่เดิมมาที่ใหม่ คนผ่านไปมาก็แวะเข้ามาดู มาทักอยู่หลายคนว่าน่าจะเปิดขายไอติม เพราะด้านหน้าเป็นอิฐกับปูนเปลือย มีจัดสวนนิดหน่อย ทำเลก็อยู่ในซอยเงียบ ๆ ไม่ติดถนนใหญ่ พอดีช่วงนั้นมีญาติว่างงานอยู่ก็ชวนมาขายไอติมหน้าบ้าน มีคนอยากกินกาแฟ ก็ชวนกันไปอบรมชงกาแฟ หัดทำขนมจากยูทูบ มีคนเอาขนมมาฝากขาย เราก็จัดบ้าน เอาหนังสือมือสองของหลาน พวกการ์ตูน นิยายแจ่มใสมาวาง คนก็เข้ามาดู เริ่มขอแบ่งหนังสือใหม่จากร้านของน้องชายเพื่อนมาวางขาย ใช้พื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องไปเช่าที่ข้าง ๆ ทำร้านกาแฟ

รู้ตัวอีกที ที่นั่งรอคนไข้ก็กลายเป็นร้านหนังสือไปแล้ว คลินิกฟันพื้นที่หดไปครึ่งหนึ่ง ก็ต้องปรับเปลี่ยน Flow กันใหม่ มีคลินิกฟัน ร้านหนังสือ และร้านกาแฟอยู่ด้วยกัน

ทั้ง 3 ส่วน ทำงานแบบพึ่งพาอาศัยกัน เด็ก ๆ มาทำฟันเสร็จ ผู้ปกครองก็พาไปเลือกหนังสือเป็นรางวัล ผู้ใหญ่บางคนรอทำฟันก็ไปนั่งรอที่ร้านกาแฟ รายได้ก็เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันไป ให้พอเลี้ยงพนักงานทุกคน และมีเงินเหลือพอซ่อมแซมข้าวของ ตกแต่งร้านให้สะดวกสบาย น่าอยู่

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น
บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

เราพยายามจัดร้านให้แต่ละโซนเหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ร้านมี 2 ชั้น ชั้นล่าง โซนด้านหน้าสำหรับลูกค้าที่มีเวลาไม่มาก มีเครื่องเขียน อุปกรณ์งานศิลปะ พจนานุกรม สารานุกรม การ์ตูนความรู้ ฝั่งซ้ายสำหรับคนรักวรรณกรรม มีวรรณกรรมทุกประเภท เรื่องสั้น บทกวี และนิยายต่าง ๆ ฝั่งขวาเป็น Non-fiction ตั้งแต่อาหาร บ้านและสวน ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง บริหารธุรกิจ ปรัชญาจิตวิทยา สุขภาพ การดูแลเด็ก คอมพิวเตอร์ ศิลปะ ด้านในสุดของชั้นล่างเป็นห้องเด็ก มีพื้นที่ให้นั่งอ่านนิทานสำหรับเด็กและผู้ปกครอง มีหนังสือเตรียมความพร้อม หัดเขียน หัดอ่าน ระบายสี และนิทานสำหรับเด็ก

ชั้นสองสำหรับเด็กประถม มัธยม และผู้ที่ต้องการสอบเข้าทำงาน ครึ่งหนึ่งของชั้นทางซ้ายเป็นการ์ตูน อีกครึ่งหนึ่งทางขวาเป็นหนังสือคู่มือสอบ กฎหมาย ภาษาต่างประเทศ ติดกับร้านหนังสือเป็นร้านกาแฟ มี ขนม เครื่องดื่ม ไอศกรีม อาหารจานเดียว ของเล่นเด็ก และโต๊ะปิงปอง ให้เด็กและผู้ปกครองมานั่งเล่น อ่านหนังสือ หรือทำงานได้ทั้งวัน

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

ปีนี้ยอดขายค่อนข้างน้อย ลดลงจากเมื่อ 10 ปีกว่าที่แล้ว ตอนเปิดร้านใหม่ ๆ ที่เศรษฐกิจยังดีกว่านี้ และไม่มีโควิด เราจ้างพนักงานได้ถึง 2 คน เปิดร้านได้ทุกวัน ตอนนี้รายรับพอจ้างพนักงานแค่คนเดียว ต้องปิดร้านสัปดาห์ละ 1 วัน และยังไม่มีโปรแกรมช่วยจัดการสต็อก ทำให้ทำงานไม่ค่อยทัน นอกจากนี้ร้านเป็นพื้นที่โล่ง อากาศที่ตะกั่วป่ามีความชื้นสูงมาก ทำให้ช่วงหน้าฝน หนังสือบางเล่มบวม บาน มีฝุ่น แมลง ต้องคอยดูแลความสะอาดมากกว่าร้านที่เป็นระบบปิด และชั้นหนังสือบางส่วน มีมอด ปลวก ต้องคอยกำจัดและซ่อมแซมเป็นระยะ ๆ ก็ค่อย ๆ จัดการกันไปตามสภาพ เพราะเราชอบชั้นไม้ และชอบร้านโล่งโปร่งสบาย ไม่ติดแอร์

ตอนนี้เศรษฐกิจซบเซาลง รายรับน้อยลง ก็ต้องพยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุด พยายามลดการใช้ทรัพยากร แยกขยะ เอาขยะไปขาย เอากระดาษมาใช้ซ้ำ น้ำมันที่ใช้แล้วก็กรองเอาไปขาย ขยะเปียกเอาไปฝัง หมักทำปุ๋ย อะไรที่ทำเองได้ก็ทำเอง ทำป้ายเอง ทำชั้นหนังสือ ชั้นวางของเล็ก ๆ เอง ทำเมนูเอง พับถุงใช้เอง ทำอาหารเอง ทำขนมเอง ปลูกผักเอง ซ่อมข้าวของเครื่องใช้เอง ทำน้ำยาล้างจานใช้เอง

นอกจากนี้ ก็พยายามเพิ่มรายรับ หาสินค้าที่มีกำไรมากกว่าหนังสือเข้ามาช่วยเสริม ประเภทเครื่องเขียน ของเล่นเด็ก กระเป๋าผ้า กล่องดินสอ อุปกรณ์ศิลปะ ไปช้อปปิ้งเองที่สำเพ็งบ้าง แล้วก็มีเพิ่มกิจการอื่น ๆ เล็ก ๆ เข้ามาเสริมรายได้ เปิดขนส่ง Flash Home ขายลอตเตอรี่ เพิ่มช่องทางขาย มีขายอาหาร ผ่าน Delivery Application ของท้องถิ่น มีรีวิวหนังสือลงในเพจ ให้คนสั่งซื้อได้

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น
บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

ตอนนี้กิจการร้านหนังสือ ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จหรือเป็นบทเรียนให้กับใครได้ เราแค่ชอบหนังสือ ชอบบรรยากาศของร้านหนังสือ ชั้นวางหนังสือ ชอบดูคนยืนเลือกหนังสือ คนอ่านหนังสือ ชอบที่คนมานั่งคุยกัน เล่นกัน หัวเราะกันในร้านของเรา ก็รู้สึกดีที่สิ่งที่เราชอบ เราลงมือทำ มีประโยชน์กับคนอื่น พอเลี้ยงพนักงานได้ พัฒนาร้านได้วันละนิดวันละหน่อย ก็ค่อย ๆ เรียนรู้กับมันไปเรื่อย ๆ

เรามีงานหลักเป็นหมอฟัน จึงไม่ค่อยได้เฝ้าร้านและได้คุยกับผู้อ่านโดยตรง แต่มีผู้อ่านรายหนึ่งที่เราประทับใจ คือครอบครัวที่เขาตั้งใจพาลูกมาอ่านหนังสือที่ร้าน และทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือครบ 1,000 เล่ม ก่อนเข้า ป.1 ก็รู้สึกภูมิใจกับครอบครัวนี้ ผู้อ่านส่วนใหญ่จะสนิทกับพนักงานหน้าร้าน มีเด็ก ๆ หลายคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ก็ยังกลับมาคุยกับพนักงาน ครูสอนศิลปะมาแนะนำหนังสือศิลปะและอุปกรณ์ต่าง ๆ ติวเตอร์มาแนะนำหนังสือคู่มือสอบ คอนิยาย คอมังงะ มาแนะนำหนังสือใหม่ ๆ ที่ตัวเองสนใจ ทำให้ร้านมีหนังสือที่ตรงความต้องการของผู้อ่านมากขึ้น

โชคดีที่พนักงานคนเดียวของเราเป็นคนรักหนังสือ ใจเย็น ทำให้เด็ก ๆ ผู้ปกครองและนักอ่านสบายใจที่จะเข้ามาคุย ช่วยแนะนำหนังสือให้กับร้าน มีหลายคนบอกว่าชอบร้านหนังสือของเรา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีแรงอยากจะทำต่อ ดีใจที่ร้านของเราช่วยให้คนได้เข้าถึงหนังสือในแบบที่เขาชอบ เราและพนักงานก็มีโอกาสเลือกหนังสือในแบบที่เราชอบหรือคิดว่าดีมานำเสนอ แต่สุดท้ายจะขายได้ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องพยายามกันต่อไป

ร้านหนังสือ บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

หนังสือแนะนำ

3 เล่มแรก เป็นหนังสือภาพสวย เนื้อหาอ่านง่าย เหมาะสำหรับอ่านให้เด็กเล็กฟัง หรือซื้อเป็นของขวัญให้เด็กที่เริ่มอ่านหนังสือออกแล้วอ่านเอง

1. จอมโจรขโมยหนังสือ

ผู้เขียน : Helen Docherty

ผู้แปล : น้านกฮูก

สำนักพิมพ์ : แปลนฟอร์คิดส์

ราคา : 115 บาท

1. จอมโจรขโมยหนังสือ ผู้เขียน : Helen Docherty

2. รอนแรม

ผู้เขียน : Francesca Sanna

ผู้แปล : สุมาลี

สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์

ราคา : 145 บาท

2. รอนแรม ผู้เขียน : Francesca Sanna

3. ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย

ผู้เขียน : Maurice Sendak

ผู้แปล : สุภาวดี โกมารทัต

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์คิดส์

ราคา : 265 บาท

อีก 2 เล่ม ออกแนวประวัติศาสตร์การเมือง เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่อ่านหนังสือออกแล้ว จนถึงเด็กโตและผู้ใหญ่ก็อ่านดี

3. ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย ผู้เขียน : Maurice Sendak

4. ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฉบับการ์ตูน

ผู้เขียน : ภาณุ ตรัยเวช

สำนักพิมพ์ : มติชน

ราคา : 250 บาท

4. ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฉบับการ์ตูน ผู้เขียน : ภาณุ ตรัยเวช

5. Animal Farm การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ ฉบับครบรอบ 50 ปี

ผู้เขียน : George Orwell

ผู้แปล : สรวงอัปสร กสิกรานันท์

สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์แอร์โรว์

ราคา : 590 บาท

5. Animal Farm การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ ฉบับครบรอบ 50 ปี ผู้เขียน : George Orwell

ร้านหนังสือบุ๊คทรี ตะกั่วป่า

ที่ตั้ง ​: 19 หมู่ 2 ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 82110 ​ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันศุกร์-พุธ เวลา 09.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1539 3900

Facebook : Book Tree

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

เมทินี เพชรจู

เป็นคนภูเก็ต เป็นหมอฟัน เคยรับราชการในโรงพยาบาลชุมชนเล็ก ๆ หลายแห่งในจังหวัดพังงาตั้งแต่ปี 2535 - 2562 ระหว่างที่ทำก็เปิดร้านหนังสือควบคู่ไปด้วย ตอนนี้ทำคลินิกส่วนตัวและดูแลร้านหนังสือที่ตะกั่วป่า กับเปิดห้องสมุดเล็ก ๆ ที่บ้าน จังหวัดภูเก็ต

Photographer

Avatar

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load