-1-

“โต๊ะตัวนั้นไงที่น้องจากอักษรฯ มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอกอย่างตั้งใจ ตอนนี้น้องเขากลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ต่างแดน”

“ชอบภาพถ่ายชุดนั้นหรือครับ นั่นเป็นงานสมัยที่ยังใช้ฟิล์มกันอยู่ของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แกมอบภาพชุดนี้ไว้ตอนที่มาแสดงงานที่ร้านสมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์”

“หนังสือที่มอบให้นักอ่านฟรี ๆ อยู่เสมอนั้น ต้องขอบคุณคุณหมอนักอ่านคนหนึ่ง แกมักซื้อหนังสือแล้วเอากลับไปส่วนเดียว ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อให้ร้านยื่นให้ใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม”

“ตรงบันไดใกล้เคาน์เตอร์นี่แหละที่ได้เช็ดน้ำตาให้กัน นี่มักเป็นที่ประจำของคนที่มาพร้อมความในใจ หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบางคนเคยนั่งลงแล้วเผยถึงรักที่เปลี่ยนไป พูด ๆ น้ำตาเขาก็ไหล นั่นทำให้ทุกอย่างเงียบหมด วันนั้นโยเอ่ยขึ้นว่า ทำไมเวลาผู้ชายเจ็บ มันดูเจ็บจัง”

“แต่เคยมีคนขอแต่งงานกันในร้านด้วย ที่แน่ ๆ มีแล้ว 2 คู่ ‘พี่ช่วยดูลูกค้าคนอื่นให้หน่อยนะครับ โล่ง ๆ เมื่อไรพี่รีบให้สัญญาณผมนะ’ ฝ่ายชายมักขอความช่วยเหลือ ลน ๆ หน่อยแต่ก็น่ารักดี”

เมื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เดินทางมาร่วม 20 ปี มันเลยพอมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง เป็นบทบาทที่ไม่เคยคาดคิด แต่คงเพราะเริ่มอยู่มานาน หลายวาระและโอกาสเลยได้รับไมตรีให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านหนังสือ และนั่นเอง เวลาเล่าสู่กันฟังว่า ‘ร้านหนังสือ’ ทำได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหนังสือ คงไม่มีอะไรชัดเจนเท่าการยกเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นมากล่าว

“ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือไม่มีอนาคตแล้วไม่ใช่หรือ” นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายปีที่ผ่านมามักโดนถามให้ตอบ สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ คำถามนี้หากถามคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ทว่าถ้าถามคนที่ยังอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่กับร้านหนังสือ คำตอบจะเป็นอีกอย่าง สิ่งที่ตอบไปคือ “ร้านหนังสือยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่การอยู่ให้ได้นั้นมีรายละเอียดสักหน่อย”

ซึ่งก็เป็น ‘รายละเอียดสักหน่อย’ นี่แหละที่ไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกันในรายละเอียดสักเท่าไร

ทั้งที่สิ่งนี้สำคัญมาก สำคัญจนถึงขั้นว่า หากขาดไป ร้านคงไม่ก่อเกิดและยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-2-
เขาไม่ได้ฐานะดีมาก่อน!

แปลกใจและสะท้อนอะไรได้มาก สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดมา 3 – 4 ปี หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว น้องลูกค้าคนหนึ่งมักกล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ๆ ของผมคิดว่าพี่ฐานะดีอยู่แล้วทั้งนั้น จึงทำร้านอย่างนี้ได้”

ประโยคนั้นสะกดให้หนุ่มนิ่งไปทุกครั้ง ถึงวันนี้ก็ยังฝังใจอยู่ ต้องฐานะดีมาก่อนเท่านั้นหรือจึงเป็นเจ้าของร้านหนังสือได้ ถ้าอย่างนั้นมันควรจะมีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ไหม เนื่องจากมหานครอย่างกรุงเทพฯ ดูจะมีคนฐานะดีอยู่ไม่น้อย ถ้อยคำของน้องลูกค้ามีนัยชวนให้คิดได้มากมาย

หนุ่มเริ่มต้นทำร้านหนังสือตอนอายุย่าง 26 ทว่าฟังแล้วแสนจะโบราณ เมื่อในวัยเด็กนั้น เขาเกิดทันยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

บนเส้นทางสู่ปักษ์ใต้ พอเลยเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชไป มีทางหลวงสายหลัก 2 เส้นโอบกอดทะเลสาบสงขลา เส้นขวาวิ่งผ่านจังหวัดพัทลุงแล้วเข้าอำเภอหาดใหญ่ เส้นซ้ายวิ่งผ่านอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด และอำเภอสทิงพระ ถิ่นเกิดของเขาอยู่บริเวณนี้

คาบสมุทรสทิงพระเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังมีไฟฟ้าใช้กันไม่ทั่ว หนุ่มเลยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานไปซื้อน้ำมันก๊าดจากร้านชำที่หัวถนนมาใส่ตะเกียง การหุงต้มนั้นใช้เตาถ่าน ซึ่งอาศัยรองเท้าฟองน้ำเก่า ๆ หรือยางในของล้อรถจักรยานเป็นเชื้อจุดไฟ กลางคืนก็นอนฟัง สังข์ทอง จากวิทยุ หนังสือนั้นไม่มีเลย จะมีก็แต่หนังสือเรียน ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนให้ยืมเรียน

ครั้นโลกเปลี่ยน จากบ้านที่ไม่มีหนังสือ หนุ่มกลายเป็นเด็กมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด จากนั้นก็ถึงมหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ถึงองค์กรระหว่างประเทศ อันเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นอีกหลายประเทศ

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

เพราะเริ่มต้นไกลสักหน่อย สมัยมัธยมหนุ่มถึงกับต้องเอาเท้าแช่น้ำในกะละมัง เพื่อไม่ให้หลับขณะอ่านหนังสือสอบ เมื่ออ่านแล้วได้ผลมันได้บ่มนิสัยรักการอ่านให้เขา มันทำให้เขาเห็นพลังอย่างเป็นรูปธรรมของการอ่าน เห็นว่าหนังสือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

โลกหนังสือของเขาเริ่มขยายไปกว่าแค่อ่านหนังสือเรียนเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีประวัติศาสตร์ของสถานที่และประวัติศาสตร์มีชีวิตหลายคนเป็นตัวเร่ง หนำซ้ำเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ได้ไปเห็นบ้านเมืองทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เขายิ่งเห็นความสำคัญของหนังสือ

ข้อสรุปของเขาคือ หนังสือเป็นภาชนะบรรจุความรู้ที่ดี เราต่างต้องการความรู้ เมื่อมีความรู้เราจะไม่จนเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่จนทางเลือกและไม่จนมุมกับชีวิต นี่กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดร้านหนังสือเดินทาง

เมื่อเริ่มทำร้าน บริบทชีวิตในอดีตมีผลไม่น้อย การชอบอ่านหนังสือทำให้หนุ่มพอรู้ว่า นักเขียนคนนั้นเขียนอะไรมาบ้าง พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน และควรติดต่อใคร การที่วัยเด็กได้อยู่กับสายฝนและทุ่งหญ้ายังทำให้อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับความเงียบเป็น ตระหนักว่าฤดูกาลมีเวลาเปลี่ยน ซึ่งช่วยได้ทีเดียวในการรับมือกับเหตุการณ์ในร้านหนังสือแต่ละวัน

ในแง่การจัดการ หนุ่มกับโย (คนใกล้ตัวของหนุ่ม) เริ่มต้นโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่พอมีจากการทำงานประจำของแต่ละคนมารวมกัน แล้วบริหารจากจุดนั้น ไม่ได้รบกวนใคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่เดือดร้อนต่อไปแล้ว นั่นคือหนทางที่หนุ่มยึดถือ เขาบอกให้ทางบ้านรู้ว่าเปิดร้านหนังสือ หลังจากออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียวแล้วด้วยซ้ำ

หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เพราะต้องการทุ่มเทกับมันให้ถึงที่สุด ซึ่งอีกด้านหมายความว่า เขาเดิมพันกับมันแล้ว

ทำแล้วต้องรอด ไม่รอดไม่ได้ คือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง ไม่เกี่ยวกันเลยว่าฐานะดีหรือไม่ดีมาก่อน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-3-
ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้!

การที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่มาร่วม 20 ปีนั้น ทำให้ต้องยืนยันว่า ในบริบทธุรกิจหนังสือแบบไทย ๆ และท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ร้านหนังสือโดยเฉพาะ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังอยู่ได้

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ทั้งนี้มีปัจจัยบางอย่าง ที่เป็นทั้งบททดสอบและองค์ประกอบให้ต้องคำนึง

ในเชิงธุรกิจ การทำให้นักอ่านเห็นภาพชัดว่า “เวลานึกถึงเราแล้วเขานึกถึงอะไร” ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภาพที่ว่ายังต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ด้วย

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของหนังสือ ชอบและเห็นประโยชน์ของการเดินทาง ร้านหนังสือเดินทางจึงมีคำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ เป็นเส้นเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นในการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่อยู่ข้างใน

หนังสือเดินทางในที่นี้ กินความตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้เราอยากออกเดินทางไกล หรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลว่าควรไปไหน ไปอย่างไร ส่วนไปมาแล้วอยากรู้เพิ่มว่า ทำไมผู้คนที่นั่นจึงเชื่ออย่างนั้น ทำไมประเทศนั้นจึงมีการศึกษาดี ทำไมประเทศนี้จึงมีความขัดแย้ง ยังมีหนังสืออีกหมวดที่ให้ข้อมูลในเชิงลึก

ทั้งนี้ การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยว การเดินทางอยู่กับที่ก็มี การเติบโตจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง นั่นทำให้ร้านมีตั้งแต่หนังสือเด็ก จนถึงหนังสือเตรียมรับมือกับการเดินจากโลกนี้ไป โดยเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ทั้งในบทกวี สารคดี และวรรณกรรม ฯลฯ

ในแง่รูปลักษณ์ ร้านอยากให้นักอ่านได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับหนังสือและการเดินทางจากทุกประสาทสัมผัส ได้ซื้อหนังสือในสภาพแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทุกอณูของร้านเลยมีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ตกแต่งอยู่มากมาย และเพื่อให้มาแล้วสบายกันทุกฝ่าย ในร้านจึงมีที่ให้นั่ง มีชากาแฟให้ดื่ม และมีเพลงให้ฟัง หากอยากสนทนากันก็อยู่ข้างล่าง ใครรักสงบก็ไปอ่านเขียนอยู่ชั้นบน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

“ยังไม่อยากกลับ นาน ๆ ได้คุยกับคนสักที”

“หนังสือบางเล่มซื้อออนไลน์ก็มี สิ่งเดียวที่ไม่มีคือบรรยากาศ”

“การมีอยู่ของร้านนี้ดีอย่างหนึ่ง คือทำให้รู้ว่าเวลามาย่านนี้แล้วพี่จะเจอกับอะไร”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักอ่านบางส่วน เป็นเสียงที่ได้ยินในช่วงโรคระบาด อันเป็นห้วงที่ทุกธุรกิจถูกทดสอบความจำเป็น นักอ่านเหล่านี้ทำให้ร้านไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดี ๆ แล้วได้มา

4 ปีแรกของร้านบนถนนพระอาทิตย์นั้น เป็นช่วงที่ทุกอย่างถูกทดสอบเลยทีเดียว ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้ต้องเปิดร้านทุกวัน จันทร์-ศุกร์เมื่อหนุ่มอยู่ร้านคนเดียว บางคราวข้าวเที่ยงก็เน่าเสียเพราะไม่มีเวลากิน ตกค่ำต้องแหวกโต๊ะกาแฟบนชั้นสองแล้วล้มตัวลงนอน เพราะห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังถูกข้าวของจองหมดแล้ว บางคืนหลับ ๆ ก็มีแมลงสาบปีนขึ้นใบหน้า ในบริบทเช่นนี้หนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวคือ ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเขาคงทำไม่ได้เลยหากไม่มีโย

อาจเพราะหนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เขาเลยเป็นเหมือนตัวแทนร้านไปโดยปริยาย ทั้งที่จริงแล้วโยคืออีกครึ่งหนึ่งของเขา

โยคือคนคอยดูแลงานบัญชีและเอกสาร ทั้งยังทำขนมนมเนยช่วงเสาร์-อาทิตย์ และตั้งแต่อยู่ถนนพระอาทิตย์แล้วที่โยทำร้านและทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ช่วง 4 ปีแรกโยใช้บ้านราวกับโรงแรม ทุกคืนเมื่อร้านปิดเธอต้องขับรถกลับบ้านที่บางแค ไปถึงพ่อแม่ก็หลับหมดแล้ว เช้ามืดก็ไปทำงานที่ถนนวิทยุ เลิกงานก็มาช่วยร้าน เสาร์-อาทิตย์ก็มาที่ร้าน ช่วงหนึ่งชีวิตแบบนี้ถึงกับทำให้เธอไม่สบาย ที่โรงพยาบาลเมื่อต้องอยู่นิ่ง ๆ 3 – 4 วัน วันหนึ่งโยถามหนุ่มว่า “จะทำร้านไปอีกนานแค่ไหน”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหนุ่ม เขานิ่งเงียบ สมองสับสนไปด้วยความคิดว่า หากเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ควรไหมที่จะทำให้คนที่เรารักมาเจ็บป่วยเพราะเรา หรือหากเลิกทำร้าน ในมุมของโยเธอจะรู้สึกอย่างไรนับจากนี้ หากคนที่เธอรักได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่ต้องเลิกทำสิ่งนั้นเพราะเธอ สุดท้ายแล้วหนุ่มตอบไปว่า “ขอพยายามอีกหน่อยได้ไหม”

ต้องขอบคุณโยที่ยังเชื่อมั่น ต้องขอบคุณเธอที่ยังพร้อมเดินไปด้วยกัน

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

-4-
อาชีพที่ผลิตความสุขได้ทันทีก็มีนะ!

หลังจาก 4 ปีบนถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านได้ย้ายมาอยู่ถนนพระสุเมรุ โดยอยู่มาแล้ว 16 ปี คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากมาย

เมื่อต้นทุนการทำร้านที่ถนนพระสุเมรุต่ำลง ร้านเลยมีวันหยุด เมื่อไม่ต้องรีบเปิดร้าน ทุกเช้าหนุ่มกับโยจึงมีเวลาทำมื้อเช้ากินเอง ได้ออกกำลังกาย อยากไปไหนนาน ๆ เมื่อไรก็ได้หากอยากไป ตอนนี้โยไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว แม้เธอเปรย ๆ บ้างว่ายังไม่สามารถมีวันหยุดที่แท้จริง แต่ก็ทำงานในเต็นท์ บนหลังช้าง หรือที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ มันทำให้พวกเขาได้อยู่ใกล้กันทุกวัน โยมีหนุ่มเป็นเพื่อนซี้ และหนุ่มก็มีโยเป็นคู่ใจ

ไม่เฉา ไม่เหงา แต่ละวันมีผู้คนและเรื่องราวเข้ามาเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแวดวงหนังสือ ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและกำลังใจ สื่อที่ให้ความสนใจ และตัวพวกเขาเองที่ไม่ถอดใจไปก่อนตั้งแต่สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้ ลูกค้าที่ตามกันมาจากถนนพระอาทิตย์ได้ผูกพันกันมากกว่าแค่เป็นลูกค้าขาประจำ หลายคนก็ห่างหายไปเติบโต ทว่าก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแทน แน่นอนว่าคนรักหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ซึ่งนั่นก็ยืนยันความจริงว่า ร้านหนังสืออาจไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน ทว่ามิตรไมตรีที่ถ่ายเทให้กันระหว่างคนที่เห็นว่าหนังสือนั้นสำคัญ และเดินเข้าร้านมาจนคุ้นเคยกันยังมีอยู่เหมือนเดิม

นี่เองที่ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครเข้าร้านหนังสือกันแล้ว” ไม่จริง

คำกล่าวที่ว่า “ร้านหนังสือไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว” ก็ไม่จริง

“น้องจากอักษรฯ ที่มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอก ยังกลับมาเยือนโต๊ะตัวโปรดของเธอทุกครั้งที่มาเมืองไทยครับ”

“น้องผู้หญิงอีกคนยังอำตัวเองเล่นว่า หนูมาที่นี่ตั้งแต่มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานมีลูก มีสามี เลิกกับสามีแล้วหนูก็ยังมาที่นี่”

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

“3 – 4 ปีก่อน หนุ่มสวิสคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ ADIDAS หลบความวุ่นวายของถนนข้าวสารเข้ามาหาความสงบ นั่นเลยให้เขาลองขนมไทยขณะดื่มกาแฟ จากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาส่งชุดกีฬาพร้อมลูกฟุตบอลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League มาให้หนึ่งลูก”

“พี่ที่ทำร้านอาหารปักษ์ใต้อยู่เชียงใหม่และเป็นเจ้าของ Cookbook เย็บมือเท่ ๆ ก็เพิ่งมาซื้อหนังสือ แกยังชวนว่าหน้าฝนตอนแกไปต่างประเทศ ขึ้นไปอยู่บ้านดินของแกสักเดือนได้นะ บ้านว่าง ๆ อยากให้มีคนมาใช้”

“พี่อีกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่สุโขทัยก็แวะมาอาทิตย์ที่แล้วเอง แกเอาขนมปังอบเองมาฝาก ทั้งยังคะยั้นคะยอเหมือนเคยว่า ควรหาเวลาไปพักกับแกสัก 2 – 3 วัน จากนั้นก็ขับรถไปด้วยกัน แกอยากเจอนักเขียนคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่น่าน”

ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างร้านหนังสือนั้นยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ในแง่หนึ่ง บางทีก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำร้านหนังสือแล้ว หากคือการพยายามทำชีวิตให้ดี

และนี่เองที่ปลาย พ.ศ. 2565 แม้อาคารเก่าบนถนนพระสุเมรุที่ร้านตั้งอยู่จะถูกเวนคืน เพื่อเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ร้านหนังสือเดินทางยังคงเดินทางต่อไป โดยเดินทางไปไหนสักที่หนึ่งในเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แต่แน่นอนว่า ยังคงเดินทางต่อไป!

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

หนังสือแนะนำ

1 ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy

นักเขียน : William Saroyan 

นักแปล : วิภาดา กิตติโกวิท 

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม

ราคา : 250 บาท

นี่คือหนังสือที่ทำให้หัวเราะกับร้องไห้สลับกัน เราจะมีภูมิคุ้มกันความทุกข์และมองเห็นความสุขได้ แม้ว่าเงื่อนไขในชีวิตจะไม่พร้อมแค่ไหนก็ตาม

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy นักเขียน : William Saroyan 

2 ก้าวเดิน Walking 

นักเขียน : Erling Kagge 

นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

สำนักพิมพ์ : OMG

ราคา : 320 บาท

เรื่องราวการเดินจากนักเดินทางที่ทั้งเดินเท้ามามากและอ่านหนังสือมาเยอะ พูดถึงการเดินได้กระชับ ทว่าตื่นตาไปด้วยข้อเท็จจริงที่เราเคยมองผ่าน อ่านแล้วเห็นความจำเป็นของการออกไปเดินให้มาก ก่อนที่วันหนึ่งเราอาจเดินกันไม่ไหว

 ก้าวเดิน Walking นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

3 Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

นักเขียน : Charles Montgomery 

นักแปล : พินดา พิสิฐบุตร

สำนักพิมพ์ : broccoli 

ราคา : 390 บาท

สารคดีที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองน่าอยู่นั้นทำได้ ใจความหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากอยากรู้ว่าเราได้อยู่ในย่านที่คุณภาพชีวิตดีหรือยัง ให้ลองถามตัวเองดูว่า หากเราทำกระเป๋าสตางค์หายจะได้คืนไหม คำตอบที่ได้สะท้อนเมืองได้ทั้งเมือง

Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง นักเขียน : Charles Montgomery 

4 สะพรึง : Terror 

นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

นักแปล : ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ 

สำนักพิมพ์ : Illuminations Editions 

ราคา : 240 บาท  

เรื่องราวการพิจารณาคดีนักบินรบคนหนึ่งที่ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ที่ถูกจี้ทิ้ง เราเอาอะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่ ใครควรตาย และถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อ่านจบได้ใน 3 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์ในเรื่องจะทำให้เราเถียงกับตัวเองจนถึงแก่นไปอีกนานแสนนาน

 สะพรึง : Terror นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

5 บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน

นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

เรื่องราวของบัลซัค นักเขียนที่ไม่เคยหลงทาง คิดท้อถอย หรือยอมแพ้ในเป้าหมายหลักที่ตนอยากทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นของเขาไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไหร่ก็ตาม อ่านแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ฉายาว่าเป็นจักรพรรดินักเขียน

บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

ร้านหนังสือเดินทาง (Passport Bookshop)

ที่ตั้ง ​: 523 ถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 18.00 น. ปิดวันจันทร์

โทรศัพท์ : 0 2629 0694

Facebook : ร้านหนังสือเดินทาง – Passport Bookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

หนุ่ม หนังสือเดินทาง

‘หนุ่ม หนังสือเดินทาง’ เป็นชื่อที่ได้มาจากการทำร้านหนังสือเดินทางของ ‘อำนาจ รัตนมณี’ เขามีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือ พูดคุยเรื่องร้านหนังสือ และปฏิสัมพันธ์กับคนที่รักหนังสือ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

1

ผมไม่มีวันลืมความรู้สึกในวันนั้นได้เลย

วันนั้น คือครั้งแรกที่ผมมีโอกาสเดินทางไปลอนดอน และโดยไม่รู้ตัว, ผมเตร็ดเตร่ไปในเมืองจนถึงย่านชาริงครอสส์ (Charing Cross) ย่านดังที่เต็มไปด้วยร้านหนังสือ

ผมเปิดประตูร้านหนังสือร้านหนึ่งเข้าไป จำไม่ได้เสียแล้วว่าคือร้านอะไร แต่ที่จำได้ติดใจ ก็คือร้านนั้นมีห้องหนังสือที่ชั้นใต้ดิน

บันไดไม้เก่าคร่ำเสียงดังออดแอดนั้นพาผมลงไปในหมู่มวลหนังสือนับพันนับหมื่นเล่ม กับซอกมุมตรงนั้นตรงนี้ที่คล้ายพาเราเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์ของอลิซ ที่ซึ่งทำให้ผมลืมไปเลยว่านาฬิกาคืออะไร เวลาคืออะไร และผมมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไม่มีอะไรสลักสำคัญอีกต่อไป – เมื่อเราอยู่ในร้านหนังสือที่มีแต่ความละลานตาของสรรพสิ่งที่เราไม่เคยรู้และจะไม่มีวันเผยให้เรารู้ หากเราไม่ได้คลี่หน้ากระดาษเหล่านั้นออกมาดู

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : coupleofwandererscouk.wordpress.com


และเป็นวันนั้นนั่นเอง ที่ร้านหนังสือแห่งนั้นได้เผยแสดงให้ผมรู้ ว่าชีวิตของผมมีร้านหนังสือเป็นส่วนสำคัญมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ผมไม่เคยตระหนักเท่านั้นเอง ว่าร้านหนังสือไม่ใช่แค่ร้านที่ทำหน้าที่ ‘ขาย’ หนังสือให้เราเดินเข้ามา หยิบหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินออกไป

ร้านหนังสือไม่เหมือนธุรกิจค้าขายอื่น ๆ ทั่วไป เพราะมันมีน้ำเนื้อมากกว่านั้น มีจิตวิญญาณของผู้ซื้อและผู้ขาย มีการบิดผันเปลี่ยนแปรในตัวตนของผู้คนที่ชอบเข้าร้านหนังสืออยู่เสมอ และเมื่อเดินอยู่ในท่ามกลางหนังสือแปลกหน้านับพันหมื่นเล่ม เราจะหยั่งรู้ขึ้นมาทันที ว่าโลกมีผู้คนที่อยาก ‘เล่าเรื่อง’ และ ‘เล่าความรู้’ ของพวกเขาให้เราฟังอยู่เสมอ

หลังใช้เวลาเต็มอิ่มอยู่ในร้านหนังสือนาน ๆ ค่อย ๆ เลือก ค่อย ๆ พลิกหน้ากระดาษสำรวจตัวตนของหนังสือ สุดท้ายเราจะพบว่า ‘ตัวตน’ ของเราขณะเดินเข้าไปในร้านหนังสือ มักไม่ใช่ตัวตนเดิมเมื่อเราเดินออกมาจากร้านหนังสืออีกต่อไป

ไม่ใช่เลย

2

ผมมาเริ่มงานกับ OKMD หรือสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ได้ราวหนึ่งปีแล้ว กับตำแหน่งที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า Chief Creative Director

ในตอนแรก ผมไม่รู้แน่ชัดนักหรอกว่าตำแหน่งนี้มีหน้าที่อะไร ผมรู้แต่เพียงว่า โลกนี้มีความรู้ให้เราได้เรียนรู้มากมายเหลือคณานับ และชีวิตของเราก็แสนสั้นจนเกินกว่าจะเรียนรู้เรื่องที่เราสนใจได้หมดสิ้น และด้วยตำแหน่งหน้าที่นี้ สิ่งที่ผมพอจะทำได้ – ก็คือการนำพาความรู้ไปสู่ผู้คน

ไม่ใช่ในฐานะผู้รู้ด้วยตัวของผมเอง เพราะคงหยิ่งผยองเกินไปที่จะเอ่ยอ้างว่าตัวเองรู้อะไรแม้เพียงกระผีก แต่แม้นไม่รู้ในความรู้ ทว่าเราก็อาจพอรู้ได้ – ว่าความรู้อยู่ที่ไหน

แน่นอน ความรู้นั้นอยู่ทุกหนแห่ง ความรู้อยู่ในอากาศ – กับการโบกปีกเชื่องช้าของนกอัลบาทรอสผู้เข้าใจหลักอากาศพลศาสตร์มากกว่าใคร, ความรู้อยู่ในดิน – กับโครงข่ายของเห็ดราที่ถักทอประสานร่างกันขึ้นมาจนแข็งแกร่งเป็นอาณานิคมเห็ด, ความรู้อยู่ในลายผ้า – กับร่องรอยจิตสำนึกร่วมของชนเผ่าแต่โบราณที่ถักทอออกมาเป็นเส้นสายลี้ลับเปี่ยมไปด้วยรหัสนัย, ความรู้อยู่ในข้าวเหนียวนุ่ม ๆ – กับการไหลของแร่ธาตุจากภูเขาลงสู่ท้องนา จนเกิดเป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวที่ดีที่สุดในภูมิภาค, ความรู้อยู่ในปราสาทหิน – กับเรื่องราวทางธรณีวิทยา การยกตัวและยุบตัวของแผ่นดิน กับการเกิดแหล่งหินตัดเพื่อให้ผู้คนนำมาทำเป็นปราสาท ความรู้อยู่ทุกหนแห่ง

ความรู้เกิดขึ้นได้ในการสังเกตอันละเอียดละเมียดละไม เช่นที่กาลิเลโอสังเกตเห็นดวงจันทร์อันลับหายไปของดาวพฤหัส จนสามารถอธิบายการโคจรของเทหวัตถุ เช่นที่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ สังเกตเห็นอาการป่วยไข้ที่น้อยกว่าของหญิงสาวเลี้ยงวัวจนกลายเป็นที่มาของวัคซีน และเช่นที่ไอน์สไตน์สังเกตเห็นเกสรดอกไม้แล่นลิ่วคว้างไปบนผิวหน้าของผืนน้ำอย่างไร้รูปแบบ จนเกิดคำอธิบายถึงบราวเนียนมูฟเมนต์

แต่การสังเกตเหล่านี้ใช้เวลามากมายนัก และมนุษย์เราแต่ละคนก็ไม่อาจใช้เพียงสมอง ดวงตา และผัสสะของตัวเองเพียงลำพังเพื่อสังเกตและความความเข้าใจทุกสรรพสิ่งได้

เราทำได้เพียงลงลึกไปในพื้นที่ที่เราสนใจมากที่สุด แล้วจดจารจารึกมันเอาไว้ในรูปของความทรงจำ และสำหรับบางคนก็อยู่ในตัวอักษร ในรูปของหนังสือที่สามารถถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้คนอื่น ๆ ได้ด้วย

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.londonxlondon.com

เมื่ออยู่ในห้องหนังสือใต้ดินของร้านหนังสือในย่านชาริงครอสส์แห่งนั้น ผมจึงเพิ่งตระหนัก – หนังสือไม่ได้เป็นเพียงก้อนกระดาษเปื้อนหมึกที่ถูกเย็บไว้เป็นเล่ม หนังสือยังไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงหรือการฆ่าเวลาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไร ตั้งแต่ตำราเรียนจนถึงหนังสือโป๊ พวกมันล้วนคือมวลของ ‘สรรพความรู้’ ทั้งปวงที่มนุษย์ชาติสร้างขึ้นจนบวมเบ่งอยู่บนผนังและชั้นหนังสือ รอคอยการ ‘ระเบิด’ ออกมาเป็นจักรวาลใหม่ เหมือนการระเบิดของซูเปอร์โนวาในอวกาศที่จะสาดธาตุต่าง ๆ ออกไปไกลโพ้น เพียงแต่การระเบิดของความรู้ในหนังสือ คือการระเบิดใหญ่ในจักรวาลแห่งสมองของเรา เพื่อสาดธาตุแห่งความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ออกไป แล้วถ่างกว้างเส้นขอบฟ้าทางปัญญาของเราให้ใหญ่ขึ้น เพื่อโอบรับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน – ก็เท่านั้นเอง

หนังสือและการอ่านจึงสำคัญ

และที่สำคัญไม่แพ้กัน – ก็คือร้านหนังสือ

3

ผมคิดว่า – ร้านหนังสือมีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างน้อยที่สุดก็ 3 เรื่อง

เรื่องแรก : คือการทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยธุรกิจ’ (Business Unit) เพื่อให้เจ้าของหรือผู้เปิดร้านสร้างรายได้และกำไรจากการขายหนังสือ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีต้นทุน การบริหารจัดการ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสร้างกิจกรรมดึงคนเข้าร้านหนังสือ การออกแบบตกแต่งร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า การเจรจาต่อรองกับคู่ค้าทางธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่สำนักพิมพ์ สายส่ง ซัพพลายเออร์ด้านอื่น ๆ ไปจนถึงร้านหนังสือด้วยกันเอง ดังนั้น ร้านหนังสือจึงต้องการ ‘แบบจำลองธุรกิจ’ (Business Model) ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างจากแบบจำลองธุรกิจที่มีอยู่หรือไม่ รวมไปถึงการจัดการด้านการเงินและการบัญชี รวมถึงการประมาณการ (Projection) ในด้านการเงินที่แม่นยำพอสมควรด้วย

แน่นอน – เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรื่องที่สอง : ร้านหนังสือมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเป็น ‘สถานที่รวมตัว’ (Gathering Place) ของผู้คนที่มีอะไรบางอย่างคลับคล้ายกัน

สถานที่รวมตัวเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะเจ้าของร้านหนังสือทำหน้าที่ ‘คัดกรอง’ (Curate) หนังสือเฉพาะบางรูปแบบมาขายในร้านเท่านั้น บางร้านขายเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับอาหาร บางร้านช่ำชองเรื่องหนังสือกวีนิพนธ์ บางแห่งเป็นหนังสือเชิงความรู้ อีกบางร้านก็เก่งกาจเรื่องหนังสือเก่า หนังสือนิยาย หนังสือเกี่ยวกับการเดินทาง

นานมาแล้ว เมื่อไปซานตามอนิกาในลอสแอนเจลิส ผมได้พบกับร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อ Midnight Special ที่เลือกขายเฉพาะหนังสือวิชาการที่แปลกประหลาดแต่ดึงดูดใจอย่างเหลือเชื่อ เช่นหนังสือชื่อ History of Shit หรือ ‘ประวัติศาสตร์ขี้’ (ที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับขี้ในแบบที่คุณคิดเลย) ของนักจิตวิเคราะห์และนักปรัชญาฝรั่งเศสอย่างโดมินิก ลาพอร์เต หรือ The Right to be Lazy (สิทธิที่จะขี้เกียจ) ของพอล ลาฟาร์ก เป็นต้น

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.bursahaga.com

เป็นร้านหนังสือทำนองนี้นี่แหละ ที่จะ ‘เลือก’ คนเข้าร้านที่มีลักษณะเฉพาะ และสนใจประเด็นเฉพาะบางอย่าง จนทำให้ร้านหนังสือที่เคยเป็นเพียง ‘ที่แวะ’ (หรือ Third Place) กลายมาเป็นสถานที่รวมตัวของคนที่มีความสนใจเฉพาะร่วมกัน (หรือเรียกว่า Fourth Place) ขึ้นมา

คนอ่านเลือกร้านหนังสือ – และร้านหนังสือก็เลือกคนอ่าน, ดูเหมือนนั่นจะเป็นหน้าที่อย่างที่สองของร้านหนังสือ

คือเพื่อให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนแบบเดียวกัน

เรื่องที่สาม : ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ร้านหนังสือแทบทุกร้านได้ทำหน้าที่เป็น ‘แหล่งเรียนรู้’ ให้กับผู้คนมายาวนาน นับตั้งแต่เกิดการคัดลอกหนังสือเพื่อถ่ายทอดความรู้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อนับพันปีก่อน หนังสือคือสิ่งล้ำค่าราคาแพง เพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นก็คือ ‘ความรู้’ ทำให้เกิดการเก็บรวบรวมความรู้เหล่านี้อย่างทะเยอทะยาน เช่นในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองอเล็กซานเดรีย จนถึงการซื้อขายหนังสือที่คัดลอกด้วยลายมือเหล่านี้ในราคาแพง แต่เมื่อเกิดการสร้างแท่นพิมพ์ของกูเตนเบิร์ก หนังสือก็กลายเป็นสินค้าสำหรับมวลชน ร้านหนังสือหรือสถานที่ ‘ขายหนังสือ’ จึงแทบจะมีความหมายเดียวกับการเป็นสถานที่ ‘ขายความรู้’ มาตลอด

สำหรับคนที่มีอายุมากหน่อย หลายคนน่าจะจดจำร้านหนังสือเล็ก ๆ ประจำจังหวัดหรือแถบถิ่นที่ตนเองเกิดได้ ร้านหนังสือเล่มนี้มักมีขายตั้งแต่ตำราเรียน นิตยสาร หนังสือเล่ม หนังสือการ์ตูน และมีแม้กระทั่งร้านให้เช่าหนังสือสำหรับคนที่ยังไม่อยากควักเงินซื้อ

เป็นร้านหนังสือเหล่านี้นี่เอง ที่ได้ ‘สร้างตัวตน’ ให้กับคนมากมายมาจนถึงปัจจุบัน

4

ผมเคยไป ‘เมืองหนังสือ’ ซึ่งก็คือเมืองเฮย์ริมฝั่งแม่น้ำวาย (Hay-on-Wye) ในสหราชอาณาจักร เมืองแห่งนั้นคือเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองหลวง’ ของหนังสือมือสอง ในเมืองแทบไม่มีกิจการอื่นใดเลย ยกเว้นแต่ร้านหนังสือมือสอง แม้กระทั่งปราสาทใจกลางเมืองที่เคยเป็นของขุนนางระดับสูง ก็ถูกปรับแปลงจนกลายเป็นร้านหนังสือ มีหนังสืออยู่ในนั้นนับหมื่นเล่ม และทุก ๆ ปี เมื่อมีเทศกาลหนังสือหรือ Book Fair ก็มีผู้คนเดินทางมาที่เมืองนี้นับหมื่นคน

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.cntraveler.com

ผมเคยไปย่านจิมโบโช (Jimbocho) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองหนังสือ’ หรือ Book Town ใจกลางมหานครโตเกียว แน่นอน หนังสือของจิมโบโชไม่ใช่หนังสือที่ผมจะอ่านออก เพราะแทบทั้งหมดเป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่น ย่านนี้คล้ายเมืองเฮย์ย่อส่วน เพราะเต็มไปด้วยร้านหนังสือเรียงรายอยู่บนถนน มีทั้งร้านที่ขายหนังสือเก่าและใหม่ ที่มีเสน่ห์มากก็คือการขายกระดาษแบบโบราณของญี่ปุ่น รวมไปถึงแผนที่เก่า และมีแม้กระทั่งร้านขายบอร์ดเกมที่ซุกซ่อนอยู่บนชั้นสองของร้านหนังสือ

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : pop-japan.com

ผมเคยทึ่งนักหนากับร้านชื่อ The Book Thing ในเมืองบัลติมอร์ของอเมริกาที่เพื่อนพาไปเยือน ร้านนี้ไม่ใช่ร้าน ‘ขาย’ หนังสือ แต่มันเป็นโกดังที่มีหนังสือนับหมื่น ๆ เล่ม จัดเรียงเป็นหมวดหมู่เรียบร้อยเป็นระเบียบ มีทั้งหนังสือบันเทิงไปจนถึงหนังสือวิชาการ ใครเดินเข้ามาใน Book Thing แล้วจะหยิบหนังสือกลับบ้านกี่เล่มก็ได้โดยไม่ต้องควักเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว และเมื่ออ่านจบแล้ว หากอยากเก็บไว้ก็เก็บ แต่หากอยากทิ้ง พวกเขาก็จะนำหนังสือมา ‘ดัมพ์’ หรือทิ้งเอาไว้ที่ Book Thing อีกหน เพื่อให้อาสาสมัครได้จัดขึ้นชั้น รอคอยผู้กระหายในความรู้คนใหม่มาหยิบหนังสือเหล่านั้นจากชั้นไปอ่าน เมืองบัลติมอร์จึงมีกลไกการ ‘หมุนเวียน’ ของหนังสือไม่รู้จบ จนอาจเรียกได้ว่าเป็น Circular Design of Books ก็น่าจะได้

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.baltimoresun.com

พวกเขาช่างรุ่มรวยวัฒนธรรมการอ่านและวัฒนธรรมร้านหนังสือนัก – ผมนึกริษยาเมืองเหล่านี้ทุกครั้งที่ได้เห็น

หากเราเชื่อเหมือนกันว่า ร้านหนังสือก็คือ ‘รูปธรรม’ ของความรู้ คือความรู้ที่กลายร่างมาปรากฏให้เราเห็นในรูปของหนังสือมากมายรายเรียงอยู่บนผนัง ในรูปของเจ้าของร้านหนังสือที่ใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นหนังสือทุกเมื่อเชื่อวัน ในรูปของผู้คนที่มีลักษณะนิสัยและความชอบคล้ายกันที่มาเยือนร้านหนังสือแบบเดียวกัน,

เราก็น่าจะเชื่อเช่นเดียวกันว่า – เราเริ่มสร้าง ‘ความรักในความรู้’ ขึ้นได้จากความรักในร้านหนังสือ

5

สิ่งที่ผลักดันให้ร้านหนังสือคึกคัก นอกจากตัวหนังสือเองแล้ว บ่อยครั้งกิจกรรมในร้านหนังสือก็เป็นเรื่องจำเป็น

ร้าน Book Soup ในลอสแองเจลิส มีกิจกรรมอ่านหนังสือหรือ Book Reading (ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการอ่านบทกวี) ทุกสัปดาห์ นั่นผลักดันให้ร้านแห่งนี้มีชีวิตชีวา

ร้านหนังสือ Barnes and Noble ในนิวยอร์ก โดยเฉพาะสาขา Tribeca มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์ คนดังระดับโลกอย่างจูลี แอนดรูว์ หรืออีกหลายคน ต่างเคยมาเปิดตัวหรือจัดทอล์กเกี่ยวกับหนังสือที่นี่

ร้านหนังสือทั่วโลกที่เป็นพื้นที่แห่งความรื่นรมย์ และจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้
ภาพ : www.facebook.com/BNTribeca

ร้านหนังสือนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ ก็เคยมีกิจกรรม ‘มุมกาแฟ’ ทุกวันศุกร์ ต่อเนื่องกันยาวนานถึงกว่าสิบปี โดยเชิญผู้คนมากมาย ทั้งนักเขียน นักอ่าน และศิลปินหลากสาขามาร่วมพูดคุยกันถึงความรักในหนังสือ – ซึ่งก็คือความรักในความรู้

แต่อย่างที่เราเห็นกัน สภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยีการสื่อสาร และโรคระบาดในปัจจุบัน ทำให้การเข้าร้านหนังสือกลายเป็นเรื่องงดเว้นของคนมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะสภาวะจำเป็น หากสภาวะนี้ผ่านพ้นไป ก็มีโอกาสไม่น้อยที่การสนับสนุนกิจกรรมในร้านหนังสือจะสร้างความคึกคักให้กับร้านหนังสืออีกครั้ง

หลายคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อเรามีร้านออนไลน์แล้ว ทำไมยังต้องมาซื้อหนังสือในร้านหนังสือกันอีก

สำหรับผม คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ – ก็เพราะหนังสือไม่เหมือนสินค้าอื่น ๆ นั่นเอง เราอาจพอรู้ว่าเราชอบสบู่กลิ่นไหน เราจึงสามารถสั่งสบู่กลิ่นนั้นออนไลน์ได้ เช่นเดียวกับสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ตั้งแต่น้ำยาซักผ้าไปจนถึงเชิงเทียนและแม้แต่ขนมต่างๆ แน่นอน ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องการหนังสือเล่มไหน แบบไหน เราสามารถ ‘เสิร์ชหา’ และซื้อหนังสือนั้น ๆ จากร้านค้าออนไลน์ได้

แต่กับ ‘หนังสือแปลกหน้า’ ที่เราไม่เคยรู้ว่าดำรงอยู่ในโลกนี้เล่า – หากเราไม่รู้จักมัน, ก็แล้วเราจะสั่งออนไลน์ได้อย่างไร

ร้านหนังสือทำหน้าที่ตรงนี้ ตรงที่เป็นเสมือนโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงเราเข้ากับสิ่งที่เราไม่รู้จัก การเดินเข้าไปในร้านหนังสืออาจเหมือนการออกเดตกับบุคคลนิรนาม เราจะได้ไล้มือไปบนสันปก มองดูหน้าปกของหนังสือที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ทดลองอ่านมัน หยิบมันไว้ในมือ ชั่งน้ำหนักมัน เกลียดชังบางข้อความของมัน โทษฐานที่กระตุกให้เราคิดและเจ็บปวด

หรือไม่ก็หลงรักมันหัวปักหัวปำในแบบที่ไม่เคยตกหลุมรักใครแบบนี้มาก่อน

ร้านหนังสือมีหน้าที่สำคัญ คือทำให้เรา ‘รัก’ ในหนังสือ ซึ่งก็คือความรักในความรู้ โดยที่เราอาจไม่ทันตั้งตัว เหมือนการได้พบคู่รักที่เราไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง

แม้มีโลกออนไลน์แล้ว ร้านหนังสือจึงยังสำคัญอยู่เสมอ มีสถิติบอกว่า แนวโน้มร้านหนังสือโดยรวมในสหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่เข้าทศวรรษ 2020 เป็นต้นมา

นั่นก็เพราะร้านหนังสือนั้นรื่นรมย์ และความรื่นรมย์คือจักรกลขับเคลื่อนความใฝ่รู้ให้เรา

ใฝ่รู้ – ในแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเสียด้วย

6

โดยดำริของ ดร.อธิปัตย์ บำรุง ผู้อำนวยการ OKMD ร่วมกับสื่อที่หลงรักในร้านหนังสือหัวปักหัวปำอย่าง The Cloud, PUBAT หรือสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากให้ร้านหนังสือพลัดพรากไปจากสังคมอย่างกลุ่ม MEAT จึงได้ก่อเกิดเป็นโครงการร้านหนังสือในฐานะแหล่งเรียนรู้ขึ้นมา

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำความคึกคักกลับสู่ร้านหนังสืออีกครั้ง โดยเฉพาะกับร้านหนังสืออิสระที่อาจมีข้อจำกัดในหลายด้าน เราอยากชวนเหล่าร้านหนังสือมาทลายข้อจำกัดเหล่านี้ร่วมกัน เพื่อทำให้วัฒนธรรมการอ่านกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกแยกหรือสูงส่งไปกว่าวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันอื่น ๆ ของเรา ด้วยการร่วมกันคิด มองดูปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันสร้างวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่ยั่งยืน ทั้งสำหรับผู้อ่าน และสำหรับเจ้าของร้านหนังสือที่ต้องเป็นทั้งนักธุรกิจและผู้จับมือกับชุมชนรอบข้างเพื่อพากันไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

ติดตามโครงการนี้ได้ทางเว็บไซต์และเพจของ The Cloud, PUBAT, MEAT และ OKMD ตลอดปี 2565 นี้ #OKMD #Bookstore #Learningspace

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

โตมร ศุขปรีชา

นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และนักอะไรอีกหลายอย่าง ปัจจุบันมารับตำแหน่ง Chief Creative Director ของ OKMD ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสร้าง การจัดการ และการสื่อสารองค์ความรู้ในสังคมไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load