-1-

“โต๊ะตัวนั้นไงที่น้องจากอักษรฯ มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอกอย่างตั้งใจ ตอนนี้น้องเขากลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ต่างแดน”

“ชอบภาพถ่ายชุดนั้นหรือครับ นั่นเป็นงานสมัยที่ยังใช้ฟิล์มกันอยู่ของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แกมอบภาพชุดนี้ไว้ตอนที่มาแสดงงานที่ร้านสมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์”

“หนังสือที่มอบให้นักอ่านฟรี ๆ อยู่เสมอนั้น ต้องขอบคุณคุณหมอนักอ่านคนหนึ่ง แกมักซื้อหนังสือแล้วเอากลับไปส่วนเดียว ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อให้ร้านยื่นให้ใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม”

“ตรงบันไดใกล้เคาน์เตอร์นี่แหละที่ได้เช็ดน้ำตาให้กัน นี่มักเป็นที่ประจำของคนที่มาพร้อมความในใจ หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบางคนเคยนั่งลงแล้วเผยถึงรักที่เปลี่ยนไป พูด ๆ น้ำตาเขาก็ไหล นั่นทำให้ทุกอย่างเงียบหมด วันนั้นโยเอ่ยขึ้นว่า ทำไมเวลาผู้ชายเจ็บ มันดูเจ็บจัง”

“แต่เคยมีคนขอแต่งงานกันในร้านด้วย ที่แน่ ๆ มีแล้ว 2 คู่ ‘พี่ช่วยดูลูกค้าคนอื่นให้หน่อยนะครับ โล่ง ๆ เมื่อไรพี่รีบให้สัญญาณผมนะ’ ฝ่ายชายมักขอความช่วยเหลือ ลน ๆ หน่อยแต่ก็น่ารักดี”

เมื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เดินทางมาร่วม 20 ปี มันเลยพอมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง เป็นบทบาทที่ไม่เคยคาดคิด แต่คงเพราะเริ่มอยู่มานาน หลายวาระและโอกาสเลยได้รับไมตรีให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านหนังสือ และนั่นเอง เวลาเล่าสู่กันฟังว่า ‘ร้านหนังสือ’ ทำได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหนังสือ คงไม่มีอะไรชัดเจนเท่าการยกเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นมากล่าว

“ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือไม่มีอนาคตแล้วไม่ใช่หรือ” นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายปีที่ผ่านมามักโดนถามให้ตอบ สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ คำถามนี้หากถามคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ทว่าถ้าถามคนที่ยังอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่กับร้านหนังสือ คำตอบจะเป็นอีกอย่าง สิ่งที่ตอบไปคือ “ร้านหนังสือยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่การอยู่ให้ได้นั้นมีรายละเอียดสักหน่อย”

ซึ่งก็เป็น ‘รายละเอียดสักหน่อย’ นี่แหละที่ไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกันในรายละเอียดสักเท่าไร

ทั้งที่สิ่งนี้สำคัญมาก สำคัญจนถึงขั้นว่า หากขาดไป ร้านคงไม่ก่อเกิดและยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-2-
เขาไม่ได้ฐานะดีมาก่อน!

แปลกใจและสะท้อนอะไรได้มาก สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดมา 3 – 4 ปี หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว น้องลูกค้าคนหนึ่งมักกล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ๆ ของผมคิดว่าพี่ฐานะดีอยู่แล้วทั้งนั้น จึงทำร้านอย่างนี้ได้”

ประโยคนั้นสะกดให้หนุ่มนิ่งไปทุกครั้ง ถึงวันนี้ก็ยังฝังใจอยู่ ต้องฐานะดีมาก่อนเท่านั้นหรือจึงเป็นเจ้าของร้านหนังสือได้ ถ้าอย่างนั้นมันควรจะมีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ไหม เนื่องจากมหานครอย่างกรุงเทพฯ ดูจะมีคนฐานะดีอยู่ไม่น้อย ถ้อยคำของน้องลูกค้ามีนัยชวนให้คิดได้มากมาย

หนุ่มเริ่มต้นทำร้านหนังสือตอนอายุย่าง 26 ทว่าฟังแล้วแสนจะโบราณ เมื่อในวัยเด็กนั้น เขาเกิดทันยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

บนเส้นทางสู่ปักษ์ใต้ พอเลยเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชไป มีทางหลวงสายหลัก 2 เส้นโอบกอดทะเลสาบสงขลา เส้นขวาวิ่งผ่านจังหวัดพัทลุงแล้วเข้าอำเภอหาดใหญ่ เส้นซ้ายวิ่งผ่านอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด และอำเภอสทิงพระ ถิ่นเกิดของเขาอยู่บริเวณนี้

คาบสมุทรสทิงพระเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังมีไฟฟ้าใช้กันไม่ทั่ว หนุ่มเลยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานไปซื้อน้ำมันก๊าดจากร้านชำที่หัวถนนมาใส่ตะเกียง การหุงต้มนั้นใช้เตาถ่าน ซึ่งอาศัยรองเท้าฟองน้ำเก่า ๆ หรือยางในของล้อรถจักรยานเป็นเชื้อจุดไฟ กลางคืนก็นอนฟัง สังข์ทอง จากวิทยุ หนังสือนั้นไม่มีเลย จะมีก็แต่หนังสือเรียน ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนให้ยืมเรียน

ครั้นโลกเปลี่ยน จากบ้านที่ไม่มีหนังสือ หนุ่มกลายเป็นเด็กมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด จากนั้นก็ถึงมหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ถึงองค์กรระหว่างประเทศ อันเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นอีกหลายประเทศ

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

เพราะเริ่มต้นไกลสักหน่อย สมัยมัธยมหนุ่มถึงกับต้องเอาเท้าแช่น้ำในกะละมัง เพื่อไม่ให้หลับขณะอ่านหนังสือสอบ เมื่ออ่านแล้วได้ผลมันได้บ่มนิสัยรักการอ่านให้เขา มันทำให้เขาเห็นพลังอย่างเป็นรูปธรรมของการอ่าน เห็นว่าหนังสือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

โลกหนังสือของเขาเริ่มขยายไปกว่าแค่อ่านหนังสือเรียนเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีประวัติศาสตร์ของสถานที่และประวัติศาสตร์มีชีวิตหลายคนเป็นตัวเร่ง หนำซ้ำเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ได้ไปเห็นบ้านเมืองทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เขายิ่งเห็นความสำคัญของหนังสือ

ข้อสรุปของเขาคือ หนังสือเป็นภาชนะบรรจุความรู้ที่ดี เราต่างต้องการความรู้ เมื่อมีความรู้เราจะไม่จนเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่จนทางเลือกและไม่จนมุมกับชีวิต นี่กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดร้านหนังสือเดินทาง

เมื่อเริ่มทำร้าน บริบทชีวิตในอดีตมีผลไม่น้อย การชอบอ่านหนังสือทำให้หนุ่มพอรู้ว่า นักเขียนคนนั้นเขียนอะไรมาบ้าง พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน และควรติดต่อใคร การที่วัยเด็กได้อยู่กับสายฝนและทุ่งหญ้ายังทำให้อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับความเงียบเป็น ตระหนักว่าฤดูกาลมีเวลาเปลี่ยน ซึ่งช่วยได้ทีเดียวในการรับมือกับเหตุการณ์ในร้านหนังสือแต่ละวัน

ในแง่การจัดการ หนุ่มกับโย (คนใกล้ตัวของหนุ่ม) เริ่มต้นโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่พอมีจากการทำงานประจำของแต่ละคนมารวมกัน แล้วบริหารจากจุดนั้น ไม่ได้รบกวนใคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่เดือดร้อนต่อไปแล้ว นั่นคือหนทางที่หนุ่มยึดถือ เขาบอกให้ทางบ้านรู้ว่าเปิดร้านหนังสือ หลังจากออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียวแล้วด้วยซ้ำ

หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เพราะต้องการทุ่มเทกับมันให้ถึงที่สุด ซึ่งอีกด้านหมายความว่า เขาเดิมพันกับมันแล้ว

ทำแล้วต้องรอด ไม่รอดไม่ได้ คือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง ไม่เกี่ยวกันเลยว่าฐานะดีหรือไม่ดีมาก่อน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-3-
ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้!

การที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่มาร่วม 20 ปีนั้น ทำให้ต้องยืนยันว่า ในบริบทธุรกิจหนังสือแบบไทย ๆ และท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ร้านหนังสือโดยเฉพาะ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังอยู่ได้

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ทั้งนี้มีปัจจัยบางอย่าง ที่เป็นทั้งบททดสอบและองค์ประกอบให้ต้องคำนึง

ในเชิงธุรกิจ การทำให้นักอ่านเห็นภาพชัดว่า “เวลานึกถึงเราแล้วเขานึกถึงอะไร” ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภาพที่ว่ายังต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ด้วย

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของหนังสือ ชอบและเห็นประโยชน์ของการเดินทาง ร้านหนังสือเดินทางจึงมีคำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ เป็นเส้นเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นในการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่อยู่ข้างใน

หนังสือเดินทางในที่นี้ กินความตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้เราอยากออกเดินทางไกล หรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลว่าควรไปไหน ไปอย่างไร ส่วนไปมาแล้วอยากรู้เพิ่มว่า ทำไมผู้คนที่นั่นจึงเชื่ออย่างนั้น ทำไมประเทศนั้นจึงมีการศึกษาดี ทำไมประเทศนี้จึงมีความขัดแย้ง ยังมีหนังสืออีกหมวดที่ให้ข้อมูลในเชิงลึก

ทั้งนี้ การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยว การเดินทางอยู่กับที่ก็มี การเติบโตจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง นั่นทำให้ร้านมีตั้งแต่หนังสือเด็ก จนถึงหนังสือเตรียมรับมือกับการเดินจากโลกนี้ไป โดยเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ทั้งในบทกวี สารคดี และวรรณกรรม ฯลฯ

ในแง่รูปลักษณ์ ร้านอยากให้นักอ่านได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับหนังสือและการเดินทางจากทุกประสาทสัมผัส ได้ซื้อหนังสือในสภาพแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทุกอณูของร้านเลยมีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ตกแต่งอยู่มากมาย และเพื่อให้มาแล้วสบายกันทุกฝ่าย ในร้านจึงมีที่ให้นั่ง มีชากาแฟให้ดื่ม และมีเพลงให้ฟัง หากอยากสนทนากันก็อยู่ข้างล่าง ใครรักสงบก็ไปอ่านเขียนอยู่ชั้นบน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

“ยังไม่อยากกลับ นาน ๆ ได้คุยกับคนสักที”

“หนังสือบางเล่มซื้อออนไลน์ก็มี สิ่งเดียวที่ไม่มีคือบรรยากาศ”

“การมีอยู่ของร้านนี้ดีอย่างหนึ่ง คือทำให้รู้ว่าเวลามาย่านนี้แล้วพี่จะเจอกับอะไร”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักอ่านบางส่วน เป็นเสียงที่ได้ยินในช่วงโรคระบาด อันเป็นห้วงที่ทุกธุรกิจถูกทดสอบความจำเป็น นักอ่านเหล่านี้ทำให้ร้านไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดี ๆ แล้วได้มา

4 ปีแรกของร้านบนถนนพระอาทิตย์นั้น เป็นช่วงที่ทุกอย่างถูกทดสอบเลยทีเดียว ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้ต้องเปิดร้านทุกวัน จันทร์-ศุกร์เมื่อหนุ่มอยู่ร้านคนเดียว บางคราวข้าวเที่ยงก็เน่าเสียเพราะไม่มีเวลากิน ตกค่ำต้องแหวกโต๊ะกาแฟบนชั้นสองแล้วล้มตัวลงนอน เพราะห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังถูกข้าวของจองหมดแล้ว บางคืนหลับ ๆ ก็มีแมลงสาบปีนขึ้นใบหน้า ในบริบทเช่นนี้หนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวคือ ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเขาคงทำไม่ได้เลยหากไม่มีโย

อาจเพราะหนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เขาเลยเป็นเหมือนตัวแทนร้านไปโดยปริยาย ทั้งที่จริงแล้วโยคืออีกครึ่งหนึ่งของเขา

โยคือคนคอยดูแลงานบัญชีและเอกสาร ทั้งยังทำขนมนมเนยช่วงเสาร์-อาทิตย์ และตั้งแต่อยู่ถนนพระอาทิตย์แล้วที่โยทำร้านและทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ช่วง 4 ปีแรกโยใช้บ้านราวกับโรงแรม ทุกคืนเมื่อร้านปิดเธอต้องขับรถกลับบ้านที่บางแค ไปถึงพ่อแม่ก็หลับหมดแล้ว เช้ามืดก็ไปทำงานที่ถนนวิทยุ เลิกงานก็มาช่วยร้าน เสาร์-อาทิตย์ก็มาที่ร้าน ช่วงหนึ่งชีวิตแบบนี้ถึงกับทำให้เธอไม่สบาย ที่โรงพยาบาลเมื่อต้องอยู่นิ่ง ๆ 3 – 4 วัน วันหนึ่งโยถามหนุ่มว่า “จะทำร้านไปอีกนานแค่ไหน”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหนุ่ม เขานิ่งเงียบ สมองสับสนไปด้วยความคิดว่า หากเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ควรไหมที่จะทำให้คนที่เรารักมาเจ็บป่วยเพราะเรา หรือหากเลิกทำร้าน ในมุมของโยเธอจะรู้สึกอย่างไรนับจากนี้ หากคนที่เธอรักได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่ต้องเลิกทำสิ่งนั้นเพราะเธอ สุดท้ายแล้วหนุ่มตอบไปว่า “ขอพยายามอีกหน่อยได้ไหม”

ต้องขอบคุณโยที่ยังเชื่อมั่น ต้องขอบคุณเธอที่ยังพร้อมเดินไปด้วยกัน

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

-4-
อาชีพที่ผลิตความสุขได้ทันทีก็มีนะ!

หลังจาก 4 ปีบนถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านได้ย้ายมาอยู่ถนนพระสุเมรุ โดยอยู่มาแล้ว 16 ปี คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากมาย

เมื่อต้นทุนการทำร้านที่ถนนพระสุเมรุต่ำลง ร้านเลยมีวันหยุด เมื่อไม่ต้องรีบเปิดร้าน ทุกเช้าหนุ่มกับโยจึงมีเวลาทำมื้อเช้ากินเอง ได้ออกกำลังกาย อยากไปไหนนาน ๆ เมื่อไรก็ได้หากอยากไป ตอนนี้โยไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว แม้เธอเปรย ๆ บ้างว่ายังไม่สามารถมีวันหยุดที่แท้จริง แต่ก็ทำงานในเต็นท์ บนหลังช้าง หรือที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ มันทำให้พวกเขาได้อยู่ใกล้กันทุกวัน โยมีหนุ่มเป็นเพื่อนซี้ และหนุ่มก็มีโยเป็นคู่ใจ

ไม่เฉา ไม่เหงา แต่ละวันมีผู้คนและเรื่องราวเข้ามาเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแวดวงหนังสือ ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและกำลังใจ สื่อที่ให้ความสนใจ และตัวพวกเขาเองที่ไม่ถอดใจไปก่อนตั้งแต่สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้ ลูกค้าที่ตามกันมาจากถนนพระอาทิตย์ได้ผูกพันกันมากกว่าแค่เป็นลูกค้าขาประจำ หลายคนก็ห่างหายไปเติบโต ทว่าก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแทน แน่นอนว่าคนรักหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ซึ่งนั่นก็ยืนยันความจริงว่า ร้านหนังสืออาจไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน ทว่ามิตรไมตรีที่ถ่ายเทให้กันระหว่างคนที่เห็นว่าหนังสือนั้นสำคัญ และเดินเข้าร้านมาจนคุ้นเคยกันยังมีอยู่เหมือนเดิม

นี่เองที่ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครเข้าร้านหนังสือกันแล้ว” ไม่จริง

คำกล่าวที่ว่า “ร้านหนังสือไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว” ก็ไม่จริง

“น้องจากอักษรฯ ที่มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอก ยังกลับมาเยือนโต๊ะตัวโปรดของเธอทุกครั้งที่มาเมืองไทยครับ”

“น้องผู้หญิงอีกคนยังอำตัวเองเล่นว่า หนูมาที่นี่ตั้งแต่มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานมีลูก มีสามี เลิกกับสามีแล้วหนูก็ยังมาที่นี่”

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

“3 – 4 ปีก่อน หนุ่มสวิสคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ ADIDAS หลบความวุ่นวายของถนนข้าวสารเข้ามาหาความสงบ นั่นเลยให้เขาลองขนมไทยขณะดื่มกาแฟ จากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาส่งชุดกีฬาพร้อมลูกฟุตบอลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League มาให้หนึ่งลูก”

“พี่ที่ทำร้านอาหารปักษ์ใต้อยู่เชียงใหม่และเป็นเจ้าของ Cookbook เย็บมือเท่ ๆ ก็เพิ่งมาซื้อหนังสือ แกยังชวนว่าหน้าฝนตอนแกไปต่างประเทศ ขึ้นไปอยู่บ้านดินของแกสักเดือนได้นะ บ้านว่าง ๆ อยากให้มีคนมาใช้”

“พี่อีกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่สุโขทัยก็แวะมาอาทิตย์ที่แล้วเอง แกเอาขนมปังอบเองมาฝาก ทั้งยังคะยั้นคะยอเหมือนเคยว่า ควรหาเวลาไปพักกับแกสัก 2 – 3 วัน จากนั้นก็ขับรถไปด้วยกัน แกอยากเจอนักเขียนคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่น่าน”

ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างร้านหนังสือนั้นยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ในแง่หนึ่ง บางทีก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำร้านหนังสือแล้ว หากคือการพยายามทำชีวิตให้ดี

และนี่เองที่ปลาย พ.ศ. 2565 แม้อาคารเก่าบนถนนพระสุเมรุที่ร้านตั้งอยู่จะถูกเวนคืน เพื่อเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ร้านหนังสือเดินทางยังคงเดินทางต่อไป โดยเดินทางไปไหนสักที่หนึ่งในเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แต่แน่นอนว่า ยังคงเดินทางต่อไป!

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

หนังสือแนะนำ

1 ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy

นักเขียน : William Saroyan 

นักแปล : วิภาดา กิตติโกวิท 

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม

ราคา : 250 บาท

นี่คือหนังสือที่ทำให้หัวเราะกับร้องไห้สลับกัน เราจะมีภูมิคุ้มกันความทุกข์และมองเห็นความสุขได้ แม้ว่าเงื่อนไขในชีวิตจะไม่พร้อมแค่ไหนก็ตาม

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy นักเขียน : William Saroyan 

2 ก้าวเดิน Walking 

นักเขียน : Erling Kagge 

นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

สำนักพิมพ์ : OMG

ราคา : 320 บาท

เรื่องราวการเดินจากนักเดินทางที่ทั้งเดินเท้ามามากและอ่านหนังสือมาเยอะ พูดถึงการเดินได้กระชับ ทว่าตื่นตาไปด้วยข้อเท็จจริงที่เราเคยมองผ่าน อ่านแล้วเห็นความจำเป็นของการออกไปเดินให้มาก ก่อนที่วันหนึ่งเราอาจเดินกันไม่ไหว

 ก้าวเดิน Walking นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

3 Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

นักเขียน : Charles Montgomery 

นักแปล : พินดา พิสิฐบุตร

สำนักพิมพ์ : broccoli 

ราคา : 390 บาท

สารคดีที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองน่าอยู่นั้นทำได้ ใจความหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากอยากรู้ว่าเราได้อยู่ในย่านที่คุณภาพชีวิตดีหรือยัง ให้ลองถามตัวเองดูว่า หากเราทำกระเป๋าสตางค์หายจะได้คืนไหม คำตอบที่ได้สะท้อนเมืองได้ทั้งเมือง

Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง นักเขียน : Charles Montgomery 

4 สะพรึง : Terror 

นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

นักแปล : ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ 

สำนักพิมพ์ : Illuminations Editions 

ราคา : 240 บาท  

เรื่องราวการพิจารณาคดีนักบินรบคนหนึ่งที่ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ที่ถูกจี้ทิ้ง เราเอาอะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่ ใครควรตาย และถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อ่านจบได้ใน 3 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์ในเรื่องจะทำให้เราเถียงกับตัวเองจนถึงแก่นไปอีกนานแสนนาน

 สะพรึง : Terror นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

5 บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน

นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

เรื่องราวของบัลซัค นักเขียนที่ไม่เคยหลงทาง คิดท้อถอย หรือยอมแพ้ในเป้าหมายหลักที่ตนอยากทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นของเขาไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไหร่ก็ตาม อ่านแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ฉายาว่าเป็นจักรพรรดินักเขียน

บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

ร้านหนังสือเดินทาง (Passport Bookshop)

ที่ตั้ง ​: 523 ถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 18.00 น. ปิดวันจันทร์

โทรศัพท์ : 0 2629 0694

Facebook : ร้านหนังสือเดินทาง – Passport Bookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

หนุ่ม หนังสือเดินทาง

‘หนุ่ม หนังสือเดินทาง’ เป็นชื่อที่ได้มาจากการทำร้านหนังสือเดินทางของ ‘อำนาจ รัตนมณี’ เขามีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือ พูดคุยเรื่องร้านหนังสือ และปฏิสัมพันธ์กับคนที่รักหนังสือ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

อรุณแรกของปี 2022 ฤดูหนาวที่บ้านๆน่านๆ อุ่นขึ้นโข ต่างจากเมื่อปลายธันวา 2021 ที่ควานหาเสื้อกันหนาว ถุงเท้า หมวก ผ้าพันคอกันวุ่น ฉันวางแก้วกาแฟดำลงบนโต๊ะปูนเปลือยหลังห้องสมุด ทำเลใหม่สำหรับจิบเบียร์ยามค่ำ จิบกาแฟยามเช้า ของชาวบ้านๆน่านๆ เปิดก๊อกน้ำ รดต้นไม้

โดยปกติมันเป็นเวลาที่ผ่อนคลาย เบิกบาน

หากวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ฉันสังเกต เฝ้ามองมันมาครึ่งเดือนได้ละ ไม้ยืนต้นต้นเดียวหลังห้องสมุดที่ยังมีอยู่ มันทยอยทิ้งใบ หากยังคงดอกขาวพราวไว้ตามกิ่งก้าน ให้อุ่นใจว่า หน้าหนาวก็เช่นนี้แล ไม้ใหญ่ทิ้งใบให้ชีพยืนยง

เช้านี้ ใบผลิใหม่ที่เคยสดใส สีเขียวอ่อน เปลี่ยนเป็นคล้ำหมอง อับเฉา มั่นใจได้เลยมันไม่รอดแน่

แม้จะไม่เบิกบาน แต่ฉันก็ไม่ซึมเซาเหมือนที่เคยเป็น

เริ่มด้วยมะม่วง ต่อด้วยมะม่วง ตามด้วยอะโวคาโด ปีบ จำปา และมะรุมตามลำดับ แต่ละต้นกำลังอยู่ในวัยสะพรั่งให้ดอกให้ผล งดงาม อุดมสมบูรณ์

พองดงาม ให้ดอกให้ผล ให้ติดใจ ก็จากไปในฤดูหนาวเสมอ

10 ปีเข้ามาละ นับตั้งแต่วันที่ตั้งต้นให้มีให้เป็น ‘บ้านๆน่านๆ’ ห้องสมุดและเกสต์โฮม

10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม

ขวบปีแรก เราทำห้องสมุดคู่กับที่พัก ทั้งสองอย่างเล็ก ๆ ดูแลง่าย ขวบปีถัดมา เราทำคาเฟ่กับร้านหนังสือ ทั้งสองอย่างเล็ก ๆ ดูแลไม่ยาก รวมเป็น 4 อย่างที่เราจัดการดูแล ฉันพบว่าความสุขเป็นสิ่งที่หาง่าย และความทุกข์ก็หาได้ไม่ยาก

ทุกอย่างที่เราทำเติบโต เติบโต และเติบโต ในพื้นที่ 196 ตารางวา ในบ้านไม้ 2 ชั้น 2 หลัง ที่เราบริหารจัดการใส่แต่ละสิ่ง ผสมผสานให้รสมันดีงาม ไปกันได้ ไม่ท้องเสีย ไม่ท้องผูก

เรามีห้องสมุดที่ให้บริการอ่าน ยืมหนังสือ ให้ใช้พื้นที่ สำหรับทุกชาติ ทุกชนชั้น

หนังสือนับหมื่นเล่ม (ที่ส่วนใหญ่คัดสรรแล้ว) ในห้องสมุด กิจกรรมนานาระหว่างปี ล้วนมีที่มาจากมิตรสหายและครอบครัว จำนวนหนังสือเพิ่มขึ้นตามวันเวลา จำนวนผู้มาใช้ห้องสมุดก็เช่นกัน เราเขียนกติกาการใช้ห้องสมุดให้เป็นไปโดยไม่รบกวนตัวเอง ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องใจกว้างพอที่จะรับใครก็ไม่รู้เข้ามาสู่พื้นที่ของครอบครัวด้วย

แต่คนแบบไหนล่ะที่เข้าห้องสมุด ชอบอ่านหนังสือ เราจะกลัวเกรงไปไย

10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม

ภาพผู้คน ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งคนในพื้นที่ เอกเขนกนั่งนอนอ่านในห้องสมุด อ่านกันยาวนานจริงจังเป็นครึ่งวัน ค่อนวัน มีให้เห็นมากขึ้น ๆ

เราทำห้องสมุดโดยรู้อยู่เต็มอกว่า มันไม่ได้เงินทองโดยตัวมันเองดอก แต่ก็พอจะรู้ว่าห้องสมุดจะเป็นตัวเรียกทรัพย์ปัญญา ทรัพย์เงินทอง มาให้เราในที่สุด

เรามีห้องพักที่เน้นขายความเงียบ ขายความน้อย อยู่ชั้นบนของบ้านเจ้าของบ้าน 4 ห้อง และอยู่ชั้นสองของห้องสมุดอีก 2 ห้อง รวม 6 ห้อง ลูกค้าชาวไทย ชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งเลือกมาพักที่นี่ เพราะเรามี ห้องสมุด ช่างน่าชื่นใจ รัก ชอบ จะมาพักก็เปิดอินเทอร์เน็ตดูรูป อ่านกติกา หาโลเคชัน ให้ชัดก่อนตัดสินใจจอง

พอมีห้องสมุด มีที่พัก ก็น่าจะมีกาแฟสดให้ดื่มด่ำ  

โต๊ะ เก้าอี้ สำหรับอ่าน ทำงานในห้องสมุด ต้นไม้ การตกแต่งและบรรยากาศเหมาะที่จะดื่ม จะจิบอยู่แล้ว แล้วยังมีห้องสี่เหลี่ยมขนาด 2 x 3 เมตร อยู่ห้องหนึ่ง เพียงย้ายสัมภาระออก ก็เป็นห้องชงกาแฟได้เหมาะเจาะ

ตลอดวันเวลาที่เป็นคาเฟ่ จวบจนบัดนี้ เรามีบาริสต้า 3 คน

10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม

คนแรกเป็นนักดนตรี กลางคืนร้องเพลงเล่นกีตาร์ กลางวันชงกาแฟ

คนที่ 2 เป็นเจ้าของห้องสมุดผู้คิดผู้ทำ บ้านๆน่านๆ

คนปัจจุบันเป็นกวี นอกจากการชงกาแฟแล้ว การเขียนบทกวีคล้ายจะเป็นชีวิตของเขาคู่กับ การอ่านหนังสือและดื่มเบียร์แบบไม่หยุดหย่อน บทสนทนาในท่วงทำนองหนังสือหนังหา ในจังหวะของบท กวี มีเสมอ ๆ เมื่อบาริสต้ารับออเดอร์แล้วคุณเอ่ยเอื้อนออกปากชวนเขาจำนรรจา

เราขายหนังสือด้วย

เขียนป้ายบนแผ่นไม้ด้วยชอล์กสี เหนือผนังชั้นวางหนังสือขายว่า Banban Nannan Book Shop จะเขียนด้วยภาษาไทยว่า ‘ร้าน’ ก็ฟังดูใหญ่โต เราไม่ได้มีหนังสือแน่น ๆ เต็มพื้นที่เหมือนร้านหนังสืออื่นเขา เราเลือกหนังสือจากไม่กี่สำนัก และจากนักเขียนไม่กี่คนมาวางขาย

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน
Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

ทว่าความน้อยกลับคือความโดดเด่น หนังสือแต่ละเล่มหันหน้าอวดปก โชว์ตัว ให้คนเลือกซื้อเห็นเต็ม ๆ ตา ให้เปิดอ่านกันเต็ม ๆ ใจ เรียงรายกระทบแสงไฟอยู่บนชั้นไม้ติดผนังแข็งแรง ราวกับมันคือชิ้นงานศิลปะที่ศิลปินนำมาจัดแสดง คอยเรียกผู้คนให้เข้าไปหา ราวกับตกอยู่ในภวังค์

มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในสถานที่นี้

เราจึงพบเห็นทั้งคนอ่านคนซื้อหนังสือจริงมากมาย และคนตั้งท่าถ่ายรูปกับหนังสือจังมากมาย

หนังสือที่เลือกมาขาย เป็นของนักเขียน/สำนักที่เรารู้จักคุ้นเคย และมีเนื้อหาที่เราสนใจ ทั้งยังไม่ค่อยจะมีขายในร้านหนังสือทั่ว ๆ ไป อันได้แก่หนังสือของ สนพ.บางลำพู ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์, สนพ. Shine Publishing House ของ วาด รวี, สนพ.ลูกสมุน (งานเขียนของ วัฒน์ วรรลยางกูร), สนพ.สมมติ (ส่วนใหญ่จะเป็นบทกวีและการเมือง), สนพ.10 มิลลิเมตร, หนังสือชุด ชายคาเรื่องสั้น, หนังสือรวมบทกวีของกวีหน้าใหม่, หนังสือของ สนพ.อ่าน (ซึ่งตอนนี้มีอยู่ไม่มาก), สำนักไต้ฝุ่นของ ปราบดา, สำนัก Sunday Afternoon ของ ปาลิดา พิมพะกร, สนพ.แซนด์วิช, สนพ.ไรท์เตอร์, สำนักกะทิกะลาของ ศุ บุญเลี้ยง และหนังสือบางเล่มของบางนักเขียน

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน
Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

ในยุคสมัยที่บ้านเมืองมีร้านหนังสือน้อยนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด โอกาสที่จะพบเจอ หนังสือที่ชอบที่ใช่บนแผงจึงน้อยตาม ความเป็นสิ่งละอันพันละน้อยของเรา ทั้งที่พัก ห้องสมุด และคาเฟ่ คือตัวเชิญชวนให้ผู้คนมาพบเจอหนังสือหลายปกหลายเล่มที่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักคนเขียน แต่เมื่อได้เปิด อ่าน ทำให้เขาพบว่า หนังสือที่ชอบที่ใช่ มีอยู่ที่นี่

แน่นอนว่าเราได้เงิน ได้ส่วนแบ่งจากการขายหนังสือ

แต่อื่นใดที่สำคัญกว่า มีความหมายกว่า คือการทำให้ผู้คนรู้จักและอ่านหนังสือที่เราเลือกสรร

หนังสือที่เลือกสรร นำพาเราเปิดประตูสู่โลกแห่งความรู้ ที่เคยปิดตายมายาวนาน

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน
Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

แนะนำหนังสือ

1

วัยหนุ่ม รวมความเรียงคัดสรร ในรอบ 15 ปี ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (2002 – 2017)

ผู้เขียน : วรพจน์ พันธุ์พงศ์

สำนักพิมพ์ : บางลำพู

ราคา : ปกอ่อน 450 บาท ปกแข็ง 690 บาท

ความเรียงกว่า 50 ชิ้น ในรอบ 15 ปี (2002 – 2017) ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนังสือหนา 480 หน้า อ่านอิ่มกับตัวตน เรื่องราว การงาน ความคิด ความเชื่อ ทรรศนะของวรพจน์ในแต่ละช่วงปี

2

ด้วยรักแห่งอุดมการณ์

ผู้เขียน : วัฒน์ วรรลยางกูร

สำนักพิมพ์ : ลูกสมุน

ราคา : 350 บาท

‘ด้วยรักแห่งอุดมการณ์’ เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมือง ว่าด้วยหนุ่มสาวนักอุดมคติที่มีความคิดฝันดีงาม เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมบ้านเมืองจากเงื้อมมือเผด็จการศักดินาและบรรดาขุนศึกให้เป็นสังคมอุดมคติ ให้ประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ปัจจุบัน วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นผู้ลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

3

เสรีนิยมยืนขึ้น

ผู้เขียน : ปราบดา หยุ่น

สำนักพิมพ์ : ไต้ฝุ่น

ราคา : 295 บาท

‘เสรีนิยมยืนขึ้น’ เป็นความเรียงที่ชวนพิจารณาความเป็นมาของแนวคิดเสรีนิยม ความแตกต่างระหว่างเสรีนิยมในประเทศที่เป็น ‘สมัยใหม่’ กับประเทศที่ยังอยู่ในเงาของจารีตนิยม ‘ก่อนสมัยใหม่’ และชวนทบทวนถึงพื้นที่ของผู้มีแนวคิดเป็นเสรีนิยมในสังคมจารีต ที่มักกล่าวหาว่าเสรีนิยมเป็นภัยต่อความมั่นคง บนความเชื่อที่ว่าการพัฒนาสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและความเป็นประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการยอมรับแนวคิดเสรีนิยมอย่าจริงใจและจริงจังให้ได้เสียก่อน

4

ย่ำรุ่งอันยาวนาน

ผู้เขียน : รชา พรมภวังค์

สำนักพิมพ์ : Shine Publishing House

ราคา : 300 บาท

รวมบทกวีหลายรสของคนหนุ่ม ทั้งสุข เศร้า เหงา รัก การเมือง ‘ความรักไม่เคยถูกค้นพบ เธอไปถึงขอบโลก ขณะที่ฉันเพิ่งเดินทาง’ (เสี้ยวหนึ่งของบทกวีในเล่ม)

5

กวีราษฎร

ผู้เขียน : ไม้หนึ่ง ก.กุนที

จัดพิมพ์ : Lookshine

ราคา : ปกอ่อน 500 บาท ปกแข็ง 700 บาท

รวมบทกวี ของ ไม้หนึ่ง ก.กุนที ที่แทบจะครบทุกชิ้น ทั้งที่ไม่เคยตีพิมพ์แล้วและตีพิมพ์แล้ว (บางเราในนคร, รูปทรง มวลสาร พลังงาน และความรัก, สถาปนาสถาบันประชาชน)

ไม้หนึ่ง ก.กุนที ถูกยิงตายอย่างอุกอาจกลางลานจอดรถร้านครกไม้ไทยลาว ย่านลาดปลาเค้า กรุงเทพฯ เมื่อ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557 และจวบจนถึงวันนี้ คดียังไม่มีความคืบ คนร้ายยังคงลอยนวล

สั่งซื้อได้ที่ Facebook : Banban Nannan library and guest home

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

ชโลมใจ ชยพันธนาการ

อดีตข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดน่าน สอนวิชาภาษาไทย ผู้พานักเรียนเขียนหนังสือ ทำหนังสือ ขายหนังสือ ปัจจุบัน เจ้าของห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ ให้บริการที่พัก คาเฟ่ ห้องสมุด ขายหนังสือ ช่องทางติดต่อ : Banban Nannan library and guest home

Photographer

ทิฐธรรม คลี่ใบ

ช่างภาพ เจ้าของเพจ Momanggo Studio

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load