31 พฤษภาคม 2562
14 K

ไม่กี่วันก่อน เราได้รับข่าวว่าบริษัทออกแบบภูมิทัศน์และเมืองสัญชาติไทยที่ออกแบบงานเจ๋งๆ มาแล้วมากมายอย่าง Shma เพิ่งชนะการประกวดแบบ โครงการ Pasir Ris Central ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูย่านชานเมืองริมทะเลของประเทศสิงคโปร์

โดยตอนนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ล่าสุด ที่พยายามกระจายการพัฒนาและความเจริญออกไปยังพื้นที่รอบนอกเมืองมากขึ้น

หลังจากดำเนินการพัฒนาพื้นที่ศูนย์กลาง ย่านธุรกิจ ไปจนถึงย่านท่องเที่ยว จนประสบความสำเร็จไร้ข้อกังขาในความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอันดับหนึ่งในอาเซียน ที่ทั้งเศรษฐกิจ เมือง และต้นไม้ เติบโตไปพร้อมกันอย่างร่วมมือร่วมใจ

นอกจากงานออกแบบล้ำๆ แล้ว ความเจ๋งของ Pasir Ris Central คือการเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่มอบพื้นที่สาธารณะคุณภาพดี พื้นที่สีเขียวที่สอดคล้องกับระบบนิเวศพื้นถิ่น และเชื่อมโยงการสัญจรด้วยการเดินและจักรยานให้ชุมชนโดยรอบ

โครงการ Pasir Ris Central จึงเป็นหนึ่งในหลายๆ พื้นที่ชานเมืองที่ตอนนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังเริ่มดำเนินการพัฒนาฟื้นฟู เพื่อคุณภาพชีวิตของชาวสิงคโปที่เรียกว่าดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

เกริ่นมาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า ชานเมืองริมทะเลของสิงคโปร์จะหน้าตาเป็นยังไงและโครงการ Pasir Ris Central นี้ซ่อนแนวคิดเท่ๆ อะไรไว้อีกบ้าง คำตอบอยู่ในบทสนทนากับ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบสุดล้ำโครงการนี้

01

แผนพัฒนาที่มาจากข้อคิดเห็นประชาชน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและเมืองของสิงคโปร์เมื่อ 10 ปีก่อนจะเน้นไปที่ภูมิภาคส่วนกลางของประเทศ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ จึงได้เห็นแลนด์มาร์กสุดเท่อย่าง Marina Bay Sand ไปจนถึง Garden by the Bay ตั้งเด่นอยู่อย่างสง่างาม

ประพันธ์เริ่มอธิบาย “แน่นอนว่าการพัฒนาศูนย์กลางดึงดูดการลงทุนจากนานาประเทศและนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลไปเยี่ยมชม แต่ชาวสิงคโปร์เองไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านั้นโดยตรง เพราะที่ดินในย่านกลางเมืองนั้นแพงระยับ คนที่สามารถจ่ายเพื่ออาศัยอยู่บริเวณนั้นได้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่า

“เมื่อได้ข้อคิดเห็นจากประชาชน ดังนั้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้ Nation Wide มากขึ้น โดยกระจายความเจริญออกไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆ ของเกาะ”

02

เมืองที่คนรวยโหนรถไฟฟ้า

“แผนล่าสุดของสิงคโปร์คือกำลังจะสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า MRT (Mass Rapid Transit) เพิ่มครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ทุกบ้านสามารถเดินมาถึงระบบขนส่งมวลชนได้ และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในประเทศก็สามารถนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาถึงกลางเมืองสิงคโปร์ได้ใน 45 นาที”

หน่วยงานพัฒนาเมืองที่สำคัญของสิงคโปร์คือ กระทรวงพัฒนาแห่งชาติ (Ministry of National Development หรือ MND) เป็นกระทรวงสำคัญของรัฐบาลในการรับผิดชอบต่อการใช้ที่ดินระดับชาติ โดยมีหน่วยงานในสังกัดคือ องค์กรพัฒนาเมืองสิงคโปร์ (The Urban Redevelopment Authority หรือ URA) เพื่อดูแลแผนด้านการพัฒนากายภาพเมืองทั้งหมด

ประพันธ์เสริมต่อว่า “เพราะพื้นที่มีจำกัด การพัฒนาแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการคิดมาอย่างละเอียด รอบคอบ และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“และเมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่คนจนสามารถซื้อรถยนต์ใช้ได้ แต่คือเมืองที่คนรวย (และคนทุกระดับชั้น) ยินดีใช้บริการระบบขนส่งมวลชนของประเทศต่างหาก” 

03

เสรีภาพเพื่อความเสมอภาค

“Pasir Ris เป็นชื่อย่านตากอากาศริมทะเลทางฝั่งภูมิภาคตะวันออกของเกาะ เพราะไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนิยมไปกันนัก ย่านนี้จึงมีที่พักราคาเป็นมิตรที่คนท้องถิ่นนิยมไปพักผ่อนกันช่วงวันหยุด เทียบให้เห็นภาพก็คงประมาณหาดบางแสนบ้านเรา

“หนึ่งในแผนกระจายการพัฒนาและความเจริญไปยังพื้นที่รอบนอกภูมิภาคส่วนกลางของสิงคโปร์ก็คือ ผังแม่บท (Masterplan) การพัฒนาย่าน Pasir Ris ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา URA เปิดให้เหล่าชาวสิงคโปร์เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกันอย่างเสรี เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของทุกคนในประเทศ

“เช่น คนจำนวนมากบอกว่าอยากเก็บทางเดินและทางจักรยานไว้ให้มากที่สุด ไม่อยากให้เน้นการใช้รถ URA ก็บรรจุความต้องการเหล่านั้นลงไปในผังแม่บท โดยเหล่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” ประพันธ์เล่าพร้อมเปิดภาพงานออกแบบโครงการ Pasir Ris Central ให้เราดู

04

Put the Right Man On the Right Job

“ในผังแม่บทพัฒนาย่าน Pasir Ris แบ่งพื้นที่การพัฒนาออกเป็นหลากหลายส่วน แต่ละส่วนมีช่วงเวลาดำเนินการต่างกัน และส่วนแรกที่จะถูกพัฒนาขึ้นคือโครงการ Pasir Ris Central ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้า MRT Central Green Way ทำให้ต้องพัฒนาส่วนนี้ก่อน

“การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า (Transit Oriented Development หรือ TOD) เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นพื้นที่รองรับและแจกคนไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของย่าน” 

ประพันธ์อธิบายต่อว่า “Allgreen Properties Limited ร่วมกับ Kerry Properties Limited และ Shma ชนะการประกวดแบบโครงการ Pasir Ris Central เพื่อพัฒนาเป็นอาคาร Mixed Use โดยด้านบนจะถูกพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้อยู่อาศัย ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขายเพื่อเอากำไร

“ในขณะที่พื้นที่ด้านล่างทั้งหมดจะต้องเปิดเป็นสาธารณะ ประกอบไปด้วยพื้นที่พาณิชยกรรมร้านรวงต่างๆ Bus Terminal พื้นที่เปลี่ยนถ่ายการสัญจรจากทางรางไปยังรถยนต์ จักรยาน การเดินเท้า นอกจากนี้ ยังมีสวนเขียวและพื้นที่กิจกรรมอีกนับไม่ถ้วนที่แม้จะเป็นอาคาร Mixed Use ของเอกชน แต่คนทั่วไปต้องสามารถเข้ามาใช้งานได้เฉกเช่นพื้นที่ของรัฐบาลที่คนทั่วไปสามารถใช้งานได้อย่างเสรี

“นี่ไม่ใช่ตัวอย่างแรกของความชาญฉลาดของรัฐบาลสิงคโปร์ ในการบริหารความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้ลงทุนการก่อสร้างในโครงการทั้งหมด แต่ภาครัฐและประชาชนก็ได้พื้นที่อำนวยความสะดวกคุณภาพดีมาด้วยเป็นของแถม” ประพันธ์เล่ายิ้มๆ

05

เชื่อมโยงจากป่าในเมืองสู่มหาสมุทร

อีกหนึ่งแผนการพัฒนาที่สิงคโปร์กำลังทำอยู่อย่างขะมักเขม้นคือ การเชื่อมสวนเขียวน้อยใหญ่บนเกาะเข้าหากันเป็นโครงข่ายด้วยเส้นทางเดินและทางจักรยาน (Park Connector Network หรือ PCN)

ประพันธ์เล่าต่อว่า “Pasir Ris ถือเป็นหมุดหมายปลายทางของโครงข่าย PCN ภูมิภาคตะวันออก ก่อนจะออกไปสู่ป่าโกงกางและชายทะเล มีการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นคลองเส้นยาวซึ่งยังอุดมสมบูรณ์มาก จนสามารถพบเห็นตัวนากและหิ่งห้อยแวะเวียนมาทักทายผู้คนในพื้นที่อยู่เสมอ

“สิงคโปร์ไม่พัฒนาประเทศแผ่ออกทางราบเยอะ เพราะรู้ดีว่าที่ดินของตัวเองมีอยู่อย่างจำกัด แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว หนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าการสร้างอาคารจะไม่ไปเบียดเบียนพื้นที่สีเขียวคือ Landscape Replacement Area

“ซึ่งมีหลักการคือ พื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะที่เกิดขึ้นในโครงการทั้งหมดจะต้องมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ดินโครงการก่อนการก่อสร้าง พูดง่ายๆ ก็คือแม้จะสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ทับที่ดิน แต่พื้นที่สีเขียวจะมีมากกว่าเดิม ซึ่งคำว่าพื้นที่สีเขียวในที่นี้นับรวมตั้งแต่สวน ไปจนถึงกระบะต้นไม้ในโครงการ”

06

ปลูกป่าและปลูกการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

ประพันธ์อธิบายต่อว่า “โครงการ Pasir Ris Central เป็นการพัฒนาที่ดินทางตั้งที่สอดแทรกสวนเขียวไว้ทุกอณู โดยคืนพื้นที่สีเขียวตามมาตรการ Landscape Replacement Area ไปถึง 11 เปอร์เซ็นต์จากพื้นที่ดินโครงการ

“ในแต่ละชั้นของอาคารมีการดึงคาแรกเตอร์ธรรมชาติมาจากพื้นที่ย่าน Pasir Ris โดยให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งาน และในการเลือกพันธุ์ไม้แต่ละชนิดมาใช้ในโครงการ ต้องมีเอกสารรับรองว่าสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกด์ไซได้ในปริมาณเท่าไหร่

“ชั้นล่างที่มีความเป็นสาธารณะที่สุด ออกแบบแลนด์สเคปโดยได้แรงบันดาลใจจาก Coastal Forest ซึ่งมีความชุ่มชื้น ในขณะที่ชั้นต่อมาซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งกิจกรรมมีร้านรวงมากมาย ออกแบบด้วยคอนเซปต์ Beach Forest ซึ่งลักษณะทางกายภาพตามธรรมชาติจะแห้งกว่า และถัดขึ้นมาที่ชั้นสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้อยู่อาศัยในโครงการ รายล้อมไปด้วยแลนด์สเคปคอนเซปต์ Estuarium ซึ่งชุ่มชื้นที่สุด

“โครงการ Pasir Ris Central ใช้ประโยชน์จากการที่อาคารมีลักษณะซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และมีต้นไม้อยู่ตามขอบตึก ในการดูดซับและบำบัดน้ำฝนมากักเก็บไว้ต่อในโครงการ เป็นระบบการดูแลรักษาต้นไม้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน”

ขอขอบคุณ : Allgreen Properties Limited, Kerry Properties Limited, Shma Company  Limited และ HDB Singapore
อ้างอิง: บทความ  Looking Back to the Future for Singapore City Strategy 2014 – 2030
โดย 
อาจารย์ศิวพงศ์ ทองเจือ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load