ไม่กี่วันก่อน เราได้รับข่าวว่าบริษัทออกแบบภูมิทัศน์และเมืองสัญชาติไทยที่ออกแบบงานเจ๋งๆ มาแล้วมากมายอย่าง Shma เพิ่งชนะการประกวดแบบ โครงการ Pasir Ris Central ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูย่านชานเมืองริมทะเลของประเทศสิงคโปร์

โดยตอนนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ล่าสุด ที่พยายามกระจายการพัฒนาและความเจริญออกไปยังพื้นที่รอบนอกเมืองมากขึ้น

หลังจากดำเนินการพัฒนาพื้นที่ศูนย์กลาง ย่านธุรกิจ ไปจนถึงย่านท่องเที่ยว จนประสบความสำเร็จไร้ข้อกังขาในความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอันดับหนึ่งในอาเซียน ที่ทั้งเศรษฐกิจ เมือง และต้นไม้ เติบโตไปพร้อมกันอย่างร่วมมือร่วมใจ

นอกจากงานออกแบบล้ำๆ แล้ว ความเจ๋งของ Pasir Ris Central คือการเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่มอบพื้นที่สาธารณะคุณภาพดี พื้นที่สีเขียวที่สอดคล้องกับระบบนิเวศพื้นถิ่น และเชื่อมโยงการสัญจรด้วยการเดินและจักรยานให้ชุมชนโดยรอบ

โครงการ Pasir Ris Central จึงเป็นหนึ่งในหลายๆ พื้นที่ชานเมืองที่ตอนนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังเริ่มดำเนินการพัฒนาฟื้นฟู เพื่อคุณภาพชีวิตของชาวสิงคโปที่เรียกว่าดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

เกริ่นมาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า ชานเมืองริมทะเลของสิงคโปร์จะหน้าตาเป็นยังไงและโครงการ Pasir Ris Central นี้ซ่อนแนวคิดเท่ๆ อะไรไว้อีกบ้าง คำตอบอยู่ในบทสนทนากับ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบสุดล้ำโครงการนี้

01

แผนพัฒนาที่มาจากข้อคิดเห็นประชาชน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและเมืองของสิงคโปร์เมื่อ 10 ปีก่อนจะเน้นไปที่ภูมิภาคส่วนกลางของประเทศ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ จึงได้เห็นแลนด์มาร์กสุดเท่อย่าง Marina Bay Sand ไปจนถึง Garden by the Bay ตั้งเด่นอยู่อย่างสง่างาม

ประพันธ์เริ่มอธิบาย “แน่นอนว่าการพัฒนาศูนย์กลางดึงดูดการลงทุนจากนานาประเทศและนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลไปเยี่ยมชม แต่ชาวสิงคโปร์เองไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านั้นโดยตรง เพราะที่ดินในย่านกลางเมืองนั้นแพงระยับ คนที่สามารถจ่ายเพื่ออาศัยอยู่บริเวณนั้นได้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่า

“เมื่อได้ข้อคิดเห็นจากประชาชน ดังนั้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้ Nation Wide มากขึ้น โดยกระจายความเจริญออกไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆ ของเกาะ”

02

เมืองที่คนรวยโหนรถไฟฟ้า

“แผนล่าสุดของสิงคโปร์คือกำลังจะสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า MRT (Mass Rapid Transit) เพิ่มครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ทุกบ้านสามารถเดินมาถึงระบบขนส่งมวลชนได้ และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในประเทศก็สามารถนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาถึงกลางเมืองสิงคโปร์ได้ใน 45 นาที”

หน่วยงานพัฒนาเมืองที่สำคัญของสิงคโปร์คือ กระทรวงพัฒนาแห่งชาติ (Ministry of National Development หรือ MND) เป็นกระทรวงสำคัญของรัฐบาลในการรับผิดชอบต่อการใช้ที่ดินระดับชาติ โดยมีหน่วยงานในสังกัดคือ องค์กรพัฒนาเมืองสิงคโปร์ (The Urban Redevelopment Authority หรือ URA) เพื่อดูแลแผนด้านการพัฒนากายภาพเมืองทั้งหมด

ประพันธ์เสริมต่อว่า “เพราะพื้นที่มีจำกัด การพัฒนาแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการคิดมาอย่างละเอียด รอบคอบ และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“และเมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่คนจนสามารถซื้อรถยนต์ใช้ได้ แต่คือเมืองที่คนรวย (และคนทุกระดับชั้น) ยินดีใช้บริการระบบขนส่งมวลชนของประเทศต่างหาก” 

03

เสรีภาพเพื่อความเสมอภาค

“Pasir Ris เป็นชื่อย่านตากอากาศริมทะเลทางฝั่งภูมิภาคตะวันออกของเกาะ เพราะไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนิยมไปกันนัก ย่านนี้จึงมีที่พักราคาเป็นมิตรที่คนท้องถิ่นนิยมไปพักผ่อนกันช่วงวันหยุด เทียบให้เห็นภาพก็คงประมาณหาดบางแสนบ้านเรา

“หนึ่งในแผนกระจายการพัฒนาและความเจริญไปยังพื้นที่รอบนอกภูมิภาคส่วนกลางของสิงคโปร์ก็คือ ผังแม่บท (Masterplan) การพัฒนาย่าน Pasir Ris ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา URA เปิดให้เหล่าชาวสิงคโปร์เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกันอย่างเสรี เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของทุกคนในประเทศ

“เช่น คนจำนวนมากบอกว่าอยากเก็บทางเดินและทางจักรยานไว้ให้มากที่สุด ไม่อยากให้เน้นการใช้รถ URA ก็บรรจุความต้องการเหล่านั้นลงไปในผังแม่บท โดยเหล่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” ประพันธ์เล่าพร้อมเปิดภาพงานออกแบบโครงการ Pasir Ris Central ให้เราดู

04

Put the Right Man On the Right Job

“ในผังแม่บทพัฒนาย่าน Pasir Ris แบ่งพื้นที่การพัฒนาออกเป็นหลากหลายส่วน แต่ละส่วนมีช่วงเวลาดำเนินการต่างกัน และส่วนแรกที่จะถูกพัฒนาขึ้นคือโครงการ Pasir Ris Central ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้า MRT Central Green Way ทำให้ต้องพัฒนาส่วนนี้ก่อน

“การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า (Transit Oriented Development หรือ TOD) เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นพื้นที่รองรับและแจกคนไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของย่าน” 

ประพันธ์อธิบายต่อว่า “Allgreen Properties Limited ร่วมกับ Kerry Properties Limited และ Shma ชนะการประกวดแบบโครงการ Pasir Ris Central เพื่อพัฒนาเป็นอาคาร Mixed Use โดยด้านบนจะถูกพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้อยู่อาศัย ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขายเพื่อเอากำไร

“ในขณะที่พื้นที่ด้านล่างทั้งหมดจะต้องเปิดเป็นสาธารณะ ประกอบไปด้วยพื้นที่พาณิชยกรรมร้านรวงต่างๆ Bus Terminal พื้นที่เปลี่ยนถ่ายการสัญจรจากทางรางไปยังรถยนต์ จักรยาน การเดินเท้า นอกจากนี้ ยังมีสวนเขียวและพื้นที่กิจกรรมอีกนับไม่ถ้วนที่แม้จะเป็นอาคาร Mixed Use ของเอกชน แต่คนทั่วไปต้องสามารถเข้ามาใช้งานได้เฉกเช่นพื้นที่ของรัฐบาลที่คนทั่วไปสามารถใช้งานได้อย่างเสรี

“นี่ไม่ใช่ตัวอย่างแรกของความชาญฉลาดของรัฐบาลสิงคโปร์ ในการบริหารความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้ลงทุนการก่อสร้างในโครงการทั้งหมด แต่ภาครัฐและประชาชนก็ได้พื้นที่อำนวยความสะดวกคุณภาพดีมาด้วยเป็นของแถม” ประพันธ์เล่ายิ้มๆ

05

เชื่อมโยงจากป่าในเมืองสู่มหาสมุทร

อีกหนึ่งแผนการพัฒนาที่สิงคโปร์กำลังทำอยู่อย่างขะมักเขม้นคือ การเชื่อมสวนเขียวน้อยใหญ่บนเกาะเข้าหากันเป็นโครงข่ายด้วยเส้นทางเดินและทางจักรยาน (Park Connector Network หรือ PCN)

ประพันธ์เล่าต่อว่า “Pasir Ris ถือเป็นหมุดหมายปลายทางของโครงข่าย PCN ภูมิภาคตะวันออก ก่อนจะออกไปสู่ป่าโกงกางและชายทะเล มีการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นคลองเส้นยาวซึ่งยังอุดมสมบูรณ์มาก จนสามารถพบเห็นตัวนากและหิ่งห้อยแวะเวียนมาทักทายผู้คนในพื้นที่อยู่เสมอ

“สิงคโปร์ไม่พัฒนาประเทศแผ่ออกทางราบเยอะ เพราะรู้ดีว่าที่ดินของตัวเองมีอยู่อย่างจำกัด แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว หนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าการสร้างอาคารจะไม่ไปเบียดเบียนพื้นที่สีเขียวคือ Landscape Replacement Area

“ซึ่งมีหลักการคือ พื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะที่เกิดขึ้นในโครงการทั้งหมดจะต้องมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ดินโครงการก่อนการก่อสร้าง พูดง่ายๆ ก็คือแม้จะสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ทับที่ดิน แต่พื้นที่สีเขียวจะมีมากกว่าเดิม ซึ่งคำว่าพื้นที่สีเขียวในที่นี้นับรวมตั้งแต่สวน ไปจนถึงกระบะต้นไม้ในโครงการ”

06

ปลูกป่าและปลูกการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

ประพันธ์อธิบายต่อว่า “โครงการ Pasir Ris Central เป็นการพัฒนาที่ดินทางตั้งที่สอดแทรกสวนเขียวไว้ทุกอณู โดยคืนพื้นที่สีเขียวตามมาตรการ Landscape Replacement Area ไปถึง 11 เปอร์เซ็นต์จากพื้นที่ดินโครงการ

“ในแต่ละชั้นของอาคารมีการดึงคาแรกเตอร์ธรรมชาติมาจากพื้นที่ย่าน Pasir Ris โดยให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งาน และในการเลือกพันธุ์ไม้แต่ละชนิดมาใช้ในโครงการ ต้องมีเอกสารรับรองว่าสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกด์ไซได้ในปริมาณเท่าไหร่

“ชั้นล่างที่มีความเป็นสาธารณะที่สุด ออกแบบแลนด์สเคปโดยได้แรงบันดาลใจจาก Coastal Forest ซึ่งมีความชุ่มชื้น ในขณะที่ชั้นต่อมาซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งกิจกรรมมีร้านรวงมากมาย ออกแบบด้วยคอนเซปต์ Beach Forest ซึ่งลักษณะทางกายภาพตามธรรมชาติจะแห้งกว่า และถัดขึ้นมาที่ชั้นสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้อยู่อาศัยในโครงการ รายล้อมไปด้วยแลนด์สเคปคอนเซปต์ Estuarium ซึ่งชุ่มชื้นที่สุด

“โครงการ Pasir Ris Central ใช้ประโยชน์จากการที่อาคารมีลักษณะซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และมีต้นไม้อยู่ตามขอบตึก ในการดูดซับและบำบัดน้ำฝนมากักเก็บไว้ต่อในโครงการ เป็นระบบการดูแลรักษาต้นไม้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน”

ขอขอบคุณ : Allgreen Properties Limited, Kerry Properties Limited, Shma Company  Limited และ HDB Singapore
อ้างอิง: บทความ  Looking Back to the Future for Singapore City Strategy 2014 – 2030
โดย 
อาจารย์ศิวพงศ์ ทองเจือ

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load