10 พฤษภาคม 2562
66 K

นครสวรรค์มีแลนด์มาร์กแล้วนะ

เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องตะลึงกับสิ่งก่อสร้างรูปทรงเรียวยาวขนาดใหญ่ พาดลอยขึ้นคล้ายสะพาน ตัวอาคารห่อหุ้มด้วยเหล็กและทองแดง ดูเผินๆ เหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟ จนแทบลืมไปว่าเรากำลังอยู่ในเมืองเล็กๆ ไม่ใช่มหานครใหญ่แต่อย่างใด

สถานที่สุดล้ำยุคนี้ชื่อว่า ‘พาสาน’ ตั้งอยู่บริเวณจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่แม่น้ำสองสี ปิง-วัง และ ยม-น่าน มาบรรจบกันพอดี ตัวสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็นอาคารให้ความรู้เรื่องน้ำ ส่วนพื้นที่รอบๆ ก็เป็นลานสาธารณะให้ประชาชนชาวนครสวรรค์ และนักเดินทางที่ผ่านเมืองนี้ไปมา ได้ใช้บริการ

กว่าจะได้มาเป็นแลนด์มาร์กอย่างที่คุณเห็นตอนนี้ไม่ใช่ง่ายๆ แท้จริงแล้วผ่านการต่อสู้ฝ่าฟันมา 12 ปีกว่าจะสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ตลอด 12 ปี ชาวนครสวรรค์กันเองนี่แหละที่เป็นทั้งผู้ผลักดันและผู้ลงมือทำอยู่ตลอดทาง คนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังคือ ดร.ชเล คุณาวงศ์ คณะกรรมการฝ่ายวิชาชีพสถาปัตยกรรม ฝ่ายวิชาการ อดีตอุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ผู้เป็นชาวนครสวรรค์แต่กำเนิด

ชเลบอกเราว่า หากอยากรู้ว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้สำคัญกับคนนครสวรรค์อย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มนับหนึ่ง

พาสาน, นครสวรรค์
01

ที่มา

นครสวรรค์เป็นเมืองชุมทาง

หากลองกางแผนที่ประเทศไทย แล้วเอานิ้วลากเส้นจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปจังหวัดใดๆ ทางภาคเหนือ ก็จะพบว่าต้องผ่านนครสวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น

นี่คือสาเหตุที่ทำให้นครสวรรค์สมัยก่อนคึกคัก ในเมื่อรถวิ่งไกลๆ แล้วต้องหยุดพัก แถมถนนหนทางก็ไม่ดีเหมือนสมัยนี้ หากชาวภาคกลางจะเดินทางขึ้นเหนือคราใด ขับไปได้ 3 – 4 ชั่วโมงแล้วก็ย่อมต้องหยุดพักใจที่นครสวรรค์อยู่เสมอ

ตัดภาพมาในปัจจุบัน เมื่อถนนพัฒนาขึ้นจนขับรถได้ลื่นไหล คนก็วิ่งผ่านนครสวรรค์ไปโดยไม่คิดจะแวะพัก ทำให้จังหวัดนี้เหงาลงเรื่อยๆ

ชาวนครสวรรค์ทุกคนต่างรู้ปัญหานี้ และเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อฟื้นชีวิตเมืองกลับมา

พาสาน, นครสวรรค์
02

ริเริ่ม

ใช่ โครงการนี้เกิดจากภายในเทศบาลนครสวรรค์เอง

ชเลบอกเราว่า โดยทั่วไปแล้วโครงการพัฒนาเมืองทั่วประเทศมักเป็นคำสั่งที่มาจากส่วนกลาง แต่สำหรับงานนี้คือเทศบาลเองที่ลุกขึ้นมาศึกษาวิจัยเมืองเพื่อจัดทำผังเมืองนครสวรรค์เพื่อให้เมืองมีแนวทางไว้เบื้องต้น หากโปรเจกต์จากกรมโยธาธิการเข้ามาเมื่อไร เทศบาลจะได้มีความเข้าใจเพียงพอที่จะนำมาปรับใช้กับนครสวรรค์

ทีมที่เข้ามาทำงานศึกษาวิจัยประกอบด้วยบริษัทสถาปนิก 3 แห่ง คือ บริษัท เอ-เซเว่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ดีพิคต์ จำกัด และบริษัท องศา สถาปนิก จำกัด ที่ชเลทำงานอยู่ ทุกคนมาสุมหัวกันอยู่ในจังหวัดนี้จนออกมาเป็นแผนเสนอแนวทางพัฒนาเมืองหลากหลายประเภท เช่นการทำเส้นทางจักรยาน ปรับปรุงทางเท้า เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะและลานออกกำลังกาย รวมถึงการสร้างหอชมเมือง

หนึ่งในนั้นคือเกาะยม ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

พื้นที่ที่เราเรียกกันว่า ‘ปากน้ำโพ’ ไม่ได้สำคัญกับแค่คนนครสวรรค์ แต่รวมถึงทั้งประเทศด้วย เพราะเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำสายหลักอันดับหนึ่งที่หล่อเลี้ยงประเทศไทย จึงสมเหตุสมผลทุกประการที่ทีมเลือกพัฒนาบริเวณนี้ก่อนเป็นงานแรก

นี่คือโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ชาวนครสวรรค์จะได้ทำเพื่อชาติโดยตรง

พาสาน, นครสวรรค์
03

ระดมทุน

เมื่อคิดได้คร่าวๆ ว่าจะทำอะไร ขั้นต่อไปคือหาทุนมาทำ

พื้นที่ตรงต้นแม่น้ำมีโฉนดแยกกันอยู่จำนวนมาก และเทศบาลก็ไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอจะไล่ซื้อที่ดินทั้งหมด พวกเขาจึงต้องหาทางเรี่ยไรเงินบริจาค และการรับบริจาคก็ต้องเริ่มจากการทำให้ผู้คนรู้ก่อนว่าโครงการนี้มีตัวตนอยู่

กิจกรรมหลากหลายถูกจัดขึ้น ตั้งแต่ชวนกันมาวาดรูปต้นแม่น้ำเจ้าพระยาและนำไปจัดแสดงพร้อมเล่าเรื่องโครงการ รวมถึงการทำ focus group ที่มีชาวบ้านมาร่วมหารือกันว่าถ้าอยากทำอะไรสักอย่างบนจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะทำอะไรดี

“เราถามเขาว่าอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นอะไร ก็มีคนบอกว่ากวนอิมยักษ์เพราะเขาเป็นชุมชนจีน บ้างว่าควรเป็นหลวงพ่อเดิมยักษ์เพราะหลวงพ่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครสวรรค์ เราก็ถามต่อไปว่า แล้วสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยาได้จริงหรือเปล่า พอไม่มีใครตอบได้ว่ามันจะเป็นได้ยังไง เขาก็ เออ จริงด้วย เริ่มเข้าใจ” ชเลเล่าให้ฟัง

เขาเสริมว่า “คนท้องถิ่นทุกคนต้องอยากให้ท้องถิ่นดีอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือหรือมีส่วนร่วมอย่างไรได้บ้าง”

การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นการยิงปืนครั้งเดียวได้นกหลายตัว ได้ทั้งระดมเงินบริจาค ได้สร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ได้ทำให้เกิดความตระหนักในวงกว้าง จนโครงการไม่อาจล้มเลิกได้ง่ายๆ และสำคัญที่สุดคือ ได้โจทย์ในการประกวดแบบที่มาจากเสียงประชาชนจริงๆ

พาสาน, นครสวรรค์
04

ประกวดแบบ

แม้จะรู้แล้วว่าอยากให้ต้นแม่น้ำเป็นอะไร แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นภาพสิ่งที่จะก่อสร้างในเชิงรูปธรรม

จึงเกิด ‘โครงการประกวดแบบต้นแม่น้ำเจ้าพระยา’ ขึ้น

โจทย์ในการประกวดแบบ ประกอบไปด้วยสองข้อหลักๆ คือ หนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่คนอยากแวะเวียนมาหา และสอง ภายในมีนิทรรศการเล็กๆ สำหรับให้ความรู้เรื่องแม่น้ำเจ้าพระยา

จากโจทย์ 2 ข้อหลักนี้ ชเลร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดงานประกวดแบบ 2 รอบ โดยรอบแรกเป็นการประกวดแบบเปิดกว้างที่ใครอยากสมัครเข้ามาก็ได้ทั้งนั้น จะไม่เป็นสถาปนิกเลย เป็นแค่เด็ก ป.4 ก็ได้ ตราบเท่าที่สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ แล้วรอบที่ 2 จึงค่อยเป็นการนำแนวคิดนั้นมาปั้นให้สร้างได้จริง

ชเลบอกว่า สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ดี อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบบที่ส่งเข้ามามากเท่ากับความคิดเห็นของกรรมการ

การประกวดแบบครั้งนี้ กรรมการประกอบด้วย 1.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง 2.อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน ศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรม 3.ชาตรี ลดาลลิตสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 4.อ.สุภรณ์ โอเจริญ ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น 5.จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ 6.ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตยกรรม 7.ศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการนครสวรรค์ และ 8.อัจฉริยะ โรจนะภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม

สังเกตว่าทีมมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะช่วยให้คำแนะนำด้านศาสตร์การออกแบบและก่อสร้าง และตัวแทนจากท้องถิ่นที่จะช่วยให้ความรู้กรรมการท่านอื่นเกี่ยวกับบริบทของพื้นที่

แบบที่ชนะ จึงเป็นแบบที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนในท้องถิ่นเห็นชอบต้องกัน

พาสาน, นครสวรรค์
05

ได้แบบ

ผู้ที่ชนะคือ ไกรภพ โตทับเที่ยง ผู้ซึ่งกลายมาเป็นกรรมการบริหารบริษัท Fars Studio ในปัจจุบัน

ตอนนั้นชายหนุ่มไกรภพเพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ และอยากลองฝึกวิชากับงานประกวดดู

เขาศึกษานครสวรรค์แล้วพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแถวนั้นจากต่ำสุดถึงสูงสุดขึ้นมาได้มากถึง 9 เมตร เทียบเท่าตึก 3 ชั้น ทำให้เกาะยมเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงแทบทุกปี

ในขณะที่ทีมอื่นๆ ซึ่งเข้ารอบพร้อมไกรภพเสนอประภาคาร หอคอย เขากลับเสนอภูมิสถาปัตยกรรมที่แบนราบไปกับพื้น เพื่อให้กลมกลืนกับทั้งเมืองและแม่น้ำที่โอบล้อมอยู่ รวมถึงออกแบบโดยตั้งใจให้น้ำท่วมถึง

แรกสุดเขาตั้งใจจะคว้านเกาะยมให้น้ำลอดผ่านใต้อาคารได้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อกรมเจ้าท่าทักท้วงว่าความเชี่ยวของน้ำอาจทำให้เกิดอันตรายกับเรือที่ลอดผ่าน จึงปรับจนกลายเป็นอาคารรูปร่างคล้ายสะพานแทน โดยให้ 2 เมตรแรกที่ติดพื้นทำจากคอนกรีต ในขณะที่ส่วนที่พ้นน้ำแน่นอนเป็นโครงสร้างเหล็ก รวมถึงคิดให้ทางเข้าอาคารอยู่ด้านบน เมื่อทำแบบนี้ แม้น้ำท่วมก็จะยังใช้บริการได้ไม่มีปัญหา

อีกข้อดีของทรงสะพานคือเมื่อคนเดินขึ้นไปแล้วจะเห็นทัศนียภาพในระดับที่สูงขึ้นไปตามลำดับ มุมมองที่มีต่อเมืองนครสวรรค์ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดบนสุด ก็จะได้เห็นจุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกันเป็นเจ้าพระยาอย่างชัดเจน พร้อมกับที่เห็นเมืองจากด้านบน

พูดอีกนัยหนึ่งคือ อาคารนี้ช่วย ‘ผสาน’ แม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองนครสวรรค์เข้าด้วยกัน

พาสาน, นครสวรรค์
06

ก่อสร้าง

และแล้วก็มาถึงการเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง

หลังจากประกวดจนได้แบบมา ก็ต้องประมูลหาผู้ก่อสร้าง ซึ่งผลออกมาปรากฏว่าบริษัทที่ประมูลได้คือบริษัท เจริญภัณฑ์พาณิชย์ (1984) จำกัด ก็เป็นชาวท้องถิ่นนครสวรรค์อีก

ความยากของการก่อสร้างอยู่ในรูปแบบอาคารที่บิดพลิ้วคล้ายสายน้ำ นั่นหมายความว่าจะสร้างตึกตรงๆ เหมือนที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว

ผู้รับเหมาต้องไปขวนขวายศึกษาอย่างหนักหน่วง พร้อมความช่วยเหลือของทั้งผู้ออกแบบ เทศบาล และชเลเอง พวกเขาสุมหัวกันปรับแบบเพื่อให้ก่อสร้างได้จริง และนำเครื่องมือ BIM หรือโปรแกรมออกแบบอาคารแบบสามมิติมาใช้คำนวณวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผลัดกันช่วยให้คำแนะนำตลอดการก่อสร้าง

พิจารณาจากงานที่เสร็จออกมาแล้ว นับว่าทุกคนเก่งกันมากจริงๆ

07

ใช้งาน

กลับมาที่ปัจจุบัน

ตอนนี้ที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยามีแลนด์มาร์กขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากขนมโมจิและบึงบอระเพ็ด ให้ผู้ที่เดินทางผ่านนครสวรรค์ได้แวะชื่นชม

แม้พาสานจะยังไม่ได้เปิดใช้งานเต็มที่ เพราะยังมีบางส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยดีนัก แต่แค่พื้นที่เท่าที่เปิดตอนนี้ ก็มีคนพากันมาใช้งานกันมากมาย ทั้งรำไทเก็ก พูดคุย เล่นดนตรี แม้แต่ใช้ชีวิตพักผ่อนเฉยๆ ก็มีเหมือนกัน ทำให้นครสวรรค์ค่อยๆ มีชีวิตชีวากลับขึ้นมาทีละนิดละน้อย

ภาพ : ราเชนทร์  ทองยิ้ม

แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ชเลหวังว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้จะช่วยให้พื้นที่รอบๆ เติบโตไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำทั้งสองฝั่ง เช่น ด้านฝั่งแม่น้ำยมที่สมัยก่อนเคยเป็นเรือนแพ และตลาดเก่าที่เคยมีขายอาหารแบบนครสวรรค์แท้อีกมากมาย เมื่อพาสานสำเร็จแล้ว ก้าวต่อไปคือการรื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้กลับมา

ต้นเจ้าพระยาจะได้กลับมามีสีสันอีกครั้ง

พาสาน, นครสวรรค์
facebook ของพาสาน : PasanNakhonsawan

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ทรงชัย กีรกมลชัย

เกษตรกรระดับประถม ช่างภาพตาบอดสี เป็นมือสมัครเล่นด้านการถ่ายรูป งานประจำเป็นคุณพ่อลูกหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘15 ไร่ กับ 6 กลุ่มผู้ใช้งาน’ คือโจทย์สุดท้าทายที่นักออกแบบจากสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบไปด้วย แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์, ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิก จะมาเล่าถึงโปรเจกต์การพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ ‘บางสะแก’ ให้พวกเราฟัง สำหรับคอลัมน์ Public Space ครั้งนี้

พื้นที่ 15 ไร่นี้มีการใช้งานฟังก์ชันหลายอย่าง เนื่องด้วยเป็นที่ตั้งของวัด ที่ทำการ อบต. โรงเรียน กศน. และสถานีอนามัย รวมอยู่ในไซต์เดียว ซึ่งการแบ่งขอบเขตที่ไม่ชัดเจนของแต่ละกลุ่มผู้ใช้งาน และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางคมนาคมหลักจากทางน้ำมาเป็นทางบกตามยุคสมัย ทำให้การจัดการพื้นที่ของแต่ละส่วนเกิดความสับสน ใช้งานไม่สะดวก แล้วทางสัญจรก็มีการ ‘กลับหัวกลับหาง’ เกิดขึ้น

ภารกิจของเหล่าสถาปนิก คือการระดมสมองกับชาวบ้านเพื่อคลี่คลายปัญหา และที่สำคัญ ต้องออกแบบพื้นที่ที่สื่อสารความพิเศษเฉพาะตัวของตำบลบางสะแก เพื่อรองรับการทำกิจกรรมของชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างที่ชาวบ้านตั้งใจด้วย

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

ที่มา สู่ ที่ไป

บางสะแกเป็นตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านยึดการทำสวนผลไม้เป็นอาชีพหลักกันมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่ง ‘ส้มโอ’ และ ‘ลิ้นจี่’ เป็นของดีประจำถิ่นที่ทุกคนภูมิใจ ว่าหวาน หอม อร่อย

“เราคุยตั้งต้นว่าอยากทำโครงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะในจังหวัดสมุทรสงคราม 2 พื้นที่” แอนเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไป ซึ่งในที่สุดแล้ว บางสะแกก็ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 2 พื้นที่นั้น

“เพิ่งรู้ว่าหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามวัด” สถาปนิกสาวกล่าวถึงปัญหาของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ “กำนันซึ่งเป็นแกนนำก็เลยสนใจอยากผลักดันให้บางสะแกได้มีพื้นที่สาธารณะสักแห่งหนึ่ง จากที่ไม่มีเลย”

ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็ก ๆ ชาวบางสะแก ไม่รู้จะไปรวมตัวกันที่ไหน ได้แต่อาศัยพื้นที่เล็ก ๆ ตามจุดต่าง ๆ ในชุมชนทำกิจกรรม ไม่มีพื้นที่ที่ใช้ได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ อบต. จึงเสนอพื้นที่วัดบางสะแก ที่รายล้อมด้วยสวนส้มโอ-ลิ้นจี่ ริมคลองแควอ้อม ขนาด 15 ไร่ ให้อาศรมศิลป์พัฒนาต่อ ด้วยเหตุผลว่าที่นี่เหมาะเป็น ‘เซ็นเตอร์’ ของชุมชนมากที่สุด

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

“ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นวัด แล้วก็มีส่วนของ อบต. แต่พอเข้าไปดูก็พบว่ามีโรงเรียน มี กศน. มีสถานีอนามัยด้วย” แอนเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จะเรียกว่าเป็นพื้นที่วัดอย่างเดียวก็คงไม่ถูก อาจต้องพูดรวม ๆ ว่าเป็นศูนย์ราชการที่รวม 5 ฟังก์ชันไว้ด้วยกัน

“พื้นที่นี้ไม่ได้มีผังแม่บทสำหรับอนาคต อาคารในไซต์ก็อาศัยสร้างในตำแหน่งที่สร้างสะดวก”

เดิมทีการสัญจรทางน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก วัดบางสะแกซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา และโรงเรียนบางสะแกที่อยู่ข้างกันจึงอยู่ริมน้ำ และหันหน้าไปทางน้ำเพื่อรับคนที่เดินทางด้วยเรือ

วันเวลาผ่านไป เมื่อคลองลดบทบาทลง การสัญจรทางบกเข้ามาแทนที่ อบต. และสถานีอนามัยที่สร้างขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดียวกันจึงหันหน้าไปทางถนน

“คนจะไปวัด เด็กจะไปโรงเรียน ก็เลยต้องตัดเข้าไปใน อบต. กับอนามัยก่อน” ปุ๊กกล่าว เรียกได้ว่า Circulation (เส้นทางสัญจร) ยุ่งเหยิงขึ้น เพราะ ‘ยุคสมัย’ พาให้มีการเปลี่ยนทางเข้าของไซต์ไปโดยปริยาย”

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

รับฟังเรื่องราว

จากนั้นช่วงเวลาของการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็มาถึง

ปุ๊กเล่าว่าบางสะแกมีการทำงานเป็นระบบ อาศรมศิลป์จะทำงานผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก่อน แล้วผู้ใหญ่บ้านก็จะพาไปรู้จักว่า หมู่ของตัวเองมีบริบทอย่างไร ซึ่งเมื่อได้พูดคุยนักออกแบบ ก็ได้เห็นความพิเศษแตกต่างกันไป บางหมู่ก็มีความรู้เรื่องการทำขนมไทย บางหมู่เก่งเรื่องพืชสวน บางหมู่เก่งเรื่องทำสวนผสมผสาน

“ชาวบ้านกระตือรือร้นกันมาก” ปุ๊กเน้นเสียง จากปากคำของเธอ ชาวบางสะแกคือ ‘นัมเบอร์วัน’ ในการมีส่วนร่วม ต่างจากหลายครั้งที่เธอไปลงชุมชน แล้วเกิดปัญหาว่าชาวบ้านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

คนที่นี่อยากพัฒนาตำบลกันอยู่แล้ว พวกเขาอยากให้บางสะแกมีสภาพแวดล้อมที่ดี เศรษฐกิจรุ่งเรือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาซื้อส้มโอกันเยอะ ๆ ให้สมกับความอร่อยที่มี

“เขาพยายามผลักดันให้ชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ก็เลยทดลองจัดงาน Pomelo Run งานวิ่งที่มีกิมมิกเป็นส้มโอ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้รู้จักบางสะแกให้มากขึ้น” และงานวิ่งนี้ก็จัดใช้ไซต์ 15 ไร่นี้เป็นที่จัดงานหลัก

“โชคดีงานนี้จัดในช่วงที่อาศรมศิลป์เริ่มเก็บข้อมูลพอดี นักออกแบบจึงมีโอกาสได้เห็นการใช้พื้นที่ในวันที่คนเยอะ และมองเห็นภาพว่า พื้นที่นี้จะส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้อย่างไร

“15 ไร่นี้ นอกจากต้องรองรับชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา ยังต้องรองรับนักท่องเที่ยวเมื่อมีงานด้วย รวมเป็น 6 กลุ่มผู้ใช้งาน”

‘หนึ่งพื้นที่ แต่ต้องรองรับผู้ใช้งานหลายกลุ่ม’ จึงเป็นประเด็นหลักในการเริ่มออกแบบ

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้
ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

“เด็กอยากได้สนามเด็กเล่นระหว่างรอผู้ปกครองมารับ ผู้ปกครองก็อยากได้ที่รอรับเด็ก ตอนนี้ต้องตากแดดรออยู่บนมอเตอร์ไซค์” ปุ๊กเล่าว่าในวันนั้น มีชาวบ้านมากมายเข้ามาให้ข้อมูล เด็ก ๆ ในโรงเรียนซึ่งเป็นผู้ใช้งานสำคัญของพื้นที่ก็มาด้วย

“อบต. ต้องการพื้นที่ Multi-function จันทร์ถึงศุกร์เป็นที่จอดรถให้คนมาทำงาน หรือคนมาติดต่อราชการ แต่วันเสาร์อาทิตย์ปรับเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมได้

“ส่วนผู้สูงอายุก็อยากได้พื้นที่ออกกำลังกายใกล้ ๆ อนามัย เผื่อเป็นอะไรขึ้นมาจะได้อยู่ใกล้หมอ”

แล้วปัญหาเรื่องเส้นทางสัญจรที่เรากล่าวไปในตอนแรก ก็ตามมาด้วยปัญหา Zoning หรือการแบ่งพื้นที่ใช้งาน

ในอดีต ผู้ใช้งานทุกกลุ่มจะใช้พื้นที่นี้ร่วมกันทั้งหมด แต่เวลาต่อมา บริบทต่าง ๆ ของสังคมก็ทำให้พฤติกรรมการใช้พื้นที่เปลี่ยนไป โรงเรียนต้องการกำหนดพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน วัดก็ต้องการกำหนดเขตสังฆาวาสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีการ ‘ตกลง’ ขอบเขตให้ชัดเจนเสียทีเดียว ความสับสนในการใช้พื้นที่จึงเกิดขึ้นเป็นระยะ

“อย่างตรงนี้ ชุมชนอยากให้เป็นส่วนออกกำลังกาย เขาก็จะไปตั้งที่ออกกำลังกาย ทำลู่วิ่ง ในขณะที่พระท่านก็อยากให้ตรงนั้นเป็นสวนสัปปายะ” แอนพูดถึงสิ่งที่ชาวบ้านเล่าในเวที ประเด็นแบบนี้นี่เองที่นักออกแบบอย่างพวกเขาต้องออกโรงแก้ไข

ทิป-ชัชนิล ซัง อีกหนึ่งภูมิสถาปนิกของอาศรมศิลป์ที่ร่วมรับผิดชอบโปรเจกต์นี้เสริมขึ้นมาว่า เป้าหมายของการออกแบบ คือทำให้ภาพรวมหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ยังใช้งานอย่างเป็นสัดเป็นส่วนได้ในขอบเขตของแต่ละคน แล้วก็มีพื้นที่กลางให้ทุกคนได้เชื่อมสัมพันธ์กัน

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

ลองจัดระบบใหม่

เมื่อได้ยินเสียงสะท้อนแห่งความวุ่นวายจากกระบวนการมีส่วนร่วม อาศรมศิลป์จึงรวบรวมความต้องการของผู้ใช้งานกลุ่มต่าง ๆ แล้วนำมาจัดวางลงบนผังใหม่อย่างเป็นระบบ

“บางทีกิจกรรมของผู้สูงอายุก็ไปรวมอยู่กับพื้นที่เด็กได้” ตามที่ทิปได้กล่าวไป นอกเหนือจากการแบ่งแยกพื้นที่ แนวทางจัดผังใหม่นี้มีการรวมฟังก์ชันที่ใช้ร่วมกันได้ไว้ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้กันด้วย

“พื้นที่ลานปฏิบัติธรรม ก็ไปอยู่ใกล้ อบต. อนามัย พื้นที่ออกกำลังกาย ลู่วิ่ง ก็ไปอยู่ใกล้กับวัด แต่เป็นโซนที่ห่างจากเขตสังฆาวาส” เป้แจกแจงให้เราฟัง

สำหรับเส้นทางสัญจรที่ไม่ลงตัวในตอนแรก ก็ได้รับการคลี่คลายในขั้นตอนนี้

“ถนนหลักเดิมที่รถใช้วิ่ง จะตัดผ่าไปในวัด ระหว่างกุฏิ โบสถ์ และวิหาร ซึ่งการที่รถเข้ามาจอดตรงวิหารเยอะ ๆ ทำให้ความสง่างามของวิหารลดลงไป” เขาค่อย ๆ อธิบาย

“เราเลยทำถนนเส้นใหม่ ให้ผ่านทั้ง อบต. วัด และอนามัย ตรงเข้าไปรับคนที่วงเวียนรับส่ง แล้วก็วนกลับไปจอดที่ลานจอดรถริมถนน รถไม่ต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายถึงข้างในสุด” สำหรับเด็ก ๆ ที่มาโรงเรียนก็เดินต่อไปจากวงเวียนได้ในระยะใกล้ ๆ

“ส่วนถนนเส้นเดิมไม่ได้ยกเลิกนะ แต่ลดความสำคัญลง โดยการเปลี่ยนวัสดุผิวให้ดูเป็นเส้นทางคนเดิน แทนที่จะเป็นเส้นทางรถยนต์”

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

แอนบอกว่าอีกหนึ่งแนวคิดที่กำหนดที่ทิศทางการทำงานของอาศรมศิลป์ คือ การเก็บของเก่าที่มีไว้ รวมถึงการส่งเสริมให้ของเก่าสวยสง่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งของเก่าที่ว่าก็มีต้นสะดือริมน้ำอายุ 200 ปีที่ชาวบ้านถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลกัน และวิหารสมัยอยุธยา

วัดบางสะแกเป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา มีช่วงที่ร้างประมาณ 200 ปี จากนั้นก็กลับมาบูรณะใหม่ โดยมุมมองปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้คนมองเห็นวิหารไม่ค่อยชัด ไม่สง่างามเท่าที่ควร เมื่อมีการปรับปรุง Zoning และ Circulation จึงได้ส่งเสริมให้ของเก่าทรงคุณค่าเหล่านี้ปรากฏให้ชัดเจนกว่าเดิม

“เราทำให้มุมมองสู่วิหารชัดเจนขึ้น และทำให้วิหารมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เกื้อกูลต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น” แอนกล่าว ถนนเส้นใหม่พาให้รถวิ่งมาถึงวิหารได้ แต่ลานกว้างที่เว้นไว้ ก็ทำให้เกิดระยะก่อนจะเข้าสู่สถาปัตยกรรมโบราณ ไม่จอแจเหมือนที่เคย

ส่วนริมน้ำซึ่งเคยเป็นทางเข้าหลักในอดีตที่คนไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว ก็กลายเป็นพื้นที่บรรยากาศดี มีทางเดินเล่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งทางสถาปนิกออกแบบให้คนได้สัมผัสและใกล้ชิดกับน้ำมากขึ้น แต่ไม่กระทบกับแนวคันเขื่อนเดิม ทั้งนี้ ยังมีทางเดินเท้าจากริมน้ำมุ่งไปสู่วิหารหลังงามด้วย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว
โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

ขอเพิ่มกิมมิก

หลังจากนั้น สถาปนิกอาศรมศิลป์ทั้งสามก็พาเราลงรายละเอียดของดีไซน์ในแต่ละพื้นที่ โปรเจกต์ปรับปรุงไซต์บางสะแกในครั้งนี้ นอกจากต้องแบ่งพื้นที่และเส้นทางเดินให้ลงตัวแล้ว เหล่านักออกแบบยังมีหน้าที่ ‘ดึงเอกลักษณ์’ ของพื้นที่ออกมาให้ชาวโลกเห็น ซึ่งเอกลักษณ์ที่ว่า ก็คือส้มโอแสนอร่อยนั่นเอง

“นี่คือลานบางสะแกครับ” เป้เริ่มพาเราลงรายละเอียดไปในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มจากส่วนแรกที่เรียกว่าเป็น Welcome Area ริมถนน บริเวณที่ตั้งของอาคาร อบต. “แนวคิดคือพื้นที่ยืดหยุ่น ทำกิจกรรมได้ด้วย จัดงานคนเยอะ ๆ ก็จอดรถได้ด้วย เราเลยดีไซน์ให้ต้นไม้ไม่ไปขวางที่จอดรถ แต่ก็ให้ร่มเงาได้”

ในส่วนของวัด จะมีการปรับปรุงให้เขตสังฆาวาสเป็นสัดเป็นส่วน มีบรรยากาศที่สงบมากขึ้น และมีพื้นที่เชื่อมระหว่างวัด อนามัย โรงเรียน ซึ่งทั้งพระ นักเรียน คนทั่วไป ก็มาใช้ตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางได้ และยังมีพื้นที่ที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งพัฒนามาจากส่วนที่เคยเป็นพื้นที่รกร้าง

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

“พื้นที่ระหว่างอนามัยกับ อบต. ที่ปัจจุบันมีต้นส้มโออยู่ ปลูกเป็นร่องสวน เราไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิทัศน์เดิม เลยแทรกทางเดินและลานออกกำลังกายยกลอยไปตามต้นส้มโอ ส่วนข้างล่างก็ยังเป็นร่องสวนอยู่ ไม่ได้ถมพื้นที่” อย่างที่อาศรมศิลป์ได้บอกไว้ว่าต้อง ‘เก็บของเก่า’ ร่องสวนเองก็เป็นสิ่งที่อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรก และอยู่คู่กับบางสะแกมานานจนเป็นเอกลักษณ์

“ลานกีฬาที่ อบต. ทำไว้ เราเข้าไปปรับปรุงด้วยการเพิ่มฟังก์ชัน อย่างลานแอโรบิก ลานแบดมินตันเข้าไปตามที่ชาวบ้านเสนอ โดยมีส้มโอเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ”

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ และสนามเด็กเล่นก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านลงความเห็นว่า จำเป็นที่สุด และน่าจะเกิดประโยชน์ที่สุด เพราะตอนนี้ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๆ เลย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

“เราได้ไอเดียมาจากตะกร้อสอยผลไม้ค่ะ” ปุ๊กเล่าถึงสนามเด็กเล่นใหม่หน้าอาคารอนุบาล ที่พวกเขาออกแบบด้วยการหยิบอุปกรณ์คู่ใจของชาวบางสะแกมาเป็นไอเดีย “เราดีไซน์ให้แบ่งช่วงเป็นแต่ละ Station เครื่องเล่นสำหรับเด็ก มีชิงช้า มีที่ปีน มีทางเดิน มีที่ห้อยโหนตัว ตามที่เราได้ไปปรึกษากับชุมชน”

  “ตอนก่อนสร้างมันเป็นช่วงโควิดพอดี เราเลยพยายามปรับ Station ให้มีระยะห่าง 2 – 3 เมตร จะได้เล่นอย่างปลอดภัยพอสมควร” แอนเสริมขึ้นมา

จากภาพ Perspective ที่ทีมงานให้เราดู จะเห็นได้ว่าสนามเด็กเล่นนี้ประกอบไปด้วยเชือกจำนวนมาก ซึ่งหน้าที่ถักเชือกนี้ ทางสถาปนิกบอกว่า ชาวชุมชน ครู และเด็กในโรงเรียนมาช่วยกันทำ ส่วนอะไรที่ต้องใช้แรงหน่อย พี่ ๆ ชาวบ้านบางคนและเจ้าหน้าที่ อบต. ก็จะอาสามาช่วยดูแล

หากนักท่องเที่ยวได้แวะมาเยือนที่นี่ ก็จะได้พบกับพื้นที่แห่งความร่วมมือกันของชาวบ้านที่มีส้มโอเป็นเอกลักษณ์ ทั้งต้นส้มโอจริง ๆ ในร่องสวน รวมถึงการออกแบบที่มีส้มโอและ ‘ความเป็นสวน’ เป็นไอเดีย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

เป้าหมายในใจ

“ความพยายามของบางสะแก คือเขาอยากขายความเป็นพื้นที่ที่ส้มโอ ลิ้นจี่ อร่อยที่สุด คาดหวังไว้ว่า สักวันหนึ่ง นักท่องเที่ยวจะพากันมาเที่ยวที่สวนของเขา” แอนเผยเป้าหมายที่ชาวบ้านอยากไปให้ถึง พร้อมกับกระซิบบอกเราว่า สวนที่นี่เขาสวยจริงนะ

โดยทำเลแล้ว วัดบางสะแกอยู่ติดกับแม่น้ำ มีตลาดน้ำอยู่ใกล้ ๆ ถึง 2 แห่งด้วยกัน ชาวบ้านจึงหวังให้พื้นที่โครงการพัฒนาเป็นท่าเรือในอนาคต เป็นที่ที่คนมาเที่ยวตลาดน้ำต้องแวะ หรือถ้ามาทางรถก็เข้ามาเที่ยวได้ เป็นเหมือน ‘หน้าบ้าน’ สำหรับแนะนำชุมชนให้รู้จักก่อนไปที่อื่น

ปุ๊กรู้สึกประทับใจบางสะแก ที่แม้ว่าแต่ละปีจะได้งบประมาณในการพัฒนาชุมชนน้อยมาก แค่ทำถนนก็หมดเงินแล้ว แต่พวกเขายังดูแลกันเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการดึงข้อดีของความเป็นชุมชนเกษตรมาเป็นจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวสนใจ มีการจัดงาน Pomelo Run เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม-เศรษฐกิจ เพื่อนำรายได้มาใช้พัฒนาชุมชนต่อ และเพื่อบอกให้ลูกหลานในพื้นที่รู้ว่า บางสะแกก็มีต้นทุนที่ดีกับเขาเหมือนกัน

“บางสะแกเป็นชุมชนชาวสวนแบบใหม่ พูดไม่ถูกเหมือนกัน เป็นชาวสวนที่ทันสมัย” ปุ๊กพยายามหาคำจำกัดความ “เขายังเก็บความเป็นวิถีชีวิตชาวสวน ทำเกษตรกรรม ภูมิใจกับส้มโอแสนอร่อยของเขา แต่เขาก็พยายามเอาตัวเองออกมาสู่โลกภายนอกด้วย”

ที่บ้านปุ๊กเองก็เป็นชาวสวนเช่นกัน แต่สิ่งที่ได้เห็นที่บางสะแก ไม่เหมือนวิถีชีวิตที่เธอเคยเจอมาในอดีต และต่างจากภาพที่คาดไว้ในตอนแรก

เราในฐานะผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวของบางสะแก หวังว่าโปรเจกต์ในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยดี ได้พื้นที่สุขภาวะที่เหมาะชุมชน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะสมความตั้งใจของชาวบ้าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีโอกาสไปเยือนเมืองส้มโออร่อยนี้ให้ได้ในสักวัน

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load