11 สิงหาคม 2561
6 K

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัต​น์ ประทานสัมภาษณ์ในนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อปี 2553 ว่าด้วยกรุงปารีส ตรัสถึงสวนบากาแตล (Jardin de Bagatelle) ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 โปรด เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนผู้เขียน (อีกคนหนึ่ง) ที่พำนักอยู่ที่ปารีส จึงถือโอกาสชักชวนกันไปตามหาสวนแห่งนี้

บากาแตลเป็นชื่อสวนที่เราไม่คุ้นเคยนัก เมื่อพูดถึงสวนสาธารณะในกรุงปารีส หลายคนน่าจะคุ้นชื่อสวนตุยเลอรี (Jardin des Tuileries) หรือสวนลุกซ็องบูร์ (Jardin du Luxembourg) ที่กว้างใหญ่และตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเทียวในศูนย์กลางเมืองมากกว่า สวนบากาแตลตั้งอยู่ในอาณาบริเวณของสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เรียกว่าป่าบูลอญน์ (Bois de Boulogne) ในเขต (Arrondissement) ที่16 ทางทิศตะวันตกของกรุงปารีส

 

ที่เรียกว่าป่าบูลอญน์ก็เพราะสมัยก่อนที่แห่งนี้เป็นป่าใหญ่สำหรับบรรดาบูรพกษัตริย์ฝรั่งเศสเสด็จมาทรงล่าสัตว์ แต่เมื่อเวลาผันผ่าน สังคมเมืองขยายตัว ผืนป่าแห่งนี้ก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเมื่อถนนตัดผ่าน ผู้คนจึงเริ่มมาเดินเล่นวิ่งเล่นชมนกชมไม้ กระนั้นความเป็นป่าก็ยังไม่สูญสลายหายไป เมื่อเข้ามาถึงเขตป่าบูลอญน์ ผู้เขียนคนที่ไม่ได้พำนักอยู่ที่ปารีสถึงกับตกอกตกใจว่านี่เราอยู่ที่ไหนกัน ช่างไกลจากภาพอารยธรรมปารีสที่เคยรู้จัก ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของสวนและความครึ้มตะหง่านสุดลูกหูลูกตาของต้นไม้นานาพันธ์ุจะเรียกว่าป่าก็สมควรอยู่

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

อาณาบริเวณกว่า 9.45 ตารางกิโลเมตรของป่าเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้ง Villa Windsor ที่ประทับจวนจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ของอดีตพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรผู้สละราชย์มาเป็นดยุกแห่งวินด์เซอร์, ลานการละเล่น (Plaine de Jeux de Bagatelle-ที่คณะละครสัตว์ชื่อก้องโลก เซิร์ก ดู โซเลย (Cirque Du Soleil) มักมาเช่าเพื่อตั้งเต็นท์การแสดงทุกปี), อาคารมูลนิธิหลุยส์ วิตตง ที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมร่วมสมัย, อาคารและสวนมูลนิธิกู๊ด แพลเน็ต, สนามม้า (Hippodrome de Longchamp) ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ ในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อปี 2440 (และทรงพระอักษรไปถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ว่า “กลับมากินเข้ากลางวันแล้วไปดูแข่งม้า ไม่เกิดความสนุกเลย”)

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยศิริ) ผู้จดบันทึกจดหมายเหตุการเสด็จประพาสยุโรปในครั้งนั้น บันทึกถึงป่าบูลอญน์ไว้ว่า “วะนะใหญ่ บัวเดอบูลอญ เป็นที่สำราญของชนชาวกรุงปาริศในเวลาบ่ายทุกๆ วัน คือเป็นที่ป่าละเมาะเต็มไปด้วยสนามหญ้าเตียน มีต้นไม้ร่มรื่นเปนละเมาะๆ แลมีสระน้ำในป่าละเมาะนี้ มีถนนใหญ่ไปมาได้สบาย มีชายหญิงแต่งกายงามมาเที่ยวเตร่” ผ่านไปกว่า 120 ปีภาพเดิมก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปนัก

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

 

 

แม้จะมีแผนที่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องนำทางไปยังจุดหมาย แต่ด้วยความวกวนของป่าประกอบกับความหลงทิศหลงทาง กว่าจะถึงสวนบากาแตล เราหลงผ่านสวนเล็กสวนน้อยที่ประกอบไปด้วยชะง่อนชะแง่นหินตะหง่านงุ้ม เมื่อไปเจอภาพในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ป่าแห่งนี้ในนิทรรศการเฉลิมฟิล์มกระจกที่หอศิลป์เจ้าฟ้าเมื่อเดือนที่แล้ว เลยทั้งตื่นเต้นและคาดเดาแบบมโนๆ ว่าเป็นตรงนี้ใช่ไหมหนอ ที่พวกเราไปเดินหลงกันมา

และเราก็ถึงสวนสาธารณะบากาแตล (Parc de Bagatelle) ที่ประกอบไปด้วยปราสาทบากาแตล (Château de Bagatelle) และสวนบากาแตล (Jardin de Bagatelle)

คำว่าบากาแตล (Bagatelle) เป็นคำนามเพศหญิง ตามพจนานุกรมภาษาฝรั่งเศส-ไทย โดย น.อ. ศิริ พงศทัต ร.น. ได้ให้คำแปลไว้ว่า ‘ของถูก’ ‘ของไม่สำคัญ’ ในพจนานุกรมฝรั่งเศส-ฝรั่งเศสลารูซก็ได้เสนอคำแปลไปในทำนองเดียวกันว่า ‘สิ่งไร้สาระ ของที่ไม่สำคัญ’ ‘ของไม่มีค่าและไม่สำคัญ’ แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏการใช้คำนี้ในหมู่ชนชั้นสูงในแบบอวพจน์ (การกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง) เมื่อพูดถึงสิ่งของราคาแพงมากเช่นกัน  พื้นที่ตรงบากาแตลเป็นทั้ง ‘ของไร้สาระ’ และ ‘ราคาแพงมาก’ ตามชื่อ

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ เชื้อพระวงศ์ และขุนนางฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 18 ได้รับที่ดินบริเวณนี้ตกทอดมาตามการพระราชทานจากกษัตริย์ ทว่าต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมากเพื่อปรับปรุงพื้นที่ป่ารกชัฏและสิ่งก่อสร้างขนาดเล็กรอบๆ ที่แสนจะผุพัง อาคารสำคัญในบริเวณนี้ย่อมไม่พ้นปราสาทบากาแตล เจ้าของที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นผู้สร้างปราสาทขึ้นใหม่จนสวยงามดังที่ปรากฏเค้าในปัจจุบันคือ ท่านเคานต์แห่งอาร์ตัว (ชาร์ล-ฟิลิปป์แห่งฝรั่งเศส) พระเชษฐาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผู้ซึ่งในอนาคตได้ขึ้นครองราชย์ในลำดับต่อมาเป็นพระเจ้าชาร์ลที่ 10  

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา พระนางมารี-อังตัวแนตได้พนันกับท่านเคานต์ว่าหากท่านเคานต์ทำการบูรณะตกแต่งปราสาทบากาแตลแสนเก่าโทรมนี้จนสวยงามได้ภายในเวลา 2 เดือน ก็จะได้เงินรางวัลไป 100,000 ปอนด์ 2 เดือนหลังจากพระนางเสด็จฯ กลับมาจากแปรพระราชฐาน อาคารเดิมถูกทุบ และปราสาทบากาแตลใหม่ก็สร้างเสร็จสวยงามดังเนรมิต ภายในอาคารตกแต่งอย่างละเอียดลออ ทั้งภายนอกอาคารยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นประดับและมีรูปปั้นสฟิงซ์อีก 2 ตัวสวยเก๋ตามสมัยนิยม ด้วยขัตติยมานะท่านเคานต์ก็ชนะพนันไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะท่านได้จ้างช่างฝีมือดีจำนวนมากทำงานบูรณะและตกแต่งปราสาทอย่างหามรุ่งหามค่ำ หมดเงินค่าบูรณะไปทั้งสิ้น 1 ล้านปอนด์ มองเป็นมูลค่าเงินย่อมต้องว่าขาดทุน แต่เรื่องของศักดิ์ศรี เป็นเรื่องทำนอง ‘ฆ่าได้ หยามไม่ได้’

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

ปราสาทบากาแตลเป็นปราสาทขนาดเล็กกะทัดรัด สมกับประโยคภาษาละตินที่จารึกไว้เหนือประตูว่า ‘parva sed apta’ แปลความได้ว่า ‘(แม้จะ) เล็ก หากแต่เหมาะสม (กับข้า) แล้ว’ ปราสาทบากาแตลมีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น เช่น ห้องดนตรี ห้องทานอาหาร แม้จะได้ชื่อว่าปราสาท แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ที่ไว้อาศัยอยู่ เป็นเหมือนอาคารรับรองแขกของชนชั้นสูงมากกว่า (จึงมีคำเรียกปราสาทชนิดนี้ว่า Folie ที่แปลตรงตัวว่า ความบ้าคลั่ง หรือความขาดสติ

เพราะการซื้อหรือสร้างปราสาทอาคารสักหนึ่งหลังเพียงเพื่อไว้แทนห้องรับแขกก็ออกจะเป็นความฟุ่มเฟือยที่คนธรรมดาเข้าไม่ถึง ปราสาทบากาแตลเลยมีอีกชื่อหนึ่งว่า Folie d’Artois หรือปราสาท / ความบ้าคลั่งชองท่านเคานต์แห่งอาร์ตัว) เจ้าของปราสาทบากาแตลแต่ละคนซื้อปราสาทและใช้สถานที่นี้ไว้ทำเรื่องไร้สาระตามชื่อ คือเป็นที่ให้มาพักผ่อนระหว่างวัน เล่นไพ่เล็กๆ น้อยๆ พบปะสังสรรค์ หรือนัดพบกับชู้รัก  

อีกไฮไลต์ของสวนแห่งนี้เห็นจะเป็นสวนกุหลาบซึ่งเป็นสวนใหญ่อยู่ตรงข้ามกับสวนส้มหลังปราสาทบากาแตล สวนกุหลาบบากาแตลเป็นสวนแบบฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยทางเดินเรียบ ยาว ตรง เป็นระเบียบ แบ่งผืนที่สวนเป็นบล็อกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและวงกลม ในแต่ละแถวมีกุหลาบงามหลายพันธุ์ หลากสีสัน พร้อมป้ายปักที่ให้ความรู้แก่ผู้มาเยี่ยมชม ป้ายบอกทั้งชื่อพันธุ์กุหลาบแปลกใหม่ต่างๆ สายพันธุ์ที่ใช้ผสมและชื่อเกษตรกรผู้ปลูก ตรงสุดสวนสี่ทิศมีซุ้มโค้งให้กุหลาบชนิดเถาพันเลื้อยสวยงาม ราวกับอยู่ในฝัน

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

สวนกุหลาบนี้ที่จริงแล้วเป็นโครงการของทางสภาเทศบาลกรุงปารีส มีการริเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1880 ใช้เวลา 25 ปีกว่าจะได้รับการอนุมัติในปี1905 โครงการสวนกุหลาบเรียกได้ว่าเกิดขึ้นจากความเป็นอริระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ฝรั่งเศสต้องการจะทำสวนพฤกษศาสตร์ที่มีความทัดเทียมกับสวนคิว (Kew  Gardens) ของอังกฤษและได้ไปศึกษาดูงานเบื้องต้นที่สวนคิวมาแล้ว

แต่เมื่อเริ่มจัดสวนบากาแตลจริงใน ค.ศ. 1906 สวนกลายเป็นสวนที่รวบรวมแต่เพียงพันธุ์กุหลาบเพียงอย่างเดียว โดยทางเทศบาลได้เชิญนายฌูล กราเวอโร (Jules Gravereaux) ผู้เชี่ยวชาญด้านกุหลาบและพืชสวนมาเป็นผู้รับผิดชอบ นายกราเวอโรเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของห้างสรรพสินค้าบงมาร์เชที่มีมาจนปัจจุบัน เมื่อกิจการค้าเฟื่องฟู นายกราเวอโรหันมาสนใจการทำสวนในคฤหาสน์ของตนที่ไลย์ (L’Haÿ) ชานกรุงปารีส

โดยเฉพาะสวนที่มีเพียงพืชชนิดเดียวคือกุหลาบ จึงนับเป็นสวนกุหลาบแบบทันสมัยแห่งแรก นายกราเวอโรได้รวบรวมกุหลาบทุกสายพันธุ์บนโลกไว้ในสวนของตน ทั้งกุหลาบป่า 800 สายพันธุ์ และกุหลาบบ้าน 6,000 สายพันธุ์ แต่ในพื้นที่ปัจจุบันที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์กุหลาบเหลือเพียงไม่กี่สายพันธุ์ เพราะถูกขโมยและเกิดไฟไหม้ขึ้น นับตั้งแต่ ค.ศ. 1914 พื้นที่ตรงคอมมูนไลย์ถูกเรียกว่า ‘ไลย์เล-รอส’ (L’Haÿ les-Roses) นำคำว่ากุหลาบมาต่อท้ายเพื่อเป็นการให้เกียรติสวนกุหลาบของนายกราเวอโร

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

เมื่อได้ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลโดยตรง สวนกุหลาบบากาแตลจึงแสนพิเศษ เพราะเป็นทั้งสถานที่รวบรวมพันธุ์กุหลาบต่างๆ หลากสายพันธุ์ ซึ่งเหล่าผู้เพาะพันธุ์กุหลาบและผู้เชี่ยวชาญด้านไม้พุ่มได้คัดเลือกพันธุ์ที่สีสวยงามและโดดเด่นที่สุดจากสวนกุหลาบไลย์ (L’Haÿ) ทั้งจากกุหลาบป่า 800 สายพันธุ์ และกุหลาบบ้าน 6,000 สายพันธุ์ จนเหลือ 170 สายพันธุ์ หลายพันธุ์เป็นกุหลาบที่เคยอยู่ในสวนกุหลาบของพระจักรพรรดินีโฌเซฟีนในจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ที่ปราสาทมาลเมซง

ซึ่งกุหลาบเหล่านั้นได้สูญหายไปตามกาลเวลาเมื่อ 100 ปีก่อน นายกราเวอโร ผู้เชี่ยวชาญด้านกุหลาบ สามารถเพาะพันธุ์กุหลาบที่สูญหายไปเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ สวนจึงมีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (พฤกษศาสตร์) นอกจากนี้ที่แห่งนี้ยังยังเป็นเวทีประกวดเพื่อเฟ้นหากุหลาบงามสายพันธุ์ใหม่ประจำปีในระดับนานาชาติ นับตั้งแต่ ค.ศ.1906 นายกราเวอโรและนายฟอแรสตีเย (Forestier) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ปรากฏว่านักจัดสวน นักเพาะพันธุ์กุหลาบ และประชาชนทั่วไป ต่างสนใจการประกวดนี้เป็นอย่างมาก มีผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 58 คน และเป็นชาวต่างชาติถึง 31 คนด้วยกัน

ปัจจุบันสถานที่นี้จึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้และธรรมชาติอันสวยงาม สวนแห่งนี้ยังเลี้ยงนกยูงไว้ด้วยและปล่อยให้พวกมันได้เดินเฉิดฉายในสวนสวยได้อย่างอิสระเสรี วิธีมายังสวนบากาแตลที่สะดวกที่สุดเห็นจะเป็นการหาทางมาลง Metro สาย 1 ที่สถานี Pont de Neuilly และต่อรถเมล์สาย 43 หรือ 93 มาลงที่สถานี Place de Bagatelle แล้วเดินต่อเข้ามาที่สวน สวนมีค่าเข้าชม 2.5 ยูโร ซึ่งรับรองได้ว่าเป็นเม็ดเงินที่แสนคุ้มค่าน่าประทับใจ

ปราสาทบากาแตล,arc de Bagatelle,พระราชินี,สวนบากาแตล,Jardin de Bagatelle

เรื่องและภาพ: Petite Penpusher, นักรบ มูลมานัส

อ้างอิงจาก

  • QUELLERN, L de, Le Château de Bagatelle étude historique et descriptive suivie d’une notice sur la roseraie, Paris: Charles Foulard, 1909, 93 p.
  • พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชทานแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ในเวลาที่ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์เมื่อเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. 2440
  • จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ.116 พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยศิริ)
  • นิตยสารแพรว ฉบับที่ 733 10 มีนาคม 2553
  • www.parisinfo.com/musee-monument-paris/71484/Chateau-de-Bagatelle
  • jardin-secrets.com/jules-gravereaux-article-603,964,fr.html
  • www.linternaute.com/ville/l-hay-les-roses/ville-94038
  • www.jardinsdefrance.org/jules-gravereaux-une-vie-pour-les-roses/

Writer

Petite Penpusher

มนุษย์คนหนึ่ง ผู้เสพติดการเขียน การอ่าน การสังเกตผู้คนและการดื่มชาไข่มุก

Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load