30 พฤศจิกายน 2563
10 K

Parfums Dusita คือแบรนด์น้ำหอมประเภท Niche สัญชาติไทยอายุ 6 ขวบ ที่ไปเกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางตลาดสุคนธภัณฑ์ขนาดใหญ่ถึงถิ่นแดนน้ำหอม

ดุสิตาประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ มีรางวัลชนะเลิศสาขา Breakthrough Fragrance of the Year จากงาน FIFI Awards 2018 เป็นตัวอย่างของเครื่องการันตี แม้ว่าจนกระทั่งปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแค่เพียง 10 กลิ่นก็ตาม

เพราะเป็นชาวต่างชาติ อุปสรรคสุดหินที่ พลอย-ภิสสรา อุมะวิชนี ผู้ก่อตั้งและสุคนธกรสาวแห่ง Parfums Dusita เจอในการก่อตั้งแบรนด์น้ำหอมซึ่งเป็นธุรกิจและศาสตร์ที่ชาวฝรั่งเศสหวงแหนจึงน่าสนใจมาก 

ไม่ต้องพูดถึงปัญหาทางธุรกิจอย่างวัฒนธรรมการทำงาน และวิธีการแก้เกมธุรกิจในช่วงต้นของการเริ่มทำแบรนด์ที่แสนสนุก ไหนจะกลยุทธ์สุดเจ๋ง ซึ่งทำให้แบรนด์มีรายได้มากขึ้นถึง 6.5 เท่าตัว จากการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว เมื่อคราวธุรกิจเผชิญวิกฤตโรคระบาด COVID-19

ไม่พูดพร่ำทำเพลง The Entrepreneur คราวนี้ ขอชวนผู้อ่านติดปีกบินไปไกลถึงบูติกของดุสิตาที่ใจกลางกรุงปารีส นั่งลงบนเบาะนุ่มๆ กลางร้าน เทสต์กลิ่นน้ำหอมอันมีเอกลักษณ์ และฟังเรื่องราวสนุกๆ แห่งการเติบโตของแบรนด์น้ำหอมไทยเจ้านี้ไปด้วยกัน

01

Her Passion

น้ำหอมหยดแรกของดุสิตาเกิดขึ้นจากความหลงใหลในกลิ่นหอมที่พลอยมีมาแต่วัยเยาว์

เพราะเติบโตขึ้นในครอบครัวแห่งศิลปิน มีบรรดากวีนิพนธ์ของ คุณพ่อมนตรี อุมะวิชนี และกองหนังสือเป็นเพื่อนเล่นมาแต่เด็ก เธอจึงมีทักษะด้านศิลปะและมีความคิดสร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน ซึ่งเอื้อให้เวลาว่างซึ่งใช้ไปกับการสะสมและศึกษาน้ำหอมเก่าของพลอยสนุกสนานมากขึ้น

ยิ่งเมื่อได้เจอกับเพื่อนคนสำคัญ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้ที่เข้ามาร่วมทำงานอดิเรกที่ว่านั้นจนกลายเป็นการเล่นที่จริงจังขึ้นมา ความรู้เรื่องน้ำหอมของเธอก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

“พลอยกับคุณอนุชาชอบสะสมเหมือนกัน พวกเราเลยเอาน้ำหอมที่เก็บไว้มารวมกัน เป็นเหมือนห้องสมุดน้ำหอมขนาดย่อม แล้วใช้เวลาว่างช่วยกันเรียนรู้จากกลิ่นเก่าๆ และหนังสือ อย่างเราสั่งเล่ม Raw Material เป็นหนังสืออธิบายโครงสร้างทางเคมีของกลิ่นหรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้องมาใช้อ่านประกอบ

“ศึกษากันไปได้สักพัก ก็เริ่มสั่งวัตถุดิบจริงจากเมืองนอกมาแล้วลองผสมกันเองแบบเล่นๆ ถึงวันหนึ่งก็พอเข้าใจอะไรมากขึ้น ความรู้ที่ตกผลึกทำให้ผสมกลิ่นแบบมีหลักการได้”

พลอยเปลี่ยนความหลงใหลเป็นพื้นฐานความรู้ เธอเล่าว่า “ครูคนสำคัญนอกจากบรรดาขวดน้ำหอมเก่าเหล่านี้แล้ว คือคุณอนุชาผู้เป็นเหมือนกระจกที่ช่วยสะท้อนความคิด ร่วมแบ่งปันไอเดียกันอยู่เสมอ มันดีมากเลยเวลาเริ่มต้นอะไรแล้วมีคนคนหนึ่งเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เราเรียนรู้จากกันและกันเยอะมาก”

02

The Unwelcome

ถ้าเปรียบความหลงใหลในน้ำหอมเป็นพาหนะที่พาพลอยบินมายังฝรั่งเศสหลังจากเรียนจบปริญญาตรี ความมุ่งมั่นของเธอที่จะเข้าเรียนโรงเรียนสอนทำน้ำหอมก็คงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึง

แต่ทันทีที่พลอยและความฝันของเธอแลนดิ้งลงบนแดนน้ำหอม ก็พบกับความผิดหวังจากการถูกปฏิเสธการรับเข้าเรียน เนื่องจากการเป็นศาสตร์และธุรกิจซึ่งเป็นที่สงวนของชาวฝรั่งเศส เธอจึงเบนเข็มมาเรียนต่อปริญญาโทด้านแฟชั่น ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การจินตนาการกลิ่นเป็นภาพดำเนินไปอย่างมีระบบมากขึ้น ขณะนั้นก็ยังศึกษาศาสตร์และศิลป์ของน้ำหอมคู่ขนานกันไป

“การเรียนแฟชั่นทำให้พลอยมีโครงสร้างของความคิดสร้างสรรค์ เช่น เวลาจะทำอะไรต้องมี Mood Board ต้องมีคีย์เวิร์ด มีสี โทน มู้ด ซึ่งเอามาปรับใช้ในการทำน้ำหอมได้ แทนที่จะเลือกผ้าและวิธีการตัดเย็บ ก็เลือกวัตถุดิบและส่วนผสมแทน เป็นการเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่น้ำหอมคือการเล่าเรื่องผ่านกลิ่นในขวด น้ำหอมที่ดีต้องเล่าเรื่องออกมาเวลาดม”

ด้วยทักษะที่สะสมมามากจนเพียงพอ เธอได้ให้กำเนิดกลิ่น ‘อิสระ’ ว่าที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของดุสิตาขึ้นมา ขณะที่ยังคงเรียนอยู่

“ไอเดียของกลิ่นนี้ที่ผุดขึ้นมาคือความอิสระ นามธรรมมาก พลอยจินตนาการถึงการเดินเล่นในป่าสนที่กระบี่ เลยผสมกลิ่นแบบนั้นออกมา” 

สุคนธกรสาวในช่วงกำลังลองผิดลองถูกจึงนำตัวอย่างกลิ่นนี้ไปขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้เป็นเจ้าของร้าน Jovoy ร้านน้ำหอม Niche ขนาดใหญ่ในปารีส

“ความตั้งใจแรกคือไม่ได้จะทำแบรนด์ แค่อยากได้คอมเมนต์ว่ากลิ่นอิสระนี้ดีหรือยัง สรุปว่าเขาไม่ได้แค่คอมเมนต์ เขาบอกให้สร้างแบรนด์เลย เพราะนี่คือกลิ่นที่ดีและแปลกมาก ไม่เหมือนใคร”

คำแนะนำดังกล่าวเป็นเสมือนประตูบานแรกที่ตลาดน้ำหอมฝรั่งเศสเปิดต้อนรับสาวชาวไทยคนนี้เข้าไปสู่วงการ

“ระหว่างเรียนตอนนั้นก็ได้จดทะเบียนบริษัทขึ้น แล้วก็เน้นที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลักก่อนเลย จำได้ว่าตอนนั้นไม่มีวันไหนที่ไม่ทำงาน ยุ่งมาก เพราะทุ่มเทสุดๆ”

จนเมื่อพลอยตัดสินใจจะสั่งผลิตสินค้าล็อตแรกของดุสิตาขึ้น เธอก็เจอกับอุปสรรคครั้งสำคัญ คือการไม่เป็นที่ต้อนรับของ Production House ในฝรั่งเศส

“เพราะตอนนั้นยังใหม่มาก แถมเป็นคนไทยด้วย เราติดต่อไปห้าบริษัท ไม่มีที่ไหนให้คิวนัดมาเลย ทุกคนบอกว่ายุ่งมาก ถามว่าแบรนด์อะไรนะ ไม่รู้จัก โชคดีได้เจอบริษัทหนึ่งที่เขาทำงานดีมากๆ ถึงตอนนี้ก็ยังทำธุรกิจด้วยกัน”

03

Key Person

Luxury Management School คือเป้าหมายที่พลอยบ่ายหน้าเข้าหาหลังจากจบการศึกษาด้านแฟชั่น ด้วยหวังว่าจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจ เหตุการณ์นี้ทำให้เธอได้พบกับคนสำคัญที่มีส่วนช่วยฟูมฟักให้ดุสิตาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง

“เราได้เจอคุณ Michel Chevalier ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Luxury Management เล่มเดียวกับที่เพื่อนที่ไทยซื้อให้ก่อนไปฝรั่งเศส เขามาเป็นอาจารย์ในคาบแรกพอดี เลยเอาเรื่องราวของบริษัทและปัญหาทางธุรกิจบางอย่างไปปรึกษา เพราะแกเคยดูแลบริษัทน้ำหอมมาก่อนสองถึงสามที่”

พลอยตามเทียวไล้เทียวขื่อมิเชลให้มาเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหาร เพราะเธอมองขาดว่า ประสบการณ์ที่เขามีจะเป็นประโยชน์ต่อดุสิตาอย่างมาก และสัญชาติฝรั่งเศสของเขาย่อมทำให้อะไรๆ สะดวกขึ้นอีกโข

“หลังจากเรียนจบ เราใช้เวลาปีหนึ่งโน้มน้าวแกด้วยการพยายามไปหาบ่อยๆ อัปเดตให้แกฟังว่าตอนนี้บริษัทเป็นยังไงบ้างแล้ว เล่าปัญหาให้ฟัง แรกๆ มิเชลก็แนะนำว่าต้องทำยังไง ใช้วิธีคิดแบบไหน แกค่อยๆ เขยิบเข้ามาช่วยทีละนิด จนสุดท้ายก็เข้ามาเต็มตัว ที่อยากให้อาจารย์เป็นประธานบริหาร เพราะมีประสบการณ์มาก และในทางกฎหมายหรือธุรกิจ มันย่อมง่ายกว่าเราซึ่งเป็นคนต่างชาติเป็นประธานเอง ขอเป็น Founder และ Perfumer ไป”

แม้มิเชลจะมีความสามารถมาก แต่ถ้าไม่ใช่เพราะวิสัยทัศน์ของพลอยที่มองภาพรวมของธุรกิจได้อย่างกว้างขวางและหลักแหลม ดุสิตาก็คงไม่ได้โต้โผคนสำคัญที่จะเข้ามาคอยคุมหัวเรือแห่งธุรกิจลำนี้ ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกได้

04

Made in France

ความตั้งใจข้อสำคัญของพลอยในการทำธุรกิจนี้ คือต้องการให้การผลิตทุกขั้นตอนอยู่ภายในฝรั่งเศส เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ กว่าจะออกมาเป็นน้ำหอมดุสิตาสักขวด เรียกได้ว่ารวมของดีมาจากทั่วประเทศแห่งน้ำหอม ส่วนวัตถุดิบก็สรรหาชนิดที่วิเศษที่สุดจากทั่วโลก

“ที่ตั้งใจให้ทุกอย่าง Made in France ก็เพราะคุณภาพและความน่าเชื่อถือ อย่างขวดแก้วผลิตที่ Normandie เมืองทางตอนเหนือซึ่งเป็นแหล่งผลิตแก้วเลย ตัวน้ำหอมผลิตในเมืองเล็กๆ ใกล้เมือง Grasse ชื่อ Cabris สถานที่ผลิตเป็นบ้านเก่าของนักผสมน้ำหอมที่เคยทำงานให้ Dior ซึ่งพลอยชื่นชมมาก ชื่อ Edmond Roudnitska หัวสเปรย์ก็มาจากบริษัทชั้นนำ ส่วนวัตถุดิบของกลิ่นนั้นมาจากหลากหลายมาก ทั้งในและนอกฝรั่งเศส”

มาตรฐานการผลิตระดับนี้ทำให้ดุสิตาเป็นที่ยอมรับในวงการน้ำหอมฝรั่งเศส แต่ธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของผลิตภัณฑ์ลำพัง ยังมีสารพันปัญหาและงานอีกหลากหลายด้านที่พลอยยอมรับว่าเธอไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด จำต้องฟอร์มทีมดุสิตาขึ้น กลยุทธ์สำคัญที่พลอยใช้ คือการลงทุนไปกับทรัพยากรมนุษย์เพื่อดึงดูดคนเก่งมาร่วมงาน

“ตอนนั้นมันยากมาก เพราะว่าต่อให้ทำน้ำหอมได้ก็จริง แต่การบริหาร การผลิต หรือเรื่องบัญชี ไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด จึงพยายามดึงคนที่มีศักยภาพมาอยู่ด้วย เช่น คุณมิเชล หรืออย่างผู้จัดการด้านการผลิตและการเงินคนปัจจุบัน เขามีประสบการณ์มาก คนเดียวเอาอยู่เลย ครบทุกอย่าง ชีวิตง่ายขึ้นเยอะมาก

“แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะไม่มีบริษัทไหนที่มีปัญญาจ้างแบบนี้มาร่วมทีมได้ตั้งแต่ต้นหรอก จึงแก้ปัญหาด้วยการไม่จ่ายเงินเดือนตัวเอง เพราะคิดว่าการเอาเงินไปจ้างคนเจ๋งๆ มาทำงานด้วยคุ้มค่ากว่า แล้วเขาก็จะดึงดูดคนแบบเดียวกันมา”

ยิ่งไปกว่านั้นคือระเบียบและวิธีการทำงานที่พลอยไม่คุ้นชิน เป็นเสมือนเส้นทางขรุขระที่ดุสิตาในวัยกำลังตั้งไข่ เพิ่งจะหัดเดินในวงการน้ำหอมฝรั่งเศส จำเป็นต้องค่อยๆ ก้าวข้ามผ่านไปอย่างระมัดระวัง

“กฎเกณฑ์ของการทำธุรกิจที่นี่ค่อนข้างยาก เช่น ระบบเงินเดือน เราต้องจ่ายให้เยอะมาก เงินเดือนพื้นฐานคือประมาณหกหมื่นบาท แต่ต้องจ่ายค่าสวัสดิการสังคมให้อีกเกินครึ่ง เพราะฉะนั้น จะจ้างใครสักคนคือเดือนหนึ่งเป็นแสน

“คนฝรั่งเศสเขามีวัฒนธรรมอะไรบางอย่างที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจ พลอยเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งเขาจะหยุดไม่ทำงานหกสิบวัน ต่อให้เร่งแค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ แต่คิดว่ายังไงก็ต้องทำตามความฝัน เจออุปสรรคมากแค่ไหนก็จะสู้”

การไม่หยุดเรียนรู้ ปรับตัวอยู่เสมอ และเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากคนมีประสบการณ์ คือคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เธอเอาชนะปัญหาทางธุรกิจทั้งหมดที่ว่ามาได้

“พลอยไม่เก่งไปกว่าคนอื่น แต่ถ้าต้องการพัฒนา เราต้องปรับตัวและรับฟังผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน อย่างตอนเรียน Luxury Management School ได้สั่งผลิตขวดน้ำหอมกลิ่นอิสระล็อตแรกไปแล้วสามร้อยขวด ก็หยิบไปให้มิเชลดู เขาสั่งเปลี่ยนหมดเลย ก็ลองรับฟังและเชื่อเขา พอเปลี่ยนแล้วมันก็เวิร์กจริงๆ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงถ้ามันทำให้ดีขึ้น”

05

Uniqueness

ท่ามกลางหลายร้อยแบรนด์น้ำหอม Niche ในฝรั่งเศส จุดขายข้อสำคัญที่ทำให้ดุสิตาเติบโตโดดเด่นขึ้นมาได้ คือการตีความกลิ่นและวิธีการปรุงน้ำหอมแบบฉบับเอกลักษณ์ของดุสิตา

“การพัฒนากลิ่นจากไอเดียตามวิถีของเราทำให้แบรนด์เราแตกต่าง กลิ่นจะมาจากการคิดถึงบางช่วงหรือบางจังหวะที่อยู่ที่ไทย เราสัมผัสอารมณ์ตอนนั้นได้ รู้รายละเอียดของโมเมนต์นั้น อุณหภูมิเท่าไหร่ แสงเป็นยังไง เก็บทุกรายละเอียดมาตีความและสร้างสรรค์เป็นกลิ่นขึ้นมา โดยมีบทกวีของคุณพ่อประกอบการอธิบายแต่ละกลิ่นเสมอ

“อย่างกลิ่นล่าสุด ‘Moonlight in Chiangmai’ มาจากภาพตอนที่อยู่บนดอยสุเทพ แล้วมองลงมาเห็นเมืองเชียงใหม่ที่เป็นแสงไฟสวยงาม คล้ายฝูงหิ่งห้อย ก็เอาภาพ สี และอุณหภูมิพวกนี้ มาตีความว่าเป็นกลิ่นแบบเรียบๆ โรแมนติก ความสงบแปลงเป็นกลิ่นไม้สัก แสงไฟสีส้มในเมืองที่จินตนาการเห็นคือกลิ่นยูสุ ผสมกับเสน่ห์ของกลางคืนและแสงจันทร์ด้วยกลิ่นมะลิ 

“เพราะว่าไม่ได้เรียนมาจากโรงเรียน โครงสร้างน้ำหอมและเทคนิควิธีจึงแปลกใหม่ออกไปจากที่มีในตลาด และพลอยเน้นไปที่การสร้างกลิ่นที่ไม่ซ้ำใครแม้ว่าจะขายได้ยากกว่าก็ตาม เพราะเราต้องเคารพลูกค้าที่รักน้ำหอมจริงๆ แต่กลิ่นก็ยังต้องใช้งานง่ายอยู่”

การรังสรรค์น้ำหอมกลิ่นแปลกด้วยวิธีการนอกขนบ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคตีความกลิ่นได้อย่างไร้ข้อจำกัดอีกด้วย

“กลิ่นใหม่พวกนี้เป็นการให้อิสระ เขาจะตีความยังไงก็ได้ตามพื้นฐานวัฒนธรรมของเขา อย่างกลิ่น ‘อิสระ’ บางคนก็บอกว่านั่นคือกลิ่นของป่าสนในฤดูใบไม้ร่วง คนรัสเซียที่เขาชอบกลิ่นนี้เขาบอกว่ามันคือกลิ่น Tobaco การรับรู้กลิ่นนั้นเกี่ยวพันอยู่กับหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขา”

คุณภาพที่พลอยไม่ยอมผ่อนปรน คือกุญแจดอกสำคัญที่ไขให้ดุสิตาเข้าไปเติบโตในตลาดน้ำหอม แต่ความสร้างสรรค์ของกลิ่นซึ่งเกิดจากกระบวนการคิดที่อยู่นอกกรอบ ผสมผสานเข้ากันกับเสน่ห์แห่งโลกตะวันออกที่สอดแทรกอยู่ในดีเอ็นเอของดุสิตา คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์น้ำหอมไทยเจ้านี้ดูน่าค้นหา ฉีกแถวออกมาจากเพื่อนน้ำหอม Niche อื่นๆ ยิ่งได้บทกวีของคุณพ่อมนตรีมาประกอบการอธิบายกลิ่นด้วยแล้ว ยิ่งรู้เลยว่าสิ่งที่บรรจุมาในขวดแก้วดีไซน์สวย มีมากกว่าแค่น้ำหอมเท่านั้น

06

มิตรจิตมิตรใจ

นอกจากการประจงปรุงกลิ่นขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน อีกสิ่งหนึ่งที่พลอยใส่ใจไม่แพ้กัน คือการรักษาไมตรีกับลูกค้า

“พลอยให้ความสำคัญแก่บริการหลังการขายมาก เพราะเชื่อว่ายิ่งลูกค้าประทับใจในสินค้าของเราแล้ว ยิ่งต้องแสดงให้เห็นว่าเราเห็นค่าในการสนับสนุนของเขาจริงๆ การสร้างสัมพันธ์เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อทำให้เกิด Brand Fidelity ในระยะยาว”

สุคนธกรคนเก่งแห่งดุสิตาจึงกำกับดูแลสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าอย่างดี เพราะตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือยุคสมัยแห่งการค้าออนไลน์

“พลอยดูแลโซเชียลมีเดียเองตั้งแต่ต้นที่ทำแบรนด์มา จะใช้เวลากับเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมมาก มีเพื่อนมาบอกว่ามันมีกลุ่มคนรักน้ำหอมซึ่งเขาหลงใหลมากจริงๆ ก็ได้เข้าไปในกลุ่มของเขา เพื่อจะได้สื่อสารว่าแบรนด์เราเป็นยังไง และได้รู้ผลตอบรับจากกลุ่มคนที่ชอบเรื่องนี้จริงๆ ได้รู้กระแสความนิยม คนพวกนี้เขาเสพน้ำหอมลึกซึ้งมาก

“มีกลุ่มหนึ่งชื่อ Adjumi เป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กของชาวอิตาลี ตอนแรกก็ไม่ได้นึกว่าเขาจะชอบน้ำหอมอะไรขนาดนั้น แต่พอเข้าไปแล้วรู้เลย พวกเขาชอบน้ำหอมเรามาก และทำให้ดุสิตาได้รางวัล Brand of the Year”

เธอให้ความสำคัญแก่คู่ค้าไม่น้อยไปกว่าลูกค้า หลังจากลงหลักปักฐานในตลาดน้ำหอมฝรั่งเศสได้อย่างมั่นคง พลอยก็เริ่มขยายเข้าไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มีบริษัทต่างๆ ติดต่อเข้ามาหามากขึ้น

“เขาเริ่มเห็นผลงาน เริ่มมีคู่ค้าที่ชอบน้ำหอมเราติดต่อเข้ามาทำความรู้จักกันมากขึ้น เราก็ได้เริ่มกระจายออกนอกฝรั่งเศส มีเดินทางไปพรีเซนต์น้ำหอม ไปพบเจอพูดคุยกับคนในวงการบ้าง เพราะว่าในการค้าขาย จำเป็นต้องสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับคนให้ดี ไม่อย่างนั้นจะไม่มีเหตุผลให้เขาต้องทำธุรกิจกับเราเลย ในเมื่อมีอีกประมาณสี่ห้าร้อยแบรนด์ให้เขาเลือกทำธุกิจด้วย”

ดุสิตาดำเนินธุรกิจอย่างมิตรผู้จริงใจต่อทุกฝ่าย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมแบรนด์ไทยรายนี้ถึงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะออกงานแฟร์อย่าง Milan Essence หรือ World Perfumery Congress ก็มีผลตอบรับดีเสมอ เพราะสิ่งที่ดุสิตานำเสนอไม่ใช่แค่น้ำหอม แต่คือประสบการณ์สุดแสนพิเศษจากกลิ่นที่ปรุงขึ้นด้วยความใส่ใจ ซึ่งช่วยนิยามบุคลิก บ่งบอกตัวตนและรสนิยมของผู้ใช้งานได้อย่างดี จนลืมคิดไปได้เลยว่านี่คือสินค้าฟุ่มเฟือย

07

พลิกโควิด เป็นโอกาส

ร้านน้ำหอมดุสิตาตั้งอยู่บนทำเลทองในย่านหรูหราใจกลางกรุงปารีส ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีตุยเลอรี (Tuileries) ห่างจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพียงสถานีเดียวเท่านั้น หากจะเปรียบเป็นชั้นวางของในห้างสรรพสินค้า ที่ตรงนั้นก็คือจุดที่อยู่ในระดับสายตาของผู้บริโภคพอดิบพอดี จะหยิบซื้อก็ง่าย สินค้าที่วางไว้ก็ขายได้คล่อง

ภายในตึกแถวสีดำขนาดกะทัดรัด 1 คูหา นอกจากอบอุ่นไปด้วยกลิ่นหอมทั้ง 10 ในบรรจุภัณฑ์หลากหลายไซส์ไว้ให้ทดลองสัมผัสแล้ว ยังมีภาพวาดในจินตนาการซึ่งเป็นที่มาของแต่ละกลิ่น และมีกวีนิพนธ์ของคุณพ่อมนตรี สอดแทรกอยู่ตามส่วนต่างๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเสพสุขได้ทุกทาง ทั้งกลิ่นหอม บรรยากาศดี มีวรรณศิลป์

แต่เมื่อโลกนี้ได้รู้จักกับไวรัสโคโรน่า ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

“ตอนนั้นรัฐบาลสั่งให้ปิดร้าน เราก็ต้องปิด แล้วออกจากบ้านไม่ได้ กังวลเรื่องค่าเช่ามาก รู้ว่าจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการค้าขายแน่นอน แต่ด้วยกลยุทธ์ไหนล่ะ

พลอยยอมรับโดยดุษณีว่าโรคระบาด COVID-19 คือปัญหาครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยประสบมา เธองัดกลเม็ดเด็ดพรายทุกรูปแบบมาใช้เพื่อพยุงธุรกิจเอาไว้

“ดุสิตาไม่ได้ลดราคา แต่แถม บังเอิญที่ช่วงนั้นมีสินค้าพวกไซส์พกพาที่กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบพอดี ก็เลยแถมเป็น Discovery Set พอเขาซื้อกลิ่นหนึ่งไป ได้ลองดมกลิ่นอื่นในเซ็ตนี้ เขาก็มาซื้อเพิ่ม เป็นลูกโซ่ อีกวิธีที่ใช้คือส่ง Discovery Set นี้ไปให้คนอื่นได้ หรือจะเก็บไว้ใช้เองก็ได้ ที่ไม่ลดเพราะถ้าลดอย่างเดียว คนก็จะตื่นเต้นแค่ทีแรก”

เธอเผยเทคนิคให้ฟัง ก่อนจะสรุปอย่างย่นย่อเฉียบคมว่า “ทั้งหมดเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต และดุสิตาได้กำไรจากการขายออนไลน์เพิ่มมากขึ้นถึงหกร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

นั่นชวนให้เราสงสัยทันทีว่า ทำไมสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งสำคัญลำดับท้ายๆ ในการเอาตัวรอดจากไวรัส จึงขายดีเป็นพิเศษในช่วงนี้

“น้ำหอมไม่ใช่อาหาร ยารักษาโรค หรือหน้ากากอนามัยที่จำเป็น โรคนี้ทำให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตและหันมาเสพความสุขจากสิ่งใกล้ตัวมากขึ้น มีลูกค้าผู้หญิงชาวอิตาเลียนที่ชอบดุสิตามากอยู่แล้ว แต่ไม่เคยซื้อไซส์จริงเพราะว่าแพง เขาทำงานเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแล้วติด COVID-19 เขาก็มาซื้อน้ำหอมไปและเขียนมาบอกว่าเขาปรับความคิดใหม่ ตัดสินใจใช้เงินไปกับสิ่งที่ชอบ เพราะตายไปก็เอาไปไม่ได้ นี่ทำให้เราเห็นว่า ในเวลาที่ยากที่สุด คนเหล่านี้คือคนที่รักและสนับสนุนเราจริง”

08

จุดหมายและที่มา

ดุสิตาเติบโตมาจนแข็งแรง สร้างตัวตนจนเป็นที่รับรู้และขยายตลาดเข้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลก จนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว แม้จะเผชิญปัญหาโรคระบาดก็รอดมาได้สบายๆ

คุณพลอยมองภาพธุรกิจนี้ในอนาคตยังไง-เราถาม

“นอกจากอยากสร้างความสัมพันธ์ระหว่างดุสิตากับลูกค้าให้แน่นแฟ้นขึ้นแล้ว ก็อยากให้การเสพน้ำหอมและความรู้เกี่ยวกับน้ำหอมลึกซึ้งและเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่อยากให้คนมองว่าเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น เพราะใครๆ ก็เรียนรู้ศาสตร์นี้ได้ อยากให้เป็นหนึ่งสิ่งที่ให้ความสุขแก่คนและช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้น”

เธอเล่าถึงภาพฝันอันสูงสุดในการทำธุรกิจน้ำหอมดุสิตาให้เราฟังด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงใจ ก่อนจะเฉลยที่มาของพลังนั้น

“คุณพ่อเป็นส่วนสำคัญเลย บางทีในการทำธุรกิจ มันต้องมีเหตุผลที่เข้มแข็งพอที่จะผลักดันเราให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และไม่ล้มเลิกระหว่างทาง คุณพ่อของพลอยเป็นกวี แต่ผลงานของท่านไม่ค่อยแพร่หลายมาก อย่างน้อยเราหยิบบทกวีของท่านมาใช้อธิบายประกอบกลิ่นหอมของเราแต่ละกลิ่น นอกจากสร้างเอกลักษณ์ให้ดุสิตาแล้ว คนก็ได้รู้จักผลงานของท่านมากขึ้น”

Lesson Learned

พลอยสรุปบทเรียนในฐานะสุคนธกรสาวชาวไทยผู้ให้กำเนิดแบรนด์น้ำหอมซึ่งเป็นธุรกิจที่ชาวฝรั่งเศสหวงแหน และในฐานะหัวหน้าทีมดุสิตาให้เราฟังอย่างกระชับชัดเจน

  1. ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุด เพราะสินค้าจะเป็นสิ่งที่ไปพูดกับทุกคนแทนเราได้ อย่ารีรอที่จะทุ่มเทเวลาให้กับมัน และอย่าประนีประนอมเรื่องคุณภาพ
  2. หาคนในทีมที่เก่งกว่าเรา แล้วทีมจะพัฒนาไปได้เอง คนเก่งจะหาทางไปถึงเป้าหมายได้เสมอ และที่สำคัญ องค์กรต้องสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทำงาน เพราะความสุขของคนไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเขาได้ทำงานแล้วเจออะไรที่เขาคิดว่ามีคุณค่าหรือเปล่า
  3. คำว่า ‘ผู้นำ’ มันเปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องฟังที่ฉันพูด แต่มันคือการเป็นโค้ชนักกีฬา ต้องรู้จุดเด่นจุดด้อยของสมาชิกในทีม มีวาทศิลป์ในการสื่อสาร เพราะการพัฒนาตัวเขาคือการพัฒนาบริษัท

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 พฤศจิกายน 2565
6 K

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load