30 พฤศจิกายน 2563
8.89 K

Parfums Dusita คือแบรนด์น้ำหอมประเภท Niche สัญชาติไทยอายุ 6 ขวบ ที่ไปเกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางตลาดสุคนธภัณฑ์ขนาดใหญ่ถึงถิ่นแดนน้ำหอม

ดุสิตาประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ มีรางวัลชนะเลิศสาขา Breakthrough Fragrance of the Year จากงาน FIFI Awards 2018 เป็นตัวอย่างของเครื่องการันตี แม้ว่าจนกระทั่งปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแค่เพียง 10 กลิ่นก็ตาม

เพราะเป็นชาวต่างชาติ อุปสรรคสุดหินที่ พลอย-ภิสสรา อุมะวิชนี ผู้ก่อตั้งและสุคนธกรสาวแห่ง Parfums Dusita เจอในการก่อตั้งแบรนด์น้ำหอมซึ่งเป็นธุรกิจและศาสตร์ที่ชาวฝรั่งเศสหวงแหนจึงน่าสนใจมาก 

ไม่ต้องพูดถึงปัญหาทางธุรกิจอย่างวัฒนธรรมการทำงาน และวิธีการแก้เกมธุรกิจในช่วงต้นของการเริ่มทำแบรนด์ที่แสนสนุก ไหนจะกลยุทธ์สุดเจ๋ง ซึ่งทำให้แบรนด์มีรายได้มากขึ้นถึง 6.5 เท่าตัว จากการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว เมื่อคราวธุรกิจเผชิญวิกฤตโรคระบาด COVID-19

ไม่พูดพร่ำทำเพลง The Entrepreneur คราวนี้ ขอชวนผู้อ่านติดปีกบินไปไกลถึงบูติกของดุสิตาที่ใจกลางกรุงปารีส นั่งลงบนเบาะนุ่มๆ กลางร้าน เทสต์กลิ่นน้ำหอมอันมีเอกลักษณ์ และฟังเรื่องราวสนุกๆ แห่งการเติบโตของแบรนด์น้ำหอมไทยเจ้านี้ไปด้วยกัน

01

Her Passion

น้ำหอมหยดแรกของดุสิตาเกิดขึ้นจากความหลงใหลในกลิ่นหอมที่พลอยมีมาแต่วัยเยาว์

เพราะเติบโตขึ้นในครอบครัวแห่งศิลปิน มีบรรดากวีนิพนธ์ของ คุณพ่อมนตรี อุมะวิชนี และกองหนังสือเป็นเพื่อนเล่นมาแต่เด็ก เธอจึงมีทักษะด้านศิลปะและมีความคิดสร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน ซึ่งเอื้อให้เวลาว่างซึ่งใช้ไปกับการสะสมและศึกษาน้ำหอมเก่าของพลอยสนุกสนานมากขึ้น

ยิ่งเมื่อได้เจอกับเพื่อนคนสำคัญ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้ที่เข้ามาร่วมทำงานอดิเรกที่ว่านั้นจนกลายเป็นการเล่นที่จริงจังขึ้นมา ความรู้เรื่องน้ำหอมของเธอก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

“พลอยกับคุณอนุชาชอบสะสมเหมือนกัน พวกเราเลยเอาน้ำหอมที่เก็บไว้มารวมกัน เป็นเหมือนห้องสมุดน้ำหอมขนาดย่อม แล้วใช้เวลาว่างช่วยกันเรียนรู้จากกลิ่นเก่าๆ และหนังสือ อย่างเราสั่งเล่ม Raw Material เป็นหนังสืออธิบายโครงสร้างทางเคมีของกลิ่นหรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้องมาใช้อ่านประกอบ

“ศึกษากันไปได้สักพัก ก็เริ่มสั่งวัตถุดิบจริงจากเมืองนอกมาแล้วลองผสมกันเองแบบเล่นๆ ถึงวันหนึ่งก็พอเข้าใจอะไรมากขึ้น ความรู้ที่ตกผลึกทำให้ผสมกลิ่นแบบมีหลักการได้”

พลอยเปลี่ยนความหลงใหลเป็นพื้นฐานความรู้ เธอเล่าว่า “ครูคนสำคัญนอกจากบรรดาขวดน้ำหอมเก่าเหล่านี้แล้ว คือคุณอนุชาผู้เป็นเหมือนกระจกที่ช่วยสะท้อนความคิด ร่วมแบ่งปันไอเดียกันอยู่เสมอ มันดีมากเลยเวลาเริ่มต้นอะไรแล้วมีคนคนหนึ่งเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เราเรียนรู้จากกันและกันเยอะมาก”

02

The Unwelcome

ถ้าเปรียบความหลงใหลในน้ำหอมเป็นพาหนะที่พาพลอยบินมายังฝรั่งเศสหลังจากเรียนจบปริญญาตรี ความมุ่งมั่นของเธอที่จะเข้าเรียนโรงเรียนสอนทำน้ำหอมก็คงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึง

แต่ทันทีที่พลอยและความฝันของเธอแลนดิ้งลงบนแดนน้ำหอม ก็พบกับความผิดหวังจากการถูกปฏิเสธการรับเข้าเรียน เนื่องจากการเป็นศาสตร์และธุรกิจซึ่งเป็นที่สงวนของชาวฝรั่งเศส เธอจึงเบนเข็มมาเรียนต่อปริญญาโทด้านแฟชั่น ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การจินตนาการกลิ่นเป็นภาพดำเนินไปอย่างมีระบบมากขึ้น ขณะนั้นก็ยังศึกษาศาสตร์และศิลป์ของน้ำหอมคู่ขนานกันไป

“การเรียนแฟชั่นทำให้พลอยมีโครงสร้างของความคิดสร้างสรรค์ เช่น เวลาจะทำอะไรต้องมี Mood Board ต้องมีคีย์เวิร์ด มีสี โทน มู้ด ซึ่งเอามาปรับใช้ในการทำน้ำหอมได้ แทนที่จะเลือกผ้าและวิธีการตัดเย็บ ก็เลือกวัตถุดิบและส่วนผสมแทน เป็นการเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่น้ำหอมคือการเล่าเรื่องผ่านกลิ่นในขวด น้ำหอมที่ดีต้องเล่าเรื่องออกมาเวลาดม”

ด้วยทักษะที่สะสมมามากจนเพียงพอ เธอได้ให้กำเนิดกลิ่น ‘อิสระ’ ว่าที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของดุสิตาขึ้นมา ขณะที่ยังคงเรียนอยู่

“ไอเดียของกลิ่นนี้ที่ผุดขึ้นมาคือความอิสระ นามธรรมมาก พลอยจินตนาการถึงการเดินเล่นในป่าสนที่กระบี่ เลยผสมกลิ่นแบบนั้นออกมา” 

สุคนธกรสาวในช่วงกำลังลองผิดลองถูกจึงนำตัวอย่างกลิ่นนี้ไปขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้เป็นเจ้าของร้าน Jovoy ร้านน้ำหอม Niche ขนาดใหญ่ในปารีส

“ความตั้งใจแรกคือไม่ได้จะทำแบรนด์ แค่อยากได้คอมเมนต์ว่ากลิ่นอิสระนี้ดีหรือยัง สรุปว่าเขาไม่ได้แค่คอมเมนต์ เขาบอกให้สร้างแบรนด์เลย เพราะนี่คือกลิ่นที่ดีและแปลกมาก ไม่เหมือนใคร”

คำแนะนำดังกล่าวเป็นเสมือนประตูบานแรกที่ตลาดน้ำหอมฝรั่งเศสเปิดต้อนรับสาวชาวไทยคนนี้เข้าไปสู่วงการ

“ระหว่างเรียนตอนนั้นก็ได้จดทะเบียนบริษัทขึ้น แล้วก็เน้นที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลักก่อนเลย จำได้ว่าตอนนั้นไม่มีวันไหนที่ไม่ทำงาน ยุ่งมาก เพราะทุ่มเทสุดๆ”

จนเมื่อพลอยตัดสินใจจะสั่งผลิตสินค้าล็อตแรกของดุสิตาขึ้น เธอก็เจอกับอุปสรรคครั้งสำคัญ คือการไม่เป็นที่ต้อนรับของ Production House ในฝรั่งเศส

“เพราะตอนนั้นยังใหม่มาก แถมเป็นคนไทยด้วย เราติดต่อไปห้าบริษัท ไม่มีที่ไหนให้คิวนัดมาเลย ทุกคนบอกว่ายุ่งมาก ถามว่าแบรนด์อะไรนะ ไม่รู้จัก โชคดีได้เจอบริษัทหนึ่งที่เขาทำงานดีมากๆ ถึงตอนนี้ก็ยังทำธุรกิจด้วยกัน”

03

Key Person

Luxury Management School คือเป้าหมายที่พลอยบ่ายหน้าเข้าหาหลังจากจบการศึกษาด้านแฟชั่น ด้วยหวังว่าจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจ เหตุการณ์นี้ทำให้เธอได้พบกับคนสำคัญที่มีส่วนช่วยฟูมฟักให้ดุสิตาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง

“เราได้เจอคุณ Michel Chevalier ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Luxury Management เล่มเดียวกับที่เพื่อนที่ไทยซื้อให้ก่อนไปฝรั่งเศส เขามาเป็นอาจารย์ในคาบแรกพอดี เลยเอาเรื่องราวของบริษัทและปัญหาทางธุรกิจบางอย่างไปปรึกษา เพราะแกเคยดูแลบริษัทน้ำหอมมาก่อนสองถึงสามที่”

พลอยตามเทียวไล้เทียวขื่อมิเชลให้มาเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหาร เพราะเธอมองขาดว่า ประสบการณ์ที่เขามีจะเป็นประโยชน์ต่อดุสิตาอย่างมาก และสัญชาติฝรั่งเศสของเขาย่อมทำให้อะไรๆ สะดวกขึ้นอีกโข

“หลังจากเรียนจบ เราใช้เวลาปีหนึ่งโน้มน้าวแกด้วยการพยายามไปหาบ่อยๆ อัปเดตให้แกฟังว่าตอนนี้บริษัทเป็นยังไงบ้างแล้ว เล่าปัญหาให้ฟัง แรกๆ มิเชลก็แนะนำว่าต้องทำยังไง ใช้วิธีคิดแบบไหน แกค่อยๆ เขยิบเข้ามาช่วยทีละนิด จนสุดท้ายก็เข้ามาเต็มตัว ที่อยากให้อาจารย์เป็นประธานบริหาร เพราะมีประสบการณ์มาก และในทางกฎหมายหรือธุรกิจ มันย่อมง่ายกว่าเราซึ่งเป็นคนต่างชาติเป็นประธานเอง ขอเป็น Founder และ Perfumer ไป”

แม้มิเชลจะมีความสามารถมาก แต่ถ้าไม่ใช่เพราะวิสัยทัศน์ของพลอยที่มองภาพรวมของธุรกิจได้อย่างกว้างขวางและหลักแหลม ดุสิตาก็คงไม่ได้โต้โผคนสำคัญที่จะเข้ามาคอยคุมหัวเรือแห่งธุรกิจลำนี้ ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกได้

04

Made in France

ความตั้งใจข้อสำคัญของพลอยในการทำธุรกิจนี้ คือต้องการให้การผลิตทุกขั้นตอนอยู่ภายในฝรั่งเศส เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ กว่าจะออกมาเป็นน้ำหอมดุสิตาสักขวด เรียกได้ว่ารวมของดีมาจากทั่วประเทศแห่งน้ำหอม ส่วนวัตถุดิบก็สรรหาชนิดที่วิเศษที่สุดจากทั่วโลก

“ที่ตั้งใจให้ทุกอย่าง Made in France ก็เพราะคุณภาพและความน่าเชื่อถือ อย่างขวดแก้วผลิตที่ Normandie เมืองทางตอนเหนือซึ่งเป็นแหล่งผลิตแก้วเลย ตัวน้ำหอมผลิตในเมืองเล็กๆ ใกล้เมือง Grasse ชื่อ Cabris สถานที่ผลิตเป็นบ้านเก่าของนักผสมน้ำหอมที่เคยทำงานให้ Dior ซึ่งพลอยชื่นชมมาก ชื่อ Edmond Roudnitska หัวสเปรย์ก็มาจากบริษัทชั้นนำ ส่วนวัตถุดิบของกลิ่นนั้นมาจากหลากหลายมาก ทั้งในและนอกฝรั่งเศส”

มาตรฐานการผลิตระดับนี้ทำให้ดุสิตาเป็นที่ยอมรับในวงการน้ำหอมฝรั่งเศส แต่ธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของผลิตภัณฑ์ลำพัง ยังมีสารพันปัญหาและงานอีกหลากหลายด้านที่พลอยยอมรับว่าเธอไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด จำต้องฟอร์มทีมดุสิตาขึ้น กลยุทธ์สำคัญที่พลอยใช้ คือการลงทุนไปกับทรัพยากรมนุษย์เพื่อดึงดูดคนเก่งมาร่วมงาน

“ตอนนั้นมันยากมาก เพราะว่าต่อให้ทำน้ำหอมได้ก็จริง แต่การบริหาร การผลิต หรือเรื่องบัญชี ไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด จึงพยายามดึงคนที่มีศักยภาพมาอยู่ด้วย เช่น คุณมิเชล หรืออย่างผู้จัดการด้านการผลิตและการเงินคนปัจจุบัน เขามีประสบการณ์มาก คนเดียวเอาอยู่เลย ครบทุกอย่าง ชีวิตง่ายขึ้นเยอะมาก

“แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะไม่มีบริษัทไหนที่มีปัญญาจ้างแบบนี้มาร่วมทีมได้ตั้งแต่ต้นหรอก จึงแก้ปัญหาด้วยการไม่จ่ายเงินเดือนตัวเอง เพราะคิดว่าการเอาเงินไปจ้างคนเจ๋งๆ มาทำงานด้วยคุ้มค่ากว่า แล้วเขาก็จะดึงดูดคนแบบเดียวกันมา”

ยิ่งไปกว่านั้นคือระเบียบและวิธีการทำงานที่พลอยไม่คุ้นชิน เป็นเสมือนเส้นทางขรุขระที่ดุสิตาในวัยกำลังตั้งไข่ เพิ่งจะหัดเดินในวงการน้ำหอมฝรั่งเศส จำเป็นต้องค่อยๆ ก้าวข้ามผ่านไปอย่างระมัดระวัง

“กฎเกณฑ์ของการทำธุรกิจที่นี่ค่อนข้างยาก เช่น ระบบเงินเดือน เราต้องจ่ายให้เยอะมาก เงินเดือนพื้นฐานคือประมาณหกหมื่นบาท แต่ต้องจ่ายค่าสวัสดิการสังคมให้อีกเกินครึ่ง เพราะฉะนั้น จะจ้างใครสักคนคือเดือนหนึ่งเป็นแสน

“คนฝรั่งเศสเขามีวัฒนธรรมอะไรบางอย่างที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจ พลอยเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งเขาจะหยุดไม่ทำงานหกสิบวัน ต่อให้เร่งแค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ แต่คิดว่ายังไงก็ต้องทำตามความฝัน เจออุปสรรคมากแค่ไหนก็จะสู้”

การไม่หยุดเรียนรู้ ปรับตัวอยู่เสมอ และเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากคนมีประสบการณ์ คือคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เธอเอาชนะปัญหาทางธุรกิจทั้งหมดที่ว่ามาได้

“พลอยไม่เก่งไปกว่าคนอื่น แต่ถ้าต้องการพัฒนา เราต้องปรับตัวและรับฟังผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน อย่างตอนเรียน Luxury Management School ได้สั่งผลิตขวดน้ำหอมกลิ่นอิสระล็อตแรกไปแล้วสามร้อยขวด ก็หยิบไปให้มิเชลดู เขาสั่งเปลี่ยนหมดเลย ก็ลองรับฟังและเชื่อเขา พอเปลี่ยนแล้วมันก็เวิร์กจริงๆ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงถ้ามันทำให้ดีขึ้น”

05

Uniqueness

ท่ามกลางหลายร้อยแบรนด์น้ำหอม Niche ในฝรั่งเศส จุดขายข้อสำคัญที่ทำให้ดุสิตาเติบโตโดดเด่นขึ้นมาได้ คือการตีความกลิ่นและวิธีการปรุงน้ำหอมแบบฉบับเอกลักษณ์ของดุสิตา

“การพัฒนากลิ่นจากไอเดียตามวิถีของเราทำให้แบรนด์เราแตกต่าง กลิ่นจะมาจากการคิดถึงบางช่วงหรือบางจังหวะที่อยู่ที่ไทย เราสัมผัสอารมณ์ตอนนั้นได้ รู้รายละเอียดของโมเมนต์นั้น อุณหภูมิเท่าไหร่ แสงเป็นยังไง เก็บทุกรายละเอียดมาตีความและสร้างสรรค์เป็นกลิ่นขึ้นมา โดยมีบทกวีของคุณพ่อประกอบการอธิบายแต่ละกลิ่นเสมอ

“อย่างกลิ่นล่าสุด ‘Moonlight in Chiangmai’ มาจากภาพตอนที่อยู่บนดอยสุเทพ แล้วมองลงมาเห็นเมืองเชียงใหม่ที่เป็นแสงไฟสวยงาม คล้ายฝูงหิ่งห้อย ก็เอาภาพ สี และอุณหภูมิพวกนี้ มาตีความว่าเป็นกลิ่นแบบเรียบๆ โรแมนติก ความสงบแปลงเป็นกลิ่นไม้สัก แสงไฟสีส้มในเมืองที่จินตนาการเห็นคือกลิ่นยูสุ ผสมกับเสน่ห์ของกลางคืนและแสงจันทร์ด้วยกลิ่นมะลิ 

“เพราะว่าไม่ได้เรียนมาจากโรงเรียน โครงสร้างน้ำหอมและเทคนิควิธีจึงแปลกใหม่ออกไปจากที่มีในตลาด และพลอยเน้นไปที่การสร้างกลิ่นที่ไม่ซ้ำใครแม้ว่าจะขายได้ยากกว่าก็ตาม เพราะเราต้องเคารพลูกค้าที่รักน้ำหอมจริงๆ แต่กลิ่นก็ยังต้องใช้งานง่ายอยู่”

การรังสรรค์น้ำหอมกลิ่นแปลกด้วยวิธีการนอกขนบ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคตีความกลิ่นได้อย่างไร้ข้อจำกัดอีกด้วย

“กลิ่นใหม่พวกนี้เป็นการให้อิสระ เขาจะตีความยังไงก็ได้ตามพื้นฐานวัฒนธรรมของเขา อย่างกลิ่น ‘อิสระ’ บางคนก็บอกว่านั่นคือกลิ่นของป่าสนในฤดูใบไม้ร่วง คนรัสเซียที่เขาชอบกลิ่นนี้เขาบอกว่ามันคือกลิ่น Tobaco การรับรู้กลิ่นนั้นเกี่ยวพันอยู่กับหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขา”

คุณภาพที่พลอยไม่ยอมผ่อนปรน คือกุญแจดอกสำคัญที่ไขให้ดุสิตาเข้าไปเติบโตในตลาดน้ำหอม แต่ความสร้างสรรค์ของกลิ่นซึ่งเกิดจากกระบวนการคิดที่อยู่นอกกรอบ ผสมผสานเข้ากันกับเสน่ห์แห่งโลกตะวันออกที่สอดแทรกอยู่ในดีเอ็นเอของดุสิตา คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์น้ำหอมไทยเจ้านี้ดูน่าค้นหา ฉีกแถวออกมาจากเพื่อนน้ำหอม Niche อื่นๆ ยิ่งได้บทกวีของคุณพ่อมนตรีมาประกอบการอธิบายกลิ่นด้วยแล้ว ยิ่งรู้เลยว่าสิ่งที่บรรจุมาในขวดแก้วดีไซน์สวย มีมากกว่าแค่น้ำหอมเท่านั้น

06

มิตรจิตมิตรใจ

นอกจากการประจงปรุงกลิ่นขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน อีกสิ่งหนึ่งที่พลอยใส่ใจไม่แพ้กัน คือการรักษาไมตรีกับลูกค้า

“พลอยให้ความสำคัญแก่บริการหลังการขายมาก เพราะเชื่อว่ายิ่งลูกค้าประทับใจในสินค้าของเราแล้ว ยิ่งต้องแสดงให้เห็นว่าเราเห็นค่าในการสนับสนุนของเขาจริงๆ การสร้างสัมพันธ์เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อทำให้เกิด Brand Fidelity ในระยะยาว”

สุคนธกรคนเก่งแห่งดุสิตาจึงกำกับดูแลสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าอย่างดี เพราะตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือยุคสมัยแห่งการค้าออนไลน์

“พลอยดูแลโซเชียลมีเดียเองตั้งแต่ต้นที่ทำแบรนด์มา จะใช้เวลากับเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมมาก มีเพื่อนมาบอกว่ามันมีกลุ่มคนรักน้ำหอมซึ่งเขาหลงใหลมากจริงๆ ก็ได้เข้าไปในกลุ่มของเขา เพื่อจะได้สื่อสารว่าแบรนด์เราเป็นยังไง และได้รู้ผลตอบรับจากกลุ่มคนที่ชอบเรื่องนี้จริงๆ ได้รู้กระแสความนิยม คนพวกนี้เขาเสพน้ำหอมลึกซึ้งมาก

“มีกลุ่มหนึ่งชื่อ Adjumi เป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กของชาวอิตาลี ตอนแรกก็ไม่ได้นึกว่าเขาจะชอบน้ำหอมอะไรขนาดนั้น แต่พอเข้าไปแล้วรู้เลย พวกเขาชอบน้ำหอมเรามาก และทำให้ดุสิตาได้รางวัล Brand of the Year”

เธอให้ความสำคัญแก่คู่ค้าไม่น้อยไปกว่าลูกค้า หลังจากลงหลักปักฐานในตลาดน้ำหอมฝรั่งเศสได้อย่างมั่นคง พลอยก็เริ่มขยายเข้าไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มีบริษัทต่างๆ ติดต่อเข้ามาหามากขึ้น

“เขาเริ่มเห็นผลงาน เริ่มมีคู่ค้าที่ชอบน้ำหอมเราติดต่อเข้ามาทำความรู้จักกันมากขึ้น เราก็ได้เริ่มกระจายออกนอกฝรั่งเศส มีเดินทางไปพรีเซนต์น้ำหอม ไปพบเจอพูดคุยกับคนในวงการบ้าง เพราะว่าในการค้าขาย จำเป็นต้องสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับคนให้ดี ไม่อย่างนั้นจะไม่มีเหตุผลให้เขาต้องทำธุรกิจกับเราเลย ในเมื่อมีอีกประมาณสี่ห้าร้อยแบรนด์ให้เขาเลือกทำธุกิจด้วย”

ดุสิตาดำเนินธุรกิจอย่างมิตรผู้จริงใจต่อทุกฝ่าย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมแบรนด์ไทยรายนี้ถึงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะออกงานแฟร์อย่าง Milan Essence หรือ World Perfumery Congress ก็มีผลตอบรับดีเสมอ เพราะสิ่งที่ดุสิตานำเสนอไม่ใช่แค่น้ำหอม แต่คือประสบการณ์สุดแสนพิเศษจากกลิ่นที่ปรุงขึ้นด้วยความใส่ใจ ซึ่งช่วยนิยามบุคลิก บ่งบอกตัวตนและรสนิยมของผู้ใช้งานได้อย่างดี จนลืมคิดไปได้เลยว่านี่คือสินค้าฟุ่มเฟือย

07

พลิกโควิด เป็นโอกาส

ร้านน้ำหอมดุสิตาตั้งอยู่บนทำเลทองในย่านหรูหราใจกลางกรุงปารีส ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีตุยเลอรี (Tuileries) ห่างจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพียงสถานีเดียวเท่านั้น หากจะเปรียบเป็นชั้นวางของในห้างสรรพสินค้า ที่ตรงนั้นก็คือจุดที่อยู่ในระดับสายตาของผู้บริโภคพอดิบพอดี จะหยิบซื้อก็ง่าย สินค้าที่วางไว้ก็ขายได้คล่อง

ภายในตึกแถวสีดำขนาดกะทัดรัด 1 คูหา นอกจากอบอุ่นไปด้วยกลิ่นหอมทั้ง 10 ในบรรจุภัณฑ์หลากหลายไซส์ไว้ให้ทดลองสัมผัสแล้ว ยังมีภาพวาดในจินตนาการซึ่งเป็นที่มาของแต่ละกลิ่น และมีกวีนิพนธ์ของคุณพ่อมนตรี สอดแทรกอยู่ตามส่วนต่างๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเสพสุขได้ทุกทาง ทั้งกลิ่นหอม บรรยากาศดี มีวรรณศิลป์

แต่เมื่อโลกนี้ได้รู้จักกับไวรัสโคโรน่า ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

“ตอนนั้นรัฐบาลสั่งให้ปิดร้าน เราก็ต้องปิด แล้วออกจากบ้านไม่ได้ กังวลเรื่องค่าเช่ามาก รู้ว่าจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการค้าขายแน่นอน แต่ด้วยกลยุทธ์ไหนล่ะ

พลอยยอมรับโดยดุษณีว่าโรคระบาด COVID-19 คือปัญหาครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยประสบมา เธองัดกลเม็ดเด็ดพรายทุกรูปแบบมาใช้เพื่อพยุงธุรกิจเอาไว้

“ดุสิตาไม่ได้ลดราคา แต่แถม บังเอิญที่ช่วงนั้นมีสินค้าพวกไซส์พกพาที่กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบพอดี ก็เลยแถมเป็น Discovery Set พอเขาซื้อกลิ่นหนึ่งไป ได้ลองดมกลิ่นอื่นในเซ็ตนี้ เขาก็มาซื้อเพิ่ม เป็นลูกโซ่ อีกวิธีที่ใช้คือส่ง Discovery Set นี้ไปให้คนอื่นได้ หรือจะเก็บไว้ใช้เองก็ได้ ที่ไม่ลดเพราะถ้าลดอย่างเดียว คนก็จะตื่นเต้นแค่ทีแรก”

เธอเผยเทคนิคให้ฟัง ก่อนจะสรุปอย่างย่นย่อเฉียบคมว่า “ทั้งหมดเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต และดุสิตาได้กำไรจากการขายออนไลน์เพิ่มมากขึ้นถึงหกร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

นั่นชวนให้เราสงสัยทันทีว่า ทำไมสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งสำคัญลำดับท้ายๆ ในการเอาตัวรอดจากไวรัส จึงขายดีเป็นพิเศษในช่วงนี้

“น้ำหอมไม่ใช่อาหาร ยารักษาโรค หรือหน้ากากอนามัยที่จำเป็น โรคนี้ทำให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตและหันมาเสพความสุขจากสิ่งใกล้ตัวมากขึ้น มีลูกค้าผู้หญิงชาวอิตาเลียนที่ชอบดุสิตามากอยู่แล้ว แต่ไม่เคยซื้อไซส์จริงเพราะว่าแพง เขาทำงานเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแล้วติด COVID-19 เขาก็มาซื้อน้ำหอมไปและเขียนมาบอกว่าเขาปรับความคิดใหม่ ตัดสินใจใช้เงินไปกับสิ่งที่ชอบ เพราะตายไปก็เอาไปไม่ได้ นี่ทำให้เราเห็นว่า ในเวลาที่ยากที่สุด คนเหล่านี้คือคนที่รักและสนับสนุนเราจริง”

08

จุดหมายและที่มา

ดุสิตาเติบโตมาจนแข็งแรง สร้างตัวตนจนเป็นที่รับรู้และขยายตลาดเข้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลก จนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว แม้จะเผชิญปัญหาโรคระบาดก็รอดมาได้สบายๆ

คุณพลอยมองภาพธุรกิจนี้ในอนาคตยังไง-เราถาม

“นอกจากอยากสร้างความสัมพันธ์ระหว่างดุสิตากับลูกค้าให้แน่นแฟ้นขึ้นแล้ว ก็อยากให้การเสพน้ำหอมและความรู้เกี่ยวกับน้ำหอมลึกซึ้งและเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่อยากให้คนมองว่าเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น เพราะใครๆ ก็เรียนรู้ศาสตร์นี้ได้ อยากให้เป็นหนึ่งสิ่งที่ให้ความสุขแก่คนและช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้น”

เธอเล่าถึงภาพฝันอันสูงสุดในการทำธุรกิจน้ำหอมดุสิตาให้เราฟังด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงใจ ก่อนจะเฉลยที่มาของพลังนั้น

“คุณพ่อเป็นส่วนสำคัญเลย บางทีในการทำธุรกิจ มันต้องมีเหตุผลที่เข้มแข็งพอที่จะผลักดันเราให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และไม่ล้มเลิกระหว่างทาง คุณพ่อของพลอยเป็นกวี แต่ผลงานของท่านไม่ค่อยแพร่หลายมาก อย่างน้อยเราหยิบบทกวีของท่านมาใช้อธิบายประกอบกลิ่นหอมของเราแต่ละกลิ่น นอกจากสร้างเอกลักษณ์ให้ดุสิตาแล้ว คนก็ได้รู้จักผลงานของท่านมากขึ้น”

Lesson Learned

พลอยสรุปบทเรียนในฐานะสุคนธกรสาวชาวไทยผู้ให้กำเนิดแบรนด์น้ำหอมซึ่งเป็นธุรกิจที่ชาวฝรั่งเศสหวงแหน และในฐานะหัวหน้าทีมดุสิตาให้เราฟังอย่างกระชับชัดเจน

  1. ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุด เพราะสินค้าจะเป็นสิ่งที่ไปพูดกับทุกคนแทนเราได้ อย่ารีรอที่จะทุ่มเทเวลาให้กับมัน และอย่าประนีประนอมเรื่องคุณภาพ
  2. หาคนในทีมที่เก่งกว่าเรา แล้วทีมจะพัฒนาไปได้เอง คนเก่งจะหาทางไปถึงเป้าหมายได้เสมอ และที่สำคัญ องค์กรต้องสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทำงาน เพราะความสุขของคนไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเขาได้ทำงานแล้วเจออะไรที่เขาคิดว่ามีคุณค่าหรือเปล่า
  3. คำว่า ‘ผู้นำ’ มันเปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องฟังที่ฉันพูด แต่มันคือการเป็นโค้ชนักกีฬา ต้องรู้จุดเด่นจุดด้อยของสมาชิกในทีม มีวาทศิลป์ในการสื่อสาร เพราะการพัฒนาตัวเขาคือการพัฒนาบริษัท

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ
Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load