ผมเจอ อาจารย์สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ครั้งแรกในงานประชุมเสวนาเพื่อขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองสุขภาพ วันนั้นอาจารย์คลุมสูททางการดำสนิท เรียบง่าย สุภาพ ทว่าทุกครั้งที่มีจังหวะเปิดฟลอร์ให้แลกเปลี่ยนความเห็น อาจารย์จะยกมือขอไมค์ แล้วคลี่ไอเดียการชูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยเป็นจุดขาย สร้างจุดแข็ง เพื่อคว้าโอกาสจากตลาดคนรักสุขภาพอย่างหนักแน่นและร้อนแรง เช่นเดียวกับสีสันฉูดฉาดของเสื้อเชิ้ตตัวใน

ท่ามกลางเวทีที่ชวนมองนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ทัศนะอันเป็นเหตุเป็นผลผสมหลักการทางวิทยาศาสตร์ของท่าน ทำให้ทุกคนต้องพินิจฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ขณะที่ผมเองก็นึกชื่นชมพลางสงสัยในความรอบรู้ ซึ่งดูตรงกันข้ามกับบุคลิกคุณลุงหมอพื้นบ้านทั่วไป จนกระทั่งถึงบางอ้อ เมื่อพบว่าชายท่านนี้มีชีวิต ความคิด และภารกิจที่น่าสนใจ

ประการแรก ตำแหน่ง ‘อาจารย์’ ที่หลายคนเรียกขาน มาจากภูมิหลังครั้งท่านเคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนอยู่ร่วม 10 ปี

ประการที่สอง ท่านถูกเชิญมาร่วมงานนี้ในฐานะประธานสมาพันธ์การแพทย์แผนไทยล้านนา มีเป้าหมายรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน และสืบสานการแพทย์แผนไทยใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

ประการสุดท้าย ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ให้บริการนวดแผนไทยเพื่อรักษา ผสานการใช้ตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านและทักษะแพทย์แผนไทยประยุกต์ รวมถึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนพัฒนาปัญญาไท’ สอนหลักสูตรแพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ นวดแผนไทย ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย พร้อมถ่ายทอดความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นบนปณิธานที่อยากสร้างความเชื่อมั่น เพราะเชื่อว่าทุกอย่างตามหลักแพทย์แผนไทยตอบคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ 

ท่านไม่เพียงผลักดันแพทย์แผนไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ ข้างต้น แต่ยังผุดไอเดียคัดสรรตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้าน ‘ยาห้าราก’ เข้าสู่กระบวนการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมการผลิตรูปแบบสารสกัดสเปรย์ดราย (Spray Dry) รายแรกในไทย ซึ่งได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อันเป็นประตูสู่การพลิกฟื้นคุณค่า เพิ่มมูลค่า ตลอดจนยกระดับศาสตร์แพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นวดบันดาลใจ

ธรรมดาของคนเป็นลูกที่เติบโตมาในครอบครัวไม่ได้มั่งมี แต่ไม่ถึงกับจนกรอบ การศึกษาเป็นความหวังที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ ครั้งสมัยเป็นเด็กหนุ่ม อาจารย์สมบัติก็คิดเช่นนี้ และด้วยความเพียรพยายาม นักเรียนหัวกะทิจากลำพูนจึงได้รับทุนศึกษาต่อในภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้าปริญญาใบที่ 2 ด้วยทุนปริญญาโท ภาควิชาชีวสถิติ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนสบโอกาสกลับเชียงใหม่ เข้าบรรจุตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนอยู่ในคณะเดิม

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงยังไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอดูแลครอบครัว เมื่อสอนครบ 10 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ สรรหาทำสารพัดอาชีพ และไปได้ดีในงานตัวแทนขายประกัน กระทั่งวันหนึ่งใน พ.ศ. 2542 จู่ ๆ อาจารย์สมบัติก็มีอาการแขนขวาชาจนขยับไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่าหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท มีทางเดียวคือต้องผ่าตัด ทว่าทางนั้นก็ไม่ใช่ทางที่ถูกเลือก

หลังปรึกษาแพทย์รุ่นน้อง อาจารย์ได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัด เมื่ออาการเริ่มฟื้นจึงนึกบางอย่างได้และออกจากโรงพยาบาล เพื่อเดินทางกลับบ้านมาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“ตอนนั้นคุณแม่ของผมอายุ 78 ปี แต่ร่างกายแข็งแรงมาก ตรวจสุขภาพประจำปีก็ปกติดีทุกอย่าง ผมเลยลองเอาเรื่องโรคนี้ไปปรึกษา ท่านก็เรียกหมอนวดในชุมชนมานวดรักษาให้ นวดวันละ 2 ชั่วโมง ผ่านไปเกือบสัปดาห์ ปรากฏว่าอาการดีขึ้นตามลำดับ นับตั้งแต่นั้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยการนวดแผนไทย” อาจารย์หัวเราะก่อนเล่าต่อว่า ณ วันนั้น หากมีใครบอกว่ารู้จักหมอนวดฝีมือดีที่ไหนก็ตามไปรักษา กระทั่งในระยะเวลา 3 ปีโดยประมาณ ท่านผ่านมือหมอนวดมาร่วมกว่า 300 ชีวิต นวดจนอาการหายปลิดทิ้ง และมีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา นั่นคือแรงบันดาลใจ

“พอได้พิสูจน์กับตัวเองว่านวดแล้วดี เราก็เริ่มสนใจ ประกอบกับความสงสัยถึงความแตกต่างในการนวด เลยหาตำรามาศึกษาหลายเล่ม จนได้เจอกับตำราของ ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ แพทย์แผนปัจจุบันที่หันมาศึกษาด้านแพทย์แผนไทยหลังเกษียณ และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์)’ โรงเรียนสอนหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งองค์ความรู้จากท่านนี่แหละ จุดประกายให้เราอยากเรียนแพทย์แผนไทย”

อาจารย์สมบัติสมัครเรียนแพทย์แผนไทยกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในสาขาเวชกรรมและเภสัชกรรม เมื่อได้รับใบประกอบวิชาชีพ จึงริเริ่มเปิดคลินิกการแพทย์แผนไทย ในยุคสมัยที่คนยังเรียกติดปากกันว่าแพทย์แผนโบราณ และไม่ค่อยมีใครคิดทำเป็นเรื่องเป็นราว

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

หมอเก่งสุดคือตัวเรา

เดิมชื่อ ‘ช่างหล่อคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ตั้งตามทำเลบนถนนช่างหล่อ ริมคูเมืองฝั่งนอก ไม่ไกลจากตลาดประตูเชียงใหม่ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ชื่อใหม่ไฉไลกว่า แถมสะท้อนภาพลักษณ์ทั้ง ‘ปัญญา’ อันหมายถึงความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาไทย และ ‘ไท’ อิสระในวิธีการดูแลรักษา เพื่ออิสรภาพของผู้คนที่จะได้พบความสุขสบาย หายเจ็บป่วย

แม้เน้นย้ำด้านการรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยคล้ายคลินิกประเภทเดียวกันทั่วไป แต่จุดเด่นของปัญญาไทคลินิก คือการนำทักษะแพทย์แผนไทยประยุกต์เข้ามาผสมผสาน โดยอาจารย์สมบัติขยายความว่า เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเคยผ่านกระบวนการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน ดังนั้น ที่นี่จึงมีทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่วิฉัยโรคจากผลแล็บต่าง ๆ ได้ อำนวยให้การรักษาแบบแพทย์แผนไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้กระบวนการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยของที่นี่ไม่ได้มีเพียงการนวด ประคบ หรืออบสมุนไพร ทว่ายังรวมถึงการให้ความรู้ควบคู่ใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน

“ณ วันนี้นะครับ คนส่วนมากที่มาหาเราเป็นผู้มีปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูกเป็นหลัก เพราะคนมักสรุปเอาว่าแพทย์แผนไทยคือการนวด แผนกแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลชุมชนแทบทุกแห่งก็มีแค่นวดอย่างเดียว คนเลยมองคลินิกแพทย์แผนไทยไปในแนวทางนั้น และไม่ค่อยรู้จักยาสมุนไพร

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย
‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“แต่เราได้ความรู้ว่า คนที่มีปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นมักมีโรคอื่นร่วม เช่น นอนไม่หลับ ขับถ่ายยาก ทำให้หลายคนนวดเสร็จแล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติ 2 – 3 เดือนก็ปวดอีก เพราะการขับถ่ายของเสียไม่ดี ฉะนั้น เราจึงนำตำรับยาแพทย์แผนไทยเข้ามารักษาแบบผสมผสาน นวดแล้วให้ยาไปกินเพื่อดีท็อกซ์ พร้อมสอนเรื่องการกิน การดื่มน้ำ และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเหมาะสม บางโรคไม่จำเป็นต้องนวดก็หาย เราจะให้ความรู้ในการใช้สมุนไพรพื้นบ้านดูแลรักษาอาการง่าย ๆ ด้วยตัวเอง”

กล่าวโดยสรุป อาจารย์บอกว่าโรคที่รักษาด้วยการนวดมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ รักษาด้วยยามี 30 เปอร์เซ็นต์ แต่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโรคต้องรักษาควบคู่ทั้งการนวดและกินยา

“เพราะการนวดทำให้ระบบเลือดไหลเวียนไปฟื้นฟูอวัยวะ หากเรากินแค่ยาแล้วไม่ได้นวด ก็คงเหมือนปลูกต้นไม้ใส่ปุ๋ย รดน้ำ แต่ขาดการพรวนดิน”

อย่างไรก็ดี อาจารย์ยืนยันว่าการนวดและกินยาเป็นเพียงพระรอง ส่วนพระเอกคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน นอน และขับถ่าย อันเป็นการดูแลรักษาและแก้ปัญหาสุขภาพอย่างตรงจุด ตามความเชื่อว่า ‘หมอที่เก่งที่สุดในโลกคือตัวเราเอง’ กระนั้นยาสมุนไพรพื้นบ้านของที่นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย คงต้องขอพูดถึงเสียหน่อย

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

ตำรับยาพื้นบ้าน

“แล้วยาสมุนไพรของปัญญาไทคืออะไรเหรอครับ” ที่ต้องถามเช่นนี้เพราะหลงเข้าใจไปว่าคงหมายถึงยาผง ยาเม็ด จำพวกฟ้าทะลายโจร รางจืด ขมิ้นชัน กระชาย ทั้งหลายแหล่ ซึ่งอาจารย์ค้านว่า “ไม่ใช่” 

“ยาสมุนไพรในความหมายของปัญญาไท คือยาตำรับสมุนไพรจากภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านล้านนา และต้องไม่ใช่ยาสมุนไพรเดี่ยว” อาจารย์สมบัติตอบ “ยาฟ้าทะลายโจร กระชาย หรือขมิ้นชัน เป็นยาเดี่ยวทั้งนั้นเลย ซึ่งในตำราบอกว่า ไม่ควรกินสมุนไพรเดี่ยวเป็นยา แต่ควรใส่เป็นส่วนประกอบในอาหารกินดีกว่า เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ ตรงกันข้ามหากเป็นยาในลักษณะของตำรับ มันมีตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาช่วยลดพิษหรือช่วยเสริมฤทธิ์ ซึ่งปลอดภัยและดีต่อร่างกายมากกว่า”

ปัจจุบันปัญญาไทคลินิกมีตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านกว่า 50 ตำรับ คัดสรรมาจากชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นหลัก โดยทั้งหมดผ่านการตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนัก จุลินทรีย์เกินขนาด และสารสเตียรอยด์ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนนำมาให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น ‘ยาถ่ายกระษัย’ จากสมอไทย ยาดำสำหรับผู้มีอาการขับถ่ายยากและปวดเมื่อยตามร่างกาย ‘ยาหอมแดงนพเก้า’ จากดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง สำหรับผู้มีปัญหาปวดเมื่อยนอนไม่หลับ หรือ ‘ยาห้าราก’ ตำรับยาสมุนไพรตัวชูโรงของปัญญาไท

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย
‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“ยาห้าราก หรือ เบญจโลกวิเชียร เป็นตำรับยาที่ได้มาจากการค้นคว้าคัมภีร์ตักศิลา ซึ่งเราพยายามปรุงแล้วนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงโรคไข้หวัดนกระบาด พอสำเร็จก็แนะนำชาวบ้านให้ลองทำเอง ต้มเอง แจกจ่ายกัน ปรากฏว่าไม่มีใครเป็นไข้หวัดนกเลย”

ต่อมายุคโรคซาร์ส อาจารย์สังเกตว่าบางคนไม่มีเวลาทำยาต้ม เลยลองนำมาบดผงบรรจุแคปซูล ก็ช่วยป้องกันได้ดี จนเรื่องนี้รู้ถึง แพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในขณะนั้น พอท่านมาเชียงใหม่จึงมอบให้ท่าน แล้วตอนหลังท่านก็ส่งคนกลับมาอุดหนุนอีก

แม้ยาห้ารากจะเป็นตำรับยาสร้างชื่อให้คนรู้จักปัญญาไทคลินิกมากขึ้น แต่แพทย์แผนไทยยังคงเป็นศาสตร์การรักษาที่มีอุปสรรคในการเข้าถึง ด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่รองรับ และคนไม่มีความเชื่อมั่นในแพทย์แผนไทย อาจารย์สมบัติจึงเลือกเนรมิตชั้นบนของคลินิก เปิดเป็นโรงเรียนพัฒนาปัญญาไท

“อาจารย์มองว่าการขาดความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่กล้าใช้บริการแพทย์แผนไทย ทั้งที่บ้านเรามียาดีมากมายไม่แพ้ต่างชาติ เลยตัดสินใจเปิดโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย ทำไปสักพักเราสังเกตว่าคนที่มาเรียนส่วนมากมีโรคประจำตัว เขามาเรียนเพื่อรักษาตัวเองและนำความรู้ไปดูแลครอบครัว ก็เลยทำคอร์สอบรมฟื้นฟูสุขภาพด้วย”

สอดคล้องกับเป้าหมายแต่แรกเริ่ม อาจารย์ตั้งใจเปิดคลินิกแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ของการรักษาเยียวยา พร้อมบ่มเพาะความเข้าใจในศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคก่อนเจ็บป่วย และเป็นแพทย์แผนไทยเพื่อการพึ่งพาตนเอง ดังแนวคิดการทำงานที่ยึดถือ ‘หมอเก่งรักษาโรคมีมาก แต่ที่หายากคือหมอรักษาคนไม่ให้ป่วย’

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย
สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

สู่การวิจัยเพื่อพัฒนา

อาจารย์สมบัติมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับแพทย์แผนไทย ด้วยการหยิบงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุนควบคู่กับการปลูกความรู้ 

“ทุกครั้งที่ไปนำเสนอเรื่องยาแพทย์แผนไทย จะมีคนถามว่ามีงานวิจัยรองรับรึเปล่า ฉะนั้น จุดอ่อนของยาไทยคือขาดการวิจัย”

อาจารย์สมบัติเผยที่มาของไอเดียการนำยาแพทย์แผนไทยเข้าสู่กระบวนการวิจัย ประจวบเหมาะกับในช่วงที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้สนใจการวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคโควิด-19 ท่านจึงยินดีร่วมมือ พลันเสนอตำรับยาห้ารากเป็นตัวเลือก

“ในคัมภีร์ตักศิลาเขียนไว้ว่า ยาห้ารากนั้นแก้ไข้พิษไข้กาฬ โดยลักษณะอาการจะคล้ายไข้หวัดนกและโรคซาร์ส ซึ่งล้วนเกิดจากไวรัส เช่นเดียวกับโรคโควิด-19 พอทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้นำยาไปเข้าห้องแล็บทดลองในระดับเซลล์ ปรากฏว่าผลออกมาดีมาก จึงนำไปวิจัยในมนุษย์ต่อกับทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อบ่งชี้รายละเอียดสรรพคุณ การตอบสนองต่อการรักษาโรค และประเมินผลข้างเคียงที่ชัดเจน”

เมื่อการวิจัยเสร็จสรรพ ผลออกมาน่าประทับใจ อาจารย์ก็เดินหน้าต่อยอดพัฒนายาห้ารากจากยาต้ม ยาผง แปลงโฉมสู่สารสกัดสเปรย์ดราย (Spray Dry) รายแรกในไทย ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพด้านการควบคุมปริมาณสารสำคัญ คงคุณภาพความเข้มข้น และช่วยยืดอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 5 ปี ต่างจากการบดผงบรรจุแคปซูลที่มีอายุสูงสุดประมาณ 1 ปี อาจารย์มองว่าข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงการได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะช่วยสร้างการยอมรับแพทย์แผนไทยในประเทศ และขยายโอกาสในการพายาไทยออกไปให้ทั่วโลกรับรู้

นอกเหนือจากผลักดันการวิจัยตำรับยาแพทย์แผนไทย อาจารย์สมบัติยังจับมือทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อวิจัยเรื่องการทำกายภาพบำบัดด้วยศาสตร์ภูมิปัญญาไทย

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

“ทุกวันนี้การทำกายภาพบำบัดโดยคณะเทคนิคการแพทย์เป็นการรับเอาแบบแผนมาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเครื่องมือแต่ละอย่างราคาค่อนข้างสูง ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงการรักษายาก แถมบางอย่างใช้เองไม่ได้ ต้องพึ่งหมอเป็นหลัก เกิดปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล เราจึงออกแบบวิธีทำกายภาพบำบัดโดยใช้กระบอง ผ้าขาวม้า และไม้ยืนยืดเส้น ซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

อาจารย์สมบัติเปรยความตั้งใจของงานวิจัยที่อยู่ระหว่างกระบวนการศึกษาประสิทธิผล ก่อนเผยว่าท่านกำลังขับเคลื่อนโปรเจกต์สำคัญ คือนำเสนอสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องแนวคิดการก่อตั้ง ‘กระทรวงการแพทย์แผนไทย’ บนภาพฝันว่าอยากเห็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยเติบโต ประชาชนคนไทยไม่เจ็บป่วยด้วยการพึ่งพาภูมิปัญญา พร้อมส่งเสริมการวิจัยพัฒนาตำรับยาสมุนไพรไทยให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับสากล เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมส่งออกที่จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศและกระจายรายได้สู่เกษตรกรท้องถิ่น

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load