8 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

“อีนี่มันต้องโดนตบ!”

หากใครดูคลิปแนะนำผู้เข้าแข่งขันรายการ RuPaul’s Drag Race UK versus The World รายการที่เหมือนเป็นเวทีนางงามระดับโลกของ ‘แดร็กควีน’ (Drag Queen) หรือการแต่งหญิงและแสดงอย่างสุดเว่อร์วังอลังการ คงจะต้องสะดุดใจกับประโยคภาษาไทยสำเนียงเหน่อนี้ของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง เจ้าของประโยคนั้นคือ Pangina Heals หรือ ปันปัน นาคประเสริฐ แดร็กควีนลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ที่พกทั้งคำและอินเนอร์ “อีนี่มันต้องโดนตบ!” ไปจากประเทศไทย 

“ปันไป RuPaul’s Drag Race UK มงที่ 3 ของประเทศต้องมา” ปันปันบอกเราด้วยสายตามุ่งมั่น

บทสนทนากับเธอยิ่งตอกย้ำจุดยืนชัดเจนว่า จะไปเพื่อฟาดกับผู้เข้าแข่งขันจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ฮอลแลนด์ แคนาดา ในรายการ และจะกลับไทยพร้อมชัยชนะ

นอกจากความจริงจังในบทบาทผู้เข้าแข่งขันบนเวทีแล้ว ปันปันยังจริงจังและมุ่งมั่นกับอีกหลายบทบาทในชีวิต เธอเป็นพิธีกรร่วมในรายการ Drag Race Thailand ที่ยืนระยะมาถึง 2 ซีซั่น และได้รับเสียงเรียกร้องถึงซีซั่น 3 อย่างต่อเนื่อง เธอเป็นกระบอกเสียงเพื่อสร้างความเข้าใจ LGBTQ+ ในทุกโอกาสหลากวิธีการ เช่น การจับมือคุณพ่อมาแต่งหญิง หรือการสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านการร้องเพลง และเธอเป็นเจ้าของ House of Heals ที่เนรมิตโรงแรมเรเนซองส์ชั้น 33 ให้เป็นคลับเพื่อแดร็กควีนรวมถึงนักร้องนักแสดงได้มาแสดงพลัง

ในขณะนี้ที่เรากำลังเฝ้ารอ RuPaul’s Drag Race UK versus The World ตอนหน้า เราชวนปันปันมาพูดคุยถึงเรื่องราวบนเส้นทางที่นำเธอมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่วันแรกที่แต่งหญิง จนถึงวันนี้ที่เต้นบนส้นสูงอย่างมั่นคง ความเชื่อที่กลายเป็นจุดยืน และความฝันที่กลายเป็นความจริง

ความฝันของ 'ปันปัน นาคประเสริฐ' Pangina Heals แดร็กควีนไทยในรายการแดร็กควีนระดับโลก
ความฝันของ 'ปันปัน นาคประเสริฐ' Pangina Heals แดร็กควีนไทยในรายการแดร็กควีนระดับโลก

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้ปันปันรู้ว่าตัวเองเป็นแดร็กควีน และความรู้สึกแรกที่ได้แต่งอย่างที่ใจอยากเป็นอย่างไร

ประมาณปี 2010 ปันอยู่ที่อเมริกา วันฮัลโลวีนก็เห็นคนแต่งหญิงกัน ปันรู้สึกว่ามันสนุก เหมือนได้ปลดปล่อยตัวตน ปันอยากให้ทุกวันเป็นวันฮัลโลวีน เลยแต่งเองครั้งแรกตอนการประกวด แต่งเป็นเลดี้กาก้า คนก็มาขอถ่ายรูปด้วย บอกเธอเริ่ดเธอสวย เชื่อว่า 90 เปอร์เซ็นต์เขาโกหก (หัวเราะ) แต่เราแต่งแล้วรู้สึกดี ถึงแม้บางคนในสังคมจะไม่ยอมรับ แต่การแต่งหญิงสำหรับปันเหมือนได้เฉลิมฉลองให้ชีวิต เลยแต่งมาเรื่อย ๆ

ชื่อ Pangina Heals มีที่มาอย่างไร 

ปันชอบคำว่า Pangia เพราะมันคล้ายชื่อปัน แล้วมันคล้องกับคำว่า Pangaea ซึ่งเป็นชื่อทวีปใหญ่ทวีปเดียวของโลกสมัยดึกดำบรรพ์ก่อนโลกเราจะแยกเป็นแต่ละทวีป ปันรู้สึกว่าการแต่งหญิงและการเต้นรำทำให้ทุกคนมาอยู่โลกเดียวกัน ได้พูดภาษาเดียวกัน โดยที่อาจจะไม่เคยเจอกันมาก่อนด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ปันยังมีแดร็กควีนที่เป็นแรงบันดาลใจคือ Ongina ซึ่งเป็นแดร็กควีนเชื้อสายฟิลิปปินส์-อเมริกา จาก Rupaul’s Drag Race Season 1 เพราะเขาเป็นตัวแทนเอเชียที่ดีมาก เขาเล่าเรื่องของเขา ส่วนนามสกุลปันใช้คำว่า Heals เพราะการแต่งหญิงและการเต้นเยียวยา (Heal) ทุกคนและเบียวยาปัน (Drag and dance heal people and heal me.)

Pangina Heals เธอเป็นคนอย่างไร

เหี้ย (หัวเราะ) จัญไร เริ่ดหรู ปากหมา มั่นใจ เป็นคนรักชีวิต รักเพื่อน รักการแสดงมาก ๆ ซึ่งปันไม่ได้มองว่าแต่งหญิงแล้วจะต้องเป็นอีกคนนะ สิ่งเหล่านี้คือตัวปันเองด้วย

ความฝันของ 'ปันปัน นาคประเสริฐ' Pangina Heals แดร็กควีนไทยในรายการแดร็กควีนระดับโลก
ความฝันของ 'ปันปัน นาคประเสริฐ' Pangina Heals แดร็กควีนไทยในรายการแดร็กควีนระดับโลก

ในการแสดง Drag Show แต่ละครั้ง ปันปันต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ปันชอบทำการบ้าน อย่างอาทิตย์ที่ปันแสดงเป็นเมดูซ่า ปันจะกินแต่ไข่ ให้รู้สึกเหมือนงู หรือเวลาเล่นเป็นตัวตลกหลอน It ปันจะดูหนัง เปิดเพลงที่ประกอบเรื่อง It ตอนแต่งหน้าแต่งตัว แล้วหัวเราะไปเรื่อย ๆ ให้เราเข้าถึงคาแรกเตอร์ ส่วนแรงบันดาลใจก็มาจากหลากหลายแหล่ง ทั้งเพลง ประสบการณ์ เสื้อผ้า คนที่เราชื่นชม เช่น Mariah Carey, Lady Gaga, Beyonce 

สำหรับแดร็กควีนอย่างปันปัน ประโยคในตำนานของ RuPaul ว่า เราเกิดมาเปลือยและที่เหลือคือการแต่ง “We are born naked and the rest is the drag” หมายถึงอะไร

ตัวปันเองรู้สึกว่าปันเกิดมาเพื่อเป็นแดร็กควีน คือเกิดมาตัวเปล่าและมาเพื่อแต่งเป็นแดร็กควีน สำหรับคนอื่น ๆ ปันมองว่าการแต่ง หรือ ‘แดร็ก’ (Drag) ไม่ใช่แค่ชายแต่งเป็นหญิง การแต่งตัวไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นการแดร็กอย่างหนึ่ง ผู้หญิงใส่สูทแล้วรู้สึกมั่นใจ ทะมัดทะแมง นั่นก็เป็นแดร็กอย่างหนึ่ง ผู้ชายรู้สึกอยากใส่กระโปรงไม่ว่าเขาจะแต่งกับอะไรก็เป็นแดร็ก ทุกคนเกิดมาตัวเปล่า และเสื้อผ้าที่ใส่แล้วรู้สึกดีกับตัวเองเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีโอกาสได้ทำ ไม่ว่าเพศไหนหรือแต่งอย่างไร และมันไม่ใช่เรื่องเลยถ้าคนเราจะไม่ยอมรับกันเพราะเศษผ้า 

ความฝันของ 'ปันปัน นาคประเสริฐ' Pangina Heals แดร็กควีนไทยในรายการแดร็กควีนระดับโลก

ครอบครัวตอบรับอย่างไรบ้างกับการเลือกก้าวมาเป็นแดร็กควีนของปันปัน

2 ปีแรกคุณแม่ปันไม่โอเคนะ คุณแม่เดินออกจากที่แสดงทุกครั้ง ท่านไม่อยากเห็นปันที่เป็นลูกชายในครอบครัวจีนแต่งหญิง แต่พอเพื่อนท่านทุกคนบอกว่าลูกประสบความสำเร็จ แม่เลยค่อย ๆ ยอมรับ จนตอนนี้โอเคแล้ว พ่อแม่บางท่านจะยอมรับเราได้ ก็ต่อเมื่อคนอื่นยอมรับเราได้แล้วเนอะ

ส่วนคุณพ่อน่ารักมากตั้งแต่แรกเลย อยากทำอะไรทำ สนับสนุนมาตลอด เวลาปันไปทำงานในฐานะแดร็กควีน ท่านก็จะเป็นคนที่ขับรถส่งปันในชุดราตรี 

พ่อปันบอกว่ามันมีคำเดียวแหละ คือ ‘ความรัก’ ท่านบอกว่าในฐานะพ่อแม่ คุณมีสิทธิ์เลือกแค่ 2 ทางเอง ทางแรก ใจไม่กว้าง อารมณ์เสีย รับลูกไม่ได้เพราะสิ่งเก่า ๆ ในสมัยก่อน แล้วในที่สุด ทุกคนก็แตกแยก ลูกก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความสุข คุณก็ทุกข์ใจ หรือทางที่สองคือ เลือกที่จะยอมรับลูกในทางที่เขาเป็น ทุกคนคุยกันได้ ยอมรับกันในสิ่งที่เป็น สนิทมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ พ่อบอกการตัดสินใจนี้อยู่ที่พ่อแม่ เลือกเอาว่าอยากได้ครอบครัวแบบไหน

ซึ่งคุณพ่อมีคลิปแต่งหญิงกับปันปันด้วย เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าแรงบันดาลใจของคลิปนี้คืออะไร 

ปันคุยกับคุณพ่อว่า “ป๋า ป๋าต้องคิดถึงครอบครัวคนอื่นนะคะ พ่อแม่คนอื่นเขาเห็นวิดีโอนี้แล้วเขารักลูกมากขึ้น ป๋าได้บุญนะ” ป๋าก็ยอมทำด้วย พอคลิปออกผลตอบรับดีมาก มีคนมาคอมเมนต์ว่าคุณพ่อเสียไปแล้ว แต่ถ้าพ่อยังไม่เสียแล้วได้ดูวิดีโอนี้น่าจะรักกันมากขึ้น มีคอมเมนต์ว่าคิดถึงพ่อ ปันไปยิมแล้วเจอคุณน้าผู้ชายมาบอกว่าขอบคุณคุณพ่อปันมาก เพราะคลิปทำให้เขาใจกว้างขึ้น และเข้าใจลูกที่เป็น LGBTQ+ มากขึ้น หรือบางคนบอกว่า ดูวิดีโอนี้แล้วกล้าคุยกับพ่อแม่มากขึ้น ปันดีใจที่สิ่งที่ปันกับพ่อทำได้ทำให้คนอื่นยอมรับกันมากขึ้น 

ความฝันของ 'ปันปัน นาคประเสริฐ' Pangina Heals แดร็กควีนไทยในรายการแดร็กควีนระดับโลก

การก้าวเข้าวงการบันเทิงในฐานะพิธีกรรายการ Drag Race Thailand ล่ะ ได้ให้ประสบการณ์กับปันปันอย่างไร 

ได้เรียนรู้เกี่ยวกับแฟชั่นเยอะมาก ๆ โดยเฉพาะการทำงานกับ พี่อาร์ต อารยา เพราะก่อนหน้านั้นปันไม่รู้เรื่องแฟชั่นเลย แค่รู้สึกว่าถ้าแต่งออกมาสวยคือจบ แต่พี่อาร์ตได้สอนว่า แฟชั่นคือภายนอกที่แสดงว่าคุณเป็นใครต่อโลก (Fashion is something that is an external part of who you are, and it’s a representation of you to the world.) 

แล้วรายการ Drag Race UK versus The World ที่ปันปันไปร่วมเป็นผู้เข้าแข่งขัน ปันปันไปแข่งด้วยแนวคิดอย่างไร

ปันมองว่าปันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ปันเป็น ปันเป็นคนไทย ปันเป็นลูกครึ่งไต้หวัน ปันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ปันเป็นกะเทยไทยคนแรกบนเวที RuPaul’s Drag Race UK เพราะฉะนั้น ปันจะเอาวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปฟาดไปโชว์ให้โลกรู้ 

จริง ๆ RuPaul’s Drag Race UK ก็เป็นเหมือน Miss Universe ของกะเทยนะ (หัวเราะ) ประเทศไทยเคยได้มงจาก Miss Universe มาแล้ว 2 มง ปันไป RuPaul’s Drag Race UK มงที่ 3 ของประเทศต้องมา ปันจริงจัง และปันแสดงจุดยืนนี้ในรายการตอนแรกด้วยการเดินเข้าบ้านด้วยลุค คุณปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก Miss Universe ค.ศ. 1988 ซึ่งนั่นเป็นปีที่ปันเกิดพอดีด้วย 

ในคลิปแนะนำผู้เข้าแข่งขันรายการ ทำไมถึงเลือก “อีนี่มันต้องโดนตบ” เป็นประโยคเปิดตัว

ประโยคนี้มาจาก มีนตรา พึ่งไม้ หรือ Meannie Minaj ผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand Season 1 วันหนึ่งปันกับมีนตรากำลังนั่งเล่นกันอยู่ แล้วเปิดหนังเรื่อง Obsessed ไปด้วย พอถึงฉากที่นางเอกเล่นโดย Beyonce เจอกับผู้หญิงที่มาแย่งสามี มีนตราดูแล้วโมโหเลยพูดว่า “โหย อีนี่มันต้องโดนตบ!” พอตอนถ่ายคลิปแนะนำตัวของ RuPaul’s Drag Race UK versus The World เขาบอกให้พูดคำที่เข้ามาในหัวถ้าต้องสู้กับใคร คำว่า “อีนี่มันต้องโดนตบ!” ของมีนตราก็เข้ามาในหัวทันทีเลย (หัวเราะ)

ความเชื่อของ ‘ปันปัน นาคประเสริฐ’ หรือ Pangina Heals แดร็กควีนไทยหนึ่งเดียวในรายการ RuPaul’s Drag Race UK versus The World
ความเชื่อของ ‘ปันปัน นาคประเสริฐ’ หรือ Pangina Heals แดร็กควีนไทยหนึ่งเดียวในรายการ RuPaul’s Drag Race UK versus The World

อีกบทบาทหนึ่งของปันปันนอกจากการโลดแล่นในวงการบันเทิง คือร้าน House of Heals อะไรที่ทำให้อยากเปิดร้าน และอะไรที่ทำให้ที่นี่เป็น ‘บ้าน’ 

ปันเคยทำงานในธุรกิจกลางคืนมาประมาณ 10 กว่าปี แล้วปันรู้สึกว่าหลายคลับหรือบาร์มักจะเรียกแดร็กควีนไปแสดง แต่ไม่ได้มีสถานที่และอุปกรณ์ที่อำนวย ไม่มีไฟที่ดี เสียงเดี๋ยว ๆ ก็ดับเพราะดาวน์โหลดจาก WiFi หรือบางที่เวทีไม่มีด้วยซ้ำ มันไม่ผิดหรอก แต่มันกลายเป็นความฝันใหญ่อันหนึ่งของแดร็กควีนอย่างปันเลยว่า อยากจะสร้างพื้นที่ที่ทุกอย่างพร้อมที่สุด ในการสนับสนุนการแสดงของแดร็กควีนให้ได้เฉิดฉายอย่างเต็มที่ 

ปันเลยสร้าง House of Heals ขึ้นมาด้วยคติที่ว่า คลับของแดร็กควีน ที่ทำโดยแดร็กควีน เพื่อแดร็กควีนและทุกคน (A drag club that is made by a drag queen for a drag queen and everyone.) คลับที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดศูนย์รวมการแสดงความสามารถของแดร็กควีนและนักร้องชาวไทย ที่คนต่างชาติมามาดูและพูดได้เต็มปากว่า นี่คือคุณภาพระดับโลก ซึ่งปีนี้ House of Heals ก็เข้าปีที่ 3 แล้วค่ะ

ที่ใช้คำว่าบ้าน หรือ House ในชื่อ House of Heals เพราะปันอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน เพราะฉะนั้น พนักงานที่ทำงานที่นี่ไม่ใช่พนักงาน แต่เป็นครอบครัว คนที่มาเที่ยวเราไม่เรียกว่าลูกค้า แต่เราเรียกว่าแขกของบ้าน บ้านคือที่ที่คนมีความสุข บ้านคือที่ที่อยู่กับครอบครัว ที่ House of Heals ทุกคนจะดูแลแขกของเหมือนเขามาเยี่ยมบ้านปันจริง ๆ

สำหรับปันปัน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเด็น LGBTQ+ อะไรที่ควรเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนที่สุด

ปันมองว่าพื้นฐานเลยคือสิทธิและเสรีภาพในการพูด ตอนเรียกร้องเพื่อสมรสเท่าเทียม ปันได้ไปโชว์แต่งเป็น Mariah Carey ร้องเพลง When You Believe ในการประท้วงอย่างสันติที่ถูกกฎหมาย ปรากฏว่าหมายศาลมาที่บ้านเลยค่ะ มันเศร้ามากเลย ทำไมเราเรียกร้องอะไรให้สถานการณ์ในประเทศเราดีขึ้นไม่ได้ ปันมองว่าเราทุกคนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการเรียกร้องและพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา เพื่อเดินทางไปในอนาคตที่ดีขึ้น ซึ่งปันเองถึงจะโดนหมายศาลแบบนี้ แต่เพื่อสมรสเท่าเทียมที่ปันเชื่อ ปันจะแสดงจุดยืนต่อไป ปันไม่เงียบหรอกค่ะ! 

อะไรคือสิ่งที่ภูมิใจที่สุดที่ได้ทำ

(นิ่งคิด) หลายอย่าง แต่เรื่องที่ภูมิใจมาก ๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตด้วยซ้ำนะ อาจเป็นแม่ส่งข้อความมาบอกว่า ‘ภูมิใจในตัวเธอจังเลยเนอะ’ หรือคนส่งข้อความมาบอกว่า ‘เยี่ยมมาก Good job’ จากการที่เราไปแต่งหญิงในงานของเขา อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่แค่นี้เองก็ทำให้เรารู้สึกเต็มมาก อิ่มมาก 

ความภูมิใจมาก ๆ อีกอย่างคือการได้เปิด House of Heals เวลาปันหันไปรอบ ๆ ร้านแล้วเห็นแขกทั้งร้านยิ้มและหัวเราะอยู่ ได้เห็นว่าร้านมันเยียวยาคนอื่นผ่านการแสดง การเต้น และเสียงเพลง เหมือนร้าน House of Heals ช่วยให้คนได้พักจากปัญหาของเขาไปได้ชั่วขณะ ถึงปันจะเหนื่อยหรือเครียดแค่ไหน เห็นแบบนี้แล้วก็หายทันทีเลยนะ ปันดีใจและภูมิใจที่ร้านปันทำให้คนอื่นมีความสุข 

ความเชื่อของ ‘ปันปัน นาคประเสริฐ’ หรือ Pangina Heals แดร็กควีนไทยหนึ่งเดียวในรายการ RuPaul’s Drag Race UK versus The World

อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่ปันปันได้เรียนรู้จากชีวิต

คนที่อยู่กับเราในเวลาที่เราตกต่ำที่สุด นั่นคือเพื่อนแท้เราเท่านั้น เพราะทุกคนพร้อมที่จะอยู่กับเราในช่วงเวลาที่เราขึ้น แต่น้อยมากที่จะอยู่กับเราตอนเราลง

ตอนนี้ความฝันของปันปันคืออะไร

เรื่องแรก ปันอยากเปิด House of Heals ไปอีกยาวนาน (ลากเสียง) เรื่องที่ 2 หลังจากปันไปแข่ง RuPaul’s Drag Race UK versus The World จบ ปันก็อยากไปทัวร์แสดงทั่วโลก

มีอีกความฝันที่อยากเล่าถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยนึกว่าจะได้แต่ปันได้แล้ว คือการเป็น Brand Ambassador ในฐานะแดร็กควีนให้กับ PULSE CLINIC คลินิกที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย สำหรับปัน ความรู้คือพลัง ปันเลยดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะสุขภาพทางเพศก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพร่างกาย และแน่นอนว่าสำคัญไม่แพ้สุขภาพจิตด้วย เราจึงต้องดูแลสุขภาพทุกด้านอย่างเต็มที่ค่ะ

ความเชื่อของ ‘ปันปัน นาคประเสริฐ’ หรือ Pangina Heals แดร็กควีนไทยหนึ่งเดียวในรายการ RuPaul’s Drag Race UK versus The World

Writer

Avatar

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

แม้ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ บรรณาธิการนิตยสาร The Jam Factory ผู้จัดการแกลเลอรี่ ช่างภาพ และอดีตพิธีกรรายการ Strawberry Cheesecake จะยืนกรานว่าเรื่องราวนิวยอร์กของเธอนั้นสั้นเกินกว่าจะพูดคุย เราก็ยังยืนยันว่าสนใจช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติตัวเองจากคนเบื้องหน้าสู่การทำงานเบื้องหลังของเธออยู่ดี

นิวยอร์กของผ้าป่านเริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามง่ายๆ โจทย์ใหญ่แห่งยุคสมัยอย่างการค้นหาตัวเองจุดประกายให้ใครต่อใครยอมแลกบางสิ่งเพื่อบางอย่าง

นอกจากเรื่องที่เรารู้อย่างการออกเดินทางเพื่อถ่ายรูปบ้านเมืองและผู้คนในอีกฟากฝั่งมหาสมุทร วิธีการคิดและการตกตะกอนในตัวเองของผ้าป่าน เปลี่ยนภาพจำอันฉูดฉาดของนิวยอร์กที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง

จริงอยู่ เรื่องราว 30 วันนิวยอร์กอาจจะสั้นเกินกว่าที่ชีวิตใครจะตกผลึก

แล้วคนเราต้องการเวลาเท่าไหร่สำหรับการทำความเข้าใจตัวเอง

CHAPTER 01

“เราทำงานเบื้องหน้ามาตั้งแต่อายุ 15 และทำมาโดยตลอด มีช่วงหนึ่งที่เราถ่ายงานทั้งเดือน มาถึงจุดที่ถามตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เหรอ”

เมื่องานเบื้องหน้าที่ใครๆ ก็ฝันไม่ใช่คำตอบของผ้าป่าน แล้วอะไรล่ะที่ใช่ เราถามผ้าป่านพร้อมกับที่เธอถามตัวเอง

ผ้าป่านก็เหมือนกับเราทุกคน ในวันที่เรียนจบ ยังไม่ทันที่จะได้รับใบประกาศจากทางการที่ยืนยันทั้งศักดิ์และสิทธิ์ถึงองค์ความรู้ของแหล่งเรียนมา พวกเราก็ออกข้อสอบคำถามอัตนัยให้ชีวิต ว่าด้วยเรื่อง ‘กระบวนการค้นหาตัวตนภาคปฏิบัติ’ พร้อมด้วยกระดาษคำตอบที่มากพอให้คุณยกมือขอได้ตลอดเวลา

นิวยอร์ก เข้ามาเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ จากคำเชิญชวนของเพื่อนสาว (แพร-รัมภาพร วรสีหะ) ช่างภาพที่มาเรียนต่อที่ International Center of Photography (ICP) ในแมนฮัตตัน

“ช่วงก่อนไปนิวยอร์ก เราดูข่าวเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในข่าวเป็นเรื่องของทหารที่ถูกรถกระบะขับเทียบแล้วประกบยิงขณะที่ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ จากนั้นข่าวก็ตัดเข้าสู่ข่าวต่อไป เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมทุกคนเคยชินได้ขนาดนั้น เหตุการณ์นั้นกระทบจิตใจเรามาก หลังจากวันนั้นเราก็ตั้งใจว่าเราคงต้องทำอะไรสักอย่าง จริงๆ เราแอบคิดจะนำภาพในอินสตาแกรมที่เป็นชุดต้นไม้แห้งตายมาทำโปสการ์ดระดมเงินทุนช่วยองค์กรที่ทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง และตอนที่จะไปนิวยอร์กเราก็คิดว่า เราน่าจะได้ชุดภาพต้นไม้กลับมาอีก” นี่จึงเป็นที่มาของทริปเดินนิวยอร์กตลอด 30 วัน

ผ้าป่านบอกเราตลอดบทสนทนาว่า ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องราวสวยหรูชวนฝัน ก่อนออกเดินทางเธอต้องนำแผนการชีวิตล่วงหน้าทั้งหมดเสนอขอใบอนุญาตจากครอบครัว ประกอบด้วย เงินเก็บจากการทำงานตั้งแต่อายุ 15 แผนการใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง และการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนช่วงที่กลับมากรุงเทพฯ เมื่อครบเวลากำหนด พร้อมแจ้งช่วงเวลาสิ้นสุดการพักร้อนยาวๆ นี้เพื่อมองหางานใหม่หลังลาออกจากเส้นทางเบื้องหน้าแสนสบาย

นอกจากภาพจำในหนังแล้ว ผ้าป่านมีข้อมูลเกี่ยวกับนิวยอร์กไม่มากมาย ไม่มีที่ไหนอยากไป ห้ามพลาด หรือเป็นพิเศษกว่าที่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการออกเดินทางในยุคนั้นไม่ได้เป็นกิจกรรมที่นิยมแบบทุกวันนี้ ไม่ได้มีรีวิวเกี่ยวกับนิวยอร์กมากมายนัก อีกส่วนเป็นเพราะ แม้กระทั่งเธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังตามหาจากนิวยอร์กนั้นคืออะไร

“เราไปด้วยความว่างเปล่ามากๆ โอเค หยุดงาน แล้วไปเลย ไปถึงเพื่อนก็จะอธิบายให้ฟัง ถนนเป็นแบบนี้นะ โหลดแอพพลิเคชันนี้นะ เพื่อดูว่าจะนั่งรถไฟฟ้าไปลงตรงไหนและเดินอย่างไร แค่นั้นเลย”

CHAPTER 02

สำหรับใครหลายคน นิวยอร์กเป็นเมืองแห่งความฝัน เมืองที่มีผู้คนหลากหลาย เมืองแห่งโอกาส เมืองแห่งเสรีภาพ แต่สำหรับผ้าป่าน คำนิยามเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลกับเธอ

ผ้าป่านเล่าว่า เธอชอบฟังเรื่องราวของที่คนออกเดินทางแล้วได้พบสถานที่ใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ แต่สำหรับตัวเธอเมื่อกลับมาจากนิวยอร์กนั้น เธอรู้จักเพื่อนใหม่เพียงนิ้วมือนับ

หากสังเกตจากบุคลิกและไลฟสไตล์ของเธอ คุณคงจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า เมืองที่มีพลังงานใหม่ๆ ใหลเวียนอยู่ตลอดเวลาอย่างนิวยอร์ก มีอิทธิพลต่อสาวพลังเหลือล้นคนนี้อย่างไร

“แต่ละวัน เราจะนั่งรถไฟขึ้นไปตามถนนเส้นบน แล้วเดินไล่ลงมาจนกลับที่พักของเพื่อนในย่าน Time Square เป็นการเดินสำรวจและถ่ายภาพอย่างเดียว เราจำไม่ได้ว่าเราเจออะไรบ้าง ไม่รู้ว่าสถานที่นั้นๆ คือที่ไหน สำคัญอย่างไร จำได้เพียงว่า ขณะที่เดินๆ อยู่ ถ้าเงยหน้ามาเราจะเจอตึก Empire State เราก็ขึ้นไปดูวิว แค่นี้เลย มีบางช่วงที่เราดูพระอาทิตย์ตกติดๆ กัน 3 วันใน 3 สถานที่ เป็นช่วงเวลาที่ชอบมาก วันแรกไปตึก Empire State วันต่อมาไปดูที่สะพาน Brooklyn อีกวันไป Williamsburg จริงๆ มันคงไม่ได้อยู่ที่สถานที่หรอก มันอยู่ที่เวลา

“เราเป็นคนพลังเยอะ ทำนู่นทำนี่แบบนี้ตลอดเวลา เราไม่เคยหยุดคุยกับตัวเองเลย พอได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่ติดต่อใครไม่ได้มาก เราก็ได้อยู่กับตัวเอง ปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ต้องรู้สึกแบกรับอะไรอย่างที่เคย เพราะตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เราติดต่อสื่อสารกับคนอยู่ตลอด” ผ้าป่านบอกว่า นี่เป็นช่วงแรกในชีวิตที่เธอได้ใช้เวลากับตัวเองจริงๆ

เมื่อได้อยู่กับตัวเอง เราจึงได้สังเกตหัวใจตัวเอง

“ปกติเราไม่ใช้คนเขียนไดอารี่ จะมีบ้างที่เขียนสรุปความรู้สึก แต่ตอนไปนิวยอร์กเราเขียนไดอารี่ทุกวัน เราไปที่ไหนมาบ้าง แต่ละวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เชื่อไหมว่าในนั้นเต็มไปด้วยความกดดันมากด้วยคำถามจากตัวเรา เรามาทำอะไรที่นี่ เราจะทำยังไงกับเงินที่ใช้จ่ายไปมากมายขนาดนี้ หลังลาออกจากงานแล้วชีวิตจะเป็นยังไงต่อ” ผ้าป่านเล่าให้เราฟังถึงชุดความคิดที่วนเวียนอยู่รอบตัวเธอตลอด 15 วันแรกที่นิวยอร์ก

บทสนทนาระหว่างผ้าป่านและผ้าป่านตัดสลับกันไปมาผ่านหน้ากระดาษและระหว่างนั่งเฉย มีทั้งการตั้งคำถาม ให้คำตอบ ปลอบและอภัยแก่ตัวเอง ด้วยสาระสำคัญเดิมๆ ที่บอกไม่ให้กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่ดึงสติให้เตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่อาจจะรออยู่

หลังจากที่เวลาล่วงเลยผ่านไป 15 วัน ช่วงเวลาที่ผ้าป่านรอคอยก็มาถึง

“วันนั้นเราไปที่เซ็นทรัลพาร์ก เราจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้ไม่แน่ชัด แต่ยังจะความรู้สึกของวันนั้นได้อยู่ ระหว่างที่เรานั่งอยู่ในสวนที่เซ็นทรัลพาร์ก กำลังมองดูเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่กับคุณตา จะว่าไปภาพตรงหน้านั้นไม่ต่างจากฉากในหนังรักที่คุ้นเคยกันสักเรื่อง ภาพทุกอย่างค่อยๆ เกิดขึ้นช้าๆ ทุกอย่างสงบมาก และมีความสุขมาก

“ขณะที่เรานั่งอยู่คนเดียว ในหัวก็คิดว่า ถ้าเราหายไปตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยนะ จริงๆ ตัวเราเองเป็นศูนย์ เราไม่ได้สำคัญไปกว่าใครเลย เราวิ่งวุ่นกับบางสิ่งนั้นๆ เพราะอะไร ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองสำคัญมากนะ แต่หมายความถึงการไม่ยึดติดกับกระบวนการข้างใน เหมือนเรายอมให้อภัยตัวเองจริงๆ อยู่ดีๆ เราก็ร้องไห้ออกมา” ผ้าป่านเล่าความรู้สึกที่เข้าใจแล้วอิสระที่เกิดจากการปล่อยวางนั้นคืออะไร

นอกจากสลายความคิดวนเวียนที่มีในช่วง 15 วันแรกได้อย่างปลิดทิ้ง ยังทำให้การเดินเที่ยวนิวยอร์กครึ่งเดือนหลังสนุกขึ้นทันตา

“นิวยอร์กของเราจบลงแบบนั้น จบลงด้วย… จำชื่อสถานที่อะไรก็ไม่ได้” ผ้าป่านเล่าด้วยเสียหัวเราะ

แต่ถึงอย่างนั้น วิธีปลดล็อกตัวเองที่ผ้าป่านค้นพบในเซ็นทรัลพาร์กก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกการเดินทางของเธอหลังจากกลับจากนิวยอร์ก เช่น เนปาลและเบอร์ลินในปีถัดมามีความหมาย เพราะเธอพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่การรับพลังจากข้างนอก หากแต่เป็นพลังที่เราได้จากการตกผลึกสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเองเมื่ออยู่กับตัวเอง

CHAPTER 03

หลังกลับจากนิวยอร์ก ผ้าป่านสารภาพว่าเธอใช้เวลาทั้งปีนั้นเข้าถ้ำฝึกฝนวิทยายุทธ์ทำภาพในแบบที่เธอชอบ อาศัยการดูให้เยอะและลงมือทำให้มากๆ แล้วถามตัวเองว่าเห็นต่างกับสิ่งนี้อย่างไรเพื่อที่จะได้รู้สไตล์ของตัวเอง

“เราชอบภาพขาวดำยุคเก่า ดูงานยุค 60 และ 70 มากๆ จะเห็นว่างานยุคนี้จะเล่นกับแสง รูปทรง ทิศทาง เรื่องมุมและเหลี่ยม เรื่องจังหวะเป็นหลัก ซึ่งเราชอบงานของ Henri Cartier-Bresson (อ็องรี การ์ติเยร์-เบรสซง) มาก งานเราก็เลยเป็นสไตล์นั้น จะแก่ๆ หน่อย ไม่ค่อยเชื่อมต่อกับคนยุคนี้เท่าไหร่” ผ้าป่านอธิบายลักษณ์งานสไตล์โปรดของเธอให้ฟัง

ก่อนจะถามถึงช่วงเวลาและจังหวะของนิวยอร์กที่สะกดให้เธอยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพ

“ช่างภาพสายสตรีทมักจะถูกดึงดูดด้วยจังหวะและบุคลิกน่าสนใจของคน แต่สำหรับเรา แสงและผิวสัมผัสจะทำงานกับเราเป็นพิเศษ สมมติถ้าเจอแสงสวย เราจะตัดสินใจยืนรอตรงนี้แหละ อีก 20 นาทีเดี๋ยวต้องมีอะไรเกิดขึ้น วิธีการของเราคือแบบนั้น เมื่อเจอมุมที่สวย แสงที่ใช่ ผิวสัมผัสให้ความรู้สึกที่ดี มีเงาพาดลงมา มีเส้นนำสายตา เราก็จะวางกรอบนั้น ยืนรอไปเรื่อยๆ ภาวนาในใจขอให้มีคนที่แต่งตัวคล้ายภาพในหัวของเราปรากฏตัวขึ้นในกรอบที่คิดไว้” ผ้าป่านเล่าความเป็นมาของชุดภาพขาวดำจากนิวยอร์กที่เป็นเสมือนประตูโอกาสเปลี่ยนชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง

หลังจากที่ผ้าป่านนำชุดภาพถ่ายจากนิวยอร์กนี้ไปปรึกษาเรื่องผลิตโปสการ์ดพี่ติ้ว (วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์) ตามความตั้งใจเดิม นอกจากจะเข้าตาพี่ติ้วอย่างจังแล้ว เขาตัดสินใจชวนเธอจัดนิทรรศการ โดยสร้างความมั่นใจให้เธอผ่านคำแนะนำและชื่นชมจากอาจารย์และช่างภาพอาวุโสของสมาคมช่างภาพขาวดำแห่งประเทศไทย จนเกิดเป็นนิทรรศการ No[w]here Man จัดแสดงที่ Maya’s Secret Gallery ถนนสีลม แล้วนำรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิเพื่อนหญิง ที่ทำงานช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผ้าป่านบอกว่าทั้งหมดเกิดขึ้นเป็นเพราะความโชคดี แต่ใครก็รู้ว่า การรักษาโอกาสนั้นไว้ให้ได้และให้ดี ไม่ใช่เรื่องของโชคเลยสักนิด

“เรารู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งกาจไปกว่าใคร แต่มันเป็นโอกาสที่เข้ามาหาเรา และเราก็พร้อมที่จะทำโอกาสนั้นให้ดีที่สุด ที่บ้านเราสอนเสมอว่า ให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเพราะไม่มีใครรู้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไหร่ ในวันที่โอกาสเข้ามาแล้วเราไม่พร้อม คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวของเรา

“เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิด เราแค่ได้รับอิสรภาพ และยอมอนุญาตให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งนั้น เรียนรู้และใช้เวลากับมันจริงๆ ซึ่งเราเชื่อว่าในที่สุดมันจะมีทางของมันที่เป็นคำตอบของเรื่อง เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นมีระยะเวลาช้าเร็วเท่าไหร่”

นิวยอร์กมีส่วนทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นหรือเปล่า เราถาม

“จริงๆ เป็นเพราะในทุกกระบวนล้วนมีความไม่สวยงามอยู่ในนั้น เพราะว่ารู้สึกทุกข์ เราจึงหาคำตอบ และแก้ไขมัน ดังนั้นโปรดอดทนในกระบวนการสร้างความแข็งแกร่ง อย่าฉาบฉวย อย่าอยากได้แค่ผลลัพธ์ปลายทาง ทุกคนที่เราเห็นว่าเส้นทางปลายทางสวยงามของเขา ล้วนผ่านเรื่องเหล่านี้มาทั้งนั้น” คำตอบของผ้าป่านทำให้เราคิดถึงตัวละคร Andrea Sachs (แอนเดรีย แซคส์) ของ Anne Hathaway ใน The Devil Wears Prada อย่างไรอย่างนั้น

ช่วงเวลาสั้นๆ ในนิวยอร์กสอนบทเรียนสั้นๆ ให้ผ้าป่าน เรียนรู้ที่จะให้อิสระกับตัวเอง

การมองเห็นและยอมรับกับตัวเองว่า ใช่ เราจับมันแน่นไป และมันก็มีหนทางหรือวิธีอื่นๆ ที่จะไปถึงตรงนั้น แค่ยอมให้พื้นที่ว่างกับมัน

และหากคุณติดตามเธออยู่เหมือนกันกับเรา คุณก็จะพบว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้สาวน้อยคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเอง และชัดเจนกับสิ่งที่เธอเลือกแล้ว มีนิวยอร์กเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่มากก็น้อย

ถ้าวันนั้นไม่ได้ตัดสินใจไปนิวยอร์กคิดว่าชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไร เราถามทิ้งท้าย

“ถ้าวันนั้นไม่ได้ไปนิวยอร์ก เราอาจจะยังทำงานเบื้องหน้าอยู่และคงรู้สึกไม่ดีกับการที่ตัวเองไม่สวย ไม่รู้จักการให้คุณค่าแก่ตัวเองในแง่มุมอื่น ซึ่งเราอยากบอกกับทุกคนเสมอมาว่า โลกเรามันกว้างมาก ไม่ได้บอกว่าให้ไปเที่ยว แต่ความหลากหลายของคนในโลกทำให้รู้ว่าคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ความสวย มันอยู่ที่อย่างอื่น และเราเจอมันหรือเปล่า”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load