คุณภากร ปีตธวัชชัย คือกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา นอกจากเป็นศูนย์กลางระดมทุนของผู้ประกอบการธุรกิจ เป็นช่องทางออมและลงทุนของประชาชน งานของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือส่งเสริมและยกระดับบริษัทจดทะเบียนให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่สร้างความเข้าใจและเป็นต้นแบบแนวคิดการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจซึ่งส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม

ความท้าทายใหม่ๆ ของภาคตลาดทุน และโลกที่พบกับความไม่แน่นอนตลอดเวลา ทำให้เราสนใจวิธีคิด วิธีบริหาร และการรับมือกับช่วงเวลาต่างๆ ของกัปตันทีมคนนี้

ไม่ใช่โลกเท่านั้นที่เปลี่ยน เขาเองก็อยากเปลี่ยน 

เปลี่ยนความเข้าใจความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งคุณภากรเล่าเรื่องนี้ได้สนุกมาก

เปลี่ยนให้คนทั้ง 760 คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ 

เปลี่ยนบริษัทใหญ่ให้คิดถึงการช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการที่ยั่งยืนกว่า

จากนักเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สู่จุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

ลำพังประสบการณ์ทำงานที่มีมายาวนานในแวดวงตลาดทุนอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เป็นเพราะวิธีคิดที่แสนนอกกรอบ ทั้งการวางพิมพ์เขียวในองค์กรเพื่อสร้างคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงแทนการสร้างผลงานที่ใช้เวลาน้อยกว่า หรือการกำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงานแต่ละส่วนงานให้แตกต่างกันตามหน้าที่และโจทย์ที่ต้องการไปถึง แทนการกำหนด KPI เดียวสำหรับทั้งองค์กรซึ่งบังคับใช้ง่ายกว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยุคนี้ ไม่เพียงการยอมรับในวงการตลาดทุนทั่วเอเชีย คนนอกวงการอย่างเรายังมีโอกาสเห็นความร่วมมือกับภาคสังคม สร้างนักธุรกิจเพื่อสังคม โดยล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะมีงาน SET Social Impact Day ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้จะมีงานวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม ภายใต้แนวคิด ‘Partnership for Impact Co-creation ออกแบบ ทางออก มหาชน’ พบกับการเสวนากว่า 10 หัวข้อจาก 35 วิทยากรชั้นนำ ครอบคลุมประเด็นปัญหาสังคม 5 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม กลุ่มเปราะบาง รวมถึงการเกษตรและพัฒนาชุมชน ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมกว่า 60 แบรนด์นำเสนอแนวคิดธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์แก้ไขปัญหา แลกเปลี่ยนความรู้กับบริษัทจดทะเบียนระดมไอเดียพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกัน

แนวคิดการบริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนี้น่าสนใจเพียงใด คุณภากรรอเล่าให้เราฟังอยู่แล้ว 

คุณภากร ปีตธวัชชัย คือกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

จากนักเรียนวิศวกรรมศาสตร์ มาสู่จุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อย่างไร

จริงๆ ผมอยากเป็นสถาปนิกมาก่อนนะ แต่ที่บ้านเป็นวิศวกรกันหมด หลังจากเรียนจบวิศวะการไฟฟ้าจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เกือบไปสมัครเป็นนักบิน แต่ไปเรียนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เป็นครั้งแรกที่รู้จักศัพท์การเงินและศัพท์ทางกฎหมาย พอเรียนไปก็เริ่มสนุก มองว่าการเงินเป็นเส้นเลือดของการทำธุรกิจ ได้เข้าใจว่าการใช้ความรู้เรื่องการเงินในทางที่ดีทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจลดลงหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าต้องสอนวิชาการเงินและการลงทุน 101 เนื้อหาคาบแรกที่จะสอนคืออะไร

ผมเคยสอนวิชานี้ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT โดยเริ่มจากภาพรวมของระบบนิเวศการทำธุรกิจ ทำให้เห็นว่าเรื่องของการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องตรงส่วนไหนบ้าง ก่อนเริ่มเข้าสู่เรื่องระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ซึ่งคุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าภาคธุรกิจเขาใช้ระบบการเงินทำอะไรบ้าง ต่อด้วยเรื่องการระดมทุนว่าต้องทำอย่างไร มีข้อมูลอะไรบ้าง และหากนักลงทุนจะลงทุนในบริษัท เขาใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจบ้างเพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมต้องเรียนเรื่องพวกนี้

มีเรื่องไหนเกี่ยวกับการเงินที่คนไทยมักเข้าใจผิด และคุณอยากแก้ไขให้ถูกต้องบ้างไหม

เรื่องความเสี่ยงกับความคาดหวังในผลตอบแทน 

คนมักจะมองว่าอะไรที่แน่นอนคือ ไม่มีความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง ความไม่แน่นอนเองก็ให้ผลตอบแทนที่น้อย ยกตัวอย่าง ถ้าฝากเงินในธนาคารหรือซื้อตราสารหนี้ของภาครัฐที่คุณมั่นใจว่าโอกาสล้มละลายหรือไม่ได้เงินต้นคืนมีน้อย 

ลองคิดตามนะว่าซื้อพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ 

2.9 เปอร์เซ็นต์ ด้วยผลตอบแทนเท่านี้ คุณคิดว่าคุณอยู่ได้ไหมในวันที่เกษียณ

เราจะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าเก็บเงินได้ดอกเบี้ยแค่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ อยู่ไม่ได้ 

เราก็ต้องเริ่มรับความเสี่ยงสูงขึ้น โจทย์คือแล้วจะรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน เราจะเลือกลงทุนในอะไรดี

คุณก็ต้องกระจายความเสี่ยง โดยเริ่มคิดก่อนว่า หนึ่ง ในระยะกี่ปีต่อจากนี้ คุณอยากได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ การได้ผลตอบแทนเท่านั้นต้องกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง อาจจะเป็นตราสารหนี้ 20 เปอร์เซ็นต์ เงินฝาก 10 เปอร์เซ็นต์ หุ้นตัวใหญ่ๆ ในประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่างประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ หุ้นตัวเล็กๆ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ คุณจะรู้ได้ยังไง ก็ต้องศึกษา ซึ่งมีคนมากมายรอให้ความรู้คุณ ที่ปรึกษาทางการเงินตามธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญผ่านกองทุนรวม บอกเขาไปเลยว่าอยากได้ค่าตอบแทน 5 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี เขาช่วยคุณคิดได้เลย

ถ้าคิดเองไม่ได้ ก็จงให้คนอื่นช่วยคิด?

ใช่ ทั้งหมดนี้เป็นวิทยาศาสตร์เพราะใช้ข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ผมเชื่อว่าถ้าคุณบริหารความเสี่ยงได้ดี จากเดิมที่มั่นใจว่าของที่แน่นอนไม่มีความเสี่ยง คุณมั่นใจได้เลยว่ามีเงินไม่พอ ทำไมไม่กระจายความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงนั้นให้ได้ผลตอบแทนที่คุณคาดหวังได้ บางปีมีขึ้น-ลง แต่ในระยะยาวให้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่าเยอะ

เราจะทำยังไงให้คนเริ่มคิดว่า ถ้าอยากมีเงินพอต้องยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหนในการลงทุนระยะยาว

ศึกษาหาความรู้ คุณเชื่อไหมว่าตอนผมทำงานปีแรกๆ เงินฝาก 3 เดือน ดอกเบี้ย 27 เปอร์เซ็นต์ เพราะเศรษฐกิจโตมหาศาล จากนั้นก็เกิดวิกฤต โอกาสแบบนั้นไม่มีอีกแล้ว พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีตอนนั้นดอกเบี้ย 12 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ไม่มีแล้ว มีแต่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ อาจจะมีบางคนที่คิดว่าเศรษฐกิจจะกลับไปดีแบบนั้นได้ แต่คุณก็เห็น เศรษฐกิจ 10 ปีที่ผ่านมามันไม่เกิดขึ้น

นี่คือสิ่งที่อยากฝาก ว่าคนเราต้องเปลี่ยน อย่าไปคิดว่าเรื่องเคยเป็นจะต้องเป็น

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนไทยทั้งประเทศเรามีความรู้เรื่องการเงินเยอะขึ้น

เขาจะอยู่ดีกินดี 

ผมขอถามคุณกลับ ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของบริษัท คุณว่ายากไหม

ยากมาก

ยากมาก จริงไหม ยากที่บริษัทจะเติบโต อีกวิธีหนึ่งคือลงทุนในหุ้นซึ่งถือเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ต้องซื้อเป็นตัวๆ ก็ได้เพราะเราไม่รู้ว่าบริษัทไหนจะดี การซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น คุณจะเป็น 1 ในเจ้าของโดยที่มีคนเป็นตัวแทนคุณ คอยดูว่าเขาบริหารดีหรือเปล่า

นี่คือสิ่งที่อยากเปลี่ยน ซื้อหุ้นมีความเสี่ยงนะ แต่จะบริหารความเสี่ยงนั้นอย่างไร คุณอย่าไปดูระยะสั้น ของพวกนี้แปบเดียวไม่เห็นผล

คุณเชื่อในตัวเลขมากแค่ไหน

ถ้าคุณไม่มีตัวเลข คุณจะตัดสินใจไม่ได้เลย แต่ต้องตรวจสอบตัวเลขที่ได้มาให้ดีนะว่าถูกต้องหรือเปล่า ถ้าตัวเลขผิด ที่มาผิด สมมติฐานผิด ยิ่งผิดทางเข้าไปกันใหญ่ สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขนั้นได้มาอย่างไร ถูกต้องไหม จากนั้นวิเคราะห์ เพราะความเชื่อเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่เกิดก็เปลี่ยน

นอกจากตัวเลข เราใช้ความรู้สึกเข้ามาร่วมตัดสินใจบางเรื่องด้วยได้ไหม

ต้องระวัง เพราะความรู้สึกในอดีตเกิดจากสถานการณ์ในอดีต ผมมักจะเรียกว่า Legacy Believe ความเชื่อนั้นยังอยู่ได้ไหม พฤติกรรมของคนยังเหมือนเดิมหรือเปล่า ยิ่งเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนขึ้นกับสภาวะตลอด อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนมีพฤติกรรมแบบนั้น ต่อให้เวลาเดิมแต่ช่วงนี้อารมณ์ดีไม่ดี ก็ไม่เหมือนกัน

มีเรื่องไหนที่คุณใช้ความรู้สึกตัดสิน

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว มันไม่ใช้ความรู้สึกนะ เป็นเรื่องเหตุและผลมากกว่า ความรู้สึกใช้กับการบริหารคน และการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน กับเรื่องที่ต้องตัดสินใจผมใช้ข้อมูล เหตุผล และความรู้สึกประกอบกัน แล้วแต่เรื่อง

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เป็นคนที่ลุยเอง เพราะต้องการทำให้เขาเห็นว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่ทำได้บ้าง เหตุผลที่เราไม่ปล่อยให้เขาลุย เพราะเขายังไม่มีประสบการณ์และคอนเนกชัน นอกจากนี้ ผมจะชวนคิดหาวิธีการที่เหมาะกับแต่ละเรื่องก่อนเริ่มทำกัน

คุณใช้อะไรวัดผลความสำเร็จของงานที่ทีมทำ

ก็แล้วแต่ว่าทีมนั้นรับผิดชอบดูแลอะไรในส่วนงานไหน ถ้าทีมทำเกี่ยวกับสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หน่วยวัดผลของเขาคงต้องเกี่ยวกับความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวนลูกค้าใหม่ หรือผลกำไร ขณะที่ทีมที่ทำงานเกี่ยวกับ ESG หรือ Environmental Social and Governance หน่วยวัดผลคือ การทำให้บริษัทจดทะเบียนเห็นด้วยกับการลงทุนประกอบกิจการโดยคำนึงถึงเรื่อง สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล จะเห็นว่าวิธีวัดผลก็ต่างกัน

ผมจะบอกคนที่ทำงานกับผมเสมอว่า อย่าทำอะไรเยอะ แต่ขอ 3 เรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน 

เขาว่าคิดว่าอะไรสำคัญที่สุด แล้วจึงสร้างตัววัดผลจาก 3 เรื่องสำคัญนั้น โจทย์คือ ทุกคนต้องเล่า 3 เรื่องสำคัญของตัวเองให้แต่ละส่วนงานทราบพร้อมกัน แล้วมาดูกันว่าเหล่านั้นเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เพื่อให้เขาทำงานเป็นทีม

วิธีการนี้ได้ผลดีแค่ไหน

ถ้าเขาทำสิ่งที่ตอบ 3 เรื่องสำคัญเสร็จก็ทำเรื่องอื่นๆ ต่อไป ไม่ตายตัว แต่ถ้าผิดพลาดไปจากที่ตั้งใจ ก็ให้หยุดเพื่อเรียนรู้ แล้วหาเรื่องใหม่มาทดแทน ผมคิดว่าโลกสมัยนี้มีความไม่แน่นอนเยอะ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวตลอด

การเป็นผู้จัดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อนอย่างไร

บทบาทหน้าที่หลักๆ ในเรื่องระดมทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินยังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือขอบเขตการทำงานจากแค่ทำในประเทศ ขยายไประดับภูมิภาคสู่ระดับโลก มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา เราก็ต้องเริ่มปรับตัวเพื่อรองรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับคุณเรื่องนี้ยากแค่ไหน

คุณเชื่อไหมล่ะ ว่ามันจะเกิดขึ้นเร็ว ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็รอ แต่ถ้าคุณเชื่อและอยากเตรียมตัว คุณก็ต้องเริ่มลงมือแล้ว ความยากคือ เราจะทำอย่างไรให้คนของเราเริ่มคิดที่จะปรับตัว

อะไรคือเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของการปรับตัวในวันนี้

การขยายตลาดไปต่างประเทศ 

คุณรู้ไหม คุณอยากซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม คุณมาซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้นะ มี ETF (กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ Exchange Traded Fund) ชื่อ VN30 ประกอบด้วยหุ้นเวียดนาม 30 ตัวที่ดีที่สุด คุณเปิดบัญชีซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ไหนก็ได้ บรรยากาศเหล่านี้เกิดการเชื่อมกันของ 2 ตลาด โดยตลาดหลักทรัพย์ที่เวียดนามมียอดการซื้อขายเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยกว่าครึ่งเป็นการซื้อขายที่มาจากประเทศไทย คิดดูว่าถ้าเราเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ที่กว้างขึ้นจะเป็นอย่างไร

เท่ากับว่าตลาดหลักทรัพย์ทำงานหนักขึ้น?

แน่นอน คำถามคือแล้วเราจะทำให้คนทั้ง 760 คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุกขึ้นมาทำงานอะไรใหม่ๆ หรือต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วอย่างไร สำหรับผม สิ่งที่ท้าทายคือเรื่องคน เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีคนเก่ง คุณจะทำอย่างไรให้คนเก่งเขียนระบบ เขียนขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานของตัวเองเพื่อออกแบบระบบได้ และระบบที่ดี ทำให้ทุกคนทำงานง่ายขึ้น ตรวจสอบง่ายขึ้น

อะไรคือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงนั้น

การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้คนในอุตสาหกรรมทำธุรกิจได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

แต่เพราะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือเปล่า ถึงทำสิ่งเหล่านี้ได้

ไม่ต้องเป็นตลาดหลักทรัพย์คุณก็ทำ FinTech หรือกลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้การบริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ 

ทุกวันนี้ผู้เล่นในตลาดกำลังเปลี่ยนตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์ม เพราะอยากเป็นโครงสร้างพื้นฐาน อยากทำสินทรัพย์ดิจิทัลกันทั้งนั้น แต่เวลาเราคิดทำอะไร เราไม่ได้มองเป็นส่วนๆ เราคิดถึงการสร้างระบบนิเวศที่ดีแล้วเลือกส่วนที่ทำได้ก่อน

คุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

นอกจากตลาดการเงินและการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องแข่งขันกับใคร

บริษัทที่ไม่ได้เป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ทำธุรกิจเหมือนเรา ในอนาคตไม่จำเป็นว่าต้องมีตลาดหลายแห่ง แค่เป็นบริษัทหรือธุรกิจที่ให้บริการเหมือนกันกับเราก็ถือว่าเป็นคู่แข่งแล้ว เช่นถ้าคุณฝากเงินและอยากได้ผลตอบแทนในอนาคต คุณทำอะไรได้บ้าง ฝากธนาคาร ซื้อหุ้น ซื้อกองทุนรวม ซื้อตราสารหนี้ นี่ไงคู่แข่งเต็มไปหมด ธนาคารเอย บริษัทประกันเอย ใครก็ตามที่ให้บริการใดที่เหมือนกันคือคู่แข่งทางธุรกิจทั้งนั้น

มีเหตุการณ์หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งไหนบ้างที่เปลี่ยนความคิดของคุณครั้งใหญ่

ในชีวิตผ่านวิกฤตการเงินมาหลายรอบมากและแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย บ้างเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจ บ้างเกิดจากองค์กรบางองค์กรแต่ส่งผลต่อภาพรวม วิกฤตแต่ละครั้งสอนให้รู้ว่า ที่เคยคิดว่ารู้ แท้จริงเราไม่เคยรู้ครบ 

สิ่งที่ต้องระวังคือ คุณจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร ถ้าป้องกันไว้ไม่ได้ จะปรับตัวหรือบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง และกับเรื่องที่จัดการไม่ได้ ให้ซื้อประกัน 

คุณรู้ไหมว่าทำไมประเทศในตะวันออกกลางตั้งใจทำธุรกิจสายการบินมาก?

ลดความเสี่ยงจากธุรกิจน้ำมัน?

ใช่แล้ว! ในเวลาที่น้ำมันแพง สายการบินขาดทุนแต่บริษัทขายน้ำมันมีกำไร ในเวลาที่น้ำมันถูก สายการบินมีกำไรแต่บริษัทขายน้ำมันเจ๊ง เป็นการบริหารความเสี่ยงในแบบของเขา

ปรัชญาหรือหลักที่คุณยึดถือในการทำงานคืออะไร

ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ในจุดที่สู้คนอื่นไม่ได้หรืออยู่ในจุดที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ก็อย่าหยุด จงทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ สมัยที่ผมทำงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวและแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ้นปีผมจะบอกทีมซึ่งมีกันอยู่เพียง 70 – 80 คน ว่าปีหน้าเราจะทำอะไรเพิ่มเติม หรือจะเสริมสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วให้ยิ่งขึ้นได้อย่างไร เท่านี้เลย ผมมีหน้าที่ผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่สุด แต่คุณผลักดันคนเก่งของคุณให้ทำงานให้ได้ 

ยังไง

ผมมองแค่นั้น มันคือการทำให้ดีขึ้นเสมอ ถ้าทำเหมือนเดิมอยู่ที่เดิม มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 

ของใหม่ๆ แบบไหนที่คุณเห็นศักยภาพ ตอบโจทย์ลูกค้า เกิดตลาดหรือแผนธุรกิจใหม่ๆ แน่นอนว่าบางโครงการใช้เวลา แต่ควรตกลงร่วมกันว่าอยากจะเห็นหรือให้เกิดไปในทางไหน ถ้าผิดพลาดจากที่คิดก็ถือว่าเรียนรู้และทำเรื่องใหม่ ซึ่งถ้าสำเร็จแล้วคุณจะต่อยอดอย่างไรบ้าง เหล่านี้สำคัญ การที่คุณคิดและทำสิ่งใหม่ๆ ในวันนี้อาจจะทำให้ยังไม่เห็นภาพ แต่เมื่อคุณทำต่อไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มเห็นว่าทั้งหมดต่อเนื่องกันอย่างไร อย่ามองแค่ว่าเมื่อสิ่งใดสำเร็จแล้วต้องจบไป

ประสบการณ์ทำงานหรือความสำเร็จในอดีตที่คุณภูมิใจ

ภูมิใจทุกงาน และไม่มีเรื่องไหนที่เกิดจากการลงมือทำคนเดียวเลย ทุกความภูมิใจเกิดขึ้นจากคนของเราช่วยกันทำ ตอนอยู่ธนาคารไทยพาณิชย์ จากที่เราสู้ธนาคารต่างชาติไม่ได้ เราเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นที่หนึ่งของตลาดเงิน หรือวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เหล่านี้คือผลของการเปลี่ยนแปลง

อะไรขับเคลื่อนคุณให้ทำสิ่งเหล่านี้

ผมมีความคิดว่าถ้าจะทำอะไร ผมจะทำให้ดีที่สุด โดยไม่ได้มองว่าจะทำสิ่งนี้ยาวนานต่อไปแค่ไหน แค่อยากทำหน้าที่ในวาระ 4 ปีให้เต็มที่ 

หน้าที่ของผม 50 เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องคน ผมต้องการสร้างคน เพราะถ้าอนาคตตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องปรับตัว เรามีคนพร้อมรับช่วงต่อในแต่ละเรื่องแล้วหรือยัง หน้าที่ที่เหลือคือการกำหนดพิมพ์เขียวขององค์กรในอนาคต บางอย่างอาจจะถูกหรือผิด แต่เราต้องระบุให้ได้ว่าจะเดินไปทางไหน จะทำหรือไม่ทำ จะทำก่อนหรือทำหลัง ต้องมีพิมพ์เขียวไว้เลย ยิ่งแผนงานครอบคลุมส่วนที่เกี่ยวข้องมากเท่าไหร่ คนที่มาทำธุรกิจหรือใช้ประโยชน์จากตลาดทุนก็ยิ่งมีมากซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ

รวมถึงประโยชน์ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของธุรกิจ

ใช่ โจทย์คือเราจะทำให้ระบบธุรกิจคำนึงถึงเรื่อง สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลได้อย่างไร

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วสร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้การพัฒนากระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ปัญหาความแตกต่างที่มีในสังคม เราจะทำยังไงให้คนใหญ่ช่วยคนเล็ก หรือคนใหญ่ทำงานร่วมกับคนเล็ก 

ทำยังไงให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องและทันเวลา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราเริ่มออกหลักดูแลบรรษัทภิบาลตั้งแต่ก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ช่วงเวลาที่นักลงทุนในตลาดโลกไม่เชื่อข้อมูลเรา เขาบอกว่ามีการบิดเบือนเยอะเพราะไม่มีบรรษัทภิบาล เราจึงร่วมกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน ตั้งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ตั้งศูนย์พัฒนาการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ให้ความรู้ความเข้าใจแก่บริษัทไทยตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว จนวันนี้บริษัทจดทะเบียนไทยมีคะแนนบรรษัทภิบาลเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน

งานด้านความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ อย่างไร

เราเริ่มพูดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจดทะเบียน แต่ความยากคือ สิ่งที่หลายองค์กรทำนั้นไม่ยั่งยืน โจทย์ใหญ่ของเราคือทำอย่างไรให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานของบริษัท จึงเริ่มทำ ESG หรือ Environmental Social and Governance เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงทำกับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เรายังผลักดันให้เกิดบรรยากาศในบริษัทขนาดเล็กด้วยการตั้ง Thailand Sustainability Investment เพื่อบอกว่านี่เป็นกลุ่มบริษัทเล็กที่ทำทุกอย่างเหมือนบริษัทใหญ่เลย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อะไรจากการลุกขึ้นมาสร้างช่องทางและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มทำ SET Social Impact Platform มาตั้งแต่ปี 2559 เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเพื่อสังคมเข้าถึงเงินทุนหรือทรัพยากรของธุรกิจจดทะเบียน และสร้างแรงบันดาลใจให้บริษัทจดทะเบียนเห็นตัวอย่างของการทำกิจการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่มากกว่าการทำกิจกรรมเพื่อสังคม นอกจากสร้างชุมชนนำพาคนที่เชื่อเหมือนกันมาเจอกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรนักธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีบริษัทจดทะเบียนเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ ยังสร้างสรรค์ให้เกิดบรรยากาศการระดมความคิดสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่นในงาน SET Social Impact Day ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยปี 2562 นี้งานจะมีขึ้นวันที่ 17 – 18 กรกฎาคมภายใต้แนวคิด ‘Partnership for Impact Co-creation ออกแบบ ทางออก มหาชน’ 

ทำไมเราถึงไม่ควรพลาดงาน SET Social Impact Day ในปีนี้

ไม่ใช่โอกาสง่ายๆ ที่จะได้ฟัง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พูดเรื่องทางออกอนาคตการศึกษาไทย เห็นรายชื่อวิทยากรทั้งสองวันแล้วผมอยากจะอยู่รอฟังทั้งวันเลย เพราะทั้ง 10 หัวข้อจาก 35 วิทยากรชั้นนำ ครอบคลุมประเด็นปัญหาสังคม 5 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม กลุ่มเปราะบาง รวมถึงการเกษตรและพัฒนาชุมชน นอกจากเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมกว่า 60 แบรนด์นำเสนอแนวคิดธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์แก้ไขปัญหา วันงานยังเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจเพื่อสังคมพบกับบริษัทจดทะเบียนระดมไอเดียพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกัน

10 Questions Answered

by President of The Stock Exchange of Thailand

  1. หากมีโจทย์ให้ธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเอง กิจการของคุณจะเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาสังคมเรื่องอะไร : เรื่องสิ่งแวดล้อม คงเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยบริหารขยะ สำคัญคือ ชวนบริษัทที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันมาทำด้วย 
  2. มุมโปรดในออฟฟิศ : รูปสวยๆ ในตึกนี้ เดี๋ยวผมพาเดินได้เลย ชั้น 26 ที่เป็นห้องประชุมก็รูปสวย 
  3. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : หนังสือชุด Jack Ryan ของ Tom Clancy เล่มที่รุ่นลูกของตัวเอกขึ้นมาเป็นสายลับแทนเขา
  4. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : หลายชมรมเลยส่วนใหญ่เป็นกีฬา
  5. ความรู้ใหม่ล่าสุด : เรื่อง Libra สกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊ก เราเคยคิดจะทำสิ่งนี้เหมือนกัน แต่เพื่อใช้ในตลาดหลักทรัพย์ภูมิภาคนี้เท่านั้น เช่น อยากซื้อหลักทรัพย์ของเวียดนาม ค่าเงินนี้จะลดความเสี่ยงในราคาอัตราแลกเปลี่ยน เรื่องของ Libra สอนว่า เห็นมั้ยว่าต่อให้มีไอเดียที่เจ๋งแค่ไหน คุณมีโอกาสไม่ได้ทำเพราะมีคนทำได้เจ๋งกว่า คุณก็ต้องปรับตัวว่าจะแข่งกับเขาหรือใช้ของเขาเลย 
  6. ประสบการณ์ลงทุนในตลาดทุนครั้งแรก : คุณแม่ซื้อหุ้นให้ตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยดูและไม่เคยขาย ผมเลิกซื้อหุ้นมาตั้งแต่ทำงานเป็น Treasure ที่ไทยพาณิชย์ เพราะเป็นจรรยาบรรณของอาชีพ หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมซื้อแต่กองทุนรวม ถ้าเป็นหุ้นจะเป็นหุ้นต่างประเทศเท่านั้น
  7. คำพูดติดปากที่พูดกับทีมงาน : “Come on มันต้องมีไอเดียดีกว่านั้นหน่า” อีกคำคือ “Let’s discuss”
  8. ถ้าต้องเขียนหนังสือการบริหารสไตล์คุณภากร เนื้อหาส่วนใหญ่จะพูดเรื่องอะไร : การบริหารคน จะทำยังไงให้คนของเราใช้ศักยภาพที่มีในตัวเองได้ดีที่สุด
  9. บ่ายวันอาทิตย์จะบังเอิญพบคุณได้ที่ไหน : สนามกอล์ฟ
  10. ถ้าให้เขียนจดหมายหาตัวเองในอดีต เนื้อความส่วนใหญ่ของจดหมายจะบอกว่า… : จงเป็นสถาปนิก

www.setsocialimpact.com

facebook : Set Social Impact

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load