คุณภากร ปีตธวัชชัย คือกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา นอกจากเป็นศูนย์กลางระดมทุนของผู้ประกอบการธุรกิจ เป็นช่องทางออมและลงทุนของประชาชน งานของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือส่งเสริมและยกระดับบริษัทจดทะเบียนให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่สร้างความเข้าใจและเป็นต้นแบบแนวคิดการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจซึ่งส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม

ความท้าทายใหม่ๆ ของภาคตลาดทุน และโลกที่พบกับความไม่แน่นอนตลอดเวลา ทำให้เราสนใจวิธีคิด วิธีบริหาร และการรับมือกับช่วงเวลาต่างๆ ของกัปตันทีมคนนี้

ไม่ใช่โลกเท่านั้นที่เปลี่ยน เขาเองก็อยากเปลี่ยน 

เปลี่ยนความเข้าใจความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งคุณภากรเล่าเรื่องนี้ได้สนุกมาก

เปลี่ยนให้คนทั้ง 760 คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ 

เปลี่ยนบริษัทใหญ่ให้คิดถึงการช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการที่ยั่งยืนกว่า

จากนักเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สู่จุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

ลำพังประสบการณ์ทำงานที่มีมายาวนานในแวดวงตลาดทุนอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เป็นเพราะวิธีคิดที่แสนนอกกรอบ ทั้งการวางพิมพ์เขียวในองค์กรเพื่อสร้างคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงแทนการสร้างผลงานที่ใช้เวลาน้อยกว่า หรือการกำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงานแต่ละส่วนงานให้แตกต่างกันตามหน้าที่และโจทย์ที่ต้องการไปถึง แทนการกำหนด KPI เดียวสำหรับทั้งองค์กรซึ่งบังคับใช้ง่ายกว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยุคนี้ ไม่เพียงการยอมรับในวงการตลาดทุนทั่วเอเชีย คนนอกวงการอย่างเรายังมีโอกาสเห็นความร่วมมือกับภาคสังคม สร้างนักธุรกิจเพื่อสังคม โดยล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะมีงาน SET Social Impact Day ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้จะมีงานวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม ภายใต้แนวคิด ‘Partnership for Impact Co-creation ออกแบบ ทางออก มหาชน’ พบกับการเสวนากว่า 10 หัวข้อจาก 35 วิทยากรชั้นนำ ครอบคลุมประเด็นปัญหาสังคม 5 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม กลุ่มเปราะบาง รวมถึงการเกษตรและพัฒนาชุมชน ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมกว่า 60 แบรนด์นำเสนอแนวคิดธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์แก้ไขปัญหา แลกเปลี่ยนความรู้กับบริษัทจดทะเบียนระดมไอเดียพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกัน

แนวคิดการบริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนี้น่าสนใจเพียงใด คุณภากรรอเล่าให้เราฟังอยู่แล้ว 

คุณภากร ปีตธวัชชัย คือกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

จากนักเรียนวิศวกรรมศาสตร์ มาสู่จุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อย่างไร

จริงๆ ผมอยากเป็นสถาปนิกมาก่อนนะ แต่ที่บ้านเป็นวิศวกรกันหมด หลังจากเรียนจบวิศวะการไฟฟ้าจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เกือบไปสมัครเป็นนักบิน แต่ไปเรียนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เป็นครั้งแรกที่รู้จักศัพท์การเงินและศัพท์ทางกฎหมาย พอเรียนไปก็เริ่มสนุก มองว่าการเงินเป็นเส้นเลือดของการทำธุรกิจ ได้เข้าใจว่าการใช้ความรู้เรื่องการเงินในทางที่ดีทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจลดลงหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าต้องสอนวิชาการเงินและการลงทุน 101 เนื้อหาคาบแรกที่จะสอนคืออะไร

ผมเคยสอนวิชานี้ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT โดยเริ่มจากภาพรวมของระบบนิเวศการทำธุรกิจ ทำให้เห็นว่าเรื่องของการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องตรงส่วนไหนบ้าง ก่อนเริ่มเข้าสู่เรื่องระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ซึ่งคุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าภาคธุรกิจเขาใช้ระบบการเงินทำอะไรบ้าง ต่อด้วยเรื่องการระดมทุนว่าต้องทำอย่างไร มีข้อมูลอะไรบ้าง และหากนักลงทุนจะลงทุนในบริษัท เขาใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจบ้างเพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมต้องเรียนเรื่องพวกนี้

มีเรื่องไหนเกี่ยวกับการเงินที่คนไทยมักเข้าใจผิด และคุณอยากแก้ไขให้ถูกต้องบ้างไหม

เรื่องความเสี่ยงกับความคาดหวังในผลตอบแทน 

คนมักจะมองว่าอะไรที่แน่นอนคือ ไม่มีความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง ความไม่แน่นอนเองก็ให้ผลตอบแทนที่น้อย ยกตัวอย่าง ถ้าฝากเงินในธนาคารหรือซื้อตราสารหนี้ของภาครัฐที่คุณมั่นใจว่าโอกาสล้มละลายหรือไม่ได้เงินต้นคืนมีน้อย 

ลองคิดตามนะว่าซื้อพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ 

2.9 เปอร์เซ็นต์ ด้วยผลตอบแทนเท่านี้ คุณคิดว่าคุณอยู่ได้ไหมในวันที่เกษียณ

เราจะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าเก็บเงินได้ดอกเบี้ยแค่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ อยู่ไม่ได้ 

เราก็ต้องเริ่มรับความเสี่ยงสูงขึ้น โจทย์คือแล้วจะรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน เราจะเลือกลงทุนในอะไรดี

คุณก็ต้องกระจายความเสี่ยง โดยเริ่มคิดก่อนว่า หนึ่ง ในระยะกี่ปีต่อจากนี้ คุณอยากได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ การได้ผลตอบแทนเท่านั้นต้องกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง อาจจะเป็นตราสารหนี้ 20 เปอร์เซ็นต์ เงินฝาก 10 เปอร์เซ็นต์ หุ้นตัวใหญ่ๆ ในประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่างประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ หุ้นตัวเล็กๆ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ คุณจะรู้ได้ยังไง ก็ต้องศึกษา ซึ่งมีคนมากมายรอให้ความรู้คุณ ที่ปรึกษาทางการเงินตามธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญผ่านกองทุนรวม บอกเขาไปเลยว่าอยากได้ค่าตอบแทน 5 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี เขาช่วยคุณคิดได้เลย

ถ้าคิดเองไม่ได้ ก็จงให้คนอื่นช่วยคิด?

ใช่ ทั้งหมดนี้เป็นวิทยาศาสตร์เพราะใช้ข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ผมเชื่อว่าถ้าคุณบริหารความเสี่ยงได้ดี จากเดิมที่มั่นใจว่าของที่แน่นอนไม่มีความเสี่ยง คุณมั่นใจได้เลยว่ามีเงินไม่พอ ทำไมไม่กระจายความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงนั้นให้ได้ผลตอบแทนที่คุณคาดหวังได้ บางปีมีขึ้น-ลง แต่ในระยะยาวให้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่าเยอะ

เราจะทำยังไงให้คนเริ่มคิดว่า ถ้าอยากมีเงินพอต้องยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหนในการลงทุนระยะยาว

ศึกษาหาความรู้ คุณเชื่อไหมว่าตอนผมทำงานปีแรกๆ เงินฝาก 3 เดือน ดอกเบี้ย 27 เปอร์เซ็นต์ เพราะเศรษฐกิจโตมหาศาล จากนั้นก็เกิดวิกฤต โอกาสแบบนั้นไม่มีอีกแล้ว พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีตอนนั้นดอกเบี้ย 12 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ไม่มีแล้ว มีแต่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ อาจจะมีบางคนที่คิดว่าเศรษฐกิจจะกลับไปดีแบบนั้นได้ แต่คุณก็เห็น เศรษฐกิจ 10 ปีที่ผ่านมามันไม่เกิดขึ้น

นี่คือสิ่งที่อยากฝาก ว่าคนเราต้องเปลี่ยน อย่าไปคิดว่าเรื่องเคยเป็นจะต้องเป็น

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนไทยทั้งประเทศเรามีความรู้เรื่องการเงินเยอะขึ้น

เขาจะอยู่ดีกินดี 

ผมขอถามคุณกลับ ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของบริษัท คุณว่ายากไหม

ยากมาก

ยากมาก จริงไหม ยากที่บริษัทจะเติบโต อีกวิธีหนึ่งคือลงทุนในหุ้นซึ่งถือเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ต้องซื้อเป็นตัวๆ ก็ได้เพราะเราไม่รู้ว่าบริษัทไหนจะดี การซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น คุณจะเป็น 1 ในเจ้าของโดยที่มีคนเป็นตัวแทนคุณ คอยดูว่าเขาบริหารดีหรือเปล่า

นี่คือสิ่งที่อยากเปลี่ยน ซื้อหุ้นมีความเสี่ยงนะ แต่จะบริหารความเสี่ยงนั้นอย่างไร คุณอย่าไปดูระยะสั้น ของพวกนี้แปบเดียวไม่เห็นผล

คุณเชื่อในตัวเลขมากแค่ไหน

ถ้าคุณไม่มีตัวเลข คุณจะตัดสินใจไม่ได้เลย แต่ต้องตรวจสอบตัวเลขที่ได้มาให้ดีนะว่าถูกต้องหรือเปล่า ถ้าตัวเลขผิด ที่มาผิด สมมติฐานผิด ยิ่งผิดทางเข้าไปกันใหญ่ สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขนั้นได้มาอย่างไร ถูกต้องไหม จากนั้นวิเคราะห์ เพราะความเชื่อเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่เกิดก็เปลี่ยน

นอกจากตัวเลข เราใช้ความรู้สึกเข้ามาร่วมตัดสินใจบางเรื่องด้วยได้ไหม

ต้องระวัง เพราะความรู้สึกในอดีตเกิดจากสถานการณ์ในอดีต ผมมักจะเรียกว่า Legacy Believe ความเชื่อนั้นยังอยู่ได้ไหม พฤติกรรมของคนยังเหมือนเดิมหรือเปล่า ยิ่งเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนขึ้นกับสภาวะตลอด อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนมีพฤติกรรมแบบนั้น ต่อให้เวลาเดิมแต่ช่วงนี้อารมณ์ดีไม่ดี ก็ไม่เหมือนกัน

มีเรื่องไหนที่คุณใช้ความรู้สึกตัดสิน

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว มันไม่ใช้ความรู้สึกนะ เป็นเรื่องเหตุและผลมากกว่า ความรู้สึกใช้กับการบริหารคน และการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน กับเรื่องที่ต้องตัดสินใจผมใช้ข้อมูล เหตุผล และความรู้สึกประกอบกัน แล้วแต่เรื่อง

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เป็นคนที่ลุยเอง เพราะต้องการทำให้เขาเห็นว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่ทำได้บ้าง เหตุผลที่เราไม่ปล่อยให้เขาลุย เพราะเขายังไม่มีประสบการณ์และคอนเนกชัน นอกจากนี้ ผมจะชวนคิดหาวิธีการที่เหมาะกับแต่ละเรื่องก่อนเริ่มทำกัน

คุณใช้อะไรวัดผลความสำเร็จของงานที่ทีมทำ

ก็แล้วแต่ว่าทีมนั้นรับผิดชอบดูแลอะไรในส่วนงานไหน ถ้าทีมทำเกี่ยวกับสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หน่วยวัดผลของเขาคงต้องเกี่ยวกับความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวนลูกค้าใหม่ หรือผลกำไร ขณะที่ทีมที่ทำงานเกี่ยวกับ ESG หรือ Environmental Social and Governance หน่วยวัดผลคือ การทำให้บริษัทจดทะเบียนเห็นด้วยกับการลงทุนประกอบกิจการโดยคำนึงถึงเรื่อง สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล จะเห็นว่าวิธีวัดผลก็ต่างกัน

ผมจะบอกคนที่ทำงานกับผมเสมอว่า อย่าทำอะไรเยอะ แต่ขอ 3 เรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน 

เขาว่าคิดว่าอะไรสำคัญที่สุด แล้วจึงสร้างตัววัดผลจาก 3 เรื่องสำคัญนั้น โจทย์คือ ทุกคนต้องเล่า 3 เรื่องสำคัญของตัวเองให้แต่ละส่วนงานทราบพร้อมกัน แล้วมาดูกันว่าเหล่านั้นเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เพื่อให้เขาทำงานเป็นทีม

วิธีการนี้ได้ผลดีแค่ไหน

ถ้าเขาทำสิ่งที่ตอบ 3 เรื่องสำคัญเสร็จก็ทำเรื่องอื่นๆ ต่อไป ไม่ตายตัว แต่ถ้าผิดพลาดไปจากที่ตั้งใจ ก็ให้หยุดเพื่อเรียนรู้ แล้วหาเรื่องใหม่มาทดแทน ผมคิดว่าโลกสมัยนี้มีความไม่แน่นอนเยอะ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวตลอด

การเป็นผู้จัดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อนอย่างไร

บทบาทหน้าที่หลักๆ ในเรื่องระดมทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินยังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือขอบเขตการทำงานจากแค่ทำในประเทศ ขยายไประดับภูมิภาคสู่ระดับโลก มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา เราก็ต้องเริ่มปรับตัวเพื่อรองรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับคุณเรื่องนี้ยากแค่ไหน

คุณเชื่อไหมล่ะ ว่ามันจะเกิดขึ้นเร็ว ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็รอ แต่ถ้าคุณเชื่อและอยากเตรียมตัว คุณก็ต้องเริ่มลงมือแล้ว ความยากคือ เราจะทำอย่างไรให้คนของเราเริ่มคิดที่จะปรับตัว

อะไรคือเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของการปรับตัวในวันนี้

การขยายตลาดไปต่างประเทศ 

คุณรู้ไหม คุณอยากซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม คุณมาซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้นะ มี ETF (กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ Exchange Traded Fund) ชื่อ VN30 ประกอบด้วยหุ้นเวียดนาม 30 ตัวที่ดีที่สุด คุณเปิดบัญชีซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ไหนก็ได้ บรรยากาศเหล่านี้เกิดการเชื่อมกันของ 2 ตลาด โดยตลาดหลักทรัพย์ที่เวียดนามมียอดการซื้อขายเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยกว่าครึ่งเป็นการซื้อขายที่มาจากประเทศไทย คิดดูว่าถ้าเราเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ที่กว้างขึ้นจะเป็นอย่างไร

เท่ากับว่าตลาดหลักทรัพย์ทำงานหนักขึ้น?

แน่นอน คำถามคือแล้วเราจะทำให้คนทั้ง 760 คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุกขึ้นมาทำงานอะไรใหม่ๆ หรือต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วอย่างไร สำหรับผม สิ่งที่ท้าทายคือเรื่องคน เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีคนเก่ง คุณจะทำอย่างไรให้คนเก่งเขียนระบบ เขียนขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานของตัวเองเพื่อออกแบบระบบได้ และระบบที่ดี ทำให้ทุกคนทำงานง่ายขึ้น ตรวจสอบง่ายขึ้น

อะไรคือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงนั้น

การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้คนในอุตสาหกรรมทำธุรกิจได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

แต่เพราะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือเปล่า ถึงทำสิ่งเหล่านี้ได้

ไม่ต้องเป็นตลาดหลักทรัพย์คุณก็ทำ FinTech หรือกลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้การบริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ 

ทุกวันนี้ผู้เล่นในตลาดกำลังเปลี่ยนตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์ม เพราะอยากเป็นโครงสร้างพื้นฐาน อยากทำสินทรัพย์ดิจิทัลกันทั้งนั้น แต่เวลาเราคิดทำอะไร เราไม่ได้มองเป็นส่วนๆ เราคิดถึงการสร้างระบบนิเวศที่ดีแล้วเลือกส่วนที่ทำได้ก่อน

คุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

นอกจากตลาดการเงินและการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องแข่งขันกับใคร

บริษัทที่ไม่ได้เป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ทำธุรกิจเหมือนเรา ในอนาคตไม่จำเป็นว่าต้องมีตลาดหลายแห่ง แค่เป็นบริษัทหรือธุรกิจที่ให้บริการเหมือนกันกับเราก็ถือว่าเป็นคู่แข่งแล้ว เช่นถ้าคุณฝากเงินและอยากได้ผลตอบแทนในอนาคต คุณทำอะไรได้บ้าง ฝากธนาคาร ซื้อหุ้น ซื้อกองทุนรวม ซื้อตราสารหนี้ นี่ไงคู่แข่งเต็มไปหมด ธนาคารเอย บริษัทประกันเอย ใครก็ตามที่ให้บริการใดที่เหมือนกันคือคู่แข่งทางธุรกิจทั้งนั้น

มีเหตุการณ์หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งไหนบ้างที่เปลี่ยนความคิดของคุณครั้งใหญ่

ในชีวิตผ่านวิกฤตการเงินมาหลายรอบมากและแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย บ้างเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจ บ้างเกิดจากองค์กรบางองค์กรแต่ส่งผลต่อภาพรวม วิกฤตแต่ละครั้งสอนให้รู้ว่า ที่เคยคิดว่ารู้ แท้จริงเราไม่เคยรู้ครบ 

สิ่งที่ต้องระวังคือ คุณจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร ถ้าป้องกันไว้ไม่ได้ จะปรับตัวหรือบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง และกับเรื่องที่จัดการไม่ได้ ให้ซื้อประกัน 

คุณรู้ไหมว่าทำไมประเทศในตะวันออกกลางตั้งใจทำธุรกิจสายการบินมาก?

ลดความเสี่ยงจากธุรกิจน้ำมัน?

ใช่แล้ว! ในเวลาที่น้ำมันแพง สายการบินขาดทุนแต่บริษัทขายน้ำมันมีกำไร ในเวลาที่น้ำมันถูก สายการบินมีกำไรแต่บริษัทขายน้ำมันเจ๊ง เป็นการบริหารความเสี่ยงในแบบของเขา

ปรัชญาหรือหลักที่คุณยึดถือในการทำงานคืออะไร

ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ในจุดที่สู้คนอื่นไม่ได้หรืออยู่ในจุดที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ก็อย่าหยุด จงทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ สมัยที่ผมทำงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวและแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ้นปีผมจะบอกทีมซึ่งมีกันอยู่เพียง 70 – 80 คน ว่าปีหน้าเราจะทำอะไรเพิ่มเติม หรือจะเสริมสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วให้ยิ่งขึ้นได้อย่างไร เท่านี้เลย ผมมีหน้าที่ผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่สุด แต่คุณผลักดันคนเก่งของคุณให้ทำงานให้ได้ 

ยังไง

ผมมองแค่นั้น มันคือการทำให้ดีขึ้นเสมอ ถ้าทำเหมือนเดิมอยู่ที่เดิม มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 

ของใหม่ๆ แบบไหนที่คุณเห็นศักยภาพ ตอบโจทย์ลูกค้า เกิดตลาดหรือแผนธุรกิจใหม่ๆ แน่นอนว่าบางโครงการใช้เวลา แต่ควรตกลงร่วมกันว่าอยากจะเห็นหรือให้เกิดไปในทางไหน ถ้าผิดพลาดจากที่คิดก็ถือว่าเรียนรู้และทำเรื่องใหม่ ซึ่งถ้าสำเร็จแล้วคุณจะต่อยอดอย่างไรบ้าง เหล่านี้สำคัญ การที่คุณคิดและทำสิ่งใหม่ๆ ในวันนี้อาจจะทำให้ยังไม่เห็นภาพ แต่เมื่อคุณทำต่อไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มเห็นว่าทั้งหมดต่อเนื่องกันอย่างไร อย่ามองแค่ว่าเมื่อสิ่งใดสำเร็จแล้วต้องจบไป

ประสบการณ์ทำงานหรือความสำเร็จในอดีตที่คุณภูมิใจ

ภูมิใจทุกงาน และไม่มีเรื่องไหนที่เกิดจากการลงมือทำคนเดียวเลย ทุกความภูมิใจเกิดขึ้นจากคนของเราช่วยกันทำ ตอนอยู่ธนาคารไทยพาณิชย์ จากที่เราสู้ธนาคารต่างชาติไม่ได้ เราเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นที่หนึ่งของตลาดเงิน หรือวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เหล่านี้คือผลของการเปลี่ยนแปลง

อะไรขับเคลื่อนคุณให้ทำสิ่งเหล่านี้

ผมมีความคิดว่าถ้าจะทำอะไร ผมจะทำให้ดีที่สุด โดยไม่ได้มองว่าจะทำสิ่งนี้ยาวนานต่อไปแค่ไหน แค่อยากทำหน้าที่ในวาระ 4 ปีให้เต็มที่ 

หน้าที่ของผม 50 เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องคน ผมต้องการสร้างคน เพราะถ้าอนาคตตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องปรับตัว เรามีคนพร้อมรับช่วงต่อในแต่ละเรื่องแล้วหรือยัง หน้าที่ที่เหลือคือการกำหนดพิมพ์เขียวขององค์กรในอนาคต บางอย่างอาจจะถูกหรือผิด แต่เราต้องระบุให้ได้ว่าจะเดินไปทางไหน จะทำหรือไม่ทำ จะทำก่อนหรือทำหลัง ต้องมีพิมพ์เขียวไว้เลย ยิ่งแผนงานครอบคลุมส่วนที่เกี่ยวข้องมากเท่าไหร่ คนที่มาทำธุรกิจหรือใช้ประโยชน์จากตลาดทุนก็ยิ่งมีมากซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ

รวมถึงประโยชน์ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของธุรกิจ

ใช่ โจทย์คือเราจะทำให้ระบบธุรกิจคำนึงถึงเรื่อง สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลได้อย่างไร

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วสร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้การพัฒนากระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ปัญหาความแตกต่างที่มีในสังคม เราจะทำยังไงให้คนใหญ่ช่วยคนเล็ก หรือคนใหญ่ทำงานร่วมกับคนเล็ก 

ทำยังไงให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องและทันเวลา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราเริ่มออกหลักดูแลบรรษัทภิบาลตั้งแต่ก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ช่วงเวลาที่นักลงทุนในตลาดโลกไม่เชื่อข้อมูลเรา เขาบอกว่ามีการบิดเบือนเยอะเพราะไม่มีบรรษัทภิบาล เราจึงร่วมกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน ตั้งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ตั้งศูนย์พัฒนาการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ให้ความรู้ความเข้าใจแก่บริษัทไทยตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว จนวันนี้บริษัทจดทะเบียนไทยมีคะแนนบรรษัทภิบาลเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน

งานด้านความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ อย่างไร

เราเริ่มพูดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจดทะเบียน แต่ความยากคือ สิ่งที่หลายองค์กรทำนั้นไม่ยั่งยืน โจทย์ใหญ่ของเราคือทำอย่างไรให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานของบริษัท จึงเริ่มทำ ESG หรือ Environmental Social and Governance เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงทำกับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เรายังผลักดันให้เกิดบรรยากาศในบริษัทขนาดเล็กด้วยการตั้ง Thailand Sustainability Investment เพื่อบอกว่านี่เป็นกลุ่มบริษัทเล็กที่ทำทุกอย่างเหมือนบริษัทใหญ่เลย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อะไรจากการลุกขึ้นมาสร้างช่องทางและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มทำ SET Social Impact Platform มาตั้งแต่ปี 2559 เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเพื่อสังคมเข้าถึงเงินทุนหรือทรัพยากรของธุรกิจจดทะเบียน และสร้างแรงบันดาลใจให้บริษัทจดทะเบียนเห็นตัวอย่างของการทำกิจการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่มากกว่าการทำกิจกรรมเพื่อสังคม นอกจากสร้างชุมชนนำพาคนที่เชื่อเหมือนกันมาเจอกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรนักธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีบริษัทจดทะเบียนเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ ยังสร้างสรรค์ให้เกิดบรรยากาศการระดมความคิดสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่นในงาน SET Social Impact Day ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยปี 2562 นี้งานจะมีขึ้นวันที่ 17 – 18 กรกฎาคมภายใต้แนวคิด ‘Partnership for Impact Co-creation ออกแบบ ทางออก มหาชน’ 

ทำไมเราถึงไม่ควรพลาดงาน SET Social Impact Day ในปีนี้

ไม่ใช่โอกาสง่ายๆ ที่จะได้ฟัง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พูดเรื่องทางออกอนาคตการศึกษาไทย เห็นรายชื่อวิทยากรทั้งสองวันแล้วผมอยากจะอยู่รอฟังทั้งวันเลย เพราะทั้ง 10 หัวข้อจาก 35 วิทยากรชั้นนำ ครอบคลุมประเด็นปัญหาสังคม 5 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม กลุ่มเปราะบาง รวมถึงการเกษตรและพัฒนาชุมชน นอกจากเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมกว่า 60 แบรนด์นำเสนอแนวคิดธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์แก้ไขปัญหา วันงานยังเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจเพื่อสังคมพบกับบริษัทจดทะเบียนระดมไอเดียพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกัน

10 Questions Answered

by President of The Stock Exchange of Thailand

  1. หากมีโจทย์ให้ธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเอง กิจการของคุณจะเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาสังคมเรื่องอะไร : เรื่องสิ่งแวดล้อม คงเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยบริหารขยะ สำคัญคือ ชวนบริษัทที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันมาทำด้วย 
  2. มุมโปรดในออฟฟิศ : รูปสวยๆ ในตึกนี้ เดี๋ยวผมพาเดินได้เลย ชั้น 26 ที่เป็นห้องประชุมก็รูปสวย 
  3. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : หนังสือชุด Jack Ryan ของ Tom Clancy เล่มที่รุ่นลูกของตัวเอกขึ้นมาเป็นสายลับแทนเขา
  4. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : หลายชมรมเลยส่วนใหญ่เป็นกีฬา
  5. ความรู้ใหม่ล่าสุด : เรื่อง Libra สกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊ก เราเคยคิดจะทำสิ่งนี้เหมือนกัน แต่เพื่อใช้ในตลาดหลักทรัพย์ภูมิภาคนี้เท่านั้น เช่น อยากซื้อหลักทรัพย์ของเวียดนาม ค่าเงินนี้จะลดความเสี่ยงในราคาอัตราแลกเปลี่ยน เรื่องของ Libra สอนว่า เห็นมั้ยว่าต่อให้มีไอเดียที่เจ๋งแค่ไหน คุณมีโอกาสไม่ได้ทำเพราะมีคนทำได้เจ๋งกว่า คุณก็ต้องปรับตัวว่าจะแข่งกับเขาหรือใช้ของเขาเลย 
  6. ประสบการณ์ลงทุนในตลาดทุนครั้งแรก : คุณแม่ซื้อหุ้นให้ตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยดูและไม่เคยขาย ผมเลิกซื้อหุ้นมาตั้งแต่ทำงานเป็น Treasure ที่ไทยพาณิชย์ เพราะเป็นจรรยาบรรณของอาชีพ หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมซื้อแต่กองทุนรวม ถ้าเป็นหุ้นจะเป็นหุ้นต่างประเทศเท่านั้น
  7. คำพูดติดปากที่พูดกับทีมงาน : “Come on มันต้องมีไอเดียดีกว่านั้นหน่า” อีกคำคือ “Let’s discuss”
  8. ถ้าต้องเขียนหนังสือการบริหารสไตล์คุณภากร เนื้อหาส่วนใหญ่จะพูดเรื่องอะไร : การบริหารคน จะทำยังไงให้คนของเราใช้ศักยภาพที่มีในตัวเองได้ดีที่สุด
  9. บ่ายวันอาทิตย์จะบังเอิญพบคุณได้ที่ไหน : สนามกอล์ฟ
  10. ถ้าให้เขียนจดหมายหาตัวเองในอดีต เนื้อความส่วนใหญ่ของจดหมายจะบอกว่า… : จงเป็นสถาปนิก

www.setsocialimpact.com

facebook : Set Social Impact

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

วันนี้เรามีนัดสัมภาษณ์ คุณตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ (New Energy Plus Solutions) หรือ NEPS ในฐานะผู้ให้บริการจำหน่ายและติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่น่าสนใจมาก

แต่ชีวิตและงานของเขาก่อนหน้านี้ก็น่าสนใจมากเช่นกัน

เขาได้เข้าสู่วงการเพลง เป็นศิลปินฝึกหัดตั้งแต่อายุ 15 ปี ผ่านการชักชวนของ เอฟู-ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ โปรดิวเซอร์ผู้ร่วมก่อตั้งค่ายกามิกาเซ่ ได้เป็นศิลปินออกอัลบั้มในชื่อวงเอพริลฟูลส์เดย์ กับค่ายอาร์เอส ตอนอายุ 18 ปี จากนั้นก็ได้แต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ และทำคอนเสิร์ตให้ศิลปินกามิกาเซ่ อย่าง วงเค-โอติก วงเฟย์ ฟาง แก้ว และวงเซเวนเดส์

เขาเรียนจบสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พอทำงานเพลงมาจนถึงอายุ 21 ปี เขาก็ขอยกเลิกสัญญากับค่ายเพื่อกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว

เขาคือทายาทรุ่นสามของบริษัทตัวแทนจำหน่ายกระดาษและนำเข้ากระดาษ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำธุรกิจครอบครัว เขาขอบุกเบิก ‘เปเปอร์กรีน’ กระดาษถนอมสายตารักษาสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมใหม่ของวงการสิ่งพิมพ์ไทย

ล่าสุดเขาขยับมาทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ในนามบริษัท NEPS ด้วยวิธีคิดเดียวกับการทำดนตรีและกระดาษ

คือตั้งใจสร้างความสุขให้ลูกค้า

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง

คุณโตมากับความคาดหวังว่าต้องมารับช่วงธุรกิจของครอบครัวต่อไหม

ตอนเด็ก ๆ คุณพ่ออยากให้ผมทำธุรกิจมาก แต่ผมไม่ทำ คุณพ่อเลยบอกว่า ถ้าอยากมาสายดนตรี ก็ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ดนตรีจึงเป็นบทพิสูจน์ของผมว่า ในสายอาชีพนี้ผมจะไปได้สุดแค่ไหน ผมได้ทำอัลบั้ม ได้เป็นโปรดิวเซอร์ ก่อนหน้านี้ผมก็เล่นดนตรีกลางคืน เล่นเปียโนในงานแต่งงานมาไม่ต่ำกว่า 40 งาน เพื่อพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่า แม้เราจะไม่ทำการค้า แต่ก็สามารถเลี้ยงดูตนเองได้เช่นกัน ถึงจะสร้างความมั่นคงได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความสุขมาก ได้สร้างความสุขให้ลูกค้า ให้คนฟังของเรา และนั่นกลายเป็น Core Value ในการทำงานของผมมาตลอดถึงทุกวันนี้

การได้ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ถือว่าประสบความสำเร็จ คุณไม่อยากไปต่อหรือ

จริง ๆ อยากไปไกลมากกว่านี้ แต่วงการเพลงไทยไม่เอื้อต่อคนทำเพลงสักเท่าไหร่ เช่น เราทำเพลงไป ลิขสิทธิ์ก็เป็นของค่ายเพลง เราเป็นเสมือนโปรดักต์หนึ่งของเขา อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อุปทาน ผมไม่อยากรับบรีฟจากผู้บริหารค่ายว่า ให้ทำวงนี้ให้เหมือนวงนั้น เราไม่มีอิสระในการทำงาน ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองในท้ายที่สุด ยิ่งในตำแหน่งโปรดิวเซอร์จะมียอด KPI เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ยอดวิว ยอดดาวน์โหลด มันไม่ใช่การทำศิลปินให้เขาเป็นเขา แต่กลายเป็นเราไปสร้างตัวเขาให้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เขาเป็น เลยเป็นจุดที่ผมไม่มีความสุขแล้ว

คุณก็เลยลาออก

ไปบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศฯ อยู่ 4 เดือน สอบนักธรรมชั้นตรีเลยครับ จริงจังเลย บวชเสร็จคุณพ่อก็มาคุยว่า ได้ใช้ชีวิตในระดับหนึ่งแล้ว ควรจะกลับมาช่วยงานที่บ้านได้แล้ว ผมก็เลยยอม แต่มีข้อแม้ว่าขอทำในแบบของผมเอง ผมจะไม่ยุ่งกับธุรกิจเดิมของที่บ้าน แต่จะทำธุรกิจของผมเอง เลยเปิดบริษัทกระดาษชื่อ เปเปอร์กรีน

ถือเป็นกระดาษตัวหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงวงการสิ่งพิมพ์ไทยเลย

ผมไปเมืองนอกแล้วก็เห็นว่าหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กของเขามีน้ำหนักเบา ถนอมสายตา แล้วก็มีเรื่องความยั่งยืนด้วย เลยสนใจในนวัตกรรมของเขา ได้เห็นแนวคิดเรื่องป่าปลูก หากตัดต้นไม้ 1 ต้น ต้องปลูกคืน 2 ต้น ซึ่งผมได้ไปโรงงานกระดาษที่สวีเดนและแคนาดา ที่น่าสนใจคือการผลิตกระดาษด้วยเยื่อใยยาว ซึ่งเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ต้นไม้ใช้เยื่อในสั้น เช่น ต้นยูคาลิปตัส หากยกตัวอย่าง 1 ต้น แปลงเป็นกระดาษได้ 1,000 รีม แต่ถ้าหากใช้ต้นสนของบ้านเขา ซึ่งทำมาจากเยื่อใยยาวที่มาความทนกว่า 1 ต้นอาจจะได้กระดาษถึง 2,000 รีมทีเดียว

ผมจึงตัดสินใจนำเข้ากระดาษประเภทนี้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเป็นคนแรก ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 21 ปี มีลูกค้าชั้นนำหลาย ๆ รายที่ให้โอกาสเรา นิตยสาร a day, a day bulletin สำนักพิมพ์ a book, อัมรินทร์, เนชั่น, Vogue Magazine ก็ใช้กระดาษของเรา เราสามารถปฏิวัติวงการพิมพ์ไทยจากการคุ้นเคยกระดาษปอนด์ขาว ๆ มาเป็นกระดาษถนอมสายตาที่เบาขึ้น และที่ผมภูมิใจมากคือ การได้เข้ามาเปลี่ยนกระดาษในหนังสือแบบเรียนของเด็กนักเรียน ทำให้เด็ก ๆ ถือหนังสือไปเรียนได้ แบกกระเป๋าที่มีน้ำหนักน้อยลง ตอนนั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จมาก จนบริษัทอย่าง SCG ต้องออกกระดาษถนอมสายตากรีนรีดออกมาขาย

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง

คุณไปเรียนการทำธุรกิจมาจากไหน

ผมโตมาในครอบครัวคนจีนที่เต็มไปด้วยการค้า ทุกวันดื่มชากับอาม่าก็พูดเรื่องหุ้น เรื่องค้าขาย มันอยู่ในหัวเรา สิ่งที่ผมได้จากการเล่นดนตรีคือหลักคิด เวลาเราไปเล่นโชว์ มีเวลา 10 นาทีทำให้คนรักเรา แล้วเราก็ต้องทำให้เขามีความสุขกลับบ้าน ดนตรีคือการสื่อด้วยอีโมชันและแพสชันด้วยหลักคิดเดียวกัน ผมบอกตัวเองเสมอว่าเราไม่ได้แค่ขายกระดาษ แต่ผมใส่อารมณ์ ความรู้สึก กลิ่น ฟีลลิ่ง ลงไปในโปรดักต์ของเรา เพื่อให้ลูกค้ามีแพสชันเหมือนเรา การขายต้องไม่ใช่แค่ขาย แต่ต้องรู้สึกดีใจที่ได้ของชิ้นนี้ เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งผมทำแบบนี้กับทุกอย่าง รวมถึงการขายโซลาร์เซลล์ด้วย

คุณมาทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ได้ยังไง

เริ่มที่บ้านหลังนี้เลย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 28 ปี ผมคุยกับคุณพ่อว่าน่าเอาโซลาร์เซลล์มาติดที่บ้านนะ เพราะเราอยากได้บ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ช่วยลดค่าไฟ ตอนนั้นรัฐบาลมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน และซื้อแพงด้วย ทำให้ดูคุ้มค่าในการติด

ณ ตอนนั้น ผมคิดว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดี หากเราเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกให้เป็นพลังงานหลักได้จะยั่งยืนมาก ๆ ผมบอกคุณพ่อว่าลองไปดูต่างจังหวัด ในจุดที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หากติดโซลาร์ในสถานที่เหล่านั้น เราจะสร้างระบบนิเวศการผลิตไฟฟ้าให้สถานที่นั้น ๆ เองได้เลย แม้ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงก็ตาม คิดไปคิดมา ผมเลยคุยกับที่บ้านจริงจังว่า เรามาเปิดบริษัทโซลาร์เซลล์กันเถอะ

บริษัทของคุณจะเข้ามาแก้ปัญหาอะไร

หนึ่ง คนไม่รู้ว่าโซลาร์เซลล์ช่วยประหยัดไฟยังไงได้บ้าง สอง ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าจะติดยี่ห้อไหน คืนทุนจริงไหม บ้านเราติดได้ไหม นี่แหละโอกาสของเราที่จะทำให้คนรับรู้ เราก็ลองทำเริ่มต้นจากการเน้นติดตั้งให้โรงงานก่อน เพราะพื้นที่กว้าง ติดตั้งได้เยอะ ใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันเป็นหลัก

คุณเอาโซลาร์เซลล์มาจากไหน

ผมติดต่อโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์ชื่อ Jinko Solar ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์อันดับต้นของโลก และประเภท Tier 1 คือเกรดดีที่สุด มีอายุการใช้ได้อย่างน้อย 25 ปี พร้อมมีรับประกัน ซึ่งผมได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในไทย นั่นคือจุดเริ่มต้น เราจึงตัดสินใจเปิดบริษัท NEPS โดยมุ่งเน้นการให้บริการเกี่ยวกับโซลาร์รูฟครบวงจร ตั้งแต่จำหน่ายแผงโซลาร์ ทั้งขายส่งและขายปลีกให้ผู้ที่สนใจซื้อแผงไปติดตั้ง DIY เองที่บ้าน นอกจากนี้ เรายังมีให้บริการพร้อมติดตั้ง รวมไปถึงการให้บริการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย 

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากศิลปิน RS สู่ CEO บริษัทกระดาษกรีน และโซลาร์เซลล์คิดต่าง

คุณอยากเข้าไปอยู่ตรงไหนในตลาด

เจ้าตลาดส่วนใหญ่เป็นเจ้าใหญ่ที่อยู่มานาน ซึ่งเขาจะเน้นลูกค้ากลุ่ม PPA ที่มักได้สัญญาการขายไฟให้เอกชนหรือรัฐ แต่ผมกลับมองต่าง ในขณะที่บริษัทจำนวนมากวิ่งไปแข่งขันประมูลงานใหญ่ ๆ ผมกลับเน้นเข้าอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมไปถึงโรงเรียน บ้านพักอาศัย โครงการหมู่บ้านจัดสรร เพราะผมอยากให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงโซลาร์ให้มากที่สุด

เชื่อมั้ยว่าผมเปิดบริษัทมา 4 ปี ทำยอดขายรวมหลายร้อยล้านบาท ผมไม่คิดวิ่งเต้น อยากประมูลงานขายไฟให้รัฐ หรือเอกชนรายใหญ่เลย แม้จะมีหลายคนเข้ามาขอลงทุนร่วม เพราะผมมองว่าอยากขยายตลาดโซลาร์ให้กับทุกคน ให้ประชาชนทั่วไป เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องง้อรัฐ เวลาค่าไฟขึ้นแพง ไม่อยากให้ประชาชนเป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่อุปทาน เราจึงจะทำให้เขาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอง

ทำไมเราต้องผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ประเทศไทยซื้อไฟฟ้าแพงมากทั้งจากเอกชนผู้ได้สัญญาขายไฟให้รัฐ และการนำเข้าไฟจากต่างประเทศ ถ้าผมไม่ขยายตลาดโซลาร์สู่ภาคประชาชน ให้กลุ่มธุรกิจหรือบ้านพักอาศัยผลิตไฟฟ้าเอง ประชาชนจะตกเป็นทาสของรัฐตลอดไป ไม่มีทางเลือกนอกจากซื้อไฟในราคาแพงจากรัฐ

และวันนี้กระแสรถอีวีก็มาแรงมาก ซึ่งเขาไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันก็จริง แต่ต้องจ่ายค่าไฟมาเติมไฟให้กับรถอีวีนะ ถ้าติดโซลาร์ ค่าไฟก็จะลดลง และเทคโนโลยีโซลาร์วันนี้เองทำให้การติดโซลาร์คืนทุนเร็วกว่าเดิมมาก แผงหนึ่งเคยให้กำลังผลิตไฟได้ 300 วัตต์ แต่เทคโนโลยีวันนี้ผลิตได้ถึง 600 วัตต์ ด้วยขนาดเท่ากัน และยังใช้งานได้ยาวถึง 25 – 30 ปี ส่วนระบบที่เราให้ลูกค้าก็จะมาพร้อมแอปพลิเคชันดูการผลิตไฟได้แบบเรียลไทม์ ว่าตอนนี้ประหยัดค่าไฟแล้วกี่บาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ เป็นต้น

ขายโซลาร์เซลล์มา 4 ปี ต่างจากขายกระดาษยังไง

ฟีลกู๊ดกว่าครับ มันเป็นการขายของที่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งมอบความสุข มีลูกค้าจำนวนมากมาขอบคุณเราที่ช่วยให้เขาประหยัดค่าไฟที่บ้านหรือโรงงาน ลูกค้าส่วนใหญ่มักบอกกับผมว่า รู้งี้ติดนานแล้ว ชีวิตดีขึ้น เปิดแอร์ให้ลูกทั้งวันเลย ไม่ต้องบ่นลูกเรื่องไม่ปิดทีวี มีอิสรภาพในการใช้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้น ค่าไฟจะขึ้นเท่าไหร่เราก็รับได้ เพราะไม่มีนัยยะต่อการค่าใช้จ่าย คำพูดเหล่านี้ทำให้ผมยิ่งมุ่งเน้นความตั้งใจเพื่อเปลี่ยนพลังงานทางเลือกสู่พลังงานหลัก เปลี่ยนการซื้อไฟฟ้าจากรัฐให้เป็นพลังงานสำรอง และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มาฟรีให้มากที่สุดเท่าที่ได้

คุณจะพาบริษัทไปทางไหนต่อ

ในอนาคต ธุรกิจโซลาร์จะมีผู้เล่นมากขึ้น มีการแข่งขันมากขึ้น วันนี้กลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวมากที่สุดคือกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น โฮมออฟฟิศ สถานที่โชว์สินค้า หรือบ้านพักอาศัย มีการขยายเติบโตขึ้น 4 – 5 เท่าจากปีที่แล้ว มีงานติดตั้งทุกวัน เป็นกลุ่มลูกค้าที่มาแรง ซึ่งเราจะมุ่งเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ต่อไปเพื่อรองรับความต้องการของตลาด 

ส่วนลูกค้าขนาดใหญ่ แม้การแข่งขันจะดุเดือด และหลายเจ้าได้ลงทุนติดโซลาร์ไปมากแล้ว แต่การขยายตัวก็ยังมีอยู่ ซึ่งเราเองก็ต้องรักษาสัดส่วนธุรกิจให้ได้ แม้การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะไม่มากเท่าตลาดบ้านพักอาศัยก็ตาม

และกลุ่มสุดท้ายที่ทางเราเน้น คือลูกค้ากลุ่มธุรกิจด้านการบริการ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ฟิสเนส สปา เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาที่ให้มีการขยายตัวของลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนมาก 

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์เซลล์ NEPS นักธุรกิจคิดต่างที่เริ่มจากการทำกระดาษถนอมสายตาและเป็นศิลปิน RS
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์เซลล์ NEPS นักธุรกิจคิดต่างที่เริ่มจากการทำกระดาษถนอมสายตาและเป็นศิลปิน RS

การทำเพลงกับขายโซลาร์เซลล์เหมือนกันตรงไหน

ให้ความรู้สึกสุดท้ายเหมือนกัน รอยยิ้มของคนดูกับรอยยิ้มของผู้บริโภคคือรอยยิ้มเดียวกัน เราส่งมอบสิ่งเดียวกัน คือความสุขให้กับเขา

ยังอยากทำเพลงอยู่ไหม

ผมยังเล่นดนตรีอยู่นะ ดนตรีอยู่ในสายเลือดผม ผมเล่นดนตรีเพราะพี่ชาย เขาพิการทางสมองตั้งแต่เกิด ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ได้ดูการ์ตูน ดูหนัง ดูละคร เพราะพี่ชายผมไม่อิน เขาพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาเก็ตคือ ดนตรี พอผมเล่นดนตรีเขาจะเงียบฟังเราเล่น ดนตรีคือภาษาที่เราใช้คุยกัน มันคือความสุข คือความรัก ฉะนั้น ผมจะไม่มีวันหยุดเล่นดนตรีแน่นอน

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์เซลล์ NEPS นักธุรกิจคิดต่างที่เริ่มจากการทำกระดาษถนอมสายตาและเป็นศิลปิน RS

10 คำถามสำหรับคนอยากรู้

1. การติดโซลาร์เซลล์เหมาะกับคนประเภทไหน

ทุกคนที่ใช้ไฟฟ้า คุ้มที่สุดคือคนที่ใช้ไฟฟ้าเยอะช่วงกลางวัน เปิดแอร์ตอนกลางวัน มีลูกเรียนออนไลน์หรือ Work from Home หรือมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน หรือเลี้ยงน้องหมาแล้วอยากเปิดแอร์ให้หมาตอนกลางวัน กลุ่มที่สองคือ ออฟฟิศ โชว์รูม ห้างสรรพสินค้า และโรงงาน

2. อาคารประเภทไหนที่ไม่เหมาะจะติดโซลาร์เซลล์

มีพื้นที่รับแสงน้อย มีเงาเยอะ จะคืนทุนช้า ปัจจัยหลักของการผลิตไฟอยู่ที่ความเข้มของแสง ช่วงที่ผลิตไฟได้มากคือ 10 โมงถึงบ่าย 3 ถ้ามีพื้นที่หลังคาติดเงา เราจะจำลองให้ดูว่าจะโดนเงาบังกี่ชั่วโมง จะแก้ไขได้อย่างไร ถ้าหลังคาไม่ดีก็เปลี่ยนหลังคาได้ ทุกอย่างทำได้หมด หลังคาประเภทที่ติดยากจริง ๆ คือ หลังคาที่เป็นกระเบื้องเกล็ด ๆ แบบหลังคาวัด

3. ถ้าเป็นบ้านเก่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าหลังคาบ้านแข็งแรงพอ

โทรหา NEPS ได้เลยครับ ทางเรามีทีมติดตั้งเข้าไปดูหน้างานทุกไซต์ก่อนเสนอราคาอยู่แล้ว หรือจะส่งรูปมาให้ทีมเราดูเบื้องต้นก่อนก็ได้  

ส่วนใหญ่ถ้าเป็นหลังคาซีเมนต์หรือเมทัลชีท สามารถติดโซลาร์ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นหลังคาทีมีอายุค่อนข้างเก่า หรือหลังคาพิเศษแบบบ้านทรงไทย ทางทีมวิศวกรที่เข้าไปสำรวจบ้านก็จะมีคำแนะนำให้ลูกค้าครับ

4. การติดตั้งต้องขออนุญาตจากหน่วยงานไหนบ้าง

3 หน่วยงาน อันดับแรก ต้องขอแก้ไขดัดแปลงอาคาร หรือ อ.1 ที่หน่วยงานด้านมหาดไทย ท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ เช่น กรุงเทพฯ ขอที่สำนักงานเขต ต่างจังหวัดขอที่เทศบาล ถ้าเป็นบ้านพักอาศัยได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาต อ.1 อันดับที่สอง ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมพลังงานทดแทน  (พ.พ.) อันดับสาม เมื่อได้เอกสารครบแล้วต้องไปขอขนานไฟกับการไฟฟ้า เขาจะได้ไม่งงว่าทำไมค่าไฟถึงลดลง ซึ่งทางรัฐอนุโลมให้เราผลิตไฟฟ้าใช้ได้ก่อนจะขออนุญาตเสร็จได้ แต่ยังไงก็ต้องยื่นขออนุญาตใบดัดแปลงอาคารให้ผ่านก่อน

5. การขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้าได้ผลตอบแทนดีไหม

ถ้าจะขายไฟคืนให้การไฟฟ้า ต้องติดต่อการไฟฟ้าขอสมัครเข้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเปิดรับเป็นรอบ ๆ ปัจจุบันการไฟฟ้าขายไฟให้เราประมาณหน่วยละ 4.86 บาท แต่โครงการรับซื้อไฟคืนจากโซลาร์ภาคประชาชน เขาจะซื้อในราคาหน่วยละ 2.20 บาทเท่านั้น ไม่ค่อยคุ้มหรอก แต่เผื่อกลางวันเราไม่ได้ใช้ไฟฟ้าก็ขายได้ เราแนะนำให้ใช้โซลาร์เซลล์ควบคู่กับไฟฟ้าหลัก แล้วเปลี่ยนมาจ่ายค่าไฟแบบ TOU แทนที่จะซื้อไฟในอัตราเดียวคือ 4.86 บาท ก็จ่ายแบบ TOU ในช่วงกลางวันและหัวค่ำคิดค่าไฟ 6 บาทกว่า ๆ หลัง 2 ทุ่มและวันหยุดคิด 2 บาทกว่า ช่วงกลางวันค่าไฟแพง ๆ เราก็ใช้โซลาร์เซลล์ ช่วงกลางคืนค่าไฟถูก ๆ ก็ซื้อไฟจากการไฟฟ้าใช้ เราต้องช่วยให้คำปรึกษากับลูกค้าเรื่องพวกนี้ด้วย

6. เราควรซื้อแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าใช้ตอนกลางคืนไหม

วันนี้ผมไม่เชียร์เรื่องแบตเตอรี่เลย การติดโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคาประมาณ 180,000 ต่อบ้าน 1 หลัง เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้เดือนละ 3,000 บาท ถ้าจะติดแบตเตอรี่ เราต้องเหลือไฟฟ้าในตอนกลางวัน เพื่อให้มีกำลังไฟเหลือเข้าชาร์จแบตเตอรี่ โดยค่าใช้จ่ายแบตเตอรี่ลูกละ 200,000 บาท โซลาร์เซลล์ใช้งานได้ 25 ปี แต่แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 8 ปี ถ้าซื้อแบตเตอรี่ระยะเวลาคืนทุนจะนานขึ้นไปอีก แต่แบตเตอรี่จะเหมาะกับบ้านที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไฟตกบ่อยหรือไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เป็นการติดเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้

7. เราต้องดูแลซ่อมบำรุงโซลาร์เซลล์ยังไง

ถ้ามีแผงโซลาร์สกปรก ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจะลดลงทันที ซึ่งคราบสกปรก ได้แก่ ฝุ่นหรือขี้นก ซึ่งบริษัทเรามีบริการดูแลทำความสะอาดให้ลูกค้าฟรีปีละ 2 ครั้ง ระยะเวลา 2 ปี ที่เหลือก็จ่ายเพิ่มได้ หรือทำเองก็ได้ด้วยการใช้ไม้ม็อบเช็ดทำความสะอาด ใส่น้ำยา ตอนที่เราคำนวณว่าจะคืนทุนในเวลา 5 – 6 ปี เราเอาต้นทุนค่าบำรุงรักษาใส่ลงไปให้แล้ว

การดูแลอีกอย่างคือ ดูว่าแผงโซลาร์ทำงานปกติดีไหม แผงของเรามีระบบเซนเซอร์ซึ่งดูเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันเลยว่า แผงไหนผลิตไฟได้เท่าไหร่ ทำงานปกติไหม เมื่อมีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนผ่าน SMS ทันที

8. การสลับไฟใช้ระหว่างโซลาร์เซลล์กับการไฟฟ้ายากไหม

เป็นระบบอัตโนมัติ จะดึงจากโซลาร์เซลล์ให้มากที่สุด แล้วค่อยดึงจากการไฟฟ้า ในแอปพลิเคชันจะบอกว่าตอนนี้ใช้ไฟจากแหล่งไหนเท่าไหร่ และในแอปฯ ยังบอกด้วยว่า เดือนนี้ประหยัดค่าไฟไปได้แล้วเท่าไหร่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ เท่ากับการปลูกต้นไม้กี่ต้น

9. มีหน่วยงานไหนให้การสนับสนุนค่าติดตั้งบ้าง

มีแบบเอกชนสู่เอกชน คือมีธนาคารให้เงินกู้สำหรับติดตั้งโดยคิดดอกเบี้ยตามเครดิตผู้กู้แต่ไม่ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเงินกู้ทั่วไป แต่ธนาคารจะให้กู้เฉพาะแผงโซลาร์ที่อยู่ใน Tier 1 เท่านั้น

10. ถ้าอยากติดโซลาร์เซลล์ ควรเลือกผู้ให้บริการอย่างไร

ทุกวันนี้โซลาร์เซลล์แข่งกันด้วยราคา แต่ผมอยากแนะนำให้ หนึ่ง เลือกติดกับผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ เพราะมันจะอยู่กับบ้านเราไปอีก 25 ปี ไม่ใช่ติดไป 3 ปี แผงเจ๊ง โทรไป อ้าวปิดบริษัทไปแล้ว บางทีราคาต่างกันนิดเดียว แต่อาจจะมีผลต่างกันมากในระยะยาวก็ได้

สอง การรับประกัน ติดตั้งโดยใคร มีประกันหรือเปล่า สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะบริษัทผมต้องไปซ่อมให้เคสที่ติดกับเจ้าอื่น แต่ติดต่อมาซ่อมไม่ได้เยอะมาก

สาม ควรหาความรู้พื้นฐานก่อน จะได้รู้ว่าบ้านเราเหมาะกับการติดไหม แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไงก็โทรหาผมได้ครับ (หัวเราะ)

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load