หากนักอ่านจดจำใบหน้าคมคายของชายคลั่งลายตารางจากบทความ ข้างหลังผ้า คงเห็นคำชมจากใจที่มีให้ แอน-ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์ ลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้า เจ้าของแบรนด์ Pakamian สาวผู้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนสัญลักษณ์ของชนชั้นกรรมาชีพให้เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย อาทิ หมอนอิง ตุ๊กตาหมี สมุดบันทึก ป้ายแขวนกระเป๋า เคสใส่หนังสือเดินทาง ฯลฯ จนเพิ่มมูลค่าให้ผ้าขาวม้าหลายเท่าตัว

แบรนด์ของเธอยังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้คนไทยหันกลับมาใช้ผ้าขาวม้าอีกครั้ง ด้วยสีและลายที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ซ้ำกันและไม่ซ้ำใครแน่นอน รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ครองใจคนไทยและต่างชาติ แถมชื่อแบรนด์ยังเชื่อมโยงกับผ้าขาวม้า ปรับนิดเพิ่มหน่อยให้ดูอินเตอร์และจดจำง่ายกลายเป็น Pakamian (พาคาเมี่ยน) หมายความว่า ชุมชนคนชอบ รัก และคลั่งไคล้ ผ้าขาวม้า

  ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผลิตภายใต้โรงงานทอผ้าขาวม้าของครอบครัว ทำให้คนทั่วไปจับต้องสินค้าได้ในราคาเป็นมิตร มั่นใจคุณภาพได้เลย สมราคาแน่นอน!

ธุรกิจ โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญ, Pakamian (พ.ศ. 2553)
ประเภทธุรกิจ โรงงานทอผ้าขาวม้, ผลิตภัณฑ์แปรรูปผ้าขาวม้า
อายุ มากกว่า 40 ปี และ 8 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง อากง
ทายาทรุ่นที่สอง คุณพ่อยุทธนา โกมลกิตติพงศ์
ทายาทรุ่นที่สาม แอน-ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์

ออกจากงานประจำได้ แต่ต้องมีรายได้

แอนเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ แต่เลือกเบนสายมาทำงานวงการโฆษณา นั่งตำแหน่งเออีคอยประสานงานและทำมาร์เก็ตติ้ง ส่วนแฟนหนุ่มของเธอเป็นครีเอทีฟอยู่ออฟฟิศเดียวกัน

เป็นเวลากว่า 6 ปีในวงการโฆษณา ความอิ่มตัวทำให้เธอและเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วชวนกันหาธุรกิจเล็กๆ ทำด้วยกันสองคน จากโจทย์ ‘ออกจากงานประจำแต่ต้องมีรายได้’

ด้วยครอบครัวของแอนเปิดโรงงานทอผ้าขาวม้าอยู่ในจังหวัดราชบุรีนานกว่า 40 ปี เธอจึงหยิบจับสิ่งใกล้ตัวมาทำประโยชน์ ด้วยการนำผ้าขาวม้าจากโรงงานของครอบครัวไปเสนอขายตามร้านค้าในสวนจตุจักร

“เราเอาผ้าขาวม้าแบบเดิมไปเสนอขายเป็นกิโลฯ ถ้าเขาสั่งผ้าขาวม้าจากเราเราก็จะได้เงินหัวคิวจากตรงนั้น ทำเงินง่าย แต่มันไม่ท้าทายและไม่สนุก ขายได้สักพักเรากับแฟนเครียดมาก ถามว่าขายได้มั้ย ขายได้นะ แต่เราไม่ชอบงานแบบนี้เลย เหมือนเราต้องเอาของของเราไปให้เขาดูว่าผ้าขาวม้าเราดีนะ ทำไมเราไม่ทำให้เขาเห็นว่าของเราดี แล้วเขาเข้ามาหาเราเอง เหมือนเป็นการสร้างคุณค่าตั้งแต่ก้นบึ้ง เพราะผ้าขาวม้าของเรามีเรื่องราวเยอะอยู่แล้ว” แอนเล่าด้วยสีหน้าเอาจริง

ผ้าขาวม้าเชย แต่สารพัดประโยชน์

เมื่อตัดสินใจจะหยิบสิ่งที่มีในโรงงานทอผ้าขาวม้าอยู่ในจังหวัดราชบุรีนานกว่า 40 ปีมาต่อยอด แอนและแฟนหนุ่มตกลงกันว่าจะแปรรูปผ้าขาวม้าเป็นสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์

เหมือนกิ่งทองกับใบหยก เหมือนลอดช่องกับน้ำกะทิ เมื่อสาวเออีจับคู่ทำธุรกิจกับหนุ่มครีเอทีฟ อีกคนคิดอีกคนทำ อีกคนทำอีกคนคิด บวกกับประสบการณ์การทำงานแอนเริ่มจากรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลก่อนลงมือทำจริง

“เราทำวิจัยเล็กๆ ด้วยตัวเองก่อนเพราะอยากรู้ว่าคนทั่วไปมองผ้าขาวม้ายังไงบ้าง เหมือนตอนทำเอเจนซี่ เวลาจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาจะทำข้อมูลการตลาดก่อนว่าคุณเห็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้แล้วคุณนึกถึงอะไร ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นคนแก่ เป็นผู้ชาย ผู้หญิง หนุ่มสาว หรือเด็ก เขามีนิสัยแบบไหน แล้วมาวิเคราะห์ต่อว่าอะไรทำให้คนรู้สึกแบบนั้นต่อโฆษณาหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น มันเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานของเรา”

  ‘เชย โบราณ เก่า’ เป็นข้อเสียของผ้าขาวม้าจากผลสำรวจ

ขณะที่ ‘แห้งไว สารพัดประโยชน์ เห็นผ้าขาวม้าแล้วรู้ทันทีว่ามาจากประเทศไทย’ เป็นข้อดีของผ้าขาวม้าจากผลสำรวจ

ข้อดีเธอเก็บไว้ ส่วนข้อเสียเธอเอามาวิเคราะห์ต่อว่าทำไมคนถึงลงความเห็นว่าผ้าขาวม้าเชย โบราณและเก่า จนได้คำตอบว่า หนึ่ง วิถีการใช้ผ้าขาวม้าแบบเดิมๆ สอง สีและลายไม่ได้รับการพัฒนา

“แล้วผ้าขาวม้าสำหรับลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้าเชยหรือเปล่า” เราถาม

“เชยสิ ส่วนตัวก็ไม่ใช้เหมือนกัน” เธอตอบทันที ก่อนจะเสริมต่อว่า “เพราะเรารู้สึกเขินและอายตลอด เวลาคุณครูถามว่า ‘คุณพ่อคุณแม่ทำอะไรหรือบ้านทำกิจการอะไร’ ผ้าขาวม้ามันเชยมาตั้งแต่เราเด็กๆ เชยมา 30 ปี ถ้ากลับบ้านเราใช้นะ เราชอบกางเกงผ้าขาวม้าที่แม่เย็บให้ เราชอบนอนหมอนยัดนุ่นผ้าขาวม้าที่แม่ทำให้ แต่ถ้าให้เอาไปใช้ข้างนอกเราไม่เอา ฉะนั้น เราจะทำยังไงให้คนกล้าใช้มากขึ้น กล้าจับต้องมากขึ้น เพราะผ้าขาวม้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่ผ้าของคนแก่ สิ่งนี้เป็นโจทย์ในการทำแบรนด์ของเรา”

เปลี่ยนวิถีการใช้ผ้าขาวม้าแบบเดิมๆ

วิถีการใช้ผ้าขาวม้าแบบเดิมมักเหมือนในละครหลังข่าว นุ่งอาบน้ำบางล่ะ พันคอโพกหัวบ้างล่ะ ผูกเป็นเปลบ้างล่ะ แต่วิถีเหล่านั้นถูกแทนด้วยผ้าขนหนู หมวกสารพัดแบบ และเปลไกวระบบอัติโนมัติ กลายเป็นว่าคนใช้ผ้าขาวม้าน้อยลง ไม่ผิดหากไลฟ์สไตล์จะเปลี่ยนตามเทคโนโลยีและสมัยนิยม

แต่แอนจะทำอย่างไรให้คนหันมากลับมาใช้ผ้าขาวม้าเพิ่มขึ้น หากย้อนไป 8 ปีก่อนพอดีกับเธอเริ่มทำแบรนด์ จะเห็นว่าพ่อค้าแม่ค้าหัวดีเอาผ้าขาวม้ามาแปลงเป็นเสื้อผ้ากันมากมาย แต่เป็นผ้าขาวม้าแบบเดิมไม่เพิ่มเติมสีและลาย ผ้าขาวม้ามาอย่างไรก็อย่างนั้น ตัดเย็บแบบง่าย เน้นขายสะดวก

อย่าลืมว่าแอนยังมีสายเลือดเอเจนซี่เข้มข้นพอๆ กับลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้า

เธอเปลี่ยนวิถีและฐานการใช้งานผ้าขาวม้าด้วยการทำการบ้านก่อนว่าเธอจะขายให้กับใคร ไลฟ์สไตล์แบบไหน ใช้ผลิตภัณฑ์ใดบ้างในชีวิตประจำวัน ประจวบกับกระแสตอนนั้นคนหนุ่มสาวมักจะย้ายออกมาอยู่ตัวคนเดียว คอนโดบ้าง ห้องเช่าบ้าง เธอเลยฟันธงว่าสินค้าประเภทแรกจะต้องเป็นของตกแต่งบ้าน อาทิ หมอนอิง เบาะรองนั่ง ฯลฯ ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ความไม่จำเจและออกนอกกรอบทำให้คนสนใจอย่างล้นหลาม

ปัจจุบัน Pakamian มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกช้อปถึง 6 ประเภท ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์เครื่องเขียน กระเป๋า ตุ๊กตาผ้า ผ้าขาวม้าสำเร็จรูป และเสื้อผ้า เป็นผลิตภัณฑ์ที่เธอเลือกทำหลังจากเปิดตัวแบรนด์ได้ 2 ปี เพราะทำง่าย คนทำกันเยอะ เธออยากให้คนติดแบรนด์ก่อนถึงจะแปรรูปผ้าขาวม้าเป็นเครื่องแต่งกาย

เปลี่ยนสีและลายที่ไม่ได้รับการพัฒนา

ลายและสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์และจุดแข็งของ Pakamian ฉีกและแหวกจากผ้าขาวม้าแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด แอนกระซิบว่า เธอได้ลายและสีแปลกตามาจากคุณพ่อ

“พ่อเราเป็นคนชอบเอาวัตถุดิบมาจับเป็นลาย ด้วยความที่วัตถุดิบมีไม่พอ การจะสร้างตารางขนาด 1 นิ้ว มันก็ทำไม่ได้ พ่อเป็นคนชอบทดลอง จะมีแพตเทิร์นประหลาดๆ ออกมาเสมอ

“เราไม่รู้ว่าเขาเป็นมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ หรือเปล่า แต่เท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน พ่อไม่เคยปิดหูไม่เคยปิดตาในการทำความรู้จักวัสดุใหม่ๆ เขาจะเปิดใจยอมรับ เขาใจถึงมากในการขึ้นผ้าผืนใหม่จากเส้นด้ายที่เขาไม่รู้จักมาก่อน ยอมลงทุนย้อม เพื่อทดลองทำผ้าแบบใหม่ๆ พ่อเหมือนคนทำงานเป็น เขาจะดิ้นไปเรื่อยๆ พอถึงทางตันเขาจะไม่เป็นอะไร พ่อเก่งแหละ บางทีเรามองเห็นพ่อทำแล้วบังเอิญสวย พอบังเอิญสวยเรามองแล้วว่าผ้าขาวม้าสามารถทำแบบนั้นได้ เราเลยวางแผน ออกแบบสีและลายเพื่อเอาไปคุยกับคุณพ่อ จากนั้นก็จูงเส้นด้ายขึ้นมา ลองทอจริง แล้วค่อยแปรรูปเป็นสินค้า”

นอกจากคุณพ่อ แฟนหนุ่มของแอนก็เป็นมือวางอันดับหนึ่งในการออกแบบสีและลาย ส่วนแอนจะดูแลเรื่องเทรนด์และแฟชั่น ปีไหนสีส้มมา ก็เล่นสีส้ม แต่จะไม่ใช้สีสันเยอะจนกลบสีหลักของแบรนด์

  “สีและลายเราพยายามออกจากกรอบของผ้าขาวม้า ก่ำกึ่งระหว่างความคสาสสิกและความโมเดิร์น ส่วนการออกสีใหม่ไม่ตายตัว เราจะดูว่าชินกับสีนั้นหรือยัง แล้วสีไหนควรเก็บเป็นสีลายเซ็นของแบรนด์ สีที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์มีเกือบ 10 สี อย่างสีและลายของตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ พอคนเห็นก็รู้ทันทีว่าพาคาเมี่ยนแน่นอน เวลาเห็นสินค้าเราไปอยู่บนตัวใคร มันจะเหนือกว่าการสร้างแพตเทิร์นออกมาแล้วคนลอกแพตเทิร์นของเรา เพราะสีและลายเป็นสิ่งที่เขาลอกไม่ได้ เท่าที่ทำมายังไม่เคยเห็นใครเหมือนเป๊ะๆ

“เราว่าดีไซน์ลอกกันได้แต่สไตล์ลอกไม่ได้ เพราะมันเป็นตัวตนของแบรนด์” แอนย้ำ

รู้จักจนรู้ใจทำอะไรก็ง่าย

ผ้าขาวม้าทุกผืนของแบรนด์ Pakamian ผลิตจากโรงงานทอผ้าขาวม้าของครอบครัว เธอเลือกใช้เนื้อผ้าเดียวกับผ้าขาวม้าเชียงใหม่มาทำผ้าพันคอ เพราะเนื้อผ้าเนียนนุ่มมีน้ำหนักจากฝ้ายเส้นใหญ่ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นจะใช้ผ้าขาวม้าเนื้อเดียวกับผ้าขาวม้าบ้านไร่ ผ้าบาง ระบายอากาศดี เหมาะกับอากาศร้อน“จริงๆ ผ้าขาวม้าก็มีข้อเสียเหมือนกัน อย่างซองใส่บัตรพร้อมสายคล้อง เวลาทำเราต้องใช้กาว ถ้าช่างดึงไม่ตึงเบี้ยวแน่นอน ยิ่งเป็นลายตารางยิ่งนำสายตา เราเลยเลือกทำเป็นแนวทะแยงแทน ออกมาก็ยังน่ารักอยู่ เราว่าการทำงานกับผ้าขาวม้ามันสนุก เหมือนเราคุยกับคนรู้จัก เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก

“การแก้ปัญหามันเลยง่าย พอเรารู้จักเขา เขาก็คุยกับเราดี ถ้าเราไม่รู้จักเขา เขาก็จะทะเลาะกับเราตลอดเวลา ถ้าถามว่าเคยทะเลาะมั้ย ก็มี อย่างการเคลือบเราจะไม่ค่อยทำ ถ้าเราไม่รู้จักสินค้าของเรา ไม่รู้จักวัสดุของเรา เอาเขาไปเคลือบ กลายเป็นเพิ่มข้อด้อยให้ผลิตภัณฑ์แทน”

ความภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่น

“ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว พ่อไม่เข้าใจว่าเราทำอะไร เขารู้สึกว่าอยู่ดีๆ เราไปสั่งคนงานเขาให้ขึ้นแบบนั้น แล้วสั่งพ่อว่าอยากได้สีแบบนี้ มันยุ่งยาก พ่อรำคาญ เขาไม่เข้าใจ แต่พอเราทำมาจนถึงทุกวันนี้พ่อภูมิใจ เขาก็สนับสนุนเรามาตลอด” ลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้าเล่า ก่อนจะเสริมด้วยความภูมิใจว่า

“เราคิดว่าพาคาเมี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างหนึ่งที่ทำให้ผ้าขาวม้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เราบอกไม่ได้ว่าคนรู้จักผ้าขาวม้าเพราะเรา แต่เรารู้สึกว่า 30 คนที่ชอบผ้าขาวม้า น่าจะมีสัก 5 คนขึ้นไปที่รู้จักพาคาเมี่ยน เราว่าแนวโน้มของผ้าขาวม้าดีขึ้นนะ ถ้าจะวัดจากตัวเงินก็พอวัดได้ แต่เราไม่ได้วัดจากตรงนั้นอย่างเดียว เราวัดจากความแข็งแรงของแบรนด์ สินค้าเรามีคุณภาพมากขึ้น ฐานเสียงเราเพิ่มขึ้น คนเห็นคุณค่าของผ้าขาวม้ามากขึ้น คนไม่มองว่าผ้าข้าวม้าเป็นผ้าราคาถูก

“เราได้ยินมาตลอดว่าผ้าขาวม้าราคาถูก เคยขายของแล้วลูกค้าขอลดราคา เราก็บอกว่าลดไม่ได้

เขาก็พูดกลับมาประมาณว่า ทำไมลดไม่ได้ เป็นใครมาจากไหนเชียว แค่ผ้าขาวม้าธรรมดาเอง หรือบางทีของเราไปตั้งผิดที่ผิดทาง คนเห็นผิดคน คุณค่าก็ต่างกันแล้ว คนไม่รู้หรอกว่ากว่าจะเป็นหมอนต้องย้อมเท่าไหร่ ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ การทอสูญเสียไปเท่าไหร่ เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เห็นคุณค่า

“ผ้าขาวม้าเป็นสิ่งที่ชูความเป็นไทยได้ เราถึงทำแบรนด์ขึ้นมา เรารู้สึกว่าการทำงานมา 8 ปีกว่ามันไม่สูญหาย คุ้มนะ โรงงานทอผ้าขาวม้าของพ่อก็ยังอยู่ได้ โรงงานของคนอื่นก็ยังอยู่ได้”
แอนเล่าด้วยแววตาเปี่ยมความสุข เธอเป็นเพียงคลื่นลูกเล็กในมหาสมุทรกว้างใหญ่ ที่ยังคงกระทบฝั่งและกระทบใจคนไทยผู้หลงรักผ้าขาวม้าเสมอมา

โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญ

ย้อนไปเมื่อ 40 กว่าปีก่อน โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญ จังหวัดราชบุรี ก่อตั้งโดยอากงของ แอน-ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์ สมัยนั้นยังทอผ้าขาวม้าด้วยมือ พอความต้องการมากขึ้นอากงเลยเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักร 4 กระสวย เป็นเครื่องจักรสำหรับทอผ้าขาวม้าโดยเฉพาะ เพราะเครื่องจักรจะเย็บริมผ้าขาวม้าโดยอัติโนมัติ ภายหลังส่งต่อกิจการสู่รุ่นลูก โรงงานขยายใหญ่ขึ้น เพิ่มจักรเป็น 300 ตัว เพราะจำนวนการผลิตมากขึ้น และแบ่งประเภทการทอผ้าขาวม้าตามภาคและสภาพภูมิอากาศ

ผ้าขาวม้าแต่ละภาคจะต่างกันตามสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม เช่น ภาคเหนือและภาคอีสานอากาศหนาว จะทอด้วยฝ้ายเส้นใหญ่ เนื้อผ้าจะหนาและแน่น สีจะอ่อนเพราะฝ้ายเส้นใหญ่ย้อมสีติดยาก ภาคกลาง อากาศร้อนชื้น เหมาะกับผ้าขาวม้าบ้านไร่ ระบายอากาศดี สีสันสดใส ส่วนภาคใต้จะทอเป็นโสร่ง เน้นสีโทนเข้มและทึม เช่น สีดำ สีแดงเข้ม สีน้ำเงินเข้ม

จนกระทั่ง พ.ศ. 2554 ยุคฟองสบู่แตก โรงงานทอผ้าขาวม้าในจังหวัดราชบุรีหายไปเยอะมาก ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 10 โรงงาน แต่โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญกลับผ่านวิกฤตนั้นมาได้อย่างสง่างามด้วยความกล้าได้กล้าเสียของคุณพ่อ โดยการนำเส้นด้ายค้างสต็อกที่ซื้อจากโรงงานในราคาถูกลง เอามาทอและขายในราคาเดิม หรือการทดลองจับเส้นด้ายสีต่างๆ มาผสมกันโดยไม่ยึดตามแพตเทิร์นเดิม

“คุณพ่อและน้องชายยังคงดูแลกิจการโรงงานทอผ้าขาวม้า ส่วนเราเป็นการต่อยอดออกมา เรามีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ผ้าขาวม้าไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ด้วยการทำสินค้าใหม่ๆ กระตุ้นความต้องการของตลาด ทางโรงงานก็จะผลิต เหมือนเราโฆษณาให้เขาอีกทีหนึ่ง เพื่อกิจการจะดำเนินต่อไปได้”

 

Facebook Pakamian Thailand

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load