หากนักอ่านจดจำใบหน้าคมคายของชายคลั่งลายตารางจากบทความ ข้างหลังผ้า คงเห็นคำชมจากใจที่มีให้ แอน-ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์ ลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้า เจ้าของแบรนด์ Pakamian สาวผู้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนสัญลักษณ์ของชนชั้นกรรมาชีพให้เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย อาทิ หมอนอิง ตุ๊กตาหมี สมุดบันทึก ป้ายแขวนกระเป๋า เคสใส่หนังสือเดินทาง ฯลฯ จนเพิ่มมูลค่าให้ผ้าขาวม้าหลายเท่าตัว

แบรนด์ของเธอยังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้คนไทยหันกลับมาใช้ผ้าขาวม้าอีกครั้ง ด้วยสีและลายที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ซ้ำกันและไม่ซ้ำใครแน่นอน รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ครองใจคนไทยและต่างชาติ แถมชื่อแบรนด์ยังเชื่อมโยงกับผ้าขาวม้า ปรับนิดเพิ่มหน่อยให้ดูอินเตอร์และจดจำง่ายกลายเป็น Pakamian (พาคาเมี่ยน) หมายความว่า ชุมชนคนชอบ รัก และคลั่งไคล้ ผ้าขาวม้า

  ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผลิตภายใต้โรงงานทอผ้าขาวม้าของครอบครัว ทำให้คนทั่วไปจับต้องสินค้าได้ในราคาเป็นมิตร มั่นใจคุณภาพได้เลย สมราคาแน่นอน!

ธุรกิจ โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญ, Pakamian (พ.ศ. 2553)
ประเภทธุรกิจ โรงงานทอผ้าขาวม้, ผลิตภัณฑ์แปรรูปผ้าขาวม้า
อายุ มากกว่า 40 ปี และ 8 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง อากง
ทายาทรุ่นที่สอง คุณพ่อยุทธนา โกมลกิตติพงศ์
ทายาทรุ่นที่สาม แอน-ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์

ออกจากงานประจำได้ แต่ต้องมีรายได้

แอนเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ แต่เลือกเบนสายมาทำงานวงการโฆษณา นั่งตำแหน่งเออีคอยประสานงานและทำมาร์เก็ตติ้ง ส่วนแฟนหนุ่มของเธอเป็นครีเอทีฟอยู่ออฟฟิศเดียวกัน

เป็นเวลากว่า 6 ปีในวงการโฆษณา ความอิ่มตัวทำให้เธอและเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วชวนกันหาธุรกิจเล็กๆ ทำด้วยกันสองคน จากโจทย์ ‘ออกจากงานประจำแต่ต้องมีรายได้’

ด้วยครอบครัวของแอนเปิดโรงงานทอผ้าขาวม้าอยู่ในจังหวัดราชบุรีนานกว่า 40 ปี เธอจึงหยิบจับสิ่งใกล้ตัวมาทำประโยชน์ ด้วยการนำผ้าขาวม้าจากโรงงานของครอบครัวไปเสนอขายตามร้านค้าในสวนจตุจักร

“เราเอาผ้าขาวม้าแบบเดิมไปเสนอขายเป็นกิโลฯ ถ้าเขาสั่งผ้าขาวม้าจากเราเราก็จะได้เงินหัวคิวจากตรงนั้น ทำเงินง่าย แต่มันไม่ท้าทายและไม่สนุก ขายได้สักพักเรากับแฟนเครียดมาก ถามว่าขายได้มั้ย ขายได้นะ แต่เราไม่ชอบงานแบบนี้เลย เหมือนเราต้องเอาของของเราไปให้เขาดูว่าผ้าขาวม้าเราดีนะ ทำไมเราไม่ทำให้เขาเห็นว่าของเราดี แล้วเขาเข้ามาหาเราเอง เหมือนเป็นการสร้างคุณค่าตั้งแต่ก้นบึ้ง เพราะผ้าขาวม้าของเรามีเรื่องราวเยอะอยู่แล้ว” แอนเล่าด้วยสีหน้าเอาจริง

ผ้าขาวม้าเชย แต่สารพัดประโยชน์

เมื่อตัดสินใจจะหยิบสิ่งที่มีในโรงงานทอผ้าขาวม้าอยู่ในจังหวัดราชบุรีนานกว่า 40 ปีมาต่อยอด แอนและแฟนหนุ่มตกลงกันว่าจะแปรรูปผ้าขาวม้าเป็นสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์

เหมือนกิ่งทองกับใบหยก เหมือนลอดช่องกับน้ำกะทิ เมื่อสาวเออีจับคู่ทำธุรกิจกับหนุ่มครีเอทีฟ อีกคนคิดอีกคนทำ อีกคนทำอีกคนคิด บวกกับประสบการณ์การทำงานแอนเริ่มจากรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลก่อนลงมือทำจริง

“เราทำวิจัยเล็กๆ ด้วยตัวเองก่อนเพราะอยากรู้ว่าคนทั่วไปมองผ้าขาวม้ายังไงบ้าง เหมือนตอนทำเอเจนซี่ เวลาจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาจะทำข้อมูลการตลาดก่อนว่าคุณเห็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้แล้วคุณนึกถึงอะไร ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นคนแก่ เป็นผู้ชาย ผู้หญิง หนุ่มสาว หรือเด็ก เขามีนิสัยแบบไหน แล้วมาวิเคราะห์ต่อว่าอะไรทำให้คนรู้สึกแบบนั้นต่อโฆษณาหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น มันเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานของเรา”

  ‘เชย โบราณ เก่า’ เป็นข้อเสียของผ้าขาวม้าจากผลสำรวจ

ขณะที่ ‘แห้งไว สารพัดประโยชน์ เห็นผ้าขาวม้าแล้วรู้ทันทีว่ามาจากประเทศไทย’ เป็นข้อดีของผ้าขาวม้าจากผลสำรวจ

ข้อดีเธอเก็บไว้ ส่วนข้อเสียเธอเอามาวิเคราะห์ต่อว่าทำไมคนถึงลงความเห็นว่าผ้าขาวม้าเชย โบราณและเก่า จนได้คำตอบว่า หนึ่ง วิถีการใช้ผ้าขาวม้าแบบเดิมๆ สอง สีและลายไม่ได้รับการพัฒนา

“แล้วผ้าขาวม้าสำหรับลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้าเชยหรือเปล่า” เราถาม

“เชยสิ ส่วนตัวก็ไม่ใช้เหมือนกัน” เธอตอบทันที ก่อนจะเสริมต่อว่า “เพราะเรารู้สึกเขินและอายตลอด เวลาคุณครูถามว่า ‘คุณพ่อคุณแม่ทำอะไรหรือบ้านทำกิจการอะไร’ ผ้าขาวม้ามันเชยมาตั้งแต่เราเด็กๆ เชยมา 30 ปี ถ้ากลับบ้านเราใช้นะ เราชอบกางเกงผ้าขาวม้าที่แม่เย็บให้ เราชอบนอนหมอนยัดนุ่นผ้าขาวม้าที่แม่ทำให้ แต่ถ้าให้เอาไปใช้ข้างนอกเราไม่เอา ฉะนั้น เราจะทำยังไงให้คนกล้าใช้มากขึ้น กล้าจับต้องมากขึ้น เพราะผ้าขาวม้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่ผ้าของคนแก่ สิ่งนี้เป็นโจทย์ในการทำแบรนด์ของเรา”

เปลี่ยนวิถีการใช้ผ้าขาวม้าแบบเดิมๆ

วิถีการใช้ผ้าขาวม้าแบบเดิมมักเหมือนในละครหลังข่าว นุ่งอาบน้ำบางล่ะ พันคอโพกหัวบ้างล่ะ ผูกเป็นเปลบ้างล่ะ แต่วิถีเหล่านั้นถูกแทนด้วยผ้าขนหนู หมวกสารพัดแบบ และเปลไกวระบบอัติโนมัติ กลายเป็นว่าคนใช้ผ้าขาวม้าน้อยลง ไม่ผิดหากไลฟ์สไตล์จะเปลี่ยนตามเทคโนโลยีและสมัยนิยม

แต่แอนจะทำอย่างไรให้คนหันมากลับมาใช้ผ้าขาวม้าเพิ่มขึ้น หากย้อนไป 8 ปีก่อนพอดีกับเธอเริ่มทำแบรนด์ จะเห็นว่าพ่อค้าแม่ค้าหัวดีเอาผ้าขาวม้ามาแปลงเป็นเสื้อผ้ากันมากมาย แต่เป็นผ้าขาวม้าแบบเดิมไม่เพิ่มเติมสีและลาย ผ้าขาวม้ามาอย่างไรก็อย่างนั้น ตัดเย็บแบบง่าย เน้นขายสะดวก

อย่าลืมว่าแอนยังมีสายเลือดเอเจนซี่เข้มข้นพอๆ กับลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้า

เธอเปลี่ยนวิถีและฐานการใช้งานผ้าขาวม้าด้วยการทำการบ้านก่อนว่าเธอจะขายให้กับใคร ไลฟ์สไตล์แบบไหน ใช้ผลิตภัณฑ์ใดบ้างในชีวิตประจำวัน ประจวบกับกระแสตอนนั้นคนหนุ่มสาวมักจะย้ายออกมาอยู่ตัวคนเดียว คอนโดบ้าง ห้องเช่าบ้าง เธอเลยฟันธงว่าสินค้าประเภทแรกจะต้องเป็นของตกแต่งบ้าน อาทิ หมอนอิง เบาะรองนั่ง ฯลฯ ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ความไม่จำเจและออกนอกกรอบทำให้คนสนใจอย่างล้นหลาม

ปัจจุบัน Pakamian มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกช้อปถึง 6 ประเภท ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์เครื่องเขียน กระเป๋า ตุ๊กตาผ้า ผ้าขาวม้าสำเร็จรูป และเสื้อผ้า เป็นผลิตภัณฑ์ที่เธอเลือกทำหลังจากเปิดตัวแบรนด์ได้ 2 ปี เพราะทำง่าย คนทำกันเยอะ เธออยากให้คนติดแบรนด์ก่อนถึงจะแปรรูปผ้าขาวม้าเป็นเครื่องแต่งกาย

เปลี่ยนสีและลายที่ไม่ได้รับการพัฒนา

ลายและสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์และจุดแข็งของ Pakamian ฉีกและแหวกจากผ้าขาวม้าแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด แอนกระซิบว่า เธอได้ลายและสีแปลกตามาจากคุณพ่อ

“พ่อเราเป็นคนชอบเอาวัตถุดิบมาจับเป็นลาย ด้วยความที่วัตถุดิบมีไม่พอ การจะสร้างตารางขนาด 1 นิ้ว มันก็ทำไม่ได้ พ่อเป็นคนชอบทดลอง จะมีแพตเทิร์นประหลาดๆ ออกมาเสมอ

“เราไม่รู้ว่าเขาเป็นมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ หรือเปล่า แต่เท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน พ่อไม่เคยปิดหูไม่เคยปิดตาในการทำความรู้จักวัสดุใหม่ๆ เขาจะเปิดใจยอมรับ เขาใจถึงมากในการขึ้นผ้าผืนใหม่จากเส้นด้ายที่เขาไม่รู้จักมาก่อน ยอมลงทุนย้อม เพื่อทดลองทำผ้าแบบใหม่ๆ พ่อเหมือนคนทำงานเป็น เขาจะดิ้นไปเรื่อยๆ พอถึงทางตันเขาจะไม่เป็นอะไร พ่อเก่งแหละ บางทีเรามองเห็นพ่อทำแล้วบังเอิญสวย พอบังเอิญสวยเรามองแล้วว่าผ้าขาวม้าสามารถทำแบบนั้นได้ เราเลยวางแผน ออกแบบสีและลายเพื่อเอาไปคุยกับคุณพ่อ จากนั้นก็จูงเส้นด้ายขึ้นมา ลองทอจริง แล้วค่อยแปรรูปเป็นสินค้า”

นอกจากคุณพ่อ แฟนหนุ่มของแอนก็เป็นมือวางอันดับหนึ่งในการออกแบบสีและลาย ส่วนแอนจะดูแลเรื่องเทรนด์และแฟชั่น ปีไหนสีส้มมา ก็เล่นสีส้ม แต่จะไม่ใช้สีสันเยอะจนกลบสีหลักของแบรนด์

  “สีและลายเราพยายามออกจากกรอบของผ้าขาวม้า ก่ำกึ่งระหว่างความคสาสสิกและความโมเดิร์น ส่วนการออกสีใหม่ไม่ตายตัว เราจะดูว่าชินกับสีนั้นหรือยัง แล้วสีไหนควรเก็บเป็นสีลายเซ็นของแบรนด์ สีที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์มีเกือบ 10 สี อย่างสีและลายของตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ พอคนเห็นก็รู้ทันทีว่าพาคาเมี่ยนแน่นอน เวลาเห็นสินค้าเราไปอยู่บนตัวใคร มันจะเหนือกว่าการสร้างแพตเทิร์นออกมาแล้วคนลอกแพตเทิร์นของเรา เพราะสีและลายเป็นสิ่งที่เขาลอกไม่ได้ เท่าที่ทำมายังไม่เคยเห็นใครเหมือนเป๊ะๆ

“เราว่าดีไซน์ลอกกันได้แต่สไตล์ลอกไม่ได้ เพราะมันเป็นตัวตนของแบรนด์” แอนย้ำ

รู้จักจนรู้ใจทำอะไรก็ง่าย

ผ้าขาวม้าทุกผืนของแบรนด์ Pakamian ผลิตจากโรงงานทอผ้าขาวม้าของครอบครัว เธอเลือกใช้เนื้อผ้าเดียวกับผ้าขาวม้าเชียงใหม่มาทำผ้าพันคอ เพราะเนื้อผ้าเนียนนุ่มมีน้ำหนักจากฝ้ายเส้นใหญ่ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นจะใช้ผ้าขาวม้าเนื้อเดียวกับผ้าขาวม้าบ้านไร่ ผ้าบาง ระบายอากาศดี เหมาะกับอากาศร้อน“จริงๆ ผ้าขาวม้าก็มีข้อเสียเหมือนกัน อย่างซองใส่บัตรพร้อมสายคล้อง เวลาทำเราต้องใช้กาว ถ้าช่างดึงไม่ตึงเบี้ยวแน่นอน ยิ่งเป็นลายตารางยิ่งนำสายตา เราเลยเลือกทำเป็นแนวทะแยงแทน ออกมาก็ยังน่ารักอยู่ เราว่าการทำงานกับผ้าขาวม้ามันสนุก เหมือนเราคุยกับคนรู้จัก เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก

“การแก้ปัญหามันเลยง่าย พอเรารู้จักเขา เขาก็คุยกับเราดี ถ้าเราไม่รู้จักเขา เขาก็จะทะเลาะกับเราตลอดเวลา ถ้าถามว่าเคยทะเลาะมั้ย ก็มี อย่างการเคลือบเราจะไม่ค่อยทำ ถ้าเราไม่รู้จักสินค้าของเรา ไม่รู้จักวัสดุของเรา เอาเขาไปเคลือบ กลายเป็นเพิ่มข้อด้อยให้ผลิตภัณฑ์แทน”

ความภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่น

“ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว พ่อไม่เข้าใจว่าเราทำอะไร เขารู้สึกว่าอยู่ดีๆ เราไปสั่งคนงานเขาให้ขึ้นแบบนั้น แล้วสั่งพ่อว่าอยากได้สีแบบนี้ มันยุ่งยาก พ่อรำคาญ เขาไม่เข้าใจ แต่พอเราทำมาจนถึงทุกวันนี้พ่อภูมิใจ เขาก็สนับสนุนเรามาตลอด” ลูกสาวโรงงานทอผ้าขาวม้าเล่า ก่อนจะเสริมด้วยความภูมิใจว่า

“เราคิดว่าพาคาเมี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างหนึ่งที่ทำให้ผ้าขาวม้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เราบอกไม่ได้ว่าคนรู้จักผ้าขาวม้าเพราะเรา แต่เรารู้สึกว่า 30 คนที่ชอบผ้าขาวม้า น่าจะมีสัก 5 คนขึ้นไปที่รู้จักพาคาเมี่ยน เราว่าแนวโน้มของผ้าขาวม้าดีขึ้นนะ ถ้าจะวัดจากตัวเงินก็พอวัดได้ แต่เราไม่ได้วัดจากตรงนั้นอย่างเดียว เราวัดจากความแข็งแรงของแบรนด์ สินค้าเรามีคุณภาพมากขึ้น ฐานเสียงเราเพิ่มขึ้น คนเห็นคุณค่าของผ้าขาวม้ามากขึ้น คนไม่มองว่าผ้าข้าวม้าเป็นผ้าราคาถูก

“เราได้ยินมาตลอดว่าผ้าขาวม้าราคาถูก เคยขายของแล้วลูกค้าขอลดราคา เราก็บอกว่าลดไม่ได้

เขาก็พูดกลับมาประมาณว่า ทำไมลดไม่ได้ เป็นใครมาจากไหนเชียว แค่ผ้าขาวม้าธรรมดาเอง หรือบางทีของเราไปตั้งผิดที่ผิดทาง คนเห็นผิดคน คุณค่าก็ต่างกันแล้ว คนไม่รู้หรอกว่ากว่าจะเป็นหมอนต้องย้อมเท่าไหร่ ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ การทอสูญเสียไปเท่าไหร่ เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เห็นคุณค่า

“ผ้าขาวม้าเป็นสิ่งที่ชูความเป็นไทยได้ เราถึงทำแบรนด์ขึ้นมา เรารู้สึกว่าการทำงานมา 8 ปีกว่ามันไม่สูญหาย คุ้มนะ โรงงานทอผ้าขาวม้าของพ่อก็ยังอยู่ได้ โรงงานของคนอื่นก็ยังอยู่ได้”
แอนเล่าด้วยแววตาเปี่ยมความสุข เธอเป็นเพียงคลื่นลูกเล็กในมหาสมุทรกว้างใหญ่ ที่ยังคงกระทบฝั่งและกระทบใจคนไทยผู้หลงรักผ้าขาวม้าเสมอมา

โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญ

ย้อนไปเมื่อ 40 กว่าปีก่อน โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญ จังหวัดราชบุรี ก่อตั้งโดยอากงของ แอน-ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์ สมัยนั้นยังทอผ้าขาวม้าด้วยมือ พอความต้องการมากขึ้นอากงเลยเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักร 4 กระสวย เป็นเครื่องจักรสำหรับทอผ้าขาวม้าโดยเฉพาะ เพราะเครื่องจักรจะเย็บริมผ้าขาวม้าโดยอัติโนมัติ ภายหลังส่งต่อกิจการสู่รุ่นลูก โรงงานขยายใหญ่ขึ้น เพิ่มจักรเป็น 300 ตัว เพราะจำนวนการผลิตมากขึ้น และแบ่งประเภทการทอผ้าขาวม้าตามภาคและสภาพภูมิอากาศ

ผ้าขาวม้าแต่ละภาคจะต่างกันตามสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม เช่น ภาคเหนือและภาคอีสานอากาศหนาว จะทอด้วยฝ้ายเส้นใหญ่ เนื้อผ้าจะหนาและแน่น สีจะอ่อนเพราะฝ้ายเส้นใหญ่ย้อมสีติดยาก ภาคกลาง อากาศร้อนชื้น เหมาะกับผ้าขาวม้าบ้านไร่ ระบายอากาศดี สีสันสดใส ส่วนภาคใต้จะทอเป็นโสร่ง เน้นสีโทนเข้มและทึม เช่น สีดำ สีแดงเข้ม สีน้ำเงินเข้ม

จนกระทั่ง พ.ศ. 2554 ยุคฟองสบู่แตก โรงงานทอผ้าขาวม้าในจังหวัดราชบุรีหายไปเยอะมาก ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 10 โรงงาน แต่โรงงานทอผ้าขาวม้ายิ่งเจริญกลับผ่านวิกฤตนั้นมาได้อย่างสง่างามด้วยความกล้าได้กล้าเสียของคุณพ่อ โดยการนำเส้นด้ายค้างสต็อกที่ซื้อจากโรงงานในราคาถูกลง เอามาทอและขายในราคาเดิม หรือการทดลองจับเส้นด้ายสีต่างๆ มาผสมกันโดยไม่ยึดตามแพตเทิร์นเดิม

“คุณพ่อและน้องชายยังคงดูแลกิจการโรงงานทอผ้าขาวม้า ส่วนเราเป็นการต่อยอดออกมา เรามีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ผ้าขาวม้าไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ด้วยการทำสินค้าใหม่ๆ กระตุ้นความต้องการของตลาด ทางโรงงานก็จะผลิต เหมือนเราโฆษณาให้เขาอีกทีหนึ่ง เพื่อกิจการจะดำเนินต่อไปได้”

 

Facebook Pakamian Thailand

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : แบรนด์ HARV (บริษัท แกรนด์ดิส จำกัด)

ประเภทธุรกิจ : เฟอร์นิเจอร์

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ.​ 1983 (แบรนด์ HARV เริ่ม ค.ศ. 2020)

ผู้ก่อตั้ง : ปึงจือฮวด, ไพสิทธิ์ ปิติทรงสวัสดิ์

ทายาทรุ่นสอง : ชาตรี และ พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล

ทายาทรุ่นสาม : ชนน วระพงษ์สิทธิกุล

ใครว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นได้แค่โชว์รูม

แต่ไม่ใช่สำหรับ HARV Brand แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในแบบ Circular Economy ที่เน้นความยั่งยืนทั้งการผลิต การใช้งาน การตลาด จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

HARV มาจากคำว่า Harvest ที่แปลได้ทั้งเก็บเกี่ยวและผลผลิต เกิดจากความตั้งใจเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด และพัฒนาจนเกิดเป็นแบรนด์ของตัวเองของ เชียร์-ชนน วระพงษ์สิทธิกุล ทายาทรุ่นสามจาก Inhome Furniture แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้ที่เหลือจากการผลิตไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

ไม้ปาร์ติเกิลเป็นหนึ่งในวัสดุที่ดี ราคาสบายกระเป๋า น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย เหมาะกับสายแต่งห้อง ตกแต่งคาเฟ่ ออฟฟิศ และเชียร์ยังเน้นใช้เศษไม้เหลือจากโรงงานของครอบครัว เขาเลือกแปรรูปเศษไม้ให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้และลดปริมาณขยะ ผลิตสินค้าที่เน้นความคุ้มค่า ภายใต้การดำเนินธุรกิจทั้งรูปแบบโรงงาน Inhome และแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer : OEM) มาอย่างยาวนาน 39 ปี

ทุกดีไซน์ที่แบรนด์นี้ออกแบบ คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิต และผู้ใช้งานเป็นสำคัญ

พื้นที่นี้จึงอยากเปิดให้เป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ เป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อม

Inhome

ย้อนกลับไปเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 1983 ครอบครัวนี้ไม่ได้ใช้วิธีบริหารงานแบบกงสีเสมือนหลายตระกูลใหญ่ แต่อากงเลือกมอบแต่ละโรงงานให้ลูก ๆ ไปดูแลกันเอง เพราะอยากให้ลูกหลานได้แสดงศักยภาพเต็มที่ และมีธุรกิจหาเลี้ยงครอบครัวได้ไปจนถึงอนาคต หนึ่งในผู้สืบทอดเลือกโรงงานไม้ซึ่งต่อยอดมาเป็นแบรนด์ Flo Furniture ส่วน คุณแม่พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล คุณแม่ของเชียร์เลือกรับช่วงต่อ Inhome Furniture จากอากงและคุณลุงมาจนถึงปัจจุบัน

ตัวอักษรพิมพ์เล็กสีขาวตัดกับโลโก้แบรนด์สีแดง แสดงถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ที่มีให้ลูกค้า เพราะเฟอร์นิเจอร์ในแบบของ Inhome ทำจากไม้แผ่นใหญ่ ใช้วัสดุที่แข็งแรงคงทน ออกแบบเพื่อการใช้งานอย่างยาวนานและคุ้มค่า เน้นผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตามบ้านและออฟฟิศ มีสินค้าขายดีเป็นที่รู้จักอย่างตู้ทีวี ตู้รองเท้าที่จุได้เยอะและระบายอากาศได้ดี มีทั้งทำส่งออก งาน OEM และงานของแบรนด์เอง ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดของโรงงานที่สั่งสมมารุ่นสู่รุ่นว่า ทุกครั้งต้องตัดไม้แผ่นหนึ่งให้เหลือเศษน้อยที่สุด และนำเศษที่เหลือนั้นไปต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เช่น เอาเศษไม้เหลือจากหน้าบานมาทำลิ้นชัก

แต่แพตเทิร์นที่ลงตัวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง บางทีการผลิต 3 ชิ้นอาจจะประหยัดพื้นที่ไม้มากกว่าการทำชิ้นเดียว แบรนด์ก็พร้อมจะเลือกอย่างหลัง เพื่อพยายามใช้ไม้ให้ได้ 85 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเศษน้อยที่สุด 

ลูกชายผู้เป็นทายาทรุ่นสามเกริ่นว่า “บางทีเฟอร์นิเจอร์อาจสวยน้อยหน่อย แต่แข็งแรงใช้ได้นาน บางทีเขาก็จะเพิ่มขาตรงนั้น เพิ่มคานตรงนี้ให้ไม่แอ่น ซึ่งเป็นแนวคิดรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ทำมาตลอด” 

ชนิดที่ว่าเรื่องดีไซน์เป็นรอง ฟังก์ชันและความคุ้มค่าต้องมาก่อน

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV

หลังจากเชียร์เรียนจบและทำงานประจำได้ประมาณ 3 ปี ก็ค้นพบว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง จึงตัดสินใจออกมาพัฒนาแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของที่บ้าน พร้อมทั้งต่อยอดเป็นแบรนด์ตัวเองขึ้นมา และในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เขาได้เจอกับเพื่อนมัธยมที่เคยรู้จัก แต่ไม่ได้เจอกันนานอย่าง ตาล-ณัฐฏิยา รัชตราเชนชัย ซึ่งกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงานของเพื่อน เชียร์ผู้มีคอนเซ็ปต์และสิ่งที่อยากทำอย่างชัดเจนแล้ว จึงชวนตาลซึ่งกำลังมีแพลนออกจากงานประจำ มารับหน้าที่ดีไซเนอร์ ทั้งคู่จึงตกลงใจร่วมสร้างแบรนด์นี้มาด้วยกัน

เตียง ตู้ และโต๊ะ ผลิตจากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้เล็ก ๆ ที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตไม้ นำมาผสมกาวขึ้นรูปเป็นแผ่น กาวที่ใช้ก็มีหลายเกรด HARV เลือกใช้เกรด กาว E1 ซึ่งมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำ เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังไม่มีกลิ่นฉุนแสบจมูกและไม่ระคายเคืองตา 

คอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์คือ มองการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องพัฒนาและเสริมทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

เริ่มจากการมองหาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ระหว่างเฟอร์นิเจอร์กับผู้ใช้งาน เช่น ตู้ Pantry สำหรับคนดริปกาแฟที่บ้าน ตู้วางเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือ สเตชั่นแยกขยะสำหรับใช้ในครัวเรือน เพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานบางส่วนตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ให้เฟอร์นิเจอร์ได้เติบโตไปกับผู้ใช้งาน เพื่อยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน ไม้หนึ่งแผ่นจึงถูกคิดตั้งแต่เริ่มเลยว่า ตัดส่วนไหนอย่างไร ซึ่งตาลมองว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการออกแบบได้ดี

เมื่อไม้แผ่นใหญ่ถูกนำไปตัดแต่งเป็นเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นแล้ว สิ่งที่เหลือต่อจากนั้นคือ เศษไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV จึงเลือกใช้เศษไม้เหล่านั้นมาแปลงโฉมให้กลายเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย สบาย ๆ และฟังก์ชัน ไปพร้อม ๆ กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นสินค้ามากมายที่เน้นขายดีไซน์และไอเดีย ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ฉีกออกจากแบรนด์เดิมอย่างสิ้นเชิง เช่น ‘PETAL STOOL’ ขาของเก้าอี้สตูลทั้ง 4 แผ่น ถูกออกแบบให้มีแพตเทิร์นการตัดและการเจาะเหมือนกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับเศษไม้ที่มีในโรงงาน หุ้มบุด้วยผ้ารีไซเคิลจากขวด PET 

มีเก้าอี้แล้วก็ต้องมีโต๊ะ Particle Board Scraps โต๊ะข้างจากเศษไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด โดยโต๊ะข้างประกอบด้วยชิ้นส่วนง่าย ๆ 4 ส่วน ที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงและลวดลายของแต่ละชิ้นได้อย่างอิสระไม่มีที่สิ้นสุด

สตูลชิ้นนี้พิเศษตรงแพ็กเกจจิ้งที่เป็นได้ทั้งกระเป๋าและเบาะ Paree Stool (มาจากคำว่า Pare แปลว่า ปอกเปลือก) จึงสื่อถึงลูกเล่นของที่นั่งเบาะ นอกจากจะใช้รองนั่งเพื่อความสบายแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้ม หรือแกะออกมาเป็นถุงผ้าไว้หุ้ม Flat Pack Stool ตัวนี้ เพื่อลดการใช้วัสดุอื่น ๆ ในการบรรจุเพื่อขนส่ง พร้อมทั้งสกรีนวิธีประกอบลงบนผ้า รับประกันว่าหมดปัญหาคู่มือหายอย่างแน่นอน และลวดลายบนเบาะยังเพิ่มความน่ารักให้มุมบ้านได้ด้วย

และโปรเจกต์สุดพิเศษ ‘RECO cabinet’ by HARV x LAMUNLAMAI ตู้เก็บของที่เป็นมากกว่าที่เก็บของ เพราะสร้างไลฟ์สไตล์ให้เจ้าบ้านได้ด้วย ผสมทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ระหว่างศาสตร์ของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเซรามิกสไตล์ซิกเนเจอร์ของ LAMUNLAMAI กลายมาเป็นตู้ที่จะมอบศิลปะในการใช้ชีวิตและฟังเพลงให้กับผู้ใช้งาน

วัสดุที่แบรนด์มีอย่างเดียวคือไม้ การคอลแลบเลยเป็นทางที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นการช่วยกันโปรโมต ได้เรียนรู้ Know-how หลากหลาย ได้คอนเนกชัน และได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดซึ่งกันและกัน

“เราตั้งใจออกแบบเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด ไปพร้อม ๆ กับคงคุณภาพการใช้งานที่ดี”

ความคุ้มค่าไม่ได้จบลงในส่วนการผลิต แต่ยังครอบคลุมไปถึงการตลาดที่คุ้มค่าด้วย เชียร์ศึกษาการลงทุน การโฆษณาอย่างละเอียดทุกครั้ง และเลือกทำ SEO เพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก Inhome สู่ HARV Brand

“ตอนแรกเขาคิดว่ามันยากเหมือนกัน” เชียร์เล่า

คุณพ่อคุณแม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ที่ลูกชายต้องการจะสื่อ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเนื้อไม้คนละเกรด ไม่สามารถแยกออกด้วยการมองเห็นหรือสัมผัสพื้นผิว การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะเป็นสื่อหลักที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจตรงกันกับแบรนด์

นอกจากเรื่องการเข้าใจคุณภาพไม้ ยังมีอีกเรื่องที่พ่อแม่เป็นห่วง คือเรื่องการแข่งขันด้วยราคาที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ตั้งแต่ที่จีนเปิดประเทศก็มีการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ในราคาถูก ขายในราคาเทียบเท่าต้นทุนของแบรนด์ การแข่งราคา และการกดราคา จึงเป็นเหมือนปัญหาสากลที่หลากหลายแบรนด์ประสบ เพื่อความต้องการเป็นที่ยอมรับของตลาด 

“แต่เราไม่อยากเข้าสู่สนามนั้น เราเลยสร้างแบรนด์เราเอง ตอนนี้ก็เหลือพิสูจน์ให้เขาเห็นอีกหน่อยว่า มันเป็นไปได้และหวังว่าคนที่เริ่มมาสนใจสิ่งแวดล้อม จะมาสนใจของของเรามากขึ้น” 

เชียร์เล่าต่อว่าในช่วงเริ่มต้นยังมีรายได้ไม่มาก แต่เขาเชื่อมั่นที่จะค่อย ๆ เติบโตไปเรื่อย ๆ เมื่อพ่อแม่เริ่มเห็นว่าเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวเขาทำจริงจัง ก็เริ่มซัพพอร์ตมากขึ้น โดยมอบพื้นที่ส่วนหน้าโรงงานที่ว่างอยู่ ให้ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้าน จึงกลายมาเป็นโชว์รูมและร้านกาแฟอย่างที่เราเห็น

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่มั่นใจไม่ใช่เพียงแนวคิดหนักแน่นของเขา แต่เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARVKIND

“เราอยากสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง”

HARVKIND ตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่แม้แต่คนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่เพียงแค่อยากหาร้านคาเฟ่ เพื่อนั่งผ่อนคลายจิบกาแฟ พบปะพูดคุยกับใครสักคน คนที่ต้องการพื้นที่สงบในการทำงาน หรือคุณแม่นั่งรอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่หล่อหลอมให้คอมมูนิตี้แห่งนี้เกิดขึ้น

เชียร์มองว่าร้านกาแฟในแบบ Pet Friendly จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนได้ ทำให้คนเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเขาตั้งใจอยากให้ HARVKIND เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของชาว HARV ที่เอาใจใส่สิ่งที่อุปโภคบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิ่งมีชีวิตรอบตัว

 เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเจอกับโซนแรก เป็นส่วนของคาเฟ่ มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟ มีมุมที่นั่งไม่มากไม่น้อยให้ทุกคนได้เลือกตามมุมโปรด โต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงถังขยะแยกประเภท เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของที่แบรนด์มีขาย เหมือนให้ลูกค้าได้มาลองสัมผัสก่อนซื้อจริง

“สมัยเรียนอยู่ที่รุ่งอรุณ มีการปลูกฝังให้แยกขยะ พอโตขึ้นมาเราเห็นผลกระทบเยอะตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งโลกร้อน อากาศร้อน เลยพยายามที่จะทำเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปไหนมาไหนเราก็พกแก้ว พยายามไม่ใช้ถุง คือพยายามทำเท่าที่เราทำได้โดยไม่ได้ยุ่งยากชีวิตเกินไป”

ความสนใจในการแยกขยะก่อเกิดเป็นไอเดียถังขยะแบบแยกประเภทในดีไซน์โมเดิร์นมินิมอล เข้ากับทุกมุมในบ้าน ถ้าหากว่าสนใจก็สอบถามรายละเอียดและจับจองกลับบ้านได้ ส่วนทางด้านขวาของโซนที่นั่งก็จะมีอาหารเพื่อสุขภาพจากน้องชาย โซนคอมบูฉะ มีรีฟิลสเตชันจากแบรนด์ Hug Organic และมีอาหารสำหรับน้องหมาจำหน่ายด้วย

ถัดเข้าไปด้านในเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ มีโต๊ะ ตู้เตียง เก้าอี้ของ HARV วางเรียงรายให้ลูกค้าได้ชมและสัมผัส 

นอกจากนี้ยังมีสตูดิโอขนาดย่อมสำหรับให้เช่าทำกิจกรรม และมีเวิร์กชอปอเนกประสงค์ เช่น จัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์บ้าง กาแฟบ้าง และมีอีเวนต์เกิดขึ้นอยู่เสมอบนพื้นที่ส่วนนี้ด้วย 

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก HARV วันนี้ ถึง HARV ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ปกติแล้ว แบรนด์จะรับประกันเฟอร์นิเจอร์ภายใน 10 ปี โดยจะมีบริการรับซ่อมสินค้าหากมีปัญหา แต่ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล HARV ตั้งใจรับคืนเฟอร์นิเจอร์ที่มีอายุการใช้งานนานเกิน 5 ปี กลับมา เพื่อนำไปบริจาคหรือส่งต่อมือสอง เพื่อให้คนนำไปต่อยอดมูลค่า

ส่วนเศษไม้ปาร์ติเกิลที่นำมาแปรรูปต่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ หากวันหนึ่งไม่เพียงพอก็มีแผนจะจัดซื้อจากโรงงานอื่น แทนที่จะใช้ทรัพยากรใหม่

ทายาทรุ่นสามคนนี้อยากให้ HARV เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ดำเนินธุรกิจแบบ Circular Business อย่างสมบูรณ์ตามหลัก 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และเป็นแบรนด์สำหรับคนที่อยากแต่งบ้าน แต่งร้าน แต่งออฟฟิศ หรือคนที่อยากมีเฟอร์นิเจอร์สวย ใช้งานได้ดี ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งยังใช้งานได้อย่างยั่งยืนที่สุดจนค่อย ๆ เติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ใช้งาน

“เราอยากทำเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร ทุกคนก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ เราอยากทำให้เห็นว่าธุรกิจเล็ก ๆ ของเราก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ เราอยากให้คนทำเยอะขึ้นนะ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมเราเอง เหมือนทุกคนจะได้ช่วยกันพัฒนา ทั้งวัสดุและวิธีการทำ สุดท้ายมันต้องมี Supply Chain และถ้าคนใช้มากขึ้น พอผลิตเยอะขึ้น ราคามันก็จะถูกลง” 

เชียร์และตาลหวังเสมอว่า อยากให้คนที่ไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อมเลยได้ลองฉุกคิดสักนิด และอยากให้ HARV เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น 

“อย่างการทำธุรกิจของเรา เราไม่ได้ทำแค่เอากำไรนะ แต่เราให้คืนกับคนและสิ่งแวดล้อมด้วย”

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load