เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องศิลปินไทยที่ตระเวนวาดภาพคนไร้บ้านในมหานครนิวยอร์ก ผลงานของเขาโดดเด่นทั้งในด้านสไตล์งานที่เป็นเอกลักษณ์ และไอเดียตั้งต้นที่อยากช่วยคนไร้บ้านให้ได้รับการจดจำ 

ชายคนนั้นคือ ป๊อก-ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล บัณฑิตจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ย้ายไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาเพราะอยากเห็นโลกกว้าง และเชื่อว่านั่นจะทำให้งานศิลปะของเขามีความหมายมากยิ่งขึ้น

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ชีวิตในสหรัฐฯ ของป๊อกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรก การแสดงงานครั้งแรกในนิวยอร์กทำให้เขาหยุดวาดภาพไปพักใหญ่ เขาลาออกจากการเรียนปริญญาโทกลางคัน ต้องทำงานในร้านอาหารพร้อมสอนพิเศษวิชาศิลปะเพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่าย และก็คงเหมือนศิลปินคนอื่นๆ ที่ใช้เวลาหลายปีเพื่อตามหาความหมายของศิลปะในรูปแบบของตัวเอง

คำตอบครั้งแรกมาพร้อมกับเหตุการณ์วันหนึ่งในซานฟรานซิสโก ป๊อกเจอคนไร้บ้านถูกทำร้าย เขาตัดสินใจเดินผ่านไปเพราะกลัวเป็นอันตรายต่อตัวเอง แต่คืนนั้นเขากลับนอนไม่หลับ วนเวียนอยู่กับคำถามว่าคนไร้บ้านคนนั้นจะเป็นอย่างไร และตั้งใจกับตัวเองว่าจะช่วยคนเหล่านี้ในแบบที่ตัวเองทำได้และทำได้ดี จึงเกิดเป็น Hope โปรเจกต์วาดภาพคนไร้บ้านขึ้น

ป๊อกตระเวนวาดภาพ Homeless ทั่วซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ก โดยแบกอุปกรณ์ไปตามจุดสำคัญๆ อย่างรถไฟฟ้าใต้ดิน ไทม์สแควร์ บรุกลิน เมื่อวาดภาพเสร็จก็ยกให้คนไร้บ้านคนนั้นโดยไม่สนใจว่าเขาจะเอาไปทำอะไรต่อ 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาโดนจับเป็นสิบๆ ครั้งจากการนำเฟรมขนาดใหญ่ไปวางในพื้นที่สาธารณะ แต่นั่นก็ทำให้คนที่เดินผ่านหยุดดูและเริ่มสังเกตเห็นคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ทั่วเมืองมากขึ้น เกิดเป็นบทสนทนาพูดคุยจนกลายเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกัน 

หลายครั้งคนเดินถนนเหล่านี้ก็ลงมือช่วยวาดภาพเล็กๆ น้อยๆ ฝากไว้บนผลงานของป๊อก มีครั้งหนึ่งคนไร้บ้านที่เขาวาดภาพให้ได้งานที่บริษัทชื่อดังจากโปรเจกต์นี้ และได้แสดงงานที่ New Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยบนเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

นั่นคือจุดเริ่มต้นของศิลปินที่มีสตูดิโอเป็นท้องถนน มีอาจารย์เป็นคนที่เจอ และอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของมุมมองที่เขามีต่อศิลปะ ศิลปะในวันนี้สำหรับป๊อกไม่ใช่ภาพวาดไร้ที่ติที่แขวนอยู่ในแกลเลอรี่เหมือนที่เคยคิดสมัยเพิ่งเรียนจบอีกต่อไป ศิลปะของเขาคือวิธีการคิดที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนอื่น เขากลับมาประเทศไทยถาวรเมื่อปีก่อน พร้อมกับกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ที่เรือนจำกลางราชบุรี

และนี่คือบทสัมภาษณ์มุมมองชีวิตของเขาในฐานะศิลปิน หรือแม้กระทั่งคนคนหนึ่ง

ความชอบในศิลปะเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบดูการ์ตูน ดราก้อนบอล แล้ววาดภาพตาม วาดพิคโกโร่ ซุนหงอคง ก็เลยขอตังค์แม่ไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนสอนศิลปะดินสอสี น่าจะอายุประมาณเก้าขวบสิบขวบ พอไปเรียนก็เริ่มชอบมากขึ้น เริ่มอยากเขียนหุ่นนิ่ง เริ่มอยากเขียนแลนด์สเคป อายุสิบสี่ก็เลยไปเรียนเพื่อติวเข้าช่างศิลป์ฯ 

ตอนนั้นถ้าไม่ได้ช่างศิลป์ฯ เราต้องเรียนต่อมอปลายสายสามัญที่โรงเรียนเดิม ซึ่งใครจะต่อมอสี่ต้องไปลงชื่อที่ห้องทะเบียน เราไม่ไปลงเลย เพราะไม่เรียนอยู่แล้ว อาจารย์ก็แนะนำให้ไปลงไว้ก่อนเผื่อสอบช่างศิลป์ฯ ไม่ติด แต่เราไม่เอา เราอยากเรียนที่โน่นอย่างเดียว ถ้าสอบไม่ติดก็จะสอบใหม่ปีหน้า

การเรียนที่ช่างศิลป์ฯ เปิดโลกคุณแค่ไหน

ตอนแรกจะไปเรียนเพื่อวาดภาพอย่างเดียว วาดการ์ตูน แต่จริงๆ มันมีทั้งปั้น มีภาพพิมพ์ เริ่มแกะ Wood Cut แกะไม้ เริ่มเขียนลายไทย พวกหนุมาน ลายกนก ช่างศิลป์ฯ เปิดให้เราเห็นว่าศิลปะไม่ได้มีแค่การ์ตูน มันมีอย่างอื่นอีก แต่สิ่งที่สนใจที่สุดก็ยังเป็นการวาดภาพ เพราะรู้สึกว่าถนัดมากที่สุด

ตอนเรียนงานปั้นได้เกรด C ประจำ มันเป็นปริมาตร เป็นสามมิติ เรามองภาพปริมาตรไม่ออก เห็นแต่สองมิติ พอทำ Wood Cut ขูดออกไปทีเดียวบางทีมันเลยเส้น คุมมือไม่ได้ อย่างแกะเป็นภาพไก่ ก็ตีโค้งไม่ได้เพราะมือต้องนิ่งมากๆ เลยไม่ชอบ แต่เพ้นติ้งถ้าวาดแล้วไม่ชอบก็แค่เอาสีลบทิ้ง เขียนใหม่ได้ 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ยุคนั้นถ้าอยากเป็นศิลปินก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร

ใช่ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว พอเข้าช่างศิลป์ฯ ได้เขาบอกว่าต้องเข้าศิลปากรต่อ ก็เริ่มติวเพื่อสอบเข้าศิลปากรดู เขาสอนเขียนทหาร จะมีหุ่นทหารมายืนใส่แค่กางเกงตัวเดียว เราก็เขียนทุกวันๆ เขียนแค่ทหารอย่างเดียว ไม่เขียนอย่างอื่น ตอนจะเข้ามหาลัยฯ ก็เหมือนตอนจะเข้าช่างศิลป์ ถ้าไม่ติดก็จะไม่เรียนเหมือนกัน จะสอบใหม่ ตอนยื่นคะแนนก็ยื่นที่ศิลปากรที่เดียว 

20 ปีก่อน การเรียนศิลปะน่าจะไม่ได้รับความนิยมเท่าวันนี้

ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเรียนศิลปะแล้วจะไปเป็นอะไร ที่บ้านบอกว่าอยากเรียนอะไรก็เรียนไป อาจเป็นเพราะเราลูกชายคนโตด้วยมั้ง เรามีเจ้อยู่คนหนึ่ง ลูกชายอยากทำอะไรก็ทำ อยากได้อะไรก็ให้ เป็นสไตล์บ้านคนจีน 

แต่พอดีไปเจองานนิทรรศการหนึ่งของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จัดแสดงที่ชั้นหนึ่งของธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ แกเอางานไปแสดงประมาณสามสิบกว่าชิ้น ชิ้นหนึ่งราคาล้านกว่าบาท มูลค่าสูงมาก แล้วขายหมดเกลี้ยงทุกชิ้น เลยคิดกับตัวเองว่า ถ้าเราเป็นศิลปินที่อยู่ Top 10 ของประเทศไทย มันก็น่าจะอยู่ได้ในมุมมองของคนยุคนั้น คงไม่ลำบาก

 ซึ่งวิธีคิดนั้นก็ยังคิดมาถึงตอนนี้ เวลาทำอะไรก็ทำให้มันสุดทางไปเลย ไม่อยากทำหลายๆ อย่างเรียนศิลปะด้วย ทำกับข้าวด้วย เล่นดนตรีด้วย เออ ตอนที่เรียนศิลปากรเราเคยตั้งวงดนตรีด้วยนะ

เล่นตำแหน่งอะไร

เราเล่นเบส เพื่อนอีกสองคนเล่นกลองกับเป็นนักร้อง อยู่ๆ ก็คิดว่าตั้งวงดีกว่า ตอนนั้นเล่น Green Day เป็นช่วง American Idiot ห้องซ้อมอยู่แถวท่าช้างฝั่งตรงข้ามวัดระฆัง เราก็นั่งเรือข้ามไป ไปอยู่เจ็ดวัน จนวันที่เจ็ดมองหน้ากันสามคน เฮ้ย เรามาทำอะไรกันอยู่วะเนี่ย กลับไปวาดภาพดีกว่าไหม ก็เลยตัดสินใจยุบวงทิ้ง (หัวเราะ)

สภาพแวดล้อมในศิลปากรเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อวงการศิลปะไหม

ตอนเรียนศิลปากรเรามีความคิดแบบหนึ่ง พอไปอยู่อเมริกาความคิดถึงเปลี่ยนไป สมัยเรียนเราติดอีโก้ คิดว่าเราเจ๋ง ยุคนั้นมันเป็นยุคของศิลปากร รู้สึกว่าเราเข้าที่นี่ได้ เราจบจากที่นี่ได้ ยังไงเราก็ต้องมีงานทำ ต้องมีคนมาซื้องานเราเรื่อยๆ ต้องมีแกลเลอรี่มาชวนเราไปแสดงงาน 

แต่พอจบมามันไม่มีไง กลายเป็นเราต้องไปรับจ้างทำพร็อปตามห้างฯ เป็นเหมือนคนทำฉาก คนทำกำแพงให้เขา เราต้องไปของานเขา ไปง้อเขา แล้วรายได้ต่ำมาก ต่ำกว่าช่างที่มาทาสีอีกนะ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องให้เราทำก็ได้ เขาให้ช่างทำง่ายกว่า

เราทำอย่างนี้อยู่ปีหนึ่งได้แล้วก็เริ่มคิด นี่มาทำอะไรอยู่วะเนี่ย ไหนที่เราเรียนมาจะเป็นศิลปิน อาจารย์เฉลิมชัยขายภาพได้เป็นล้าน ศิลปินเมืองนอกอย่างแวน โก๊ะ ขายทีได้เป็นร้อยๆ ล้าน แล้วเรามานั่งรับจ๊อบบางทีได้สองพันบาท

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

เปอร์เซ็นต์นักศึกษาในแต่ละรุ่นที่ได้เป็นศิลปินคือเท่าไหร่

ปีหนึ่งได้เป็นศิลปินรุ่นละคนสองคนแค่นั้นเอง น้อยมาก มันเป็นอาชีพที่ไม่ต้องมีก็ได้ในเมืองไทย เพราะไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เมืองไทยเราปากท้องต้องมาก่อน ศิลปะมันกินไม่ได้ มันได้แค่สำหรับคนที่เขารวยและเหลือแล้ว เขาถึงจะซื้อภาพมาแขวนบ้าน 

ความคิดเราก็เปลี่ยนอีก เราเรียนศิลปะมาห้าปีแต่ได้แค่นี้ เลยอยากจะทำอย่างอื่น อยากไปชุบตัว อยากไปอยู่เมืองนอก ตอนนั้นมีรุ่นพี่ที่จ้างงานเราเป็นครีเอทีฟ เป็นกราฟิก เขาจบมาจากลอนดอน จบมาจากปารีส แล้ววิธีคิดของเขากว้างกว่าของเรา 

กว้างกว่ายังไง

เวลาเราพูด เราพูดได้แค่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่เวลาเขาพูดมันจะมีไอเดียมาด้วย เหมือนเวลาเราดูโฆษณาดีๆ สักอันหนึ่ง มันขายไอเดียหมดเลย เรายังมองไม่ถึง มองไม่ออก เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมคนคนนี้วิธีคิดเขากว้าง เขาคงเห็นอะไรมาเยอะแน่ เลยอยากไปบ้าง

ตอนแรกคิดไว้ว่าจะไปออสเตรเลีย แต่เปลี่ยนใจไปนิวยอร์กตอนหลังเพราะเพลง Empire State of Mind แค่นั้นเลย อยากไปดูบันไดแดง อยากไปเดินสะพานบรุกลิน รู้สึกว่าถ้าไปทั้งทีก็ไปเมืองใหญ่ไปเลยดีกว่า 

เมืองแรกที่ไปคือนิวยอร์ก อยู่สองปีครึ่ง แล้วย้ายไปซานฟรานฯ ปีหนึ่ง ส่วนระหว่างนั้นท่องเที่ยวตลอดเลย ไปดูดีซีเดือนหนึ่ง ไปบอสตันเดือนหนึ่ง ไปฟิลาเดลเฟียเดือนหนึ่ง แล้วก็กลับมาอยู่นิวยอร์กอีกห้าปี เป็นทั้งหมดเก้าปีที่อยู่อเมริกา เริ่มจากเรียนภาษาก่อน ซึ่งสนุกที่สุดแล้วเพราะได้เจอคนหลากหลาย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย 

แล้วได้ทำงานศิลปะบ้างไหม

ช่วงสามสี่เดือนแรกยังวาดภาพอยู่ เขามีกลุ่ม Thai Artists In New York (TANY) เราได้ไปแสดงงานกับเขา หลังจากนั้นอีกเป็นปีก็ไม่ได้เขียนภาพอีกเลย เพราะตอนแสดงงานเราพบว่าตัวเองยังไม่เข้าใจว่างานศิลปะคืออะไร เราพยายามยัดเยียดว่าเราเป็นคนไทย เราเลยเขียนหนุมาน แต่เราไม่เข้าใจว่าแก่นของความเป็นไทยคืออะไร 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

เราเข้าใจแค่เปลือกว่าหนุมานน่าจะเหมาะกับที่บรุกลิน แต่ปรากฏไม่ค่อยมีคนสนใจงานเราเลย เพราะพอเราไม่เข้าใจ เราก็ถ่ายทอดอธิบายออกมาไม่ได้ 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

แปลว่านิทรรศการแรกในชีวิตศิลปินของ ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล คืองานหนุมาน

ใช่ๆ สวนทางมากเลย แล้วเราไม่เคยเขียนหนุมานมาก่อนเลยนะ เพิ่งมาเขียนตอนนั้น คิดว่าฝรั่งยังไม่เคยเห็น แต่ครั้งหนึ่งเราได้คุยกับฝรั่งในงาน เราถามว่ารู้สึกยังไงกับงานเรา เขาตอบว่า เขาไม่ได้อยากเห็นหนุมานที่เขาเห็นมาแล้วห้าหกสิบปี เขาเห็นตามอินเทอร์เน็ต เขาเห็นตอนมาเที่ยวประเทศไทย 

แต่เขาอยากรู้ว่าความเป็นไทยของเราในวันนี้ ในปี 2011 คืออะไร แต่เราตีไม่ออก เราก็เลยหยุดวาดภาพไปเลย พยายามจะหาคำตอบให้ได้ ไปดูงาน Abstract ดูงาน Conceptual Art ตามแกลเลอรี่ ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เราอยากเห็นให้เยอะๆ ก่อน แล้วค่อยลงมือทำ

คุณเลือกเรียนต่อปริญญาโท สาขาเพ้นติ้ง ที่ซานฟรานซิสโกเพื่อหาคำตอบนี้ด้วยหรือเปล่า

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่เรียนอยู่ปีหนึ่งแล้วก็ลาออกมา เพราะรู้สึกว่ามันเรียนเหมือนไม่ได้เรียน แล้วเราก็ไม่ได้อยากเป็นศิลปินแบบนั้น อารมณ์เหมือนตอนที่เราเรียนอยู่ศิลปากรปีห้า มีห้องเปล่าให้ อยู่กันประมาณยี่สิบสองคน เก้าคนเป็นอเมริกัน ที่เหลือเป็นต่างชาติ เขาก็ให้มาแชร์ไอเดียกัน แชร์วัฒนธรรมกัน 

จริงๆ เหมือนเรียนภาษาเลย แต่เปลี่ยนมาวาดภาพแทน เราตั้งคำถามว่าทำไมเรามาเรียนปริญญาโท เขาพยายามให้เราค้นหาตัวเอง แต่ในมุมมองเรา ถ้าจะค้นหาตัวเองจากการอยู่แต่ในห้อง มันอาจจะยังไม่พอ เพราะเรายังเห็นโลกไม่พอ โรงเรียนของเราน่าจะเป็นโลกใบนี้ 

สมมติว่า ทำไมคนนี้ถึงพูดแบบนี้ได้ เพราะเขาเดินทางมารอบโลก เขาตกตะกอนแล้ว เขาไปเจอยีราฟที่สูงที่สุดมา ไปเจอเสือชีตาห์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกมา ไปอยู่ค่ายตาลีบัน ไปอยู่อิรัก อิหร่านมาหมดแล้ว พอเขามาทำอะไรมันเลยง่าย แต่เรายังไม่เคยเห็นอะไรเลย แล้วเราต้องเข้าไปอยู่ในห้องนี้ 

คนจีน คนญี่ปุ่น คนเวียดนาม ในคลาสเขาจบโทมาแล้ว มีประสบการณ์มาแล้ว ส่วนเราแค่อยากไปเรียน จุดประสงค์มันเลยไม่เหมือนกัน 

เราไปเรียนเพราะอยากรู้ว่า จริงๆ แล้วงานศิลปะคืออะไร แต่เราไปฝากความหวังไว้กับมหาลัยฯ ว่ามหาลัยฯ ต้องตอบเราได้ว่าศิลปะคืออะไร ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ต้องเรียนก็ได้ ศิลปินที่ดีคือคนที่ไม่ต้องเรียนศิลปะเลย แต่สร้างงานที่ดีออกมาได้

แต่ถ้าไม่เคยเรียนจะสร้างงานที่ดีออกมาได้เหรอ

ตอนเรียนมีเพื่อนคนหนึ่งจบธุรกิจมา เราก็ถามอาจารย์ว่าทำไมถึงรับคนนี้เข้ามาเรียน เพราะนี่มันคือสาขา Fine Art แล้วเขาไม่มีประสบการณ์เลย อาจารย์บอกว่า สิ่งที่เขาส่งมาสมัครคือใบเสร็จ 365 ใบ สำหรับหนึ่งปีที่เขากินข้าว 

เราเลยเพิ่งเข้าใจว่านี่แหละงานศิลปะ เวลามาเรียน เขาเอาตู้เย็นมาตั้งเรียงสามตู้ ตู้หนึ่งเป็นของเขา อีกสองตู้ให้เพื่อนสองคนดูแล โดยตั้งโจทย์ว่า มีงบร้อยห้าสิบเหรียญฯ จะซื้ออะไรเอามาใส่ตู้นี้ก็ได้

เพื่อนคนแรกซื้อเบียร์ซื้อเหล้า ร้อยห้าสิบเหรียญฯ ก็ได้ไม่กี่ขวด อีกคนเป็นชีวจิตซื้อผักผลไม้ ส่วนเขาซื้อของทั่วไป 

สิ่งที่เขาทำมันน่าสนใจกว่าที่เรากำลังทำอีก เรายังนั่งเขียนสตรีทอาร์ต เขียนกราฟฟิตี้ โดยที่ไม่รู้ว่าเขียนไปทำไมด้วยซ้ำ ก็เลยเริ่มกลับมาถามตัวเองว่าเรียนไปทำไม เราจ่ายค่าเทอมทีละเป็นหมื่นๆ เหรียญฯ ไปทำไม 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ศิลปะของคุณเลยเปลี่ยนจากผลลัพธ์มาเป็นกระบวนการคิด

ใช่ มันอยู่ที่วิธีคิด คุณไม่จำเป็นต้องวาดภาพเลยก็ได้ เหมือนคุณเป็น Conductor คุณคุมวงดนตรีได้ทั้งวงเลย ทิศทางของวงอยู่ที่คุณควบคุมมัน เพลงจะออกมาดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่คุณมี คุณเล่นมากี่เวทีแล้ว คุณเห็นอะไรมาบ้างแล้ว

เคยคุยกันว่า โปรเจกต์คนไร้บ้านเกิดขึ้นตอนที่คุณเจอเหตุการณ์คนไร้บ้านถูกทำร้าย แล้วไม่ได้เข้าไปช่วย เลยตัดสินใจช่วยในแบบที่ตัวเองทำได้

อันนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ตอนหลังๆ โปรเจกต์คนไร้บ้านเดินทางไปไกลมาก เราไม่เคยคิดว่าจะได้ช่วยคนอื่น อยู่ที่อเมริกาเราเป็นคนชั้นสาม เราต่างหากที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ เราก็ไม่มีตังค์เหมือนกัน ลำบาก ต้องทำงานร้านอาหาร ต้องเขียนภาพคนไร้บ้านด้วย ต้องไปเรียนด้วย 

เราไม่คิดว่าวันหนึ่งภาพวาดของเราจะช่วยคนได้ เราแค่ชอบวาดภาพไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าเราไม่ได้ช่วยเขา เขาต่างหากที่ช่วยเราให้เรามองเห็นว่าการทำงานศิลปะมันเป็นแบบนี้ มันสร้างเราขึ้นมาให้เป็นคนแบบนี้ 

เราว่ามันอยู่ที่การทำเยอะ ยิ่งทำเยอะมากๆ เหมือนกับว่าวันนี้เราออกไปวาดภาพ มีคนเดินมาเหยียบเพ้นติ้งเรา เรารู้สึกว่ามันสวยจังเลย เราเริ่มมองเห็น เริ่มปล่อยวาง เราไม่ยึดติดว่ามันจะต้องสวยไร้ที่ติ

ทำไมคนจะเหยียบไม่ได้ ก็เรามาใช้พื้นที่ข้างถนน มันคือพื้นที่ของเขา มีคนไม่ชอบงานเรา ไม่ยอมเอาไปด้วย เรากลับชอบมาก ตำรวจมาไล่จับ เฮ้ยยู มาวางเฟรมใหญ่ๆ ข้างถนนได้ไง มันเริ่มท้าทาย เริ่มสนุกกับการทำงานศิลปะแล้ว ไม่น่าเบื่อ ทำให้เราอยากวาดภาพ 

วันรุ่งขึ้นก็ลุ้นอีกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปเจอคุณป้าคุยกันเรื่องรักครั้งแรก ก็เขียนภาพนั้น เจอหมาเขียนหมา ไปเจอแมวก็เขียนแมวได้ เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราเจอด้วย

ที่บอกว่าเริ่มปล่อยวาง แปลว่าเคยหวงงานมาก่อนเหรอ

มีครั้งหนึ่ง เราเขียนภาพคนบ้า แล้วเราคอนโทรลให้เขามาชอบงานเราไม่ได้ อยู่ดีๆ เขาก็ฉีกงานเราทิ้งแล้วโวยวาย แต่กลายเป็นว่าเราชอบเพ้นติ้งชิ้นนั้นมากที่สุด มันปลดล็อกเราทันทีเลยว่า คุณจะยึดติดกับสิ่งนี้ไม่ได้ มีคนชอบพูดว่า ภาพวาดถ้าดังจะแพง ถ้าไม่ดังจะไม่แพง เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เราตั้งใจเขียนภาพวาดทุกอันหมดแล้ว มันมีคุณค่าของมันแล้วโดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าว่าแพงไม่แพง 

ถ้าสังเกตงานเรา​ โดยเฉพาะเซ็ตยาวๆ จะมีรอยเท้าคนเดินผ่าน มีเด็กมาวาดไดโนเสาร์ มีหัวใจช่วงวาเลนไทน์ ช่วง Thanksgiving มีภาพไก่ หรือบางทีไปวาดแถวบรุกลิน ก็มีคนมาวาดสะพานบรุกลินให้ มันเป็นการบันทึกเหตุการณ์และสถานที่ให้เราไปด้วยในตัว 

คนไร้บ้านแต่ละที่ก็ต่างกัน เหมือนเราคุยกับคนเหนือและคนใต้ คนละวิถีชีวิตกัน แต่เราไม่ได้ตัดสินว่าอันไหนดีกว่ากัน มันมีบริบทที่แตกต่างกัน รู้ไหมว่าเรามาคิดแบบนี้ตอนที่โดนจับเยอะๆ น่าจะประมาณยี่สิบเอ็ดครั้ง 

21 ครั้งใน 5 ปี เฉลี่ยปีละ 4 ครั้งเลยนะ

เป็นเทศกิจบ้าง ตำรวจบ้าง มีขึ้นศาลสองครั้งเพราะไปพ่นกำแพงที่บรุกลิน แล้วตำรวจมาเร็วเหมือนในหนังเลย เขาดันเราเข้ากำแพงตอนเรากำลังพ่นคำว่า “พ่อมึงตาย” เพราะกำแพงตรงนั้นมันมีทั้งภาษารัสเซีย จีน อังกฤษ เยอรมัน แล้วเป็นคำหยาบๆ หมดเลย

มีรถตำรวจสีขาวดำที่มีกรงมารับ พอไปถึงสถานีตำรวจเขาก็ให้ถือป้ายวัดส่วนสูง สแกนหน้าสแกนตา จับขังตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ตอนนั้นมีคนเม็กซิกัน มีพี่ผิวสีอยู่สองคน เขาก็ถามว่าเราทำอะไรมา เราก็บอกว่าพ่นกำแพง เขาเลยบอกว่า อ้าว เป็นอาร์ติสต์นี่ ของไอปล้นร้านสะดวกซื้อมานะ มาอวดๆ

พอโดนแบบนี้บ่อยๆ ทำให้เราเรียนรู้ว่า ความแน่นอนมันคือสิ่งไม่แน่นอน ถ้าอันไหนเราอยู่กลางๆ ได้ ก็อยู่กลางๆ ดีกว่า

ช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกามีอำนาจมาก พอมาวิกฤตวันนี้อเมริกาโดนหนักสุดเลย ถ้าวันนี้เราขึ้นสูง วันหนึ่งเราอาจจะลงต่ำก็ได้ มันไม่มีใครใหญ่ตลอด เราเลยอยู่กลางๆ ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวาง เรื่องชาวบ้านก็ไม่ค่อยอยากยุ่ง เราจะยุ่งแค่เรื่องเราเองว่าจะทำอะไรต่อไป เราต้องดีขึ้นกว่าเดิม 

และเราก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นศิลปินทั้งชีวิต วันหนึ่งอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ การเป็นศิลปินมันคือการใช้ชีวิตในการทำงานศิลปะ ช่วงสามเดือนที่ผ่านมาที่ออกไปวาดภาพข้างนอกไม่ได้ เราก็หันมาทำเพจ สัมภาษณ์เพื่อนศิลปินที่ให้แรงบันดาลใจคนได้ วันหนึ่งอาจจะไปทำอาหารก็ได้นะ (หัวเราะ)

ชื่อของป๊อก ไพโรจน์ ถือว่าดังไหมในนิวยอร์กตอนนั้น

ไม่ได้ดังอะไรหรอก พอมีคนรู้จักบ้าง ซึ่งมันก็ช่วยให้เราทำอะไรได้ง่ายขึ้นจากวันแรกที่เริ่มทำ จน New Museum มาขอให้แสดงงานคนไร้บ้านที่ซานฟรานฯ แต่เราไม่มีเพราะให้เขาไปหมดแล้ว เขาก็เลยให้ไปอยู่ใน Shelter ยี่สิบเอ็ดวัน สามอาทิตย์ โดยที่เราปลอมเข้าไปเป็นเชฟ หั่นผัก ต้มข้าว ซึ่งเราไม่เคยต้มข้าวให้คนสองร้อยห้าสิบคนกินมาก่อน

ต้องต้มสามหม้อใหญ่สำหรับเจ็ดโมงเช้า เที่ยง ห้าโมงเย็น และเราต้องไม่ให้เขารู้ว่าเราเป็นศิลปิน อาทิตย์แรกไม่ได้วาดภาพเลย เป็นการนั่งคุยกับเขา มาจากไหน มาจากฟลอริดาเหรอ แล้วมาอยู่นี่ได้ไง

เจอคนจีนคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว เขาเก็บขวดขาย แต่ตอนกลางคืนเขาจะมานอนที่เชลเตอร์ และทุกหกโมงเช้าก็ต้องมาลงชื่อใหม่ ถ้าไม่มาคนอื่นก็จะเข้ามาแทน 

ครั้งนั้นวาดมาสักสามสิบภาพ ชิ้นเล็กๆ มีชิ้นใหญ่หน่อยสักหกภาพ วันเปิดงานนิทรรศการเราก็ชวนคนที่เป็นแบบไปทั้งหมด พอเขามาเห็น เขาก็ดีใจ

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

เจอแบบนี้แล้วตอบตัวเองได้หรือยังว่าศิลปะสำหรับคุณคืออะไร

ตอนที่วาดภาพคนไร้บ้านที่นิวยอร์กก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้แล้ว สนุกอยู่ พอกลับมาบ้านปุ๊บจะคิดแล้วว่าพรุ่งนี้ไปย่านไหนดี เดอะบร็องซ์ ถ้าไปจะไปยังไง หนียังไง หนีทันไหม เพราะหลังจากหกโมงเย็นจะไม่มีคนกล้าเข้าไปย่านนี้แล้ว มันมืดๆ เงียบๆ มีคนผิวสียืนสูบบุหรี่เป็นกลุ่มๆ 

เราจะวางแผนแล้วว่า ถ้าไปต้องออกเจ็ดโมงเช้า ไปถึงแปดโมง เขียนตั้งแต่เก้าโมงจนถึงบ่ายสาม ช่วงสี่โมงค่อยกลับ คำตอบของคำถามนั้นเพิ่งได้มาคิดหลังจากกลับมาอยู่ไทยแล้วว่า สุดท้ายแล้วเราวิ่งหาอะไรอยู่ ซึ่งจริงๆ การได้ทำในสิ่งที่เรารักก็โอเคแล้ว 

ตอนนั้นเราไปเมืองนอกเพราะอยากแสดงงานที่แกลเลอรี่ในอเมริกา เราอยากไปรัฐโน่นไปรัฐนี่ ไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ มันทำไปหมดแล้ว ได้มาแล้วมันก็ไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป เราเลยเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบันดีกว่า พยายามมองแผนคร่าวๆ ไว้สิบปี ห้าปี หนึ่งปี แต่ไม่โฟกัสกับมันมาก เราจะโฟกัสแค่วันนี้ อย่างวันนี้เรามีนัดสัมภาษณ์กับ The Cloud ที่บ้าน เราก็จะอยู่บ้านเพื่อคุยกับ The Cloud ทั้งวัน จะไม่คิดว่าเย็นนี้จะไปไหนต่อ

ฟังดูปล่อยวางมากแล้วเมื่อเทียบกับเด็กม.ปลาย ที่ตั้งใจเป็นศิลปิน Top 10 ของเมืองไทยคนนั้น

สุดท้ายคนซื้องานเราเพราะชื่อ ยกตัวอย่างว่า หินสองก้อน หินเมืองไทยกับหินที่นาซ่าเพิ่งไปเอามาจากอวกาศ หินเหมือนกันแต่มูลค่าไม่เหมือนกัน หรืออย่างภาพที่เราวาดกับภาพที่ขายที่จตุจักร เหมือนกันเลยนะ เรามองอย่างนั้น ที่ขายที่จตุจักรไม่ใช่ไม่สวยนะ สวยเหมือนกัน แต่คนมาตีค่าให้ชิ้นของเราแพงกว่า เราอุปโลกน์กันขึ้นมาเอง

อย่างนี้ก็ไม่ต้องซื้องานป๊อก ไพโรจน์ แล้วสิ

ซื้อ ซื้อเถอะ (หัวเราะ) ถ้าให้เราแนะนำคือซื้องานนักศึกษา เพราะเป็นการช่วยให้เขามีเงินไปซื้ออุปกรณ์สี ให้เขาสร้างงานต่อได้ เด็กส่วนมากไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ ต้องขอพ่อแม่ แล้วอุปกรณ์มันแพง เวลามีคนมาขอซื้องาน เราจะบอกให้เขาไปซื้องานนักศึกษาก่อนแล้วค่อยมาซื้อของเรา

ตอนนี้คุณกลับมาอยู่ไทยถาวรแล้ว ทำไมถึงเลือกทำโปรเจกต์เรือนจำ

เรือนจำทั้งประเทศไทยมีทั้งหมดห้าสิบเรือนจำ เกือบทุกจังหวัดมีหมด เขาจะมีกลุ่มไลน์ที่ไว้รายงานสถานการณ์ต่างๆ ในเรือนจำ เช่น เจ็ดโมงเช้า นักโทษวิดพื้นไปเท่าไหร่ ต้องส่งยอดไปให้ส่วนกลางตรวจ คุณวิ่งรอบสนามบอลครบยี่สิบรอบหรือยัง ขัดฉากหรือยัง กินข้าวกี่โมง เหมือนเป็นทหารเลย

เราเข้าไปเจอแล้วรู้สึกว่ามันไม่ควรเป็นอย่างนี้ พี่เอาคนที่ฆ่าคนมาบังคับ มาอยู่ในกรง ตื่นเช้ามาวิ่ง เข้ากรง ตื่นเช้า วิ่ง เข้ากรง มันไม่ได้เป็นการบำบัดเขา มันไม่ช่วยให้เขาดีขึ้น เขาออกไปวันหนึ่งก็ฆ่าคนอยู่ดี คนที่ติดคุกเพราะฆ่าคนอยู่ในคุกแค่ยี่สิบสี่ปี เพราะมีการลดโทษ ยังไงเขาก็ได้ออกมา 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

เราน่าจะมีวิธีอย่างอื่นที่มันดีกว่านี้ มันมีอันหนึ่งที่พอร์ตแลนด์ เขาไปเอาแมวที่ไม่มีคนเลี้ยงไปให้ที่คุมขังนักโทษ นักโทษตื่นมาหกโมงเช้าก็เลี้ยงแมว ลูบหัวแมว พาแมวไปฉี่ พาแมวไปอึ เย็นเข้าคุกก็แยกกัน ตื่นเช้ามาเขาก็ทำเหมือนเดิมอีก เราเอาหลักนี้มาใช้กับการวาดภาพของตัวเอง

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ไอเดียของโปรเจกต์นี้คืออะไร

เราเริ่มจากคุกเก้าแดนที่จังหวัดราชบุรี กำแพงคุกน่าจะสูงเกือบๆ บ้านหลังข้างๆ ได้ ข้างบนเป็นสายไฟ กันคนปีน เป็นคุกแดนหนึ่ง แดนสอง แดนสาม แดนสี่ เรียงไปเรื่อยๆ เก้าแดน คนฆ่าคนตายพันคนอยู่ด้วยกัน 

นักโทษเล่าให้เราฟังว่า “ตอนพี่ฆ่าคน สมมติจะฆ่าคนนี้ พี่จะดูก่อนเดือนหนึ่ง ยังไม่ลงมือ เซอร์เวย์ก่อนว่า หกโมงเย็น คนนี้จะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านป้าคนนี้ กินมายี่สิบวันแล้ว แสดงว่าวันที่หนึ่งเดือนหน้า เขาจะต้องมากินอีก” ก็เลยขับสิบล้อมา ชนเลย 

ลองคิดดู แค่นี้หนีออกมาได้อยู่แล้ว เราเลยเอาการวาดภาพเข้าไปช่วยบำบัดจิตใจ แล้วรู้สึกว่าในเรือนจำควรมีพระ ก็เลยวาดไตรภูมิ เปลี่ยนคุกให้กลายเป็นวัด แล้วก็พยายามเอาเรื่องเล่าของคนในนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพ 

อย่างมีคนหนึ่งเป็นคนใต้มาติดคุกที่ราชบุรี ปกติเลี้ยงเต่า แต่เขาไม่ได้เห็นเต่ามาสิบกว่าปีแล้ว เราก็เลยชวนวาดทะเลอันดามัน กลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนอยากอาสาสมัครมาวาดภาพกับเรา 

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

แต่เข้าไปตอนแรกยากมากๆ เราเข้าไปอยู่ในเรือนจำ คนฆ่าคนมา เขาจะมาฟังเราเหรอ มันยากเหมือนกันนะ มันต้องโน้มน้าว ต้องคุย แล้วเราไม่มีอะไรติดตัวเข้าไป จะเอาภาพที่เคยวาดไปให้เขาดูก็ไม่ได้ ข้างในก็ไม่มีกระดาษดินสอให้เราวาดโชว์ได้ มันไม่มีอะไรการันตีเลย 

แล้วการบำบัดจิตใจแบบที่คุณว่ามันช่วยได้จริงไหม

ตอนนี้มีนักโทษสองคนเพิ่งพ้นโทษ คนหนึ่งเพิ่งเปิดร้านสัก แล้วช่วงโควิดที่ผ่านมา เราชวนเขามาวาดภาพประมูลเงินบริจาคให้โรงพยาบาลศิริราช เขาก็ส่งมาให้ ตอนไปช่วยหมาเขาก็วาดมาให้ ซึ่งคนนี้ไม่เคยวาดภาพเลยนะ เขาเรียนกับเราข้างใน ใช้กำแพงคุกนี่แหละสอนเขา ไม่ต้องซื้อกระดาษ ซื้อสีกับพู่กันเข้าไปอย่างเดียว

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ตอนนี้เข้าไปสิบกว่าครั้งแล้ว สองครั้งแรกเข้าไปสอนก่อน พี่วาดภาพอย่างนี้นะ ครั้งแรกให้วาดสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมขึ้นมาก่อน ครั้งที่สองวาดโครงสร้างก่อน แล้วค่อยใส่รายละเอียดข้างใน ใส่ตา จมูก ปาก ครั้งที่สามถึงลงมือจริง

คนเรียนเก่งเร็วเพราะกำแพงมันใหญ่และยาว ฝึกแบบยากก่อนเลย แล้วมันเป็นโมเดลที่ดี เราบอกพี่ผู้คุมเรือนจำว่า พี่ไม่ส่งวิ่งเข้าไปในกลุ่มไลน์แล้ว พี่ไม่ต้องส่งทำกับข้าว ขัดฉาก พี่ส่งภาพกำแพงพวกนี้เข้าไป กำแพงที่หนึ่ง กำแพงที่สอง จนตอนนี้เรือนจำที่เชียงใหม่ ที่ระยอง เรือนจำบางขวางอยากให้เราไปทำ แต่เราคงไม่ทำแล้ว ที่ระยองก็คงให้น้องอาชีวะที่นั่นไปช่วยกันทำ

คุณลองเอาลูกบอลโยนไปสักร้อยลูกข้างในเรือนจำสิ เขาเดาะทั้งวันเลยเพราะไม่มีอะไรทำ ยังไงก็ต้องเดาะ เผลอๆ จะเก่งระดับนักกีฬาทีมชาติด้วยซ้ำไป นักกีฬาทีมชาติซ้อมเหนื่อยเขาก็พัก แต่นักโทษพักไม่ได้เพราะผู้คุมยืนดูอยู่ ตอนวาดกำแพงก็เหมือนกัน ไม่มีใครหยุด วาดไปเรื่อยๆ
เรือนจำราชบุรีที่เราไปมีนักโทษ 6,900 คน นี่แค่ที่เดียวนะ บางขวาง 9,600 คน ถ้าเราฝึกเขาให้ทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้น่าจะดี เผลอๆ ได้คนเก่งขึ้นมาอีกเยอะแยะ วันหนึ่งออกมาเขาอาจจะได้ทำอะไรแบบการเปิดร้านสักอีก

คนเหล่านี้สอนอะไรคุณบ้าง

เรารู้ทันทีเลยว่า วันหนึ่งเราอาจจะไปอยู่ในนั้น 

หมายความว่ายังไง

เพราะหลายคนบอกว่า พี่ก็ไม่รู้ พี่ไม่ได้ทำอะไร วันหนึ่งมีคนเอาถุงมาให้พี่ถือ แต่ในถุงนั้นมีสิบกิโลฯ หรืออย่างพี่ผู้หญิงคนหนึ่งก็บอกว่าเขาไม่รู้เรื่องเลย วันหนึ่งตำรวจบุกมาบ้าน ปรากฏแฟนเขาค้ายามาสิบกว่าปีแล้ว แต่เขาอยู่ในบ้านด้วยเลยถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ความแน่นอนมันคือสิ่งที่ไม่แน่นอน ก็เลยทำวันนี้ให้ดีที่สุด

มีโปรเจกต์อื่นๆ ที่อยากทำอีกไหม

ถ้าโปรเจกต์เรือนจำเสร็จ เรามีแผนใหม่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะมีโรงพยาบาลศิริราชที่ทั้งตึกเป็นเด็กที่เป็นโรคมะเร็งระยะสี่ เด็กอายุไม่เกินสิบสี่ปี เข้าไปครั้งแรกได้เจอน้องๆ เข้าไปครั้งที่สองไม่เจอแล้ว เพราะคนที่อยู่ในตึกนี้มีเวลาแค่ สิบห้าวันถึงหนึ่งเดือน 

หลังจบเรือนจำเราเลยอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อ ให้คนรู้เยอะๆ จะได้ระดมทุนได้มากกว่านี้ ไปคุยกับคุณหมอเขาบอกว่าไม่มีเงินซื้อยาคีโม แม้ซื้อมาก็อาจจะไม่หายอยู่ดี 

เราว่าจะเข้าไปทำละครเวทีเล็กๆ มีพร็อป มีมาสคอต เด็กๆ ใส่หัวจระเข้ เป็นสัตว์อื่นๆ เป็นซูเปอร์แมนมาสู้กัน เล่นกับเรา มาสู้ มาช่วยฮีโร่ เพราะเด็กไม่ควรอยู่บนเตียง เด็กไม่รู้อยู่แล้วว่าเขาจะตาย อย่างน้อยวันที่เราเข้าไป แม้เขาจะเหนื่อยจากอาการป่วยแค่ไหน แต่เขาลุกจากเตียงมาเล่นกับเรา

เราอยากปรับโรงพยาบาลให้มีบรรยากาศสนุกสนาน โรงพยาบาลปกติจะเป็นสีขาว ตึกสร้างยังไงมาวันนี้ก็อยู่เหมือนเดิม มันเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยน่าอยู่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กับตัวเด็ก เป็นเรื่องของพ่อแม่เขาด้วย เพราะพ่อแม่คือคนที่ต้องอยู่ต่อ

เราต้องหาวิธีการเยียวยาพ่อแม่ด้วย ซึ่งก็ไม่รู้จะทำได้ขนาดไหน เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายอยากให้เกิดโมเดลเพื่อให้คนท้องที่ที่เรียนศิลปะ ดุริยางค์ การศึกษา ธุรกิจ เอาไปทำต่อ

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้
ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ทุกวันนี้คุณนิยามว่าตัวเองเป็นอะไร

ถ้าให้นิยามนะ สิ่งที่เราชอบที่สุดคือท่องเที่ยว เราอยากเดินทางรอบโลก คงไม่เป็นศิลปินอะไร อยากเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า ระหว่างทางก็อาจจะมีโปรเจกต์บ้าง วาดคนไร้บ้านที่รัสเซีย หรือวาดสัตว์เลี้ยง แต่คงไม่ได้ออกมาบอกใครแล้ว

ถ้ามองตัวเองเป็นนักท่องเที่ยว ผลงานที่ออกมาจะเรียกว่าศิลปะได้หรือเปล่า

มันน่าจะเป็นไดอารี่ เราอิจฉาคนที่ได้เดินทางไปเรื่อยๆ อยู่บ้านก็ไม่ได้อยากคิดเรื่องนักโทษหรือน้องที่เป็นมะเร็ง เลยเสิร์ชหาว่ากระทิงที่สเปนเขาชนกันยังไง ดู Mr Jiro Chan บนยูทูป ที่อิตาลีมีร้านพิซซ่าอายุร้อยกว่าปี ก็จดไว้จำไว้ก่อน ถ้ามีโอกาสได้ไปก็จะไปกิน ในหัวมีแต่แพลนท่องเที่ยว แต่ก็ต้องหาตังค์ด้วยนะ จริงๆ ไอ้วาดภาพต้องวาดอยู่แล้ว อยู่ที่ไหนก็คงวาดภาพ ก่อนเราเจอกันก็นั่งวาดภาพใหม่อยู่

คุณไม่ได้มองว่าการทำงานศิลปะคือการแสดงออกความคิดความรู้สึกของศิลปินอีกต่อไปแล้ว

มันคือการไปทำงานกับชุมชน ทำเพื่อสังคมมากกว่า

ถ้าอย่างนั้นคุณค่าของงานอยู่ที่ไหน ในเมื่อผลงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่คุณด้วยซ้ำ

คุณค่ามันคือเรื่องเล่า คือประสบการณ์ แต่จริงๆ ผลงานที่อยู่กับเราก็เยอะนะ เพราะคนที่ไม่เอาก็เยอะเหมือนกัน ช่วงแรกๆ รู้สึกว่า กูตั้งใจวาดให้มึงนะเว้ย ตั้งห้าหกชั่วโมง จะไม่เอาหน่อยเหรอ ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันข้างถนน นั่งคุยกันดีๆ เหมือนที่เราคุยกันนี่แหละ 

แต่หลายคนก็มีเหตุผล ของเขาเยอะอยู่แล้ว ดูข้างหลังฉันสิ คุณจะเอาขยะมาให้ฉันอีกทำไม หรือบางคนเขาเอาไปแต่เอาไปรองนั่ง เอาไปห่มกันหนาว ใช้ได้หลายฟังก์ชัน มันมีประโยชน์นะ 

เราเลยจะไม่ไปบอกเขาว่า ถ้ามันอยู่ในมิวเซียมหรือแกลเลอรี่มูลค่ามันจะสูงกว่านี้นะ สุดท้ายคุณค่ามันอยู่ที่ว่าคนที่ได้รับไปตีค่ายังไง

มีคนไร้บ้านคนหนึ่งเคยมาขอบคุณที่เราให้เพ้นติ้งเขา เพราะมีคนมาขอซื้อ เราถามว่าเขาขายเท่าไหร่ เขาบอกว่ายี่สิบเหรียญฯ เงินไม่เยอะแต่เขาได้ข้าวตั้งสองกล่อง ทำให้เขาอิ่มไปได้อีกวัน

หรืออย่างโปรเจกต์เรือนจำ การได้เห็นพี่ติพ้นโทษไปแล้วเปิดร้านสัก เราก็รู้สึกภูมิใจแล้ว เราอยากให้เขาเป็นตัวอย่างว่า เขาออกมามีวิชาชีพได้จริงๆ และคนในสังคมยอมรับจริงๆ 

อยากเดินทางไปอยู่ที่ไหนนานๆ อีกไหม

อยากไปช่วงสั้นๆ มากกว่า ปีนี้ตั้งใจจะไปหลายประเทศเลย จะไปรัสเซีย เบอร์ลิน โตเกียว อียิปต์ จะไปอยู่ที่ละเดือน ถ้าไปจะไปช่วงที่คนไม่ค่อยไปกัน อย่างรัสเซียจะไปช่วงมกราฯ กุมภาฯ อุณหภูมติดลบ 

เราอยากไปรู้ว่าถ้าหนาวสุดมันหนาวขนาดไหน หรืออียิปต์ก็คงไปช่วงเมษาที่สี่สิบ สี่สิบห้าองศาเซลเซียส จะต้องอยู่ยังไง ถ้าเราได้อยู่ในพื้นที่ที่โดนบีบนิดหนึ่ง มันจะเรียกความสามารถบางอย่างของเราออกมา เราจะต้องคิดว่าทำยังไงเราถึงจะอยู่ได้ มันจะแอคทีฟกว่าเราไปเที่ยวสบายๆ

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

แปลว่างานของคุณจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะสตูดิโอของคุณเปลี่ยนตลอด

เรารู้สึกว่าแต่ละที่คือสตูดิโอของเรา มากกว่าที่เราจะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนั่งเขียนภาพ เราไม่ค่อยเชื่อว่าจะหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในห้องสี่เหลี่ยมได้เสมอ ถ้าวันนั้นเราไม่ได้ออกไปข้างถนน ก็คงไม่ได้เจอคนไร้บ้านถูกทำร้าย 

ตอนไปเขียนคนไร้บ้านที่ปารีสก็ไม่เหมือนกับที่นิวยอร์กนะ เขาไม่พูดภาษาอังกฤษเลย เลยต้องใช้ภาษามือ พอเป็นภาษามือปุ๊บ เรากลับรู้สึกว่าสนุกกว่าเดิม ท้าทายกว่าเดิม You. You. I drawing painting. 

เอาภาพให้เขาดู คนก็คนละวัฒนธรรมกันเลย ได้เจอคนอเมริกันที่เป็นคนไร้บ้านที่ปารีสด้วย เขาเป็นแบกแพ็กเกอร์ ไปถึงวันแรกโดนขโมย พาสปอร์ตก็หายไปด้วย เงินก็ไม่มี ส่งเรื่องไปกงสุลอเมริกาในปารีสแล้ว ต้องรอสิบห้าวัน

ตอนเราไปก็โดนขโมยนะ พอโดนโขมยแล้วชอบปารีสเลย เพราะตอนแรกไปมันก็สวยในแบบที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรนิ่งๆ ถ่ายมุมไหนก็สวย จะถ่ายยังไงก็สวย 

พอไปลูฟร์มันก็มีงานซ้ำๆ ที่เราเคยเห็นที่ MET มาแล้วเหมือนกัน มีแค่โมนาลิซ่า แล้ววันนั้นไปนั่งทานข้าวที่แมคโดนัลด์ ของอยู่ใต้โต๊ะ พอกินเสร็จ ไอ้เหี้ย กระเป๋าหายว่ะ เลยขอดูกล้องวงจรปิด โจรเอาเท้าเขี่ยออกมาแล้วอีกคนเดินมาหยิบ เราไม่รู้ตัวเลยต้องไปดูกล้อง ทึ่งมาก คนนั่งอยู่ห้าคนไม่มีใครรู้เลย แล้วคนที่สามเดินปิดหลังไม่ให้เราเห็น พอโดนขโมยของปุ๊บ เชี่ยแม่งดีมากเลยประเทศนี้ มันทำให้เราจำ

ภาพจำศิลปะของคุณคือภาพ Portrait โปรเจกต์คนไร้บ้าน แต่หลังจากนั้นงานของคุณมีหลายรูปแบบมาก ทั้งเพ้นติ้ง วาดกำแพง ทำพร็อป ลายเซ็นจริงๆ ของป๊อก ไพโรจน์ ในวันนี้คืออะไร

มันน่าจะเป็น (คิดนาน) ทุกวันนี้มีมูลนิธิติดต่อมาทุกวันเลย ช่วงโควิดสองสามเดือนที่ผ่านมาเราทำงานร่วมกับเจ็ดมูลนิธิศิริราช รามาฯ เชียงใหม่ น้องหมาแมว กลุ่มศิลป์เพื่อสังคม ลายเซ็นจะกลายเป็นคนทำบุญหรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ)

โควิดมันไม่เหมือนน้ำท่วมอีสาน คนทั้งประเทศไทยรวมตัวกันไปช่วยอีสาน แต่โควิดมันโดนทั้งโลก เราก็โดนด้วย แล้วเราก็ไม่ได้มีพลังขนาดนั้นที่จะต้องบริจาคทุกอย่าง ทุกครั้งที่ทำมันมีค่าใช้จ่าย ไม่มีใครมาจ่ายให้เรา พอทำเยอะคนก็จะบอกว่าสร้างภาพ

ทุกวันนี้เราไม่ค่อยกล้า อันนี้จะเอาภาพไปช่วยได้ไหม หรืออันนี้ไม่ต้องวาด ถ้าให้ตอบคงเป็นผลลัพธ์และไอเดียมากกว่าจะเป็นผลงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นเพ้นติ้ง แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ผ่านกระบวนการคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นอะไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แล้วจัดการกับความคิดเห็นเชิงลบของคนอื่นยังไง

หลังๆ นี้ไม่ค่อยฟังแล้ว เวลาสื่อเอาเรื่องของเราไปลงหลายๆ อันก็มีโดนด่า เรื่องว่าไปสร้างภาพนี่แหละ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน พยายามไม่อ่าน ไม่ทำก็โดนด่านะ

ช่วงโควิดแรกๆ มีคนว่าว่า ไหนศิลปินนักบุญไม่เห็นออกมาช่วยเลย เราก็เลยระวังตัวมากๆ ศิริราชติดต่อมาถึงตัดสินใจทำ กลับมาเมืองไทยแล้วเป็นแบบนี้ ตอนอยู่เมืองนอกไม่มีเลย หน้ามือกับหลังมือ 

ตอนที่เราทำโปรเจกต์ New Museum แล้วบริจาคให้มูลนิธิทั้งหมด มีสื่อไทยเอาเรื่องเรามาลง คนก็มาคอมเมนต์ด้านล่างว่า “ทำไมไม่เอาเงินมาช่วยคนไทย” พอมีคนเปิดก็ตามมาอีกเป็นร้อยเลย จนน้องที่สัมภาษณ์ต้องลบบางอันที่แรงๆ ออกให้ 

พอกับมากรุงเทพฯ ก็ทำงานกับ BACC บริจาคให้มูลนิธิ มีหลักฐานทุกอย่าง ค่าเฟรมเราออกเองด้วย โดนอีก บอกกลับมาทำสร้างภาพ เราก็ทำเท่าที่เราทำไหว อย่างโปรเจกต์เรือนจำก็เกินกำลังตัวเอง ค่าใช้จ่ายเยอะมาก มีค่าที่พักที่อยู่มาแปดเดือน มีค่าพู่กันที่ซื้อเข้าไปน่าจะห้าพันด้ามได้แล้ว ค่ากินค่าอะไรเราก็ออกของเราเอง ถ้าเราไม่แคร์ไม่สนใจ เราเอาเงินไปเที่ยวดีกว่า

ถ้าต้องตามไปเอาใจทุกคนก็คงไม่ไหว

ไม่ทำก็โดนอยู่ดี ถ้างั้นเราทำของเรา ทำเท่าที่เราสบายใจกับมันก็พอแล้ว

ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินที่ใช้งานศิลปะช่วยคน ผู้มีสตูดิโอเป็นท้องถนนและโลกใบนี้

ติดตามผลงานของ ป๊อก ไพโรจน์ ได้ที่ Facebook : Pairoj Pichetmetakul

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

นี่เป็นประโยคเดียวที่หลุดเข้ามาในความคิดของผม หลังจากจบบทสนทนาในบ่ายวันอาทิตย์นั้น

ใช่ เหมือนผมกล่าวเกินเลยไปสักหน่อย แต่ลองนึกภาพตามนะครับ

จะมีสักกี่คนที่หลงใหลกับการขีด ๆ เขียน ๆ รูปนกตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนบัดนี้อายุ 73 แล้ว ก็ยังไม่คิดจะวางดินสอ ปากกา และพู่กัน ดูจากสายตาที่มุ่งมั่นแล้ว ผมว่าภาพคุณปู่บนเก้าอี้โยกกับการอุ้มหลานนั้น ไม่ใช่แน่ ๆ รถโฟร์วีลที่จอดอยู่ในโรงรถยังพร้อมจะบุกป่าฝ่าดงเสมอ…

คุณปู่ที่ผมกำลังกล่าวถึงคนนี้ คือ

อาจารย์กมล โกมลผลิน นักวาดภาพนกอันดับหนึ่งของเมืองไทย

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์เป็นที่เคารพและรู้จักกันดีในหมู่นักดูนกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ร่วมวาดภาพนกที่มีการสำรวจพบในประเทศไทย ในหนังสือ ‘A Guide to the Birds of Thailand’ คัมภีร์เล่มสำคัญสำหรับนักดูนก 

ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่นักวาดภาพทั่วไปที่จับพู่กันและใช้สีน้ำเป็นจะได้รับการยอมรับเช่นนี้ ในฐานะของคนที่ร่ำเรียนศิลปะมาเหมือนกัน ผมชักอยากรู้ว่าอะไรหล่อหลอมให้อาจารย์รักและหลงใหลในนกและธรรมชาติเช่นนี้

“ผมเกิดและเติบโตมาในสวน สมัยนู้นคุณคงนึกไม่ถึงว่าบ้านผมไม่มีไฟฟ้า แค่ตลิ่งชันเองนะ บ้านผมอยู่ริมคลอง การสัญจรก็ใช้เรือ ผมเลยรู้จักสวนเป็นอย่างดี แล้วสวนยุคนั้น ไม่มีถนน มีแต่ธรรมชาติ จึงมีนกอยู่มากมาย”

อ้อ อาจารย์กมล ก็เป็นคนฝั่งธนฯ เหมือนกันกับผม 

ถึงตรงนี้ขอขยายความสักนิดว่า ในอดีตนั้น อำเภอตลิ่งชันอยู่ในเขตจังหวัดธนบุรี จังหวัดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนฝั่งขวานั้นเรียกว่า ‘พระนคร’ ต่อมาใน พ.ศ. 2514 เกิดการผนวกรวมธนบุรีและพระนครเข้าด้วยกัน ในชื่อ ‘นครหลวงกรุงเทพธนบุรี’ และในปีถัดมาจึงเปลี่ยนเป็น ‘กรุงเทพมหานคร’ เมื่อเป็นเพียงจังหวัดรอบนอก ระบบสาธารณูปโภคจึงยังกระจายไม่ทั่วถึงเมื่อเทียบกับเมืองหลวง

“บ้านโบราณมันมีสองฝั่ง ตรงกลางเป็นชาน เรียกว่า ‘นอกชาน’ บ้านสองหลังนี้ข้างหน้าเป็นคลอง มีอยู่วันหนึ่ง นกเป็ดน้ำบินมากันเป็นพันตัว เต็มหลังคา มืดไปหมด เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ชะงักไปเลย บินสักพักก็หายไป”

อย่าว่าแต่อาจารย์เลย เป็นผมเจอนกมากมายขนาดนั้นก็คงตะลึงไม่ต่างกัน

แต่นั่นก็ช่วยยืนยันได้ว่า ตลิ่งชันเมื่อ 70 ปีก่อนยังมีความเป็นธรรมชาติสูงมากทีเดียว

“แล้วผมก็เลี้ยงนก ตอนเด็ก ๆ ชอบไปขโมยลูกนกในศาลพระภูมิตามสวน เอามาป้อนอาหาร ตอนโรงเรียนหยุด ไม่มีของเล่น โทรทัศน์ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่เข้ามา บางกอกน้อยเข้า บางหลวง บางแวกเข้า แต่ตรงกลางไม่เข้า”

เมื่อฟังอาจารย์กมลเล่าถึงบ้านในวัยเด็ก ผมเชื่อว่าสภาพแวดล้อมคือจุดเริ่มต้นในความสนใจศิลปะ ภาพในอดีตและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยังจดจำได้ดี บอกกับผมว่าอาจารย์เป็นนักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ชั้นยอด เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนวาดภาพ ส่วนการนำลูกนกมาเลี้ยง ทำให้อาจารย์กมลได้ศึกษาสรีระและพฤติกรรมของนกไปในตัว

อาจารย์เริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ (ผมเริ่มอยากรู้ต่อ)

ถ้าคุณอยากรู้ ผมจะไปหยิบให้ (พูดยังไม่จบ อาจารย์ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้หนังสือ หยิบเอาสมุดเขียนหนังสือสมัยโบราณที่มีเส้นบรรทัด พร้อมกับสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กที่เก็บรักษาอย่างดีมาจำนวนหนึ่ง)

มันเป็นสมุดที่ผมวาดตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน อันนี้เป็นสมุดตำรายาของตา แล้วผมก็วาดรูปสารพัด ผมวาด ๆ ไป แม่ก็นั่งรีดผ้า ผมชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างที่บอก สิ่งที่เราจะเล่นก็ไม่มี ของเล่นก็เล่นไปตามพื้นบ้าน แล้วนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตผม แม่บอกผมนั่งเขียนนอนเขียนทั้งวัน ก็ไม่ถึงกับเพอร์เฟกต์แต่บางครั้งมันก็บันทึกเหตุการณ์ ตอนนั้นก็มีอะไรปน ๆ อย่างเรือดำน้ำ มีใครเคยเห็นไหมล่ะ จอดอยู่ศิริราช ผมก็เขียนไว้อยู่ในนี้ 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

(อาจารย์เปิดสมุดค้างที่หน้าหนึ่ง แม้มีเส้นบรรทัดพาดผ่านตลอดหน้า แต่ก็ไม่ได้บดบังความงามของภาพวาดนั้นเลย ภาพลายเส้นไร้เดียงสาแต่เก็บรายละเอียดของนกครบถ้วน จัดว่าเป็นภาพวาดที่ฉายแววศิลปินสำหรับเด็ก ๆ ในยุคนั้น ที่ยังไม่มีโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กเหมือนในปัจจุบัน

ผมรับสมุดสเก็ตช์มาพลิกดูทีละหน้า เป็นสมุดวาดภาพสมัยอาจารย์เรียนศิลปากร ด้วยความทึ่งในผลงานวาด ที่แม้เป็นภาพชิ้นเล็ก แต่สมบูรณ์แบบทั้งเรื่องสัดส่วนและเทคนิคการใช้สี ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ที่ให้ความงามสมจริงมาก เมื่ออาจารย์พูดถึงศิลปากร ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวการฝึกวาดภาพนกของอาจารย์ในช่วงนั้น)

ได้ข่าวมาว่า อาจารย์สนใจนกถึงขนาดเดินเก็บซากนกมาวาด

ใช่ ๆ นี่ไง ที่ตลาดนัดสนามหลวง เขาโยนทิ้งในถังขยะ ผมก็ไปเก็บมา ความคิด ความรู้สึกขณะนั้น มันไม่ใช่เศษกระดาษนะ คุณดูสิ ความวิจิตรในขนของมันทำให้ผมหิ้วซากกลับไปเขียนที่ศิลปากร ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ เพื่อน ๆ ก็คิดว่าผมฝึกมือ ผมเก็บมาไว้เยอะแยะ ช่วงที่ผมเก็บซากนกมาวาดคือตอนเรียนปี 1 ที่ศิลปากร

(ผมสะดุดกับคำว่า ‘ตลาดนัดสนามหลวง’ จำได้ว่าช่วงเวลานั้น ทุกเสาร์-อาทิตย์มีตลาดนัดที่นั่น ภายหลังย้ายมาจัดสร้างที่สวนจตุจักร ที่สนามหลวง ก็มีการจัดโซนขายสัตว์เลี้ยงและนก ไม่ใช่แค่นกเลี้ยงอย่างเดียว มีนกป่าด้วย)

ผมศึกษาเรื่องนกมานาน นกพวกนี้ไม่ใช่นกเมืองไทย แต่เป็นนกที่มาตามฤดูกาล

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

แล้วพ่อค้าก็ไปดักจับมาขายหรอครับ

เขาไม่รู้หรอก คงคิดว่านกเมืองไทย แต่สะดุดตาผม ก็ไปเก็บมา ไม่มีใครสนใจ นกตายแล้วเขาก็ทิ้ง

(ผมว่าวิธีการเก็บซากนกมาเป็นแบบในการวาดภาพ ทำให้อาจารย์กมลเรียนรู้เกี่ยวกับโครงร่าง ข้อต่อกระดูก การเรียงซ้อนของขนในแต่ละส่วน สีสันที่มีการไล่เฉดสีสวยงาม และลวดลายเฉพาะของนกแต่ละชนิด ทำให้ภาพวาดนกของอาจารย์ทุก ๆ ภาพมีชีวิตชีวา สมจริง)

อาจารย์ไปศึกษาของจริงที่สวนสัตว์เขาดิน เพื่อให้รู้จักกายภาพนกทุกแง่มุมด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือผมเห็นจริง แล้วเขียนมันจริง ๆ เขียนตรงนั้นเลย เรานั่งกินข้าวในป่า น้ำไหล เราก็บันทึก มันไม่ได้เป็น Ornithology แต่บางครั้งก็เป็นนะ เพราะว่าผมต้องบันทึกด้วย

ผมว่าการดูนกสนุก คุณจะดูช้างได้ยังไง ก็ผมอยู่ในสวน มันมีแต่กระรอก กระแต นก แล้วผมก็ต้องไปแอบนั่งอยู่ในสวน ตอนนั้นไม่มีกล้อง แต่ได้เห็นนก มันก็ซึมซับ อีกอย่างผมเป็นคนชอบศิลปะ ก็ประสานรวมกัน

ผมทำด้วยความสุข อย่างเล่มนี้ (หนังสือ A Guide to the Birds of Thailand) ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะจ้างยังไง แต่ผมเอาสมุดสเก็ตช์ภาพนี้ให้เพื่อนฝรั่งดู เขาบอกมาทำพวกนี้เลย ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ขายต่างประเทศด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ เขาทำเป็นภาษาอังกฤษ เพราะยุคนั้นคนไทยไม่สนใจ เจ้าของหนังสือกับผู้เขียนก็ตกลงกันทำเป็นภาษาอังกฤษ แล้วค่อยมีฉบับภาษาไทยออกมาทีหลัง สรุปคือไทยก็ก็อปปี้เอาจากต้นฉบับ (หัวเราะ)

สมุดพวกนี้ไซส์แรกเป็นสมุดบันทึกของไทย บันทึกช่วยจำ มีเส้นบรรทัด แต่ผมก็เขียน ส่วนเล่มนี้ซื้อจากอังกฤษ สมัยก่อนหาซื้อสมุดไม่มีเส้นยาก นี่คือสมุดเล่มแรกที่ออกฟิลด์ เพราะขนาดพอดีกับกระเป๋ากางเกง พกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกดี แล้วผมก็เขียนสีไม้ด้วย สีน้ำด้วย ตอนนั้นผมชอบไปศึกษาที่เขาดินนะ สเก็ตช์รูปร่าง

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร
กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

การทำงานภาคสนามของอาจารย์ มีกล้องหรืออุปกรณ์ช่วยไหม หรือดูด้วยสายตา

มีครับ นี่คือกล้องส่องทางไกล อุปกรณ์ที่คนดูนกต้องมี คนเดินป่าสมควรมี เพราะนกเคลื่อนไหวและบินอยู่ไกล กล้องนี้คือสิ่งที่ช่วยให้เราเห็นรูปร่างมัน ผมใช้กล้องนี้ก่อนนะ มันมีอารมณ์ที่เรียกว่าแพสชันที่ต้องการเก็บรูปนก แต่ผมไม่ได้สนใจกล้องถ่ายรูป เพราะผมเขียนแล้วผมมีความรู้สึก เส้นมันขาดหรือเยอะไปหน่อยก็ลดทอนลงมา ผมไม่ได้ต้องการความเหมือนจริงเป๊ะ แต่ถ้ามาใช้งานจริงจังแบบนี้ ผมก็วาดให้เหมือนจริงเป๊ะได้เหมือนกัน

สมัยก่อนรูปถ่ายเป็นสีขาวดำ จึงไม่ค่อยเป็นที่พึ่งเท่าไหร่ ที่สำคัญ ออกไปดูจริง ๆ มันมีรสชาติให้สเก็ตช์ ก่อนหน้านั้นผมก็สเก็ตช์อยู่บ้าน ออกไปดูบ้าง แต่พอทำเรื่องหนังสือ ผมก็มีทุนที่จะออกเดินทาง

ระหว่างเดินทาง อาจารย์ทำอาชีพอื่นด้วยไหม

ผมทำสมัยเรียน ผมเรียนศิลปากรตั้ง 8 ปี จนผมเป็น Super Senior

(จริงอยู่ว่าอาจารย์กมลจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่อาจารย์กลับเลือกไปทำงานบริษัท เริ่มต้นอาชีพจากกราฟิกดีไซเนอร์ ผันมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ จิวเวอรี่ดีไซเนอร์ และสุดท้ายจบที่ ปตท. แม้จะผ่านงานหลายรูปแบบ แต่ไม่มีสักช่วงเวลาที่อาจารย์ทิ้งความสนใจในการวาดนกและสัตว์ต่าง ๆ)

ระหว่างทำงานทิ้งเรื่องนกไปไหมครับ (ผมสงสัยในความแปลกแยกระหว่างงานต่าง ๆ ที่อาจารย์ทำ)

นี่ไงนก ยังเป็นนกอยู่ (อาจารย์หยิบผลงานออกแบบจิวเวอรี่รูปนกมาวางข้างหน้า)

มันเป็นตลับ มีบางอันเป็นรูปแมว ผมก็นั่งดูมันทุกวันเพื่อรำลึกความหลัง ตอนที่เข้าไปสมัครงาน เขาให้ทดสอบ เอากล่องทองเหลืองเป็นรูปวงรีแบบนี้มาให้ ต้องการให้สร้างรูปสัตว์บนฝากล่อง แล้วเอากล่องไปตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วผมก็ปั้นรูปแมวนอน แหม่มบอกว่า มาทำงานพรุ่งนี้เลย สรุปก็ได้งานนั้น 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ต่อมาพรรคพวกชักชวนไปทำงาน ปตท. เป็น Public Relations Center ผลิตสิ่งพิมพ์ ช่วงเวลานั้นผมได้ทุนจากหลายประเทศ และเป็นประธาน Bangkok Bird Club สรุปแล้วไปเรียน Conservation Education ที่อังกฤษ สนุกดี มันก็อยู่ในวงการนี้ เอาความรู้ที่เกี่ยวกับนกมาสอนคน ในยุคนั้นก็โปรยเมล็ดพืชไว้ หว่านใหญ่เลย แล้วมันก็เห็นผล 

ตอนอยู่อังกฤษ ผมว่าเขาเป็นชาติเดียวในยุโรปที่สนใจเรื่องนกในยุคนั้น เขาทำ Education Center ได้ดีมาก ผมก็นำความรู้นี้กลับมาพูดให้องค์กรฟังว่า นกนำคนไปรู้จักธรรมชาติ เพราะไม่ได้อยู่ในป่าอย่างเดียว ในน้ำก็มี เมื่ออนุรักษ์น้ำก็เท่ากับอนุรักษ์ Wetland ที่ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำด้วยเหมือนกัน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์ค้นพบนกพันธุ์ใหม่หรือสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ บ้างไหมครับ

มี ๆ พวกผมนี่แหละที่เป็นพวกลุยไปหาข้อมูลนกใหม่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นนกหิมาลัยย้ายถิ่นมา มันเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติเหมือนมดหรือสิ่งมีชีวิตที่ต้องเคลื่อนย้ายถิ่น เหมือนพวกวัวกระทิงเพื่อหาทุ่งหญ้างาม ๆ มันไม่สนใจเขต สนใจแค่ว่าตรงไหนเป็นแหล่งอาหาร เมื่อตรงนี้มีแหล่งอาหารดีก็มุ่งหน้าไป มันเลยทิ้งแหล่งที่มันหากินไว้ข้างหลัง แล้วก็ย้ายเคลื่อนไปเคลื่อนมา ฉะนั้น นกที่มาบ้านเราในฤดูหนาว มันก็หนีความเย็น หนีความอัตคัดเรื่องอาหาร เช่น ผลไม้ฤดูนี้ไม่เต็มที่ก็ย้าย มีสองทาง ไม่มีใครย้ายตะวันออก-ตะวันตกหรอก เพราะว่าเขตหนาวอยู่ข้างบน เขตร้อนอยู่ข้างล่าง ขืนย้ายจากตะวันออกไปตะวันตกก็คืออากาศเขตเดียวกัน เหมือนคุณย้ายจากฮอกไกโดไปตุรกี 

ครั้งหนึ่ง อาจารย์เป็นผู้ค้นพบนกชนิดใหม่ในไทยด้วย

นกปากนกแก้วหัวสีส้ม (Rufous-headed Parrotbill) ผมไปสำรวจพบที่แม่เมย ผมเจอนกตัวนี้ก่อนแล้วก็โน้ตวาดรูปลงในสมุดสเก็ตช์ จากนั้นก็ส่งให้ฟิลลิปดู จากรายละเอียดที่ผมเห็นและบันทึกไว้น่าจะเป็นนกใหม่ หลังจากนั้นผมขึ้นไปอีกทีที่จุดเดิมก็ยังเจอ ห่างกันตั้งหลายปีนะ ห่างเป็นสิบ ๆ ปี นกสายพันธ์ุนี้ก็ยังปรากฏอยู่

ในยุคนั้นไม่มีคนออกไปดูนกกันพรึ่บพรั่บเหมือนยุคนี้ ตามันน้อย เดี๋ยวนี้ตามันถี่ เจอนกอะไรใหม่ก็หยิบกล้องมาถ่ายไว้ก่อน มันง่าย แต่สมัยก่อนเจอแล้วจดบันทึกถึงจะมีหลักฐาน ใช้วิธีเขียนในสมุดโน้ตเป็นหลักแล้วก็เขียนบันทึกรายละเอียดไว้ เช่น พบที่ไหน สูงจากพื้นดินเท่าไหร่ พฤติกรรมเป็นยังไง ปกติกระโดดไปกระโดดมาหรือว่าไต่ตามกิ่งไม้

เราต้องออกไปดูนก เพราะถ้าดูจากหน้าจอมาเขียนก็จะไม่รู้บุคลิกของนกที่แท้จริงใช่ไหมครับ

ใช่ จะไม่รู้จักเลย นกบางตัวกระโดด บางตัวเดิน เช่น นกเอี้ยงเดินได้ นกเขาเดินได้ แต่นกกระจอกไม่เดินทีละก้าว มันกระโดดเอา เพราะฉะนั้น การออกไปสังเกตนกพวกนี้ในธรรมชาติมันสำคัญมาก 

อาจารย์ว่ากิจกรรมดูนกกับคนรุ่นใหม่ จะมีต่อไปเรื่อย ๆ ไหม แล้วมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง

คิดว่าจะยิ่งคึกคักขึ้นนะ และแตกต่างออกไปตามยุคสมัย สมัยนั้นดูเอาความเพลิน เป็นความสุข ผมเสาะหาแล้วก็จดลงสมุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ดูแล้ว มันต้องตะเกียกตะกายเพื่อ Record ของตัวเองในโซเชียลมีเดีย

เหมือนเล่นเกมสะสมแต้มไหมครับ

คล้าย ๆ มีส่วน มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนนะ ของฝรั่งเขามี สถานะของใครที่ได้มาก ก็จะเป็นคนโพสต์นัมเบอร์ที่เขาเห็น ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ World Species นกชนิดที่เห็น ที่เขาเดินทางไปทั่วโลก

อาจารย์มีรูปแบบการจัดทริปดูนกยังไงบ้างครับ

(คุณปุ๊ ภริยาอาจารย์ มาร่วมพูดคุยด้วย) เราโฆษณาก่อน มันมี 2 แบบ บางกรณีก็มีคนเข้ามาติดต่อเอง บางกรณีก็มีบริษัทที่จัดแล้วส่งมาให้เรา ก็จัดแจงติดต่อกับผู้จัดการ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ เสร็จแล้วเขาก็ประกาศโฆษณาจนครบจำนวน แต่ว่าช่วงนี้ขาลงแล้วนะ โควิดมันเยอะ สมัยก่อนนี้สนุก เราเคยไปออกงานต่างประเทศด้วย

เรียกได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการดูนก

(คุณปุ๊) ช่วงที่นำดูนก อาจารย์จะมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือเขาจะเป็นคนนำดูนกจริง ๆ ไม่ใช่ศิลปิน 

แสดงว่าช่วงนั้นอาจารย์ไม่ได้หยิบสมุดไปวาดเลย นำดูนกอย่างเดียว

(คุณปุ๊) ก็หยิบนะ พอเวลาเจอพวกแมลง เขา Scope แล้ว ลูกค้าก็ดูวนไป อาจารย์ก็วาดบ้าง ในยุคแรกที่ไปอยู่กับอาจารย์กมลบ่อย ๆ อาจารย์จะนำเด็กรุ่นใหม่ ๆ ดูนก นำเด็กในชมรมของสมาคมออกไปดูนก นั่นคือวิธีการสอนให้รักธรรมชาติโดยมีนกเป็นตัวนำ แล้วอาจารย์กมลก็ยังเป็นไกด์พาต่างชาติดูนกด้วย อันนี้เป็นธุรกิจดำรงชีพ ซึ่งช่วง พ.ศ. 2530 – 2540 การเป็นไกด์นำคนดูนกไม่ใช่ง่าย ๆ ต้องรู้จักเสียง ตาต้องไว แต่ตอนนี้เลิกแล้ว เพราะลูกค้าไวกว่าเรา เราเริ่มมองไม่เห็นแล้ว (หัวเราะ) ไม่ค่อยเต็มที่แล้ว แต่อย่างน้อยเราก็พาเขาเข้าไปในจุดที่ต้องการได้

การดูนกให้อะไรกลับคืนแก่อาจารย์บ้างครับ

ให้มากเลย ให้สัจจะ ยกตัวอย่าง ต้นไม้ต้นหนึ่งผึ้งมาทำรังเต็มเลย มีกล้วยไม้ ผมต้องใช้เส้นทางนี้ผ่านประจำ 2 – 3 ปีต่อมา ฟ้าผ่าต้นไม้ใหญ่ตาย ใบค่อย ๆ ร่วง ไม่นานก็เริ่มผุกร่อน นกหัวขวานมีหน้าที่ไปทำให้ตอผุเปื่อยสลาย นกหัวขวานไม่ได้ทำหน้าที่จริง ๆ โดยตรงของมัน แต่ดำรงชีพเพื่อเจาะหาหนอนที่กำลังกินไส้ต้นไม้ มันก็เป็นไปตามนั้น ที่นี้มันก็หมุนเวียน ไม้ที่มันเจาะเป็นขุย ๆ หนอนด้วงที่เป็นอาหารนกหัวขวาน ก็ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นที่เคยยืนตระหง่านทรุดลงกับดิน ค่อย ๆ กร่อนลงไป กลายเป็นปุ๋ย เมล็ดพืชที่อยู่ใกล้ ๆ ก็โตขึ้น

สรุปแล้วนี่คือเรื่องจริง วัฏฏะของชีวิต ไม่มี Waste ไม่มีสูญเปล่า ในธรรมชาติไม่มีสัตว์นอนตายจนเน่าหรอก เพราะมีสัตว์อีกชนิดเข้าไปกินเนื้อเสมอ นอกจากแบคทีเรียแล้วไม่เคยเหลือ คุณดูสิ มีแร้งชนิดหนึ่งที่กินแม้กระทั่งกระดูกคนตายที่หิมาลัย มันกินกระดูกใหญ่ ๆ จากซากที่หมาป่ากินไม่หมด โดยบินขึ้นไปสูง ๆ พอเห็นหินก้อนใหญ่ ก็ปล่อยกระดูกลงมาให้แตกเพล้งเพื่อกินไขกระดูก นี่คือความละเอียดที่พบเห็นจากการสังเกตเฝ้ามองธรรมชาติ

ได้เห็นธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ได้เห็นวัฏฏะ ได้เห็นการบุบสลาย ดับแล้วก็เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา

เรียกว่าสัจจะ สัจธรรม มันมีตัวอย่างที่สอนเราได้หมดเลย เช่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง คุณรู้จักนกไต่ไม้ใช่ไหม นกไต่ไม้ไม่เคยเอาหัวขึ้น จะเอาหัวไต่ลง ในขณะเดียวกันนกหัวขวานก็ไม่เคยเอาหัวไต่ลง เอาหัวขึ้นแล้วมันก็เป็นแบบนี้ ผมเคยเขียนรูปนี้ด้วย ไอ้นกหัวขวานมาทางนี้ นกไต่ไม้ไปทางนู้น เพราะว่าเปลือกไม้มันเผยอกันคนละทิศ แต่ข้างล่างนกไต่ไม้มันก็กิน เพราะมีหนอนแอบ ส่วนนกหัวขวานก็กินหนอนข้างบน มันคือการ Sharing ในต้นไม้ต้นเดียว

ทราบมาว่าอาจารย์มีโปรเจกต์จะทำหนังสือรวบรวมภาพวาดนกและธรรมชาติ โดยคัดเลือกจากสมุดที่อาจารย์วาดสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ทำไมอาจารย์ถึงมีความคิดที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ครับ

ไม่ได้ลุกขึ้นมา (หัวเราะ) นั่งคิดนอนคิดมานานแล้ว

ด้วยเริ่มแรกผมสเก็ตช์พวกนี้ก็เป็น Data Information เพื่อเอามาขยายเป็นรูปที่จะเพนต์ ทีนี้สะสมมาเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ มีมากถึง 63 เล่ม มันก็เป็นงานและอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนเข้าหาธรรมชาติโดยวิธีนี้ก็ได้ ไม่ต้องมีฝีมือมาก่อน จริง ๆ แล้วผมอยากให้วัฒนธรรมการเขียนรูปสืบทอดไปจนถึงเด็กรุ่นใหม่ด้วยซ้ำ การมองแล้วจดบันทึก ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะหายไป ก็เลยทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะว่าในความเป็นจริง การวาดรูปกับการถ่ายรูปไม่เหมือนกัน พอคนมาเรียนถ่ายรูปปุ๊บ ก็จะขี้เกียจกลับไปวาดรูป หนังสือเล่มนี้ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้เยอะขึ้น

หนังสือเล่มนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปหาธรรมชาติ สัมผัสมันด้วยตา บันทึกโดยการวาด

อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นโลกส่วนตัวของคุณ คุณจะเขียนอะไรก็ได้ จะเขียนตัวหนังสือประกอบกับรูปก็ได้ นอกจากใช้เพื่อความสุขของตัวเอง ยังใช้ฝึกบันทึก และเป็นประโยชน์ต่อฝั่งวิทยาศาสตร์ ผมคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่นักดูนกรุ่นใหม่ นักวาด ต้องมีสะสม เพราะมันชี้นำและจุดประกายมาก เป็นเหมือนคัมภีร์ดูนกเล่มหนึ่ง

อาจารย์คาดว่าการอนุรักษ์นกและธรรมชาติจะมีทิศทางไปทางใด

ที่น่าเป็นห่วงก็คือรัฐบาลที่ชอบไปสัญญาว่าจะทำนี่ทำนู่น เขาคิดว่ามันจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้โฟกัสที่การอนุรักษ์ แต่ไปโฟกัสที่การพัฒนาการท่องเที่ยวแล้วเพิ่ม Facility ทำให้ Habitat ของนกหายไป เช่น ป่าแหว่ง ทำเท่าไหร่ก็ทุเรศใช่ไหม พูดง่าย ๆ เหมือนฟันหลอ นึกภาพมันฮามากเลยนะ ป่ามันไม่ติดกัน เขาเรียกว่า Fragment

การพัฒนากับการอนุรักษ์มักจะสวนทางกันใช่ไหมครับ

ใช่ พอคุณยิ่งทำอะไรเยอะ ยิ่งมีกิจกรรมมาเสริมเศรษฐกิจ ก็เลยกลายเป็นว่าเพิ่มถนนเข้าไป ทำรีสอร์ตเข้าไป ทำให้ป่าถูกจำกัดพื้นที่การใช้ชีวิตสัตว์ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

อาจารย์อยากบอกอะไรกับคนรุ่นหลังหรือรุ่นใหม่ในเรื่องการดูแลธรรมชาติหรือผืนป่าบ้าง

ถ้านึกดูดี ๆ คนไม่ได้หยุดที่รุ่นเรา จะมีคนรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ขอให้คิดก่อนเสมอ เช่น การใช้พลาสติก การทิ้งขยะ อย่าคิดว่าบ้านเราบ้านเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าเห็นแก่ตัว เราก็จะไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้ เราควรเก็บรักษาธรรมชาติไว้ก่อน เอาไว้ใช้ประโยชน์ยามจำเป็นที่สุด ผมอยากให้มีการควบคุม ไม่ให้เกิดการเบียดเบียนธรรมชาติหรือเบียดเบียนป่า

ตลอดการสนทนา นอกจากใบหน้าอาจารย์ ก็มีแต่ภาพวาดในสมุดสเก็ตช์ซึ่งวางเรียงรายบนโต๊ะที่สายตาผมมองดูอยู่ตลอด จะมีเป็นบางครั้งที่หันไปชื่นชมภาพวาดชิ้นใหญ่ที่ประดับบนผนัง เมื่อสมควรแก่เวลา ผมจึงขอให้อาจารย์สาธิตการวาดนกให้ชมสักภาพ แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ปฏิเสธ เส้นดินสอขึ้นโครงอย่างฉับไว และพู่กันจุ่มสีน้ำปาดลงกระดาษเพียงไม่กี่ครั้ง นกตัวงามก็ปรากฏโฉมให้เห็น ช่างน่าตื่นตาอะไรอย่างนี้ ระหว่างทีมงานกำลังชื่นชมการสาธิตภาพวาด ผมได้ถือโอกาสสุดท้ายนี้กวาดสายตาไปรอบบ้าน นี่ไม่ใช่เพียงบ้านที่อบอุ่น แต่เสมือนแกลเลอรี่ขนาดกะทัดรัดเลยทีเดียว ภาพวาดนกและสัตว์ป่าในธรรมชาติถูกประดับลงทุกพื้นที่ว่างได้อย่างเหมาะเจาะ 

“แปลกจังครับอาจารย์ ผมคิดว่าจะได้เห็นนกสตัฟฟ์ตั้งประดับแบบฉากบ้านผู้เชี่ยวชาญในหนังฝรั่งซะอีก”

อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ แล้วหยิบวัตถุในกระดาษห่ออย่างดีมา 2 – 3 ชิ้น บางชิ้นใหญ่เท่ากับมะม่วงผลโต ๆ แต่พอเปิดออกมาเท่านั้น ทำเอาทีมงานร้องว้าว กับร่างนกที่ยังสมบูรณ์ทั้งรูปทรงและขนสวย เพราะผ่านกรรมวิธีรักษาสภาพมาแล้ว

“เขา Skin ไม่ใช่ Stuffed นะ เป็นตัวที่เขาเอาส่วนข้างในออกหมดแล้ว”

ผมแอบมองท่าทีที่อาจารย์สัมผัสนกตัวนั้นอย่างทะนุถนอม แผ่วเบาราวกับยังมีชีวิต อาจารย์เก็บรักษาเสมือนสิ่งล้ำค่า เทิดทูนบูชา มากกว่าจะนำมาโอ้อวดใคร ๆ นั่นทำให้ผมมองเห็นความรักที่แท้จริง

 แน่นอนว่าผมยังยืนยันประโยคเดิม

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

คณิต ภาพย์ธิติ

กราฟิกดีไซเนอร์เฒ่าอารมณ์ดี ที่พูดคุยกับโลกภายนอกผ่านภาพสีน้ำกับน้องโสร่งแดง ณ หุบเขาอันไกลโพ้น

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load