พื้นฐานของภาพยนตร์คือการบันทึก การบันทึกเพื่อเล่าเรื่อง เพื่อให้ถูกนำมาฉายใหม่ หรือเมื่อย้อนกลับไป เราอาจต้องการเพียงบันทึกเพื่อจดจำ

หากพิจารณาดู โลกภาพยนตร์เคลื่อนที่ลื่นไหลไปได้ทุกช่วงเวลา เมื่อมีแสงหรือไฟฟ้า ภาพก็จะกำเนิด แม้ว่าเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มหรือในไฟล์ดิจิทัลจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ผ่านไปแล้ว หรือตายจากไปแล้วก็ตาม

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ไม่ต่างจาก Hope Frozen ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของ ไพลิน วีเด็ล (Pailin Wedel) ผู้กำกับและนักข่าวชาวไทย-อเมริกัน เล่าเรื่องราวของครอบครัวเนาวรัตน์พงษ์ที่ตัดสินใจกระทำการไครออนิกส์ หรือการแช่แข็งเซลล์สมองของ น้องไอนส์-เด็กหญิงเมทรินทร์ เนาวรัตน์พงษ์ ลูกสาววัย 2 ขวบที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งสมอง จนกลายเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดในโลกที่อยู่ในกระบวนการไครออนิกส์ เผื่อว่าวันหนึ่งวันใดเทคโนโลยีจะฟื้นคืนชีวิตให้เธอได้อีกครั้ง 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์
การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ภาพยนตร์ เรื่อง Hope Frozen คว้ารางวัลชนะเลิศสารคดีนานาชาติยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์ Hot Docs ประเทศแคนาดา ไม่เพียงได้ฉายภาพลักษณ์ใหม่ของคนไทย แต่ Hope Frozen กลายเป็นหนึ่งในรายชื่อของภาพยนตร์ที่มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์สารคดีอีกด้วย

เรื่องราวดำเนินให้เห็นชีวิตภายในครอบครัวผ่านกล้องหลักของไพลิน เผยชีวิตของครอบครัวที่ตัดสินใจทำกระบวนการไครออนิกส์ และบางส่วนเป็นภาพจากกล้องของ ดร.สหธรณ์ เนาวรัตน์พงษ์ ผู้เป็นพ่อร่วมกับ ดร.นารีรัตน์ เนาวรัตน์พงษ์ ผู้เป็นแม่ที่พูดกับกล้อง หวังใจอยากให้ลูกสาวได้ฟัง หากเธอมีโอกาสมาเปิดดูในอนาคตข้างหน้า

ทำไมถึงต้องเป็นเรื่องนี้

ตอนแรกเราไปกับสามี สามีเป็นนักข่าว แล้วก็เป็นไอเดียเขา เพราะเขาเห็นว่ามันเป็นไวรัลจากรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ แล้วมีคนติเยอะมาก แต่ก็น่าสนใจเพราะว่าน้องเขาอายุน้อยที่สุดในโลก มันเลยมีประเด็นความที่สุดอยู่ 

อะไรทำให้ความตั้งใจจากเดิมที่อยากทำสารคดีข่าว 20 นาที กลายเป็นทำสารคดีที่ตามติดชีวิตครอบครัวนี้ถึง 4 ปี

มีจุดที่ทำให้เราเปลี่ยน พอไปพบเขามันทำให้เราเปลี่ยนใจ แต่คนจะเปลี่ยนใจมันไม่ง่ายนะ ถ้าเรามีความคิดของเราเอง เราเข้าไปแล้วอยู่ดีๆ เราเปลี่ยนใจแบบร้อยแปดสิบองศาเลย เขาเป็นพ่อแม่ที่มีปริญญาเอก มี Ph.D. ทางวิทยาศาสตร์ทั้งสองคน คิดถึงปรัชญาความเป็นความตาย คิดถึงเทคโนโลยี แล้วก็มีความเชื่อทางเทคโนโลยีสูง นอกจากนั้น คือเขารักน้องจริงๆ ไม่ได้รักแบบหลงใหล มันคือรักแบบความเป็นพ่อแม่

มันบริสุทธิ์

บริสุทธิ์มาก เรามีคำถามหลายคำถาม เขาเป็นครอบครัวเดียวที่จะตอบได้ เหมือนกับเรากลับไปถามทุกอย่างที่เราอยากจะถาม กลับไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไม่มีคำถามเหลือ มันเลยใช้เวลา จริงๆ ใช้เวลาถ่ายทำแค่สองปีครึ่ง ตัดต่ออีกปีหนึ่ง แล้วก็กว่าจะทำโพสต์โปรดักชันอะไรเสร็จก็เกือบปี

ตอนทำสารคดีเรามีความสัมพันธ์พิเศษกับเขาไหม พอได้ไปอยู่ด้วยกัน ได้คุย กับเขา หรือว่าเราวางตัวเองในฐานะผู้สังเกตมากกว่า 

ตอนนี้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ตอนแรกเริ่มต่างคนต่างไม่รู้จักกัน แล้วช่วงแรกทางครอบครัวก็โดนผู้สื่อข่าวมาเยอะ แต่เราต้องให้เกียรติครอบครัวนี้มากๆ เขาเป็นนักวิชาการทั้งสองคน เป็นครอบครัวที่เปิด เพราะความคิดหลักๆ ของเขาคืออยากจะเปิดให้ข้อมูล การเปิดเผยทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งคุณไม่ต้องมาเชื่อเหมือนเราก็ได้ ไม่ต้องมาคิดเหมือนเรา แต่ว่าดีกว่าที่เราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ การโต้ตอบหรือการเสวนาอะไรก็แล้วแต่ที่จะมาพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดีหมด เพราะไม่อย่างนั้นสังคมก็จะไม่พัฒนา ถ้าเราคิดเหมือนๆ กัน สังคมจะไม่ Healthy เขายอมเปิด ถึงแม้มันจะทำให้เขาช้ำ จุดเริ่มต้นมันดีอยู่แล้ว

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

มันก็มีกระบวนการของมัน

มันมีความระแวงอยู่ตลอดเลยทั้งสองปีว่า เราถ่ายมากไปไหม เริ่มมีผลกระทบในทางร้ายกับครอบครัวไหม มันเป็นสิ่งที่ดีไหมหากเขาต้องเล่าเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็เริ่มมีความเกรงใจมากขึ้น ซึ่งคือทางนู้นก็เข้าใจ ทางนี้ก็เข้าใจ แต่เราไม่รู้จักกัน จนเกือบหนึ่งปีก่อนที่ครอบครัวจะไว้ใจพอให้ Hard Drive ที่มีไฟล์ภาพและวีดีโอของน้องไอนส์ตั้งแต่ประมาณสองขวบ ตอนที่รู้ว่าน้องไอนส์เป็นมะเร็งสมอง เขาคงพอทราบว่าการเก็บภาพครั้งนี้อาจจะเป็นโมเมนต์สุดท้ายที่จะได้เก็บภาพของน้องที่ทำอะไรก็แล้วแต่ มันคงมีความสำคัญมากขึ้น เขาก็คงเก็บภาพมากขึ้น

อย่างตอนที่ถ่ายรู้สึกว่ามันมี Sensitive Issue เกิดขึ้นบ้างไหม เราจะถ่ายส่วนนี้ดีหรือเปล่า เราจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร 

วิธีทำงานของเราคือถ่ายไว้ก่อนค่อยไปตัดสินใจในห้องตัด เพราะว่าพอเราทำงานในระยะยาว เราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป แต่เราก็บอกครอบครัวว่ามีอะไร ไม่อยากให้ถ่ายเลยก็บอกได้ เราจะให้เกียรติเขา

วันที่ถ่ายวันแรกคือถ่ายอะไร จำได้ไหม 

ครั้งแรกที่ถ่ายเลยคือเขาชวนไปบ้านที่อยู่ใกล้ๆ หัวหิน เขาก็ชวนมาที่บ้านสวนของเขา 

แล้ววันสุดท้ายที่เราถ่าย 

วันสุดท้ายคือบ้านของเขาที่กรุงเทพฯ ถ่ายน้องไอนส์ไอนส์ (ลูกสาวคนที่สอง)

ตอนที่เราตัดสินใจครั้งแรกว่าจะทำเรื่องนี้กับวันสุดท้ายที่มันเสร็จ เราคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ไหม

มีหลายครั้งมากที่ท้อ เพราะการหาทุนมันยากมากๆ เราถ่ายเท่าที่เราถ่ายได้เองด้วยทุนตัวเองไปแล้ว บัญชีเงินฝากเกลี้ยงเลย ก็เกือบสองปี เราสมัครไปเกือบสิบสี่ทุน ไม่ได้เลย ในสิบสี่ทุนนั้น เจ็ดเป็น Pitching ก็ไป Pitch เจ็ดครั้ง หกครั้งไม่ได้ ครั้งสุดท้ายเลยเราไม่ได้ถ่ายทำแล้ว รอทุนอย่างเดียว เพราะมันไม่มีอะไรจะถ่ายแล้ว เพื่อนที่ทำงานมาเขาก็ไม่มีแรงแล้วเหมือนกัน จบเท่าที่มันได้ ก็ไป Pitch ที่เชฟฟิลด์ อังกฤษ จึงได้ทุนก้อนใหญ่พอที่จะเดินต่อไปได้ 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์
การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมต้องทำต่อ

(ถอนหายใจ) มีคนถามอยู่เยอะ หลายคนคิดว่ามันเป็นแรงบันดาลใจที่ Positive เหมือนเราทำเพื่อความสุขของเรา แต่มันไม่ใช่นะ มันเป็นโรคจิตมากกว่า (หัวเราะ) คือเริ่มมาแล้ว เราไม่รู้จักการยอมแพ้ ถ้าเรายอมแพ้ มันแย่กว่าที่เราจะอดทนเดินต่อไป เพราะเราเป็นคนที่ถ้าทำอะไรไม่เสร็จจะอึดอัดมากๆ อึดอัดแบบเกลียดตัวเองเลย เราเดินต่อไปเพราะว่าเราไม่อยากมีความรู้สึกนั้น เราไม่อยากเป็นคนที่ทำอะไรไม่เสร็จ มันก็บาลานซ์กันไป มีบางวันที่เรามีแรงบันดาลใจ เพราะว่าเราไปเห็นโมเมนต์น่ารักในครอบครัว หรือว่าโมเมนต์ที่แบบเราเข้าใจเขาร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ฉากนี้เราเริ่มเข้าใจว่าเขาคือใคร เริ่มมีความผูกพัน เราก็เริ่มคิดออกว่าจะตัดอย่างไร

นี่เราเพิ่งไปสอนที่หลวงพระบางมาหนึ่งอาทิตย์ สอนการ Pitching ก็มีคนถามว่าพอไม่ได้ทุนสิบสี่ครั้ง หลังจากมีความผิดหวัง คุณเอาแรงจากไหนไปทำต่อ ทุกครั้งที่ไม่ได้ เราอาจจะไปเดินเล่น เดินในป่า ต้องใช้การเดินเพราะว่าเราชอบเดินไปคิดไป เราถอดความคิดออกมาให้หมดว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ชีวิตเราไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ครอบครัวเรายังอยู่ มันต้องดูภาพกว้างของชีวิตเรา เราอาจจะหมกมุ่นกับเรื่องนี้มานาน จนเราไม่เห็นสิ่งดีๆ อย่างอื่น ก็จะไปทำอะไรที่มันให้ของขวัญตัวเองนิดหนึ่ง สักพักก็ทำงานเป็นนักข่าว ต้องทำอะไรที่มันไม่เหมือนกับสารคดีเลย ให้เราออกไปสักหนึ่งถึงสองอาทิตย์ แล้วไอเดียการตัดต่อหรือไอเดียสำหรับสารคดีมันจะเริ่มกลับมาใหม่

เพราะสารคดีมันมีอารมณ์มากกว่าข่าว เราเลยถอดถอนใจได้บ่อยครั้งกว่าหรือเปล่า

ใช่ค่ะ พอเราทำข่าวเราจะเน้นการให้ข้อมูล เหมือนกับเป็นการศึกษาสำหรับสังคม มันก็มีสารคดีข่าวที่อยู่ตรงกลาง มีอารมณ์เหมือนกัน ถึงจะเป็นสารคดีข่าวเจาะลึกมันก็ยังมีอารมณ์อยู่ แต่พอทำสารคดีแบบ Creative Non-fiction หรือ Character Driven (ให้คาแรกเตอร์เป็นตัวดำเนินเรื่อง) ซึ่งสารคดีแบบเทศกาลโดยเฉพาะมันคือการเล่าเรื่องแบบไม่ได้เน้นการให้ข้อมูล แต่คือเน้นการให้ความเข้าใจ ถ้าเราจะให้ความเข้าใจกับคน เราต้องไปดึงอารมณ์เขา ต้องไปแตะใจเขา ต้องมีความอินกับเรื่องนี้ระดับหนึ่ง เพราะว่าถ้าเขาไม่อินกับคาแรกเตอร์ในสารคดี เขาก็จะไม่มีวันเข้าใจ 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ชีวิตในเรื่องแตกต่างจากสายตาของฝรั่งที่ใครๆ ก็ตามที่มองเห็นสารคดีไทย เขาไม่รู้ว่ามันมีแบบนี้ด้วย ซึ่งจริงๆ มี แต่แค่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

อีกอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้เราทำขนาดนี้ คือพอเราทำข่าว เราเน้นเนื้อหาที่ให้ความรู้ ส่วนใหญ่เพราะว่าเราทำให้ต่างประเทศ เราต้องทำข่าวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนบ้าง เผด็จการบ้าง การค้ามนุษย์บ้าง เป็นการนำสิ่งที่ไม่ค่อยดีมาเปิดเผย แต่มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่เราจะทำต่อไป แต่พอเราทำเยอะมากๆ เวลาไปคุยกับเพื่อนที่เป็นคนต่างชาติ เขาจะมีภาพพจน์เมืองไทยว่าเราเป็นเหยื่อตลอดเวลา เขาจะคิดว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่แตกต่างจากเขา ยากจน มีปัญหาเยอะ ประเทศเขาจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้น 

แต่พอเรามานำเสนอคาแรกเตอร์ที่คล้ายเขาหน่อย มีปรัชญาความเป็นความตาย มีเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไป มันก็เลยเป็นเรื่องที่คนเริ่มคิดว่า คาแรกเตอร์นี้ไม่ได้ด้อยกว่าเขา คล้ายเขา ฐานะก็คล้ายเขา ความคิดก็คล้ายๆ กัน เขาก็เริ่มคิดว่าเราเท่าเทียมกันนะ เราไม่ได้แตกต่างจากเขามากขนาดนั้น กลายเป็นว่ามันก็ไม่ได้ทำแค่เรื่องสารคดีของน้องคนเดียว แต่ไปทำให้เขาเห็นว่าเมืองไทยก็มีนักวิทยาศาสตร์นะ (หัวเราะ) เราถามทุกครั้งเลย พอไปฉายหนังที่เทศกาล เราก็จะถามว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยคือเมื่อไหร่ เขาบอกว่าไม่เคยเห็นเลย

มองความตายในเรื่องเป็นอย่างไร เอาตัวเองก่อนก็ได้ อย่างในเรื่องมันไม่ใช่การตายแล้วหายไป แต่ถูกแช่ไว้ก่อน

มันก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่เรายกคำถามขึ้นมา หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการไม่ปล่อยวางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าพอเรามาทำความเข้าใจกับครอบครัวนี้ ถามตัวเองว่าถ้าเป็นเรา เราจะปล่อยวางได้ไหม แล้วทุกคนควรที่จะปล่อยวางไหม ซึ่งศาสนาพุทธก็บอกว่าควร แต่เราต้องถามกลับไปว่าแต่ละคนนับถือศาสนาอะไร เราถูกสั่งสอนมาจากพ่อแม่ว่าอะไร เรามีประสบการณ์ชีวิตว่าอย่างไร ไม่ใช่ว่าการปล่อยวางเป็นสิ่งที่ดีไปหมด ความรักมันมีหลายรูปแบบ นี่คือวิธีที่ครอบครัวนี้รักลูกเขา เราเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบวิจารณ์ความคิดของคนอื่น ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่มีผลกระทบร้ายๆ ต่อใคร มันอยู่ที่ว่าเราเติบโตมาอย่างไร มันอยู่ที่ว่าตัวเราเองเชื่ออะไร แต่ละคนมันก็เชื่อไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด

ความตายของครอบครัวนี้มันคือสิ่งนี้ มันคือความทรงจำ มันคือการแช่แข็ง มันคือความไม่ปล่อยวางระดับหนึ่ง นี่คือความรัก นี่คือความตายสำหรับเขา หลายคนก็จะถามว่า แล้วไพลินเชื่อไหมว่าไครออนิกส์ทำได้หรือไม่ได้ แล้วอยากจะแช่แข็งตัวเองไหม เราบอกว่าเราไม่สำคัญพอที่จะแช่แข็ง เราจะแช่แข็งไปทำไม มันมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างไร มันไม่มี เราเป็นแค่นักทำสารคดี แต่ว่าถ้าเราเป็นพ่อแม่ เราไม่รู้เลยเพราะเราไม่มีลูก เราไม่รู้ว่าเราจะเป็นเหมือนครอบครัวนี้ไหม

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์
การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

เราชอบประโยคหนึ่งที่คุณพ่อเขาพูด เขาไม่ได้พูดแค่ว่าเขาจะแช่ลูกเขา แต่เขาพูดว่าลูกเขาก็อาจจะเป็นความหวังของคนอื่น ถ้ามันสำเร็จ มันจะไม่ใช่แค่ลูกเขาจะได้อยู่ต่อ แต่มันอาจจะหมายถึงการที่คนอื่นได้เห็นกระบวนการนี้ว่ามันสำเร็จจริงๆ 

ก็มีอยู่ระดับหนึ่งที่เขาคิดว่าการใช้เงินไปทำไครออนิกส์กับลูกเป็นการช่วยผลักดันให้เทคโนโลยีนี้ได้มีการวิจัยมากขึ้น เพราะว่าเงินที่เขาใช้เป็นสมาชิก ALCOR (The Alcor Life Extension Foundation) มันก็มีส่วนหนึ่งที่เข้าไปใช้ทำวิจัย ตอนนี้มีหลักฐานอยู่ในระดับแรกเริ่มว่ามันแช่แข็งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ยังอยู่ขั้นต้นๆ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปได้ถึงไหนหรือว่าเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งถ้าถามครอบครัวนี้ เขาคิดเลยว่ามันต้องเป็นไปได้

ต้องเล่าถึงตัวคุณพ่อว่าเขาเป็น Medical Engineer เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่าเขาทำรายงานเรื่อง AI เมื่อสามสิบปีที่แล้ว แล้วก็พรีเซนต์ที่งานเสวนาในมหาวิทยาลัย ทุกคนหัวเราะใส่เขา เหมือนกับว่า AI จะมีเหรอ มันเป็นไปไม่ได้หรอก นี่คือ Science Fiction ปรากฏว่ามันก็อยู่ในมือถือเราหมดเลย Google ก็เป็น AI Facebook ก็เป็น AI พวกอัลกอริทึมก็เป็น AI เขาเลยรู้สึกว่าเขาถูกมาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้น เขาก็จะมีความเชื่อในตัวเอง ถ้าคิดว่าเป็นไปได้ มันก็มีส่วนที่เป็นไปได้ว่าคนอื่นผิด เขาจึงมั่นใจกับความคิดของเขามาก

การทำหนังที่เกี่ยวกับความตาย แม้มันจะให้ความรู้สึกปล่อยวางหรือดูไม่ฟูมฟาย แต่จริงๆ แล้วมีคนบอกว่า พอคุณเลือกที่จะทำหนัง มันคือการไม่ปล่อย มันก็คือการเก็บต่างหาก คุณคิดว่าถูกไหม

ส่วนหนึ่งใช่ แต่ว่าขั้นตอนของการทำหนังคล้ายๆ ไปหาหมอจิต (หัวเราะ) เหมือนเป็นการริเริ่มของการปล่อยวาง ถ้าเราเก็บไว้ในใจโดยเฉพาะ มันก็จะอยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่มีการทยอยเอาออกไป แทนที่จะเก็บในใจเราก็มาเก็บในเทป แล้วเทปเนี่ยเราเอาไปวางที่อื่นได้ เราไม่ต้องเห็นมันก็ได้ เราลืมมันได้ แต่ถ้ามันอยู่ในใจเรา มันไม่มีวันลืมหรอก เราก็คิดว่ามันคือการทยอยเอาคอนเทนต์นั้นออกมาไว้ที่อื่น ซึ่งใช่ ขั้นตอนนั้นคือ การเก็บ พอทำจบเราว่ามันปล่อยวางได้มากกว่า สำหรับครอบครัวนี้ก็เหมือนกัน เขาคงไม่ได้คิดว่าสารคดีเรื่องนี้จะเก็บไว้เพื่อไอนส์ เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะออกมาอย่างไร แต่พอเห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกเขาก็ขอเอาไปไว้ที่ ALCOR ได้ไหม ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวหนัง แต่รวมถึงพวกฟุตเทจทั้งหลายก็เอาไปด้วย เขาหวังว่าพอน้องไอนส์ตื่นขึ้นมา น้องจะได้เห็นว่าครอบครัวเขาเป็นใคร 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ตอนที่ไปเทศกาลภาพยนตร์ Hot Docs เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็นำพาไปสู่ออสการ์ 

ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้เลย เพราะว่าทุกขั้นตอนของการทำสารคดีมันยาก ขั้นแรกเราสมัครหลายๆ เทศกาล Tribeca, Sundance ก็เข้าไม่ได้เลย แต่ว่า Sundance เขาน่ารักมาก เขาบอกว่าคุณได้เข้าไปถึงรอบสุดท้าย เราชอบมากแม้ยังไม่ถึงระดับที่เราเอาเข้าเทศกาลได้ แต่อยากจะคุยด้วย เขาก็นัดคุยผ่าน Skype แล้วให้คำติมาว่าเราไม่ได้เพราะอะไร เขาบอกว่าเขาไม่เข้าใจคาแรกเตอร์ คือตอนนั้นพวก Archive เราไม่มีเวลาที่จะดูให้หมด เราก็เลยใช้น้อยมาก เขายังไม่ค่อยมีความอินกับคาแรกเตอร์พวกนี้ คือยังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นโมเมนต์ที่ใกล้ชิดของครอบครัวนี้ พอเรามานั่งคิดว่าจะทำอย่างไร เพราะว่าเราไปถ่ายหลังน้องเสีย โมเมนต์ที่อยู่กับน้องมันไม่มีแล้ว เราเลยกลับไปดู Archive อย่างละเอียด แล้วก็เพิ่ม Archive เข้าไปเยอะมาก รู้สึกว่าอย่างนี้ช่วยให้พอเข้าสมัคร Hot Docs ก็เข้าได้

แต่พอเข้าไปช่วงแรกเขาบอกว่า ได้เข้าไปในเซกชัน World Showcase ซึ่งเป็นเซคชันที่ไม่ได้เป็นการแข่งขัน เราก็ผิดหวังนิดหน่อย ตั้ง World Premiere เราก็อยากได้เซคชันที่แข่งขันนิดๆ มันจะมี Exposure มากกว่า แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุด มันไปไกลเท่าที่เราจะทำได้แล้ว ประมาณสามอาทิตย์ก่อนเทศกาล เขามาบอกว่าเปลี่ยนใจ เอาเข้าการแข่งขันด้วย เราไม่รู้เพราะอะไรแต่ดีใจมากๆ ที่แคนาดาคนดูหนังเก่ง เราไม่ต้องโปรโมตอะไรมากก็มีคนมาเต็ม โรงหนังเขาประมาณสองร้อยคน ใหญ่มาก Q&A ก็ไปได้ราบรื่น คนอินกับหนังเรา สิ่งที่เราชอบมากคือเราชอบดูคนดู มันก็ชื่นใจระดับหนึ่ง

ตอนประกาศรางวัล พอถึงรางวัล Best International Feature Documentary เป็นรางวัลสุดท้าย ได้ยินชื่อ Hope Frozen ขึ้นมา จับมือนีน่า (Editor) ลากกันขึ้นเวที อึ้งมากๆ ไม่รู้จะขอบคุณใครอย่างไร มั่วไปหมด เบลอมาก จำไม่ได้ว่าพูดอะไรไป พอขึ้นไปถ่ายรูป รางวัลของเขาเป็นแก้ว ก็ทำตกบนเวที (หัวเราะ) ตื่นเต้นมาก ทุกอย่างเหมือนเราอยู่ในความฝัน เหมือนไม่ได้เป็นจริง แล้วเพิ่งมารู้วันต่อมาว่าเป็นปีแรกหรือปีที่สองที่ Hot Docs เป็นเทศกาลหนึ่งที่เขาอนุมัติว่าถ้าได้รับรางวัลนี้ก็เข้าออสการ์ได้ ซึ่งปกติการมีสิทธิ์เข้าชิงออสการ์ต้องไปฉายที่ LA กับ New York ต้องมีคนเขียนวิจารณ์ มันถึงจะมีสิทธิ์เข้าชิง แล้วในอเมริกามีอยู่เทศกาลเดียวที่อนุมัติ ถ้าชนะก็ให้เข้าได้โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นครอบครัวก็ดีใจกับเราทุกอย่าง เพราะสนับสนุนมาตลอด

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

แล้วตอนที่ได้รางวัล รู้สึกอย่างไรกับมัน

คือพอได้รับรางวัล มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในมือ มันคือสิ่งที่อยู่ในใจ ถ้าเขาไม่ได้มีรางวัลที่เป็นสิ่งของให้ เราก็ดีใจพอๆ กัน เพราะเรามีทีมงานที่พยุงเรามาตลอด แล้วเราเป็นทั้ง Director กับ Producer คัทแรกยี่สิบนาทีเราก็ตัดเอง เหมือนเราทำมาเอง เหมือนมีลูก แต่ถ้ามีลูกที่เป็นคนก็เหมือนมีได้สี่คนแล้วนะ สี่ปี คือมันมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ก็เลยรู้สึกว่าเหมือนถอนหายใจ มันเริ่มรู้สึกคุ้มแล้ว เหมือนสี่ปีที่ทำมา เหมือนเรารู้สึกว่าเราบ้าไหม เรามีความคลั่งไหม

ซึ่งคำตอบคือ บ้าแหละ

แต่อย่างน้อยก็มีเหตุผล สมมติว่าถ้าอยู่แค่ World Showcase ไม่ได้แข่ง ไม่ได้เข้าเทศกาลอะไรอีก เราก็รู้สึกว่าโอเค นี่คือเท่าที่เราทำได้ นี่คือฝีมือของเรา ก็เป็นความภูมิใจระดับหนึ่ง แต่พอชนะถึงระดับนี้ เรารู้สึกว่ามีแรงทำต่อ เหมือนกับว่าเรามีอะไรสักอย่างที่คนอื่นก็เห็นเหมือนกันนะ ไม่ใช่แค่เราคิดว่าเราทำได้นะ คนอื่นก็คิดว่าเราทำได้ ทีมเล็กๆ ที่พยุงเรามากลายเป็นทีมใหญ่มาก เหมือนมีอีกหลายๆ คนที่เห็นด้วยว่าเราควรที่จะทำแบบนี้ต่อ

รางวัลจริงๆ สำหรับพี่ไพลินคืออะไรในการทำเรื่องนี้

รางวัลคือการให้คนรู้ว่ามันมีเรื่องนี้อยู่ เพราะถ้าเราไม่ได้รับรางวัล มันก็จะนิ่งๆ เงียบๆ คนอาจไม่รู้จัก มันไม่ใช่ว่าเขาต้องรู้จักเรานะ แต่เขาต้องรู้จักเรื่องนี้ คนในนี้ แล้วก็สิ่งที่ทำให้คนดูรู้สึก เราชอบที่สุดเลยพอเราดูคนดูแล้วเห็นเขาหัวเราะ ร้องไห้ ในจุดที่เราดีไซน์ให้เขาหัวเราะ แล้วก็ร้องไห้ เหมือนกับเราดีไซน์ประสบการณ์ให้เขาแล้วมันมีผลจริงอย่างที่เราอยากได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีพลังขึ้นมา

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

พออยู่กับมันมา 3 – 4 ปี แล้วไปเทศกาล ตอนนี้ก็เป็นช่วงพักจากการทัวร์แล้ว เรามีได้อะไรบางอย่างกลับมาจากการทำเรื่องนี้เพิ่มเติมไหม 

ไม่ค่อยมีมาก แต่หนึ่งคือมีความมั่นใจมากขึ้น ช่วงแรกทุกครั้งที่ฉาย เรากลัวว่าจะมีใครคอมเมนต์อะไรมาบ้าง เราชินกับการที่มีคนมาคอมเมนต์เยอะเพราะเราเป็นนักข่าว ทุกครั้งที่ทำข่าวก็จะมีคนมาคอมเมนต์เพียบเลย ซึ่งเราไม่ได้กลัวแบบนั้น เรากลัวเขาคอมเมนต์มาแล้วมันแย่ แต่เขาถูก ซึ่งสองถึงสามครั้งที่ฉายครั้งแรกเรานึกว่าจะมีอะไรมากกว่านี้ แต่พอไม่มีเราก็เริ่มมั่นใจ พอไปฉายก็เริ่มสบายใจมากขึ้น เริ่มสนุกกับมัน ไม่ต้องมานั่งเครียดทุกวันๆ แล้วนะ พอถูกถามมาทุกอย่างแล้ว เราก็เริ่มรู้ว่าต้องตอบอย่างไรให้เขาเข้าใจ

ย้อนไปสมัยวัยรุ่นคุณเริ่มจากการเป็นพิธีกรรายการ Teen Talk มาเป็นนักข่าวหลายสำนัก ก่อนจะเติบโตทางด้านสื่อสารมวลชนจนมาเป็นผู้กำกับสารคดี ยังรู้สึกว่าอยากไปไหนต่อหรืออยากลองสำรวจอะไรใหม่ๆ อีกไหม

ก็มีอยู่นะ เพราะว่าการทำสารคดีนี่ใช้เวลายาวมาก กว่าจะไปเจอ Subject ที่เราอยู่กับเขาได้หลายๆ ปีมันยาก เราก็เลยมาลอง Fiction ดูไหม แต่ก็ยังไม่มีอะไรจริงจัง มีคนเสนอซีรีส์มา กำลังพิจารณาอยู่ว่าเราจะตอบไปอย่างไร เราจะเดินต่ออย่างไร เราก็ยังอยากทำข่าวต่อเพราะเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันสำคัญแล้วก็มีรายได้ (หัวเราะ) ถ้าเราทำแค่สารคดีก็ไม่มีอะไรไว้กินไว้ใช้ ก็ Money Frozen ไปด้วย เราคงจะทำข่าวต่อไป แล้วก็ดูว่าไปเจออะไร

มีหลายคนที่อยากให้เราไป Produce นั่นคืออีกงานที่เราคิดว่าควรจะทำ เพราะว่าเหมือนกับเราสมัครไปทุกทุน แล้วไปเจอกับโปรแกรมเมอร์เกือบทุกเทศกาล ไปเจอกับนักลงทุนหลายๆ คน ก็เริ่มมีความรู้ที่ไม่รู้จะถ่ายทอดให้ใคร ตอนนี้กำลังคุยกับ พี่ลี (ลี ชาตะเมธีกุล) ว่ามีโปรเจกต์ไหนก็ให้คำแนะนำได้นะ อยากไปช่วยนะ โดยเฉพาะโปรเจกต์ไทย เราอยากจะชูงานไทยให้มันมีโปรไฟล์ที่ใหญ่กว่านี้ แล้วก็มีหนังพม่าที่อยากให้เรา Produce เป็นสารคดีเหมือนกัน นอกจากนี้ ก็มีหนังที่อเมริกาเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนที่เราก็ช่วยอยู่

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

เรายังมีความหวังกับสารคดีไทยอีกไหมคะ

มีสิ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาที่คอนเทนต์ พรสวรรค์อยู่ที่นี่หมด เราทำอะไรเราเก็บมาหมด มันอยู่ที่การสนับสนุนซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเทียบกับสี่ปีก่อน มันมีการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ยังยาก เพราะแม้จะมีเงินทุน มีกองทุนอะไรมามากกว่าเดิม แต่ก็มีคนสมัครมากกว่าเดิมเหมือนกัน การแข่งขันสูง เรื่องนี้เราก็สมัครทุกทุนที่มี ทั้ง DMZ, Busan, Purin, กระทรวงวัฒนธรรม แค่ทุนในทวีปเรายังไม่ได้เลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรื่องนี้เป็นความฟลุกๆ หมดเลย รู้สึกว่ามัน…

เป็นจังหวะบางอย่าง

หลายคนบอกว่าทำเรื่องที่สองจะง่ายขึ้น แต่เราไม่แน่ใจนะ (หัวเราะ)

เราพูดคุยถึงความหวังของภาพยนตร์กันต่อ ไม่ใช่เพียงสารคดี ไพลินยังมีโปรเจกต์อีกมากมายที่รอคอยเธอเข้าไปศึกษาและทำความเข้าใจ เพราะว่าสุดท้ายแล้วพื้นฐานของภาพยนตร์มันคือการบันทึกเรื่องราวชีวิตหลากหลายรูปแบบ

ชีวิตที่ดำเนินต่อไป แม้ร่างกายหรือเรื่องราวของใครๆ ได้จากไปแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่มีแสงบนหน้าจอ พวกเขาจะกลับมาอีกครั้ง

และความหวังของเราก็ยังคงไม่สูญสลาย ใช่ หากเราเพียงแค่ได้บันทึก

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

Writer

Avatar

พวงสร้อย อักษรสว่าง

นักเล่าเรื่อง ที่สลับไปมาระหว่างงานเขียนและภาพเคลื่อนไหว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load