11 มิถุนายน 2561
21 K

ไม่อยากไปโรงเรียน ทะเลาะกับเพื่อน ที่บ้านไม่เข้าใจ สารพัดปัญหาวุ่นใจยอดฮิตที่เราๆ ซึ่งล้วนเคยผ่านช่วงเวลาของวัยเด็กมาต้องเคยเจอ

เพราะมันคือช่วงวัยของความว้าวุ่น ซีรีส์ฮอร์โมนส์ก็บอกเอาไว้แบบนั้น

วุ่นทั้งตัวเอง ทั้งคนรอบข้าง ดีไม่ดีก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้

ยิ่งโดยเฉพาะกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ การเลี้ยงดูและทำความเข้าใจเด็กสักคนคงไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดเราย้อนมองตัวเองในวัยเด็ก ยังอดนึกไม่ได้เลยว่าพ่อกับแม่จะปวดหัวสักแค่ไหน เพราะแบบนี้ในบางครั้งการมีใครสักคนที่จะเข้าใจและพร้อมให้คำปรึกษาในทุกการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน ก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย

พอดีกับที่เราได้ทำความรู้จักกับเพจจิตวิทยาเด็กในชื่อ เข็นเด็กขึ้นภูเขา เพจที่เราในฐานะคนไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่และเพิ่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไปหมาดๆ ชนิดที่ว่าคงไม่ตรงทาร์เก็ตเพจเลยแม้แต่น้อย ก็ยังอ่านเนื้อหาได้เพลินๆ เพราะเรามักจะเจอกับคอนเทนต์เบาสมองแบบละครยอดฮิตและสถานการณ์ทันด่วนที่ผ่านมาในรอบสัปดาห์ เชื่อมโยงกับหลักจิตวิทยาแบบเข้าใจง่าย ไม่มีภาษาวิทยาศาสตร์ซับซ้อนมารบกวนใจ

และเราก็ได้มารู้ทีหลังว่าเบื้องหลังเพจยอดไลก์หลักแสนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของแอดมิน คือ ‘หมอมินบานเย็น’ หรือ คุณหมอ ‘เบญจพร ตันตสูติ’ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่หลงใหลในการเขียน

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

01 เราต่างเคยเดินขึ้นเขา

การเป็นหมอเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การทำความเข้าใจเด็กและวัยรุ่นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

“เลี้ยงเด็กไม่เหมือนการทำอาหาร เลี้ยงเด็กแต่ละคนเราต้องใช้วิธีที่ต่างกัน เราใช้วิธีเดียวกันจัดการกับเด็กทุกคนไม่ได้ เด็กบางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก บางคนกล้าแสดงออก บางคนขี้อายเราก็ต้องเข้าใจปัญหาและธรรมชาติของเขาด้วย เราจะไปเปลี่ยนธรรมชาติของเด็กไม่ได้ แต่ต้องช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเขาเอง”

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก จิตแพทย์คนนี้เองก็เติบโตมาไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ นัก หมอมินเล่าให้เราฟังว่าเธอผ่านปัญหาชีวิตยอดฮิตในวัยเด็กเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งร้องไห้ตอนไปโรงเรียน โดนเพื่อนแกล้ง ผิดหวังจากการสอบไม่ติดโรงเรียนมัธยมปลาย แม้กระทั่งในวันที่ต้องตัดสินใจเรียนต่อ ชีวิตของเธอก็ยังคงคอนเซ็ปต์ของวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องเจอทั้งความคาดหวัง ความไม่แน่ใจในตัวเองและแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง

สุดท้ายเธอคิดอยากทำความเข้าใจปัญหาเหล่านี้ให้มากขึ้น จนทำให้ตัดสินใจสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะแพทยศาสตร์และเลือกเรียนเกี่ยวกับจิตแพทย์เด็ก

“หมออยากเป็นหมอเด็กค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นกุมารแพทย์ทั่วไปก็จะมีพวกเคสฉุกเฉินทางร่างกาย เราไม่ได้ชอบตรงนั้นมาก ชอบพูดคุยมากกว่า ก็เลยมาเรียนทางด้านจิตแพทย์เด็ก”

ด้วยความสนใจด้านงานเขียนเป็นทุนเดิม (ชนิดที่ว่าเธอเองเกือบจะเลือกเรียนอักษรมาแล้ว) บวกกับสิ่งที่ได้เรียนมาและประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งคนที่เข้าใจเด็กและวัยรุ่นเป็นอย่างดี หมอมินจึงตัดสินใจใช้ความชื่นชอบและทักษะการสื่อสารมาเปิดเพจออนไลน์ ถ่ายทอดความรู้ที่เธอเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่ได้ผ่านมาอ่านไม่มากก็น้อย

หลายปีผ่านไป ความรู้เรื่องเลี้ยงเด็กและวัยรุ่นที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย พิสูจน์ชัดเจนว่าหมอคนนี้ไม่ได้ช่วยเหลือคนได้เพียงแค่ในห้องตรวจเพียงอย่างเดียว

02   ต้องช่วยเขา

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

คุณหมอเล่าให้เราฟังว่าช่วงวัยของเด็กแบ่งง่ายๆ ได้เป็น 3 ช่วง แต่ละช่วงมีปัญหาแตกต่างกันไปตามวัย อย่างเด็กเล็กช่วง 0-5 ปี มักพบปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรม การกินยากหรือนิสัยที่ยากจะควบคุม พอโตมาหน่อย เด็กประถมช่วง 6-12 ปี ปัญหามักจะเปลี่ยนเป็นเรื่องที่โรงเรียน โดนเพื่อนแกล้งบ้าง มีปัญหากับครูบ้าง หรือว่าเรียนตามเพื่อนไม่ทัน พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นหรือช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเจอกับเรื่องอารมณ์ที่ผันผวนง่าย ความไม่เข้าใจกันระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ยาวไปจนถึงปัญหาติดเกม ติดเพื่อน ยิ่งในปัจจุบันปัญหาจากโลกออนไลน์ก็เป็นอีกเรื่องน่าห่วงที่คุณหมอเล่าว่ายังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ตามไม่ทันและไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

“พ่อแม่ส่วนหนึ่งเข้าใจเรื่องนี้ แต่ว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยรู้เท่าทันเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ บางคนยังคิดว่าการที่เขายื่นสมาร์ทโฟน เปิดแทบเบล็ตให้ลูกต่อยูทูปได้ตามสบายมันไม่เป็นไร เหมือนกับการให้ของเล่นเด็กชิ้นหนึ่ง แต่จริงๆ มันไม่ใช่ค่ะ”

จิตแพทย์คนนี้เห็นปัญหาเกี่ยวกับเด็กในปัจจุบันอย่างชัดเจน เธอพบว่าความรู้จากทั้งประสบการณ์การเป็นหมอและสิ่งที่ได้เรียนมาน่าจะเป็นประโยชน์หากได้นำมาบอกเล่าอย่างถูกวิธี เพราะน่าสังเกตว่าเราต่างรับรู้ถึงภัยอันตรายจากโลกออนไลน์ แถมยังเข้าใจกันดีด้วยว่าผู้ปกครองจำนวนหนึ่งยังตามไม่ทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ แต่เราก็พบคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้หรือวิธีการรับมืออย่างถูกต้องสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ได้น้อยเหลือเกิน

สารพัดเพจเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กอาจเป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่บ้าง แต่ในหลายๆ ครั้งเราก็พบว่าเพจเหล่านั้นมักเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นแบบตรงไปตรงมาเหมือนกับอ่านบทความวิชาการ หรือบางทีก็เป็นการโพสต์คำคมเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กสั้นๆ

แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อให้คอนเทนต์ที่ดูจริงจังเหล่านั้น สามารถเชื่อมโยงและเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง — นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

“จริงๆ คิดว่าอยากทำเพจมาสักพักแล้ว”

คุณหมออธิบายที่มาที่ไปของการเกิดเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา เธอเองอยากลองทำเพจเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กตามที่ได้เรียนมาเพื่อสื่อสารกับพ่อแม่และเด็กๆ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีไม่น้อย จากวันนั้นถึงวันนี้เพจนี้มีอายุได้ 5 ปีแล้ว ถ้าเทียบกันก็คงจะเป็นเด็กตัวน้อยที่คงอยู่ในวัยช่างพูดช่างคุย

“ตัวที่เป็นตัวกระตุ้นจริงๆ น่าจะเป็นตอนไปทำโครงการจิตแพทย์รุ่นเยาว์ของสมาคมจิตแพทย์ เราอยู่ในโครงการนี้ด้วย แล้วอาจารย์เขาให้คิดโครงการอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะทำเพื่อสังคม เราเลยเอางานนี้ที่เราอยากจะทำกันตั้งนานแล้วมาทำ จับกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่เป็นจิตแพทย์เด็กอีก  3 คน”

ปัจจุบันด้วยภาระหน้าที่ แอดมินเพจคนอื่นๆ จำเป็นต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางงานของตนเอง ทำให้เหลือเพียงคุณหมอมินที่ยังคงดูแลเพจอย่างสม่ำเสมอ และตั้งใจจะช่วยเข็นเด็กขึ้นภูเขาต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

03   เอาใจเขา มาใส่ใจเรา

อะไรคือสิ่งที่ผู้ปกครองมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก

นี่เป็นสิ่งที่เราสงสัยหลังจากได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กในปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคือเรื่องเบสิกที่นึกดูดีๆ ก็คือเรื่องที่เราละเลยไป หรือถ้าหากย้อนมองกลับไปตอนที่ยังเป็นเด็ก เราคงจะเข้าใจเรื่องขัดใจเหล่านั้นได้ดีทีเดียว อย่างการต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้า นี่อาจเป็นเรื่องที่มักจะถูกละเลยจากผู้ปกครองเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้

“พ่อแม่มักจะรู้สึกว่าการเลี้ยงลูก ถ้าเด็กยังเล็กอยู่เขาจะไม่รู้เรื่องอะไรหรอก อย่างเช่นถ้าเป็นเด็กทารก พ่อแม่บางทีจะทะเลาะกันต่อหน้า ตะโกนเสียงดัง แต่ความจริงเด็กเขาสัมผัสได้จากบรรยากาศของความน่ากลัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าเด็กเล็กมักจะไม่รู้เรื่องอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นมันจะติดตัวเขาไปจนโตเลย”

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

หรือปัญหาอย่างการโดนบังคับแบบไม่ถูกช่วงวัย ก็ตามมาสู่ปัญหาเรื้อรังยาวไปจนเด็กโตเป็นวัยรุ่น

“บางครั้งพ่อแม่จะเข้าใจว่าให้อิสระลูกก่อนแล้วค่อยไปจำกัดขอบเขตตอนที่เขาโตขึ้น แต่มันไม่ใช่ กลับกัน เราต้องให้ขอบเขตกับเด็กเล็กว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ แล้วตอนโตเขาจะรู้เอง พอลูกโตขึ้นก็ต้องลดการบังคับลงบ้าง บางครั้งพ่อแม่เลี้ยงลูกวัยรุ่นแบบเด็กเล็กๆ คือ ชอบสั่ง เด็กจะต่อต้าน ต้องเปลี่ยนเป็นฟังเขาให้มาก บังคับให้น้อย เอาที่จำเป็น คุยกับเขาให้เหมือนเพื่อนมากขึ้น คืออาจจะไม่ใช่เพื่อนแต่ต้องเป็นพ่อแม่ที่เป็นเพื่อนเขาได้ด้วย”

รวมถึงปัญหาประเภทพ่อแม่ไม่เข้าใจฉันที่ก็ดูจะเป็นเรื่องยอดฮิตไม่แพ้กัน ด้วยความแตกต่างระหว่างช่วงวัยที่นำไปสู่การทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ

“ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กก็จริง แต่ว่าบางครั้งประสบการณ์หรือความคิดของผู้ใหญ่มันก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป หรือการที่ผู้ใหญ่คิดไม่ตรงกับเด็กจะต้องแปลว่าผู้ใหญ่ถูกเสมอ”

หลายคนคงเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี ในฐานะคนที่เคยเป็นทั้งเด็กและวัยรุ่นมาก่อน เราคงสามารถตอบได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบการโดนสอนหรือบังคับแบบไหนจากพ่อแม่ แต่เอาเข้าจริงเมื่อกลายเป็นพ่อแม่เสียเอง เราอาจหลงลืมความรู้สึกในวัยเยาว์และเข็นเด็กไปอีกทาง

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

04   ตรงกลาง ระหว่างเขา

หมอมินใช้เวลาอยู่พอสมควรเพื่อทำความเข้าใจการเล่าเรื่องในโลกออนไลน์ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเนื้อหารวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่อง จนนำมาสู่คอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายทั้งกับเด็กและผู้ปกครองแถมยังแฝงไปด้วยความบันเทิงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

“แต่ก่อนก็จะเขียนแบบทั่วไปแนวเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความพยายาม ความรับผิดชอบตรงๆ เลย บางทีก็เอาคำคมการเลี้ยงลูกของคนอื่นมาโพสต์ ตอนนั้นยังเขียนไม่ค่อยเก่งก็จะเขียนสั้นๆ ตรงไปตรงมา หลังๆ เราก็เอาสื่อเข้ามาช่วยเป็นสื่อกลางระหว่างเรากับคนอ่าน”

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

งานใหญ่เลยคือการนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ ใกล้ตัวมาเล่าด้วยเทคนิคหลักคือการใช้ภาษาเข้าใจง่าย อย่างการยกเคสตัวละครต่างๆ จากซีรีส์ฮอร์โมน วัยว้าวุ่นขึ้นมาจนทำให้เพจกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ปกครองในโลกออนไลน์ เพราะคุณหมอมองว่าเรื่องบางเรื่องอาจเป็นประเด็นที่เด็กๆ สนใจ แต่จะไม่ดีกว่าหรือถ้าข้อความเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ควรจะเข้าถึงด้วยเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับที่ในช่วงหลังๆ เราจะเห็นคอนเทนต์ยอดฮิตจากหนังเรื่อง น้องพี่ที่รัก ประเด็นการสอบแอดมิชชั่นไปจนถึงเคสต่างๆ ที่คุณหมอเจอในชีวิตประจำวันที่นำมาดัดแปลงและเล่าสู่กันฟัง

ถึงแม้คุณหมอจะบอกว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเพจจะเป็นกลุ่มพ่อแม่ที่อยากจะทำความเข้าใจกับลูกๆ ให้มากขึ้น แต่หลังจากที่คอนเทนต์เกี่ยวกับซีรีส์ดังกล่าวถูกปล่อยออกไป ก็มีเด็กๆ และผู้ปกครองจำนวนหนึ่งที่หลังไมค์เข้ามาเพื่อปรึกษาปัญหาที่ใกล้เคียงกับเรื่องของตัวเอง

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

แบบนี้เราจึงอดสังสัยไม่ได้ว่าการทำงานในฐานะจิตแพทย์ที่ดูจะมีงานหนักพอตัว และการเป็นแอดมินเพจที่ต้องเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาพร้อมปัญหาในแต่ละวัน การรับมือจะเป็นเรื่องยากสักแค่ไหน เธอตอบเราได้ในทันทีว่าการเป็นที่ปรึกษานั้นไม่ใช่เรื่องยาก ตราบใดที่เรายังคงสามารถวางอุเบกขาไว้ได้

“หลักของจิตแพทย์คือเราเข้าใจเขา แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา เพราะเราช่วยเขาได้เต็มที่ในส่วนของเราเท่านั้น”

  หมอมินยิ้มอย่างใจดี ความใจเย็นของเธอ เราเองยังสัมผัสได้ทั้งจากการพูดคุยกันและข้อความในแต่ละครั้งที่เธอโพสต์ลงในเพจ แม้คุณหมอไม่ได้มีลูก แต่ช่วงวัยที่อยู่ระหว่างวัยรุ่นกับวัยพ่อแม่ ทำให้เธอเอื้อมไปทำทั้งสองช่วงวัยด้วยความเข้าใจเต็มเปี่ยม เคล็ดลับความสำเร็จของเธอคือความเชื่อที่ว่าความเข้าใจไม่ได้เกี่ยวกับอายุ แต่อยู่ที่ความตั้งใจต่างหาก

05   สู่ยอดเขา

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

“อย่างน้อยการมีเพจนี้ก็คิดว่าน่าจะทำให้ผู้อ่านสามารถจัดการกับตัวเองและคนใกล้ตัวของเขาได้ไม่มากก็น้อย และอาจจะทำให้เกิดการป้องกันก่อนที่จะมีปัญหา เช่นเรื่องสัมพันธภาพระหว่างพ่อ แม่ ลูก ปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก คือพ่อแม่ส่วนใหญ่รักลูกแต่เขาก็จะขาดความรู้ความเข้าใจบางอย่างในการดีลกับลูก บางทีมันก็เลยกลายเป็นปัญหาปลายทางไปแล้ว เลยคิดว่าถ้าเราทำเพจคอนเทนต์เราอาจจะช่วยไปดักที่กลางทาง หรือว่าต้นทางก่อน”

คุณหมอปิดท้ายถึงความคาดหวังที่เธอคิดว่าอยากจะทำให้เป็นจริง

“แล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง” นี่เป็นความสงสัยที่เกิดขึ้นจากเรา

“อาจจะไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าต้องมาเมื่อไหร่ บางทีลูกไม่ได้มีปัญหา แต่ลูกอาจจะย้ายโรงเรียน กลัวมีปัญหามาปรึกษาก่อนก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าเมื่อไหร่ที่คิดว่าควรจะมา ก็ต้องดูเกณฑ์กว้างๆ ว่าอาการของเด็กเริ่มมีผลต่อชีวิตไหม เช่น ชีวิตการเรียน ชีวิตประจำวัน มีผลต่อชีวิตคนอื่น เช่น เด็กดื้อมากจนพ่อแม่เครียดปวดหัว นอนไม่หลับ แบบนี้ก็ติดต่อมาเถอะ”

ในที่สุดแล้วเราก็พบว่าความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการทั้งหมดที่จะสร้างให้เด็กหนึ่งคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่คุณภาพในตัวเด็กเองเท่านั้น แต่นี่หมายรวมถึงคุณภาพภายในครอบครัวด้วย

“ถึงแม้โลกมันจะโหดร้ายอย่างไร แต่ถ้าเขากลับมาเจอพ่อแม่ที่เป็นที่พึ่งทางใจ หมอว่าเด็กก็จะค่อยๆ ผ่านอะไรๆ ไปได้”

บทสนทนาของเราที่ลากยาวมาจนถึงเรื่องความกดดันและประเด็นสังคมยอดฮิตอย่างการสอบที่ดูจะเกิดขึ้นในเด็กทุกยุคทุกสมัยกับเรื่องของแรงกดดันที่พวกเขามักได้รับจากครอบครัว ถึงจะเป็นเรื่องยาก (มากๆ) ในการปรับเปลี่ยนความคิด แต่ก็เป็นเรื่องน่าลองที่จะทำความเข้าใจ เพราะในเสี้ยวหนึ่งของชีวิต เราก็เคยผ่านมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

พอได้ยินแบบนี้เราว่าความจริงแล้วการเข็นเด็กคนหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ยอดเขาก็คงอยู่ไม่ไกลสักเท่าไหร่

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ผมเป็นมือใหม่ YouTube มาก”

“แต่ทั้งช่อง BoomTharis, Slot Machine, 9arm, YARDPIRUN , Koendanai ก็มาคอมเมนต์คุณนะ”

“เขาบอกว่ามีคนดังมาคอมเมนต์หลายคน ผมก็ไม่รู้ตัวนะว่าพวกเขามากัน เพราะว่ามันเยอะมาก ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีคนดังมาให้ความสนใจอย่างนี้” เขาเล่าพร้อมร้อยยิ้มอารมณ์ดีที่ส่งผ่านโปรแกรม Zoom

หนุ่มโคราชวัย 30 เจ้าของเพจ ‘เพลงอร่อยมาก’ ตั้งใจร้องเพลงพร้อมกับทำอาหารในห้องครัว ให้คุณผู้ดูโขลกเครื่องทำกินได้ที่บ้านด้วยเมนูง่ายๆ จะยากก็เพียงแค่การร้องตามแต่ละเพลง เพราะมันช่างโหดเหลือหลาย

เขาไม่ใช่นักร้อง แล้วก็ไม่ใช่พ่อครัว ต่อคือช่างภาพเวดดิ้งมืออาชีพ ถ่ายภาพบ่าวสาวบันทึกความรักของผู้คนมานักต่อนัก พร้อมขายภาพสต็อกในเว็บไซต์ต่างๆ มาหลายปี ปัจจุบันเขาอยู่ที่เมืองย่าโมกับครอบครัวและลูกน้อย ชอบทำกับข้าวกินเองอยู่บ่อยๆ

เรื่องราวชีวิตผู้ชายคนนี้สนุก หลายอย่างในชีวิตบางทีก็ไม่เหมือนที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ดันไปได้ดีและทำให้เขาค้นพบความสามารถตัวเองมาเรื่อยๆ

หรือแม้กระทั่งวันนี้ที่คลิปของเขาแตะล้านวิวเป็นที่เรียบร้อย ต่อเองก็ไม่คิดว่าจะไปถึงขนาดนั้น เขาแค่ชอบร้องเพลงเล่นๆ สนุกๆ มาตั้งแต่สมัยเรียน

และไม่เคยคิดจะหยุดร้องเพลงเลยแม้แต่วันเดียว

เบื้องหลังจังหวะกระเทียม ที่ไม่ว่ากี่เมนูก็ร้องให้ไพเราะได้ของ TORWAI เพลงอร่อยมาก

ตัวต่อ

ต่อเล่าว่าเขาเริ่มร้องเพลงตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ในวันปฐมนิเทศ นักศึกษาทุกคนจะโดนบังคับให้เลือกชุมนุมสังกัดเพื่อทำกิจกรรมตลอดเทอม แน่นอนว่าชายผู้นี้เลือกชมรมดนตรี

“ผมไปเจอเพื่อนคนหนึ่งเล่นกีตาร์ ส่วนผมก็ตีกลองเป็น เลยชวนๆ เพื่อนคนอื่นมารวมตัวกันลองเล่นดนตรีดูก่อน ยังไม่ต้องมีนักร้องก็ได้ ผมลองตีกลองเพลง ขาหมู Tattoo Color แต่ตีไม่ลงจังหวะสักที เลยสลับตำแหน่งกับเพื่อนอีกคนไปร้องเพลง เพื่อนในวงบอก ‘มึงร้องเพลงได้นี่หว่า งั้นไปเป็นนักร้องเลยแล้วกัน’ แล้วสมัยนั้นยังพรินต์เนื้อร้องจากร้านถ่ายเอกสารอยู่เลย”

ต่อเล่าถึงจุดเริ่มต้นสู่ห้องซ้อมดนตรีพร้อมเสียงหัวเราะ ถ้าวันนั้นเขาตีกลองลงจังหวะ วันนี้คงไม่มียูทูเบอร์ชื่อ TORWAI นี่คงเป็นจังหวะดีอย่างแรกที่เขาได้เจอความสามารถของตัวเอง

“เหมือนงานอดิเรกของเราคือเรียน แต่งานหลักคือเล่นดนตรี ผมกับเพื่อนเริ่มออกงานร้องเพลงบ่อยขึ้นจนเก็บตังค์ได้ถึงหลักหมื่น แล้วช่วงนั้นผมก็ฟีลเด็กมหาลัยที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบออกไปขับรถเล่นแล้วก็ถ่ายรูป มุมไหนสวยก็อยากถ่ายเก็บไว้ พ่อเลยซื้อกล้องถ่ายรูปไว้ให้ พอถ่ายรูปได้เงินดีก็มุ่งไปในสิ่งที่เลี้ยงตัวได้ จนกลายเป็นว่าผมไม่ได้ยุ่งกับการร้องเพลงอีกเลย เน้นพัฒนาฝีมือถ่ายภาพของตัวเอง เข้าสู่วงการถ่ายภาพเวดดิ้งเต็มตัว เหลือร้องเพลงเล่นๆ เวลาขับรถเดินทางแค่นั้น”

แม้ชีวิตของต่อจะพลิกเส้นถนนกันอยู่หลายตลบ จากเด็กเรียนวิศวะ มาจับไมค์ร้องเพลง จับพลัดจับพลูมาเป็นช่างภาพอาชีพ

แต่ดนตรียังอยู่กับเขาในทุกจังหวะชีวิต

ร้องเพลงต่อ

ต่อชอบร้องเพลงแบบเน้นเอาสนุกและสร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่การร้องเล่นนั้น ทำให้ตัวเขาได้ฝึกฝนอยู่ตลอด เป็นทักษะที่ค่อยๆ บ่มเพาะไว้ ราวกับรอเวลาสุกงอม โดยที่ต่อเองก็ไม่ได้คิดถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต

ช่างภาพเวดดิ้ง มีกล้องคุณภาพไว้ถ่ายงาน พร้อมไมโครโฟนสำหรับอัดวิดีโอบ่าวสาว วันหนึ่งอุปกรณ์เลี้ยงชีพที่ว่า ได้ผันตัวมาเป็นเครื่องมือสร้างคลิปร้องเพลงในห้องครัว

“เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันมาได้ไง เราไม่ได้กะจะเป็นนักร้องอาชีพนะ เพราะคิดว่าเราไม่เก่งพอ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงของนักดนตรีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมร้องเพลงเอาความสนุกสนานเฉยๆ อย่างเพลง สักวันหนึ่ง ผมเคยคัฟเวอร์เมื่อสมัยเรียน แต่ไฟล์มันหายเลยทำใหม่

“ช่วงอยู่บ้านนานๆ เราเกิดไอเดียว่าอยากลองร้องคัฟเวอร์เพลงหลายๆ แบบ แล้วทำกิจกรรมอื่นๆ ไปด้วย ตอนแรกว่าจะขับรถ จะปั่นจักรยาน หรือล้างจานไปด้วย แต่มาเริ่มจากทำกับข้าวก่อน แล้วมันก็พีกเลย คนดูชอบ”

ส่วนตัวเรารู้จัก TORWAI จากเพลง ยื้อ ตั้งแต่ดูคลิปครั้งแรก ก็ค่อนข้างทึ่งในสกิลล์การร้องเพลงของเขา มือทำกับข้าวไป ปากก็ร้องเพลงยากๆ ไปด้วย ไกวตะหลิว ผัดไก่ ใส่เครื่องปรุง ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันโดยที่เสียงไม่ดรอป ไม่แกว่ง และยังทรงพลัง

ในฐานะชาวเน็ตคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลง ยอมรับสารภาพมา ณ ที่นี้ว่าเปิดคลิปเขาฟังบ่อยมากระหว่างทำงานที่บ้าน แล้วก็สงสัยว่าเขาเลือกจับคู่เพลงกับเมนูอย่างไร 

“ผมจะเลือกเพลงที่เวลาร้องแล้วไม่ปวดหัวมาก แรงร้องยังไหว และเลือกเมนูที่ทำเป็นอยู่แล้ว กินได้แน่นอน พวกผัดกะเพรา ข้าวผัด ต้มยำ ขอแค่เล็งเครื่องปรุงให้โดนก็พอแล้ว เพราะเวลาร้องเพลงจะมีจังหวะมอนิเตอร์ในหูฟัง ป๊อกๆๆๆ เราก็เล็ง โป๊ะ พอดี เป็นเทคนิคในการลงกระเทียมให้ตรงจังหวะเพลง

“จริงๆ ไม่มีแผนอะไรมากมาย เพราะเมนูกับเพลงมันไม่เข้ากันเลย ไม่เกี่ยวกับเนื้อเพลงด้วย อย่างเพลง ยื้อ คู่กับกระเพราหมูชิ้น เพลง จันทร์เจ้า มาอยู่กับข้าวผัดทะเลกับต้มยำไก่ ด้วยความที่ว่าเพลงจันทร์เจ้า มันง่ายกว่าเพลง ยื้อ เพราะมันไม่มีท่อนบ้าพลัง เพลง จันทร์เจ้า มีท่อนที่เสียงสูงขึ้นไปนิดหนึ่ง เพลง ยื้อ จะเป็นต่ำแล้วก็สูง ต่ำแล้วก็สูง

“คอร์ดเพลงไหนง่ายก็ทำเมนูยากขึ้น เพลงไหนยากก็ทำเมนูง่ายๆ ไว้” ต่ออธิบายถึงวิธีการปรุงอาหารและร้องเพลงให้ได้ในเวลาเดียวกันด้วยเสียงขำขัน

วัตถุดิบที่ลงตัว

นอกจากร้องเพลงตอนทำอาหารแล้ว ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามี มือกีตาร์นาม BOMOSTIN อีกหนึ่งคนที่เขาชวนมาเล่นดนตรีโซโล่เทพๆ ในคลิป ความสำเร็จของต่อจึงมีรุ่นน้องคนนี้ร่วมเป็นแบ็กอัป

“เราคิดว่าถ้าทำคัฟเวอร์แล้วทำไม่ดีก็ไม่รู้จะทำทำไม เลยชวนน้องบอม (ยุทธชัย วงศ์กาไสย) มือกีตาร์มาเล่นให้ด้วย เขาเก่งพอสมควรเลย คือเราลากคอมาอัดคลิปเลยแหละ แต่ไม่ค่อยออกสื่อเท่าไหร่ เพราะเขาเขินกล้อง ตอนแรกเขาจะไม่ลงคลิปด้วย ไม่กล้าเล่นโชว์ ผมเชียร์ให้น้องลองดูสักคลิป เดี๋ยวตัดต่อให้เอง ไม่ต้องเห็นหน้าเต็มก็ได้ ทุกคลิปเลยมีแต่มุมข้างๆ ทั้งนั้นเลย” ต่อเล่าก่อนหัวเราะดัง

“บอมเขามิกซ์ซาวนด์ดีมาก จัดบาลานซ์เสียงไม่ให้สูง-ต่ำ กังวาน หรือทุ้มบี้ จนเกินไป การอัดในห้องครัวมันมีหลายปัจจัยมาก มีเสียงกระทะที่ท่อนไหนเยอะไปก็ต้องลด ไม่งั้นคนฟังจะเกิดความรำคาญได้เหมือนกัน เพราะเสียงมาเข้าไมค์ตัวเดียวพร้อมกัน เราไม่ได้อัดแยก”

เรื่องการถ่ายทำของเขาไม่มีอะไรมาก เน้นตั้งกล้องนิ่งๆ ถ่ายภาพกว้างเข้าไว้ แต่ให้มีหลายมุมหน่อย เพื่อเพิ่มอรรถรสสำหรับคนดูได้ชมการทำอาหารอย่างเต็มตา เผื่อนำไปทำตามได้ง่ายๆ

ส่วนการอัดเสียงร้อง เขาเลือกใช้ไมค์คอนเดนเซอร์ที่เก็บเสียงได้กว้าง และชัดกว่าไมค์ไดนามิกที่เหมาะกับการถือร้องตรงๆ เสร็จแล้วก็จัดไฟให้แสงพอดีกับการถ่ายคลิป เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ เอ้ย! เตรียมอุปกรณ์ พร้อมกด Record  

อุปกรณ์พร้อมตั้งรับ ผสานด้วยเสียงร้องเกินต้านของต่อ มีควันอิมโพรไวซ์มาจากกระทะอย่างลงจังหวะทำนองราวกับถูกปล่อยคิว

มินิคอนเสิร์ตก้นครัว เริ่มแล้ว!

“หลังปล่อยเพลง ใจหนอใจ ผมก็คิดนะว่าใครจะมาดูเรา ไม่มีหรอก แต่กลายเป็นว่ากระแสตอบรับดีใช้ได้ ผมเองยังตกใจ ยังไงก็ต้องขอบคุณคนดูมากเลย จริงๆ ผมเองคนเดียวก็ฟังหลายพันรอบเหมือนกัน” เขาหยอก

ทำตามสูตรต้นตำรับ

ในฐานะคนร้องคัฟเวอร์ ต่อมีกฎของตัวเองอยู่ 2 ข้อ

ข้อแรก ต้องปรับปรุงตนเองไปเรื่อยๆ ในแต่ละคลิป แม้เล็กน้อยก็ควรทำ

“เราอยากให้เกิดความแตกต่างไปเรื่อยๆ ผมชอบท้าทายตัวเองว่า คลิปต่อไปเราจะทำอย่างไรดี หรือปรับตรงไหนได้อีก สมมติว่ารอบนี้แสงไม่สวย คลิปหน้าก็ทำให้สวยขึ้นด้วยการจัดไฟให้พร้อม สังเกตดูได้ คลิปแรกๆ ของผมไม่มีอะไรเลย แสงแบนๆ เรียบๆ มีมุมกล้องเดียว ผมทดลองทำไปเรื่อยๆ ในคลิปถัดไป ใส่ความครีเอทีฟเข้ามาหน่อย เราก็ได้พัฒนาตนเองไปด้วย”

ข้อสอง ไม่แปลงเนื้อเพลงเด็ดขาด เพราะกว่านักเขียนเพลงจะบรรจงแต่งเพลงขึ้นมาได้ มันคือการสั่งสมประสบการณ์มาทั้งชีวิต

“ในแง่การร้องเพลง ผมคิดว่าสิ่งที่คนร้องคัฟเวอร์ไม่ควรทำเลย ก็คือดัดแปลงเนื้อร้องต้นฉบับ เราเอาเพลงของคนอื่นมาร้อง ก็ต้องให้เกียรติกับเจ้าของเพลงด้วย เพราะไม่รู้ว่าต้นฉบับเขาจะโอเคไหม เขาสร้างสรรค์ผลงานมาก็ยาก กว่าจะเขียนเนื้อร้อง แต่งทำนองกันได้ เราไม่ควรไปเปลี่ยนแปลงอะไรและต้องทำออกมาให้ที่สุด จะได้ Win-Win ทั้งเราและศิลปิน การไปแปลงเพลงต้นฉบับมันอาจทำให้ผลงานของเขาดรอปลงก็ได้”

นับเป็นกฎ 2 ข้อที่ให้เกียรติทั้งตนเองและผู้อื่น

*เคล็ดลับ* รู้จักรสชาติที่เราชอบ

หากถามใครต่อใครว่าทำไมถึงชอบทำอาหาร ก็มักพบคำตอบว่า อยากปรุงรสชาติเอง ได้เลือกวัตถุดิบดีๆ อย่างพิถีพิถัน เน้นปริมาณผักหรือเน้นเนื้อสัตว์ได้ตามใจ ไม่มีใครรู้จักรสชาติที่เราชอบได้ดีเท่าตัวเรา

ชีวิตของต่อก็เป็นแบบนั้น ได้เลือกหลายสิ่งอย่างด้วยตัวเอง และเขาก็มีความสุขในพื้นที่ของตัวเอง

“ตัวผมเองไม่ได้ทำอาหารเก่งระดับเชฟ เรื่องร้องเพลงคัฟเวอร์ก็ไม่ได้มีสตูดิโออัดเสียงดีๆ แต่ขอแค่ลองเอาทั้งสองอย่างมารวมกันดูว่ามันจะเป็นยังไง โดยตั้งต้นจากความถนัดที่เรามี” เขาอธิบายถึงวิธีคิดที่เรียบง่าย ตกผลึกจากการรู้จักความสามารถของตนเอง และเริ่มลงมือทำในวันว่าง

“แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน ผมว่าต้องหาสิ่งที่เป็นตัวเองให้เจอ ลองสังเกตดูก็ได้ว่าสิ่งใกล้ตัวเราคืออะไร เรามีจุดเด่นอะไรบ้าง ตรงนี้แหละคือความยาก เพราะใครหลายคนมองไม่เห็นกัน แล้วต้องคิดว่าอะไรที่คนอื่นเขายังไม่ทำหรือยังมีคนทำน้อย เราก็ทำให้ดี

“คนเก่งในประเทศนี้มีเยอะ เรายังไม่เห็นอีกมาก”

แน่นอนว่าความดังมาต้องมาพร้อมกับการมีสปอนเซอร์เข้า ต่อเล่าว่าตอนนี้มีลูกค้าติดต่อมาหาทุกวัน มีกระทะจากหลายแบรนด์ส่งตรงมาให้เขา รวมถึงเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่สนใจจ้าง ซึ่งต่อตั้งใจจะลงให้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย  

“มีคนติดต่อมาทุกวัน ผมบอกไม่ต้องจ้างผมหรอกนะ เดี๋ยวทำให้ฟรีเลย เพราะเราไม่ได้มาหาเงินจากการร้องเพลง เรารู้สึกว่าถ้ายิ่งตั้งความหวังกับมัน จะยิ่งเครียด สิ่งนี้เราชอบมาตั้งนาน แต่พอเราไปตั้งความหวังว่าต้องได้เงิน ต้องได้ยอดวิว บอกเลยว่าเครียด ให้เป็นความชอบของเราแบบนี้ตลอดไปดีกว่า ไม่ต้องทำให้เราเป็นเศรษฐีอะไรก็ได้ 

“ผมมีความสุขกับการเป็นช่างภาพอยู่แล้ว อยากทำงานถ่ายรูปไปตลอด ไม่ได้คาดหวังว่าการร้องเพลงต้องทำให้เราดังอะไรมากมาย ตอนนี้ผมอยากทำแค่นี้แหละ”

 ของอร่อยต้องอดใจรอ

ต่อบอกว่าเขาตั้งใจอัปโหลดวิดีโอเดือนละ 3 คลิปเท่านั้น

หากทำมากกว่านี้จะฝืนตัวเองเกินไปจนไม่สนุก เขาอยากรักษาจังหวะการปล่อยงานที่เขากับบอมทำไหว โดยไม่รบกวนเวลาชีวิตของกันและกันมากนัก

“ตอนแรกตั้งใจว่าจะปล่อยทุกวันอาทิตย์ แต่เราปรึกษากัน พบว่าปล่อยคลิปทุกๆ เจ็ดวันมันเร็วไปนะ มันแน่นไป รบกวนเวลาทำงานมากเลย เขาเป็นวิศวกร เราก็มีงานถ่ายภาพ เลยต้องให้เวลากันหน่อย สิบวันปล่อยคลิปหนึ่งแล้วกัน เราไม่ได้ทำเป็นอาชีพ ทำสนอง Need ตัวเอง

“ที่ลงล่าสุดเป็นเพลง บ้าบอ ของ Silly Fools อีกวงหนึ่งที่อยากร้อง หลังจากนี้จะมีเพลงช้า เป็นเมนูที่คนคาดไม่ถึงแน่ๆ ผมบอกได้เลย รอดูนะ”

ขอชวนคุณผู้อ่านกด Subscribe และกดกระดิ่งแจ้งเตือนโดยเร็วพลัน รอติดตามดูไปด้วยกัน

สมมติว่าเย็นนี้จะต้องร้องเพลงและทำอาหารไปด้วย คุณจะเลือกเมนูไหนและเพลงอะไร-เราทิ้งทวนคำถามสุดท้าย

“ช่วงนี้หน้าฝน ต้องมีเมนูปิ้งย่างกับของทอดพวกเฟรนช์ฟรายส์ คิดแล้วก็หิวเลยเนี่ย ผมอยากทำบาร์บีคิวมาก กินตอนเย็นๆ บรรยากาศชิลล์ที่สุด แล้วก็ร้องเพลงที่เกี่ยวกับฝน อย่าง ฤดูที่ฉันเหงา ของวง Flure ร้องเพลงไป ปิ้งบาร์บีคิวไป พอท่อนโซโล่ให้บอมเล่นกีตาร์ไป ระหว่างนั้นผมก็จิบเบียร์ แค่นี้แหละ แฮปปี้แล้วครับ”

TORWAI เพลงอร่อยมาก : YouTuber คนใหม่แห่งวงการทำอาหารไปร้องเพลงไป ที่ต้มยำทำแกงเสียงอย่างเทพ จนหลายแชนแนลชื่อดังขอคารวะความโหด

ภาพ : ต่อวัย สืบศรี

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load