20 มิถุนายน 2561
11 K

1.

ชายหนุ่มตรงหน้าบอกผมว่าในรอบปีที่ผ่านมาเขาเขียนบทความลงเพจทุกวัน

มีเพียง 1 วันที่ไม่ได้เขียน

หากมองที่ความถี่นี่นับว่าเป็นวินัยที่น่าทึ่งของคนทำเพจ โดยเฉพาะกับคนที่งานประจำแทบจะกินเวลาไปเกินครึ่งชีวิตอยู่แล้ว

“เป็นวิธีปลดปล่อยวิญญาณ”

วิศรุต สินพงศพร พิมพ์ประโยคนี้มาในกล่องแชทเฟซบุ๊กตอนที่เรานัดหมายกันเพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำเพจของเขา-เพจที่ชื่อ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’

แม้เขาไม่ได้ส่งอีโมติคอนตามมา แต่ผมเดาว่าเบื้องหลังประโยคนั้น เขาคงพิมพ์มันด้วยรอยยิ้ม

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

2.

ย้อนหลังกลับไปช่วงเดือนเมษายน

ผมเห็นบทความหนึ่งจากเพจ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ บนไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ผ่านการแชร์ของหญิงสาวที่ปกติเธอไม่ได้สนใจกีฬาฟุตบอลแต่อย่างใด บทความนั้นชื่อ ‘ทำไมเวนเกอร์ไม่มีวันโดนไล่ออก’ ซึ่งผู้เขียนเขียนตอนที่ยอดกุนซืออย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซนอลหลังจากคุมทีมมาอย่างยาวนาน

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

นาทีนั้นผมรู้สึกประหลาดใจปนทึ่งที่เพจเพจหนึ่งสามารถเขียนเรื่องฟุตบอลให้คนที่โดยเนื้อแท้ไม่ได้สนใจฟุตบอลกดแชร์ กดไลก์ และบางคนถึงขั้นกดรัก

ย้ำตรงนี้ว่าบทความในเพจมีความยาวเฉลี่ย 4 – 5 หน้า A4 ไม่ใช่บทความสั้นๆ ไม่กี่บรรทัดจบแบบที่ผู้คนนิยมกัน เพจของเขาล้มล้างความเชื่อที่ว่า ‘ยาวไปคนไม่อ่าน’ ด้วยยอดไลก์หลักพันเป็นเรื่องปกติ ยอดไลก์หลักหมื่นเป็นเรื่องชินตา และในช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยคำชื่นชมและขอบคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดพบเจอเขาในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศของเขาย่านรามอินทรา

เมื่อได้นั่งพูดคุยกันจึงรู้ว่าเพจนี้เขาทำเพียงลำพัง เป็นงานอดิเรกที่จริงจังไม่แพ้งานประจำที่ทำอยู่

เขาหาข้อมูลเอง เขียนเอง ทำกราฟิกเองเท่าที่ฝีมืออันจำกัดจะอำนวย แต่ความสวยงามของรูปประกอบไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว บทความของเขาเอาคนอ่านอยู่หมัดด้วยตัวอักษร

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่งานเขียนเขาจะได้รับการยอมรับอย่างวันนี้ เขาต้องเฝ้ารอมานานกว่า 12 ปี

3.

หลักไมล์ในชีวิตของวิศรุตคล้ายถูกปักหมุดไว้ที่ฟุตบอลโลกแต่ละหน

ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เขาเริ่มดูฟุตบอลครั้งแรกตามผู้เป็นพ่อ

ฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส เขาเริ่มมีความฝันอยากเป็นนักข่าวกีฬา

“ตอนฟุตบอลโลกปี 1998 ตอนนั้นเราอยู่ ม.3 เราอ่านหนังสือพิมพ์ สตาร์ซอคเก้อร์ แล้วเห็นคนที่เขาไปทำข่าวที่ฝรั่งเศสและเขียนคอลัมน์กลับมาให้คนไทยอ่าน เราคิดว่ามันมีพลังมาก แล้วอีกเหตุการณ์ที่สำคัญคือตอนเอเชียนเกมส์ปีเดียวกันที่จัดที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้นทีมชาติไทยเข้ารอบรองชนะเลิศ

“นัดที่ชนะเกาหลีใต้ผมก็ไปรอซื้อตั๋วด้วย แล้วตอนนั้นเราต้องต่อแถวยาวมาก แต่มันมีช่อง Press ที่เขาไม่ต้องรอซื้อตั๋วเหมือนเรา เขาเข้าได้เลย เราก็เลยคิดว่าทำไมนักข่าวพวกนี้มีอภิสิทธิ์จัง ทำไมเขาได้รับการปฏิบัติดีกว่าแฟนบอลทั่วไป เราก็เลยคิดว่าถ้าเกิดเราไปอยู่จุดนั้นได้ทางใดทางหนึ่งคงดี ก็เลยเป็นแรงกระตุ้น”

นับตั้งแต่นั้น ความฝันที่เขามีเพียงอย่างเดียวคือการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬา

และขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นปี 4 ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีก็เวียนมาบรรจบ ช่วงนั้นมีการจัดประกวดเขียนบทความจากทั่วประเทศโดยสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง สยามกีฬา และ TOT เพื่อคัดเลือกเพียง 3 ชีวิตที่จะได้รับสิทธิ์บินไปเป็นเกาะติดขอบสนามที่เยอรมนีเพื่อเขียนบทความมาเล่าในฐานะคอลัมนิสต์เฉพาะกิจ

ท่ามกลางผู้คนหลักพันที่ส่งบทความเข้าร่วมคัดเลือก วิศรุตคือหนึ่งในนั้น

เขาสามารถฝ่าฟันจนเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย

“ผมยังจำได้เลยว่าตอนเขียนรอบชิงชนะเลิศผมก็เขียนแบบนี้แหละ เขียนแบบที่เขียนเพจในวันนี้” ว่าถึงตรงนี้ชายหนุ่มเว้นวรรคก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แต่เขาไม่เลือกผม”

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์ 'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

4.

ความผิดหวังในวันนั้นทำให้เขาทั้งมั่นใจในบางสิ่งและไม่มั่นใจในบางอย่าง

เขามั่นใจว่าตัวเองมีดีพอที่จะเป็นนักข่าวกีฬาได้ เพราะสุดท้ายเขาก็สามารถคว้าที่ 6 มาครองจากผู้เข้าแข่งขันหลักพัน แต่ในอีกมุมเขาก็ไม่มั่นใจว่าวิธีการเขียนแบบที่ตัวเองอยากอ่านมีคนอยากอ่านกับเขาหรือเปล่า

หลังจากความผิดหวังนั้นผ่านพ้น เขาเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางสื่อมวลชนตามที่ฝัน โดยเริ่มเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรที่หนังสือพิมพ์ คิกออฟ ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นตำแหน่งนักข่าวตามที่เขาเคยฝันไว้ในวัยเด็ก จนกระทั่งปัจจุบันเขาย้ายมาเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ที่ สยามกีฬา

“ผมรู้สึกสนุกทุกวันเลย คือการเป็นนักข่าวฟุตบอลต่างประเทศต้องอยู่ดึกเพราะฟุตบอลเตะตอนกลางคืน ตอนนั้นเราเข้างานสองสามทุ่มออกตีห้า เงินเดือนก็ไม่มาก แต่เราไม่เคยบ่นเรื่องเงินเลย เรามีความสุขที่ได้ดูบอล ได้เขียนเกี่ยวกับบอล แค่แปลข่าวก็สนุกแล้ว ตอนนั้นกว่าที่คุณจะมีคอลัมน์ของตัวเองได้คุณต้องโชว์ผลงาน ต้องแปลข่าวอย่างเดิมย้ำๆ เป็นปี กว่าจะได้เขียนคอลัมน์สักคอลัมน์ มันก็เป็นความท้าทายของวัยนั้น”

ระหว่างสนทนา วิศรุตเล่าว่า ครั้งหนึ่งสมัยทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ คิกออฟ เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้บินไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำเกาะอังกฤษอยู่ 1 ปี และเมื่อชีวิตได้คลุกคลีกับบ้านเมืองที่หายใจเข้าออกเป็นฟุตบอลยิ่งทำให้มุมมองของเขากว้างขวางขึ้น

ไม่เฉพาะมุมมองที่มีต่อฟุตบอล แต่ยังรวมถึงมุมมองที่มีต่อชีวิต

“ผมชอบอย่างหนึ่งตอนที่อยู่อังกฤษ คือตอนเด็กๆ เราซื้อหนังสือพิมพ์ก็จะมีแต่ สตาร์ซอคเก้อร์ มันเป็นทางเลือกเดียวของเรา แต่ว่าพอไปอยู่ที่นั่น สื่อของบ้านเขาที่เขียนได้ดีในระดับเดียวกันมีเยอะมาก ทั้ง Daily Mail, The Sun, Daily Mirror แทบทุกสื่อเขียนดีหมด คุณภาพสูงมาก เขาแข่งขันกันแบบไม่มีใครยอมใคร ผมเลยเข้าใจว่าทำไมคนบ้านเขาถึงมีความรู้ในเชิงฟุตบอลเยอะมาก เพราะว่าเขามีตัวเลือกในการเสพเยอะ”

“แล้วการไปอยู่ที่อังกฤษทำให้คุณมองอาชีพสื่อเปลี่ยนไปไหม” ผมชวนเขาทบทวนเหตุการณ์ในครั้งก่อน

มีเรื่องหนึ่งก็คือ สื่อที่ผมเจอที่นั่นเขาไม่มีความพยายามที่จะผลักดันตัวเองไปอยู่สื่อหัวใหญ่ๆ เลย อย่างที่ไทย ถ้าคุณจะทำข่าวกีฬาเมื่อก่อนคุณก็ต้องไปอยู่ สยามกีฬา ใช่ไหม หรือถ้าเกิดคุณเป็นนักข่าวคุณก็อยากจะไปอยู่ไทยรัฐ ช่อง 3 ช่อง 7 แต่อย่างผมมีเพื่อนที่เป็นนักข่าวที่อังกฤษ หรือตอนไปฟุตบอลโลกที่บราซิลก็มีเพื่อนเป็นนักข่าวที่อยู่บราซิล พวกเขาภูมิใจในสื่อตัวเองแม้ว่าจะเป็นสื่อเล็กๆ ก็ตาม แม้จะเป็นสื่อท้องถิ่นเขาก็อยากจะนำเสนอมุมมองของเขาผ่านสื่อให้ดีให้ได้

ในประเทศไทยผมยังนึกไม่ออก ถ้าเป็นนักข่าวคนหนึ่งก็อาจจะไม่อยากอยู่สื่อท้องถิ่นไปตลอด อาจจะอยากผลักดันตัวเองให้ไปอยู่แถวหน้าของวงการ หรืออาจจะอยากได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่เหมือนนักข่าวที่นั่นเขาดูมีความสุขดีแล้ว อย่างเพื่อนนักข่าวที่มาจากบราซิล เขาบอกว่าเคยได้รับข้อเสนอจากสื่อใหญ่แต่ว่าสุดท้ายเขาก็อยู่ประจำเมืองของเขาต่อ เขาอยากจะพัฒนาที่นั่นให้ดีที่สุด มันเลยจุดประกายเรานิดหนึ่ง

“ตอนเด็กๆ เราจะคิดว่าเราต้องผลักดันตัวเอง แต่พอเราได้เห็นแนวทางของบางคนแล้วเราเลยคิดว่า ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่จุดไหน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ทำอะไรมากกว่า”

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

5.

อาจจะเป็นอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่จุดไหน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ทำอะไรมากกว่า

แม้ด้วยงานหลัก วิศรุตจะเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ในสื่อหัวใหญ่อย่าง สยามกีฬา อยู่แล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดเพจเล็กๆ ที่ชื่อ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ เมื่อกว่า 2 ปีก่อน

“ช่วงแรกที่เริ่มต้นผมเขียนเดือนหนึ่งแค่ 3 – 4 ครั้ง เขียนตามอารมณ์เลย มีคนไลก์ไม่กี่คน ทีนี้มันมีจุดเปลี่ยนคือตอนนั้นมีนักเตะลิเวอร์พูลคนนึงชื่อ ริคกี้ แลมเบิร์ต (Rickie Lambert) เขาแขวนสตั๊ด ผมก็เลยเขียนเรื่องของเขา คือใครๆ ก็บอกว่าถ้าแลมเบิร์ตอยู่เซาแธมป์ตันทีมเดิมต่อ เขาคงจะเป็นตำนานของทีม แต่เขาก็เลือกย้ายมาอยู่ลิเวอร์พูลทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะไม่ได้ลงสนาม แต่สุดท้ายแลมเบิร์ตก็ไม่เสียใจ เพราะลิเวอร์พูลเป็นทีมในฝันของเขาตั้งแต่เด็กๆ

“ผมก็เลือกเล่าเรื่องความฝันวัยเด็กของแลมเบิร์ต แล้วก็โยงไปประเด็นเรื่องความรัก คือคนบางคนก็อยากจะลองดู ขอแค่มีความสุขแค่สั้นๆ ก็พอ คือตอนนั้นเพิ่งดู แฟนเดย์ฯ มา (หัวเราะ) ที่ตอนจบเต๋อได้คบกับมิวแค่วันเดียว ผมก็คิดว่า เฮ้ย คนแบบนี้ก็มี อยากมีความรักสักวัน แลมเบิร์ตก็คงอยากจะอยู่กับทีมที่เขารักสักครั้งหนึ่ง ต่อให้อนาคตไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร ซึ่งพอเขียนเรื่องนี้มาแล้วคนไลก์เป็นพันเลย ทีนี้ก็เลยคิดว่า คนเราชอบอะไรแบบนี้เหรอ แล้วทำไมสื่อหลักเขาไม่เขียนกัน เพราะอะไร เราก็เลยเขียนแบบนี้มาเรื่อยๆ”

หลังจากนั้นเขาจึงเขียนโดยการเชื่อมโยงฟุตบอลกับเรื่องที่ใหญ่กว่าผลการแข่งขัน อย่างเช่นเรื่องความสัมพันธ์หรือความรัก

งานเขียนหลายๆ ชิ้นของเขาทำให้เรารู้ว่าบทความกีฬาก็ทำให้คนอ่านมีน้ำตาได้

จากยอดไลก์เพจ 2,000 เมื่อกันยายนปีที่แล้ว วันนี้เพจของเขามียอดคนติดตามกว่า 90,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายเป็นการตอกย้ำความเชื่อของเขา

“คนชอบคิดว่ากีฬามีแต่ผลการแข่งขัน ทีมเอทีมบีเจอกันแล้วใครชนะ แต่จริงๆ แล้วกีฬามันลุ่มลึกกว่านั้น มันมีเรื่องราวมากกว่านั้น มันมีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวความรู้สึก มีความสัมพันธ์ของคนสองคน มีสิ่งที่ครอบมันอยู่เยอะมาก ในเมื่อมันไม่มีคนเล่าเราก็อยากเป็นคนเล่าให้ฟัง

“ผมอยากให้การเชียร์ของคนมีความหมายขึ้น” เขาเน้นที่ประโยคนี้คล้ายว่ามันมีความสำคัญ

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

6.

เขาไม่ได้แค่เอาความรักเข้ามาอยู่ในงานเขียน แต่เขายังเขียนงานด้วยความรัก

ชายหนุ่มบอกผมว่า การทำเพจคล้ายสถานที่ปลดปล่อยวิญญาณของเขา

“ในชีวิตผมเพจที่ทำมันเหมือนโอเอซิสเวลาเราเดินอยู่กลางทะเลทราย เพจเป็นที่เดียวที่ไม่มีใครแตะต้องมันได้ ไม่ว่าจะเขียนอะไรหรือไม่เขียนอะไร เราตัดสินใจได้เด็ดขาด เราสามารถตอบสนองสิ่งที่เราอยากจะทำได้ทั้งหมด ไม่ว่าใครจะคิดยังไง คนจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องของเรา หมายถึงว่าเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ชอบก็แค่นั้น เราก็ทำได้เท่านั้น

“อย่างเวลาเราเขียนเราเขียนยาวใช่ไหม ถ้าเกิดเอาเทกซ์ไปแปะใส่กระดาษ A4 ต้องมี 4 – 5 หน้า แล้วก็มีคนเขียนมาบอกเราว่า ‘ยาวไปใครจะอ่าน’ แต่ว่าผมทำให้สั้นลงไม่ได้ เพราะเรื่องที่ผมเขียนผมทำให้มันกระชับที่สุดแล้วแต่มันก็ยังยาว จนสุดท้ายคนก็อ่าน

“ผมคิดว่าที่คนบอกว่ายาวไปไม่อ่าน เป็นเพราะพอคนอ่านอ่านยาวๆ แล้วเขาผิดหวัง คือเด็กยุคนี้มีอะไรให้ทำเยอะใช่ไหม เขาอุตส่าห์เสียเวลา 10 นาทีในการอ่านบทความของเรา แล้วสมมติสุดท้ายมันเป็นบทความที่ห่วย มันน่าผิดหวังสำหรับเขา เขาก็จะคิดว่ามันไม่คุ้มค่ากับการอ่าน เพราะฉะนั้น ทุกชิ้นที่ผมเขียนผมเลยคิดว่าต่อให้ยาว เขาต้องรู้สึกคุ้มค่ากับการอ่าน เขาต้องได้อะไรสักอย่างกลับไป”

ในทุกค่ำคืน เขาจะสละช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังหลับฝันหวานไปกับการหาข้อมูลและลงมือเขียนบทความลงเพจ

“ชีวิตต้องสละอะไรไปเยอะเหมือนกันนะ” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ผมทำงานประจำเลิก 5 ทุ่ม กลับบ้านไปมีเวลาอยู่กับภรรยาสักชั่วโมงสองชั่วโมง พอตีหนึ่งก็ต้องเริ่มเขียนงาน จนถึงประมาณ 6 โมงเช้า

“ก่อนจะเริ่มเขียนทุกชิ้นผมจะหาข้อมูลก่อน สมมติว่างานชิ้นหนึ่งใช้เวลาสัก 5 ชั่วโมง ผมก็จะใช้เวลาหาข้อมูลสัก 3 ชั่วโมง แล้วเอาวัตถุดิบทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะ เหมือนเอาเนื้อหมู เอาไข่ไก่ มาวางบนโต๊ะ พอเราคิดว่าวัตถุดิบมากพอจึงจะเริ่มปรุง เริ่มหยิบจับมาทีละอย่าง ปะติดปะต่อให้มันเป็นเรื่อง ซึ่งถือเป็นส่วนที่ยาก เพราะว่าบางเรื่องเราอาจจะมีข้อมูลก็จริงแต่ไม่รู้ว่าจะร้อยเรื่องยังไง เราก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน”

แล้วทำไมต้องเขียนทุกวัน ทั้งที่วันใดหยุดไปก็คงไม่มีใครว่าเขาได้-ผมแอบสงสัย

“ผมเคยอ่านประวัตินักเขียนของอเมริกันคนหนึ่ง เขาจะตื่นเช้าทุกวัน กินกาแฟแก้วหนึ่ง แล้วพอ 6 โมงเช้าไม่ว่าเขาจะคิดอะไร เขาจะต้องเขียน ไม่ว่าวันนี้เขาจะหัวไม่ไบรท์หรือคิดว่าตัวเองเขียนไม่ได้ เขาก็จะนั่งบนโต๊ะแล้วก็จะเริ่มพิมพ์ ผมก็เป็นอย่างนั้น คือเราไม่รู้หรอกว่าเราจะเขียนอะไรได้หรือเปล่าถ้าเราไม่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ผมว่าความสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญนะในการทำเพจ ผมเลยคิดว่าจะเขียนให้ได้ทุกวัน”

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรก, ชายหนุ่มตรงหน้าบอกผมว่าในรอบปีที่ผ่านมาเขาเขียนบทความลงเพจทุกวัน

มีเพียง 1 วันที่ไม่ได้เขียน

“จนถึงวันนี้ก็เขียนได้วันละชิ้น ยกเว้นวันแต่งงานที่ไม่ได้เขียน” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังหลังบอกเล่าความจริงข้อนี้

ส่วนผมได้แต่นั่งยิ้ม เหมือนเวลาอ่านบทความของเขา

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

ขอขอบคุณ: นัทธมน แก้วแป้นผา

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ชอบตลกอยู่เรื่อย คือเพจที่เรากดไลก์ทันทีตั้งแต่เห็นโพสต์แรกบนหน้าฟีด 

แม้ไม่รู้ว่าคอนเทนต์ต่อไปจะมาไม้ไหน แต่การรวม Multiverse ของ แจ๊ส ชวนชื่น ได้มาเป็นตับใหญ่ต้องไม่ใช่คนชอบตลกธรรมดาแน่ – ใจคิดว่าอย่างนั้น

กระทั่งเห็นชื่อเพจนี้โผล่ขึ้นในฟีดอีกหลายต่อหลายครั้ง พ่วงมาด้วยยอดแชร์หลักร้อยไปถึงพันที่ถือว่าเยอะพอดูสำหรับเพจที่เพิ่งเคลื่อนไหวได้ไม่นาน – ความเนิร์ดคือหัวใจหลักไม่ผิดแน่

ไม่กี่เดือนต่อมา เราสืบเสาะจากเพื่อนใกล้ตัวว่าแอดมินเพจเป็นหนึ่งในทีมงานตลกชื่อดังรึเปล่า เพราะอยากรู้เหลือเกินว่าคนที่รวบรวมอินไซด์ตลกไทยราวกับตำรานั้นเป็นใคร 

จนมีโอกาสได้ต่อสายตรงถึงเขาในที่สุด

คุณทำงานอยู่ที่ Joker Family ใช่ไหม – เรายิงคำถามแรกทันที

“แค่เป็นคนดูเฉย ๆ ครับ” แอดมินตอบกลับอย่างสัตย์ซื่อ 

เบาะแสที่เราได้ จึงเป็นเรื่องราวการทำเพจของ ลัก ชายหนุ่มอายุ 23 ปีที่มีชีวิตอย่างทุกวันนี้ได้เพราะการดูตลกไปเรื่อย

ป.ล. ขอออกตัวว่าบทสนทนานี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปีก่อน ในตอนที่ลักยังทำได้แค่หวังว่าจะมีตลกสักคนผ่านมาเห็นเพจของเขา ปัจจุบัน ชอบตลกอยู่เรื่อย ถูกพูดถึงในรายการ ก็มาดิคร้าบ เรียบร้อย แถมกลายเป็นอีกชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ แจ๊ส ชวนชื่น ไม่ได้กลับไปเป็นตัวเองอีกเลย ฮา…

เป็นทุกอย่าง(ยกเว้นเป็นตัวเอง) – Room69 [Official MV]

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Sunday, 27 November 2022

กราบสวัสดี เขียดผู้มีแกก เฮ้ย!

เราเริ่มต้นด้วยการขอให้เขาแนะนำเพจแบบง่าย ๆ 

ลักบอกว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเพจ แต่อยากเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักตลกไทย

“เราอยากให้คนที่ชื่นชอบตลก ตลกคาเฟ่ หนังตลก อะไรต่าง ๆ ที่เป็นวัฒนธรรมเกี่ยวกับตลก มารวมตัวกัน พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ มุก หรือมุมมองต่าง ๆ ด้วยกัน เพราะมองไปในเพจที่มีอยู่ มันก็มีเพจที่พูดคุยเรื่องหนัง เพลง ซีรีส์ กีฬา แต่เพจตลกแบบที่เราชอบยังไม่มี” 

ซึ่งความจริงเพจของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2564 เพียงแต่ลักยอมรับว่าตอนนั้นเขายังจับจุดไม่ค่อยได้ เพราะก็เป็นเรื่องตลกทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีอะไรใหม่ ลงไปเพียงไม่กี่คอนเทนต์ก็ห่างหายไปทำอย่างอื่น จนค้นพบว่าสิ่งที่เขาต้องการ แท้จริงแล้วอยู่ภายใต้ความเนิร์ดของตัวเอง

“มันไม่ได้มีอินไซด์ของตลกจริงๆ เรากลับมานั่งคิด Base on ตัวเราเลยว่า สมมติมีเพจตลกเพจหนึ่งขึ้นมา แล้วเราอยากจะเห็นอะไรในเพจนั้น”

ลักกลับมาลบโพสต์เก่า ๆ จนหมดสิ้น และเริ่มใหม่ด้วยการฝันอยากทำตำราตลกไทย “จะทำเหมือนศาสตร์ตลกเลย คนที่มาดูเพจเราต้องได้วิชากลับไปด้วย” เขาเล่าต่ออย่างเมามัน

“เราตั้งต้นจากตรงนี้ จะรวมมุกตลกหรือตับอะไรต่าง ๆ ที่เราเคยเห็น เรียงลำดับให้เข้าใจง่าย แล้วก็ให้คนได้มาอ่าน ได้ยิ้ม หัวเราะ”

Multiverse คนดัง by แจ๊ส ชวนชื่น คือคอนเทนต์แรกที่ทำให้เราได้รู้จักกับชอบตลกอยู่เรื่อยเวอร์ชันใหม่ 

แน่นๆจุกๆ…ละเหมือนทุกคนด้วยนะ

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Thursday, 8 September 2022

แต่แน่นอน เพจโนเนมที่ยอดติดตามเพียง 50 คนจะมีใครสนใจ 

เคล็ดลับของลักคือการแชร์เข้ากลุ่มต่าง ๆ กว่า 20 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้น ๆ อ่านถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งแวะเล่นมุกแชร์เข้ากลุ่มงูสิงในใจก็แล้วกัน

“พอวันต่อมายอดมันก็กระโดดขึ้นมาประมาณ 40 – 50 แชร์ อีกวันต่อมามันก็กระโดดมาเป็น 800 แชร์เลย วันนั้นทั้งวันมันก็พุ่งขึ้น ๆ เป็นหมื่นแชร์ ผมก็ เฮ้ย อิทธิพลของแจ๊ส ชวนชื่นนี่มันขนาดนี้เลยหรอ กระแสตอบรับดีมากเลย เพราะคนรู้สึกแบบนี้จริง ๆ นะว่า พี่แจ๊ส เป็นได้ทุกคนยกเว้นตัวเอง งั้นเราน่าจะมาถูกทางแล้ว มีกำลังใจทำต่อ”

ถัดมา เขาก็ลองทำ Multiverse ของตลกคนอื่น ๆ ด้วย ทั้งยัด ชัยโสโร, นุ้ย เชิญยิ้ม, ป๋อมแป๋ม เป็นต้น สลับกับความตั้งใจจะเป็นศาสตร์แห่งตลก ด้วยการรวบรวมตับมุกตลกยาว ๆ ที่ทุกคนต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง ให้คนเอาไปท่องจำกัน ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ตอกย้ำว่าคอมมูนิตี้ตลกไทยที่เปิดพื้นที่ให้คนพันธุ์เดียวกันมาหัวเราะร่วมกันนั้นขาดแคลนขนาดไหน 

คนอื่นท่องศัพท์ แต่ผมท่องตับค้าบบบ

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Friday, 10 June 2022

“คอนเทนต์ที่ทำทั้งหมด พื้นฐานต้องมาจากตัวเราด้วย ถ้าไม่ได้ดูพี่แจ๊สมาก่อน มันก็จะเหนื่อยมากในการไล่ดู หลังจากที่เราลงไปแล้ว ลูกเพจก็จะมาโพสต์รูปว่ามีคนนี้อีก มีคนนั้นอีก เยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่สามารถเก็บหมดทุกรายละเอียดหรอก แต่เราเป็นพื้นที่ที่ให้คนมาแชร์ว่าเขาเห็นใครอีก เขาดูใครมา 

“ในเพจนี้ถ้ามีลักอยู่คนเดียวมันก็จะไม่สมบูรณ์ ต้องมีคนแบบเรามาแชร์ด้วยกันถึงจะสนุก” แอดมินว่า

ฮาศาสตร์

เราถามเขาอย่างคาดหวังในคำตอบว่ากว่าจะคลอดออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ดูเนิร์ดมาก ๆ เขาต้องทำอะไรบ้าง

สำหรับคนที่ดูตลกเป็นชีวิตจิตใจอย่างลัก ปัญหาไม่ใช่การนั่งนึกหรือไล่ดูมุกตลก แต่เป็นการรวบรวมต่างหาก 

“เราใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงในการไล่เก็บฟุตเทจ Multiverse แต่กว่าเราจะหาองศาที่หน้ามันเป๊ะได้นี่ยากมาก พวกคอนเทนต์ท่องมุกยาว ๆ ตับยาว ๆ ก็เหนื่อยตรงเราไม่สามารถหาแหล่งที่มีอย่างนี้ได้หมด ต้องไปไล่เสิร์ช แล้วมันมีเวอร์ชันเต็มที่บางทีตลกเขาเล่นครึ่งเดียวหรือว่าไม่ครบ ผลสุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้มั่นใจนะว่ามันจะถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์”

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ชิ้นที่ทำยากที่สุด

55 เรื่อง หนังตลกไทย ที่ไม่ควรพลาด

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Saturday, 24 September 2022

คอนเทนต์แนะนำหนังตลกไทยคือชิ้นนั้น อาจเป็นเพราะเขาดันไปเชื่อมั่นว่าเพจตลก ก็ต้องมีทั้งหมด 55 เรื่อง

“เราใช้เวลาหานาน คัดนาน ว่าหนังตลกไทยมีเรื่องอะไรบ้าง ถ้าเป็นหนังแอคชั่นที่มันตลกเราก็ไม่เอามา อยากได้ที่เขาตั้งมาว่าเป็นหนังตลกจริง ๆ แล้วต้องมาไล่ดูทีละเรื่องว่าเราจะให้คะแนนเท่าไหร่ ดูว่าคนส่วนมากพอใจกับหนังเรื่องนี้แค่ไหน แล้วก็ให้คะแนนตามฟีดแบ็กคนดูด้วย”

ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้คุณทำทุกอย่างคนเดียวเหรอ – เราถาม

“คนเดียวครับ”

ตัดต่อรูป ทำกราฟิกก็ด้วยเหรอ

“ใช่ สังเกตว่าแรก ๆ เราทำง่ายเลย ฟอนต์ตัวหนังสือ แบกกราวนด์สีธรรมดา เราเน้นเนื้อหาข้างในมากกว่า ส่วนกราฟิกก็เอาให้ดูง่าย ดูออก เน้นฟังก์ชัน ไม่ใช่ความสวยงาม” 

คำถามต่อมาที่ไม่ถามไม่ได้ คือเขารู้สึกกดดันบ้างไหม หากคนจะคาดหวังให้เขาทำคอนเทนต์สไตล์เด็กเนิร์ดไปตลอด 

“ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องทำคอนเทนต์ลึก ๆ ไปตลอด บางทีลึกเกินไป คนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยซ้ำ อย่างตับ ท ทหาร ก ไก่ ตอนที่เราดูเราชอบ แต่พอทำจริง ๆ มันไม่ได้เอาไปใช้ง่ายขนาดนั้น ไม่ได้เหมือนกับสีเหลือง Yellow มะม่วง Mango ก็เลยต้องบาลานซ์ระหว่างความลึกกับความใกล้ตัวของคน

“เราไม่รู้ว่าลูกเพจมองยังไงนะ เขาอาจจะคิดว่าเราต้อง Expert มาก ๆ แน่เลย แต่เรารู้ตัวเองว่าเราไม่ได้เชี่ยวชาญขนาดเป๊ะทุกศาสตร์ ทุกมุก ช่ำชอง เราเป็นแค่คนหนึ่งที่ชอบดูตลก เป็นแค่คนอายุ 23 มีช่วงที่เราไม่ทันไปตั้งเยอะ เช่น ช่วงตลกคาเฟ่ เพราะฉะนั้น เพจของเราเหมือนแค่จั่วหัวมาดีกว่า ใครที่มีความรู้เยอะก็มาอธิบายมาใส่ในคอมเมนต์เราได้เลยครับ”

ต้นฉบับร้องไง จำไม่ได้ละนะ

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Saturday, 13 August 2022

หัวหมอสุด ๆ

ตลอดการพูดคุย รองจากคำว่าตลกที่ได้ยินบ่อยก็คงเป็นคำว่า คอมมูนิตี้ เราถือโอกาสนี้ให้เขาได้พูดถึงชุมชนเล็ก ๆ ที่กำลังขยับขยายใหญ่ของเขาเสียหน่อย

“พวกเขาก็เป็นคนเหมือนผมนี่แหละ อยากคุยเรื่องตลก อยากแชร์เรื่องตลก อยากเห็นคอนเทนต์ตลก แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในการดูตลกมาต่างกัน บางรายการบางคนดู แต่ผมไม่ได้ดู ในเนื้อหาที่เราขาด เขาก็จะเป็นคนเติมเต็มให้ มันจะได้หลากหลายมุมมอง แล้วจะกลายเป็นอะไรที่ครบขึ้น 

“ตอนนี้แค่เริ่มต้น ยังไม่ได้กว้างครอบคลุมนะ เราว่าในแวดวงตลกมีอะไรหลายอย่างที่ไปได้มากกว่านี้”

แต่เราไม่ค่อยเห็นคุณทำคอนเทนต์เกี่ยวกับยุคคาเฟ่เลยนะ – เราลองเสนอในฐานะลูกเพจอีกคน

“หนึ่ง มันไม่ใช่ตัวเราด้วย สอง เราคิดว่าไม่น่าจะใช่ของคนอื่นด้วยเช่นกัน” เขาแสดงความเห็น

“มันเลยช่วงเวลานั้นมาแล้ว เราโตมากับ ชิงร้อยชิงล้าน ตอนนี้ก็เป็น ฮาไม่จำกัดทั่วไทย ก็มาดิคร้าบ มันคือการเอาคาเฟ่มาปรับให้ทันสมัยขึ้น 

“นิยามจริง ๆ ของชอบตลกอยู่เรื่อยไม่ได้หยุดแค่นั้น ตลกไม่ได้มีเฉพาะในคาเฟ่อย่างเดียว สมัยนี้คำว่าตลกหลากหลายมากเลย หนังตลก รายการตลก ยูทูบเบอร์หลาย ๆ คนก็มีความตลกธรรมชาติของเขา เนื้อหาของเพจเราไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นไทป์คาเฟ่เท่านั้น เราไม่ได้ทำเนื้อหาที่ตลก แต่เราทำเนื้อหาที่คนชอบดูตลกเขาชอบ” ลักสรุปใจความให้เสร็จสรรพ พร้อมยกตัวอย่างคอนเทนต์ตารางซิตคอมในวันหยุดให้เห็นภาพ

วันหยุดนั่งดูทีวีมันทั้งวันอ่ะ โครตมีความสุข55555

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Sunday, 18 September 2022

น่าสนใจว่าคนที่เคยดูตลกเพื่อความผ่อนคลาย ฆ่าเวลา หรืออาจเป็นเพื่อนกินข้าว ทุกวันนี้เขาดูไปคิดถึงเพจไปด้วยรึเปล่า

“เราดูปกติเลย แค่เปลี่ยนมุมมองนิดหน่อย พอดูไปฉากนี้เราชอบ พีกมาก เราก็จะคิดว่าคนอื่นจะชอบไหม มันน่าจะเอามาทำอะไรได้บ้าง อย่างตอนเห็นฉากที่แจ๊สแต่งตัวเป็นนักกล้ามออกมา เราก็ โห คนน่าจะคิดเหมือนเราว่ามันคืออกอูฐฟิตเนสดี ๆ นี่เอง แล้วก็ทำ”

ส่วนใครที่ยังคิดว่าลักต้องเป็น Expert ด้านตลก เขาขอแก้ต่างและย้ำอีกครั้งว่า ลักก็เป็นแค่คนอายุ 23 ที่ดู บริษัทฮาไม่จำกัด และ ก็มาดิคร้าบ ครบทุกตอนเท่านั้น

“เราไม่ได้ทุ่มเวลาทั้งวันเพื่อดูตลกอย่างเดียว คอนเทนต์เราก็เลยวนอยู่กับ Joker Family จนคนคิดว่าเป็นทีมงาน” เขาหัวเราะ เพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เชื่ออย่างจริงจังเสียด้วย

ทอปฟอร์มทุกปี บอกเลย5555

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Monday, 5 September 2022

ชอบตลกอยู่เรื่อย 

“อะไรที่ดูแล้วตลก ได้เสียงหัวเราะ ทุกคนก็ชอบหมดแหละ แต่เราหันมาสนใจสิ่งที่เรียกว่าตับตลก มุกตลก คิดว่าน่าจะ ม.3 – 4” 

ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นยุคไหน ก็เป็นสมัย วันก่อนครับ… ไปเจอหมูมาล้มเลยครับ อะไรอะ หมูสไลด์ ผ่าม!

ประมาณนั้นแหละ

เด็กที่เติบโตมาในวัยใกล้เคียงกัน คงมีวันธรรมดาที่มีความสุขสุด ๆ เพราะรู้ว่าจะมีซิตคอมและรายการตลกให้ดูทุกวันไม่ซ้ำเรื่องเหมือนเป็นกิจวัตร ตื่นเช้า 6 โมงดูการ์ตูน 10 โมง เปลี่ยนช่องมาดู เฮงเฮงเฮง บ้าง ผู้กองเจ้าเสน่ห์ บ้าง ตอนเย็นก็กลับมาดูซิตคอมเรื่องอื่น ลักจึงกลายเป็นเด็กมัธยมที่คอยสร้างเสียงหัวเราะในหมู่เพื่อน แบบที่เขาชอบพูดกันว่า ดูแล้วจำ จำแล้วนำไปใช้

ส่วนตลกในดวงใจ ใคร ๆ ก็คงรู้ เพราะในเพจแทบจะมีแต่หน้าของผู้ชายคนนี้ – แจ๊ส ชวนชื่น

“เขาเดาไม่ออกอะ” นี่คือเหตุผลแรกที่ลักมอบให้

“เราไม่รู้เขาจะเล่นอะไร เขาไม่ได้เป็นตัวที่เห็นชัดเลยว่าเป็นตลกตัวปู ตัวชง เรามองพี่แจ๊สแล้วรู้สึกว่า ทุกอย่างในศาสตร์ตลกมีอยู่ในตัวเขาหมดเลย ดูพี่แจ๊สก็เหมือนได้ดูอะไรหลาย ๆ อย่าง คาแรกเตอร์เขาจะโดดเด่นเป็นพิเศษ ทุกคนชงให้เขาได้ฉายแสง เราก็เลยได้เห็นความตลกของเขาเต็มที่

“ช่วงแรก ๆ อาจจะยากหน่อยที่จะมองว่าใครตลก แต่ถ้าเกิดมองว่าเขาตลกแล้วนะ โห หลังจากนั้นเล่นอะไรก็ตลก ยิ้มก็ตลก ยืนเฉย ๆ หน้านิ่ง ๆ ก็ตลก มันจะโดนเส้นเรามากขึ้น”

ฉากในความทรงจำ ดูกี่รอบก็ฮา . ใครมีฉากไหนที่ชอบ มาแชร์กันได้นะ

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Friday, 17 June 2022

เราแลกเปลี่ยนกลับไปว่าคนนั้นของเราคือ หม่ำ จ๊กมก

“น้าหม่ำสำหรับเรา นอกจากเขาจะตลกแล้ว หัวเขายังโคตรไวอีกต่างหาก เหมือนเขาไม่มีโมเมนต์ตันเลย ถึงจะมีตันนะ แต่เราก็ไม่รู้ เพราะด้วยความสามารถเขา เป็นคนที่ไหวพริบดี ต่อได้หมดเลย แล้วก็ไม่มีใครเลียนแบบได้ด้วย เพราะมันไม่ใช่ศาสตร์ที่เรียนรู้กัน มันคือเขา คือธรรมชาติของเขา”

งั้นถ้าชอบตลกขนาดนี้ คุณเคยฝันอยากเป็นตลกบ้างรึเปล่า

“เคยคิด อยากเอาความตลกของตัวเองให้คนอื่นได้หัวเราะ หรือไม่ก็สักครั้งหนึ่งได้เล่นตลกกับพี่ ๆ หรือว่าได้ยืนดูก็ได้ ยืนดูเงียบ ๆ ในฉาก เป็นทีมงานก็ได้ เป็นความใฝ่ฝันที่เราจะได้สัมผัสพวกเขาตัวเป็น ๆ น่าจะเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลย

“ถ้าเขารู้จักเราก็จะยินดีมาก แต่ถ้าไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร แค่ในอนาคตก็มีคิด ๆ ว่าถ้ามันโตถึงขนาดหนึ่ง เราก็อยากติดต่อพี่ ๆ ให้เนื้อหาเราสมบูรณ์ขึ้น ถูกต้องมากขึ้น ลึกมากขึ้น ไม่ได้ไปดูไปจำเอาเอง”

แม้เด็กคนนั้นจะไม่ได้โตมาเป็นตลก แต่เขาก็ได้สร้างคอมมูนิตี้ที่รวบรวมคนรักตลกไว้มากถึง 80,000 คน 

“เราดีใจมากที่ทำให้คนได้ดูตลกมากขึ้น ถ้าพื้นที่ตรงนี้เป็นศาสตร์วิชาที่คนได้เอาไปใช้จริง ๆ คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ดูตลก เขาอยากเอามุกไปเล่นให้มันเกิดมวลความสนุกในชีวิต อย่างคอนเทนต์รวมตอนสนุก ๆ ของบริษัทฮาไม่จำกัด คนก็มาคอมเมนต์ว่าขอบคุณเยอะมากเลย”

คัดมาด้วยความชอบส่วนตัวล้วนๆ (ไม่ถูกใจขออภัย) . จริงๆมีตอนที่ฮาอีกเยอะ แต่เอาไป 20 ตอนก่อน เดี๋ยวกรามค้างกันพอดี

Posted by ชอบตลกอยู่เรื่อย on Friday, 3 June 2022

ช่วงเวลานั้นที่เราคุยกัน เพจของเขากำลังไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่นั่นก็ยังไม่ไกลพอที่คนในแวดวงตลกจะมองเห็นเขา 

ไม่รู้หรอกว่าลักในตอนนี้จะรู้สึกเช่นไรที่ชอบตลกอยู่เรื่อยได้ปรากฏอยู่ในรายการที่เขาชื่นชอบ และอาจอยู่ในวงสนทนาของคนที่เขารักในเวลาไม่กี่เดือน 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนรับรู้ และพี่ ๆ ตลกเองก็คงรู้ คือเด็กคนนี้คงชอบดูตลกมากจริง ๆ 

หากบทความนี้ส่งลักไปได้ไกลขึ้นอีกสักหน่อย นี่เป็นจดหมายรักถึงตลกไทยทุกคน จากคนที่ไม่ได้แค่ชอบตลกไปเรื่อย

“พูดได้คำเดียวว่า ขอบคุณ เรารู้สึกว่า อาชีพตลกต้องได้บุญเยอะแน่เลย ที่เขาทำให้เรามีความสุข ตลกได้ แม้เพียงชั่วคราวนะ บางคนอาจจะสุขจากการดูหนังสนุก รู้สึกดี แต่การหัวเราะออกมามันชัดเจนเป็นรูปธรรม เรามีความสุขมาก ก็อยากขอบคุณจริง ๆ 

“ที่เราเป็นได้อย่างทุกวันนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เราถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนนั้นเราดูอะไรมา เราก็เป็นคนตลก อารมณ์ดี ถ้าเกิดเราไม่มีพวกเขา ไม่รู้เราจะเป็นยังไง แต่ไม่ใช่ตัวเราในวันนี้แน่นอน” ลักปิดท้าย

Facebook : ชอบตลกอยู่เรื่อย

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load