20 มิถุนายน 2561
11 K

1.

ชายหนุ่มตรงหน้าบอกผมว่าในรอบปีที่ผ่านมาเขาเขียนบทความลงเพจทุกวัน

มีเพียง 1 วันที่ไม่ได้เขียน

หากมองที่ความถี่นี่นับว่าเป็นวินัยที่น่าทึ่งของคนทำเพจ โดยเฉพาะกับคนที่งานประจำแทบจะกินเวลาไปเกินครึ่งชีวิตอยู่แล้ว

“เป็นวิธีปลดปล่อยวิญญาณ”

วิศรุต สินพงศพร พิมพ์ประโยคนี้มาในกล่องแชทเฟซบุ๊กตอนที่เรานัดหมายกันเพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำเพจของเขา-เพจที่ชื่อ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’

แม้เขาไม่ได้ส่งอีโมติคอนตามมา แต่ผมเดาว่าเบื้องหลังประโยคนั้น เขาคงพิมพ์มันด้วยรอยยิ้ม

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

2.

ย้อนหลังกลับไปช่วงเดือนเมษายน

ผมเห็นบทความหนึ่งจากเพจ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ บนไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ผ่านการแชร์ของหญิงสาวที่ปกติเธอไม่ได้สนใจกีฬาฟุตบอลแต่อย่างใด บทความนั้นชื่อ ‘ทำไมเวนเกอร์ไม่มีวันโดนไล่ออก’ ซึ่งผู้เขียนเขียนตอนที่ยอดกุนซืออย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซนอลหลังจากคุมทีมมาอย่างยาวนาน

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

นาทีนั้นผมรู้สึกประหลาดใจปนทึ่งที่เพจเพจหนึ่งสามารถเขียนเรื่องฟุตบอลให้คนที่โดยเนื้อแท้ไม่ได้สนใจฟุตบอลกดแชร์ กดไลก์ และบางคนถึงขั้นกดรัก

ย้ำตรงนี้ว่าบทความในเพจมีความยาวเฉลี่ย 4 – 5 หน้า A4 ไม่ใช่บทความสั้นๆ ไม่กี่บรรทัดจบแบบที่ผู้คนนิยมกัน เพจของเขาล้มล้างความเชื่อที่ว่า ‘ยาวไปคนไม่อ่าน’ ด้วยยอดไลก์หลักพันเป็นเรื่องปกติ ยอดไลก์หลักหมื่นเป็นเรื่องชินตา และในช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยคำชื่นชมและขอบคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดพบเจอเขาในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศของเขาย่านรามอินทรา

เมื่อได้นั่งพูดคุยกันจึงรู้ว่าเพจนี้เขาทำเพียงลำพัง เป็นงานอดิเรกที่จริงจังไม่แพ้งานประจำที่ทำอยู่

เขาหาข้อมูลเอง เขียนเอง ทำกราฟิกเองเท่าที่ฝีมืออันจำกัดจะอำนวย แต่ความสวยงามของรูปประกอบไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว บทความของเขาเอาคนอ่านอยู่หมัดด้วยตัวอักษร

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่งานเขียนเขาจะได้รับการยอมรับอย่างวันนี้ เขาต้องเฝ้ารอมานานกว่า 12 ปี

3.

หลักไมล์ในชีวิตของวิศรุตคล้ายถูกปักหมุดไว้ที่ฟุตบอลโลกแต่ละหน

ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เขาเริ่มดูฟุตบอลครั้งแรกตามผู้เป็นพ่อ

ฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส เขาเริ่มมีความฝันอยากเป็นนักข่าวกีฬา

“ตอนฟุตบอลโลกปี 1998 ตอนนั้นเราอยู่ ม.3 เราอ่านหนังสือพิมพ์ สตาร์ซอคเก้อร์ แล้วเห็นคนที่เขาไปทำข่าวที่ฝรั่งเศสและเขียนคอลัมน์กลับมาให้คนไทยอ่าน เราคิดว่ามันมีพลังมาก แล้วอีกเหตุการณ์ที่สำคัญคือตอนเอเชียนเกมส์ปีเดียวกันที่จัดที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้นทีมชาติไทยเข้ารอบรองชนะเลิศ

“นัดที่ชนะเกาหลีใต้ผมก็ไปรอซื้อตั๋วด้วย แล้วตอนนั้นเราต้องต่อแถวยาวมาก แต่มันมีช่อง Press ที่เขาไม่ต้องรอซื้อตั๋วเหมือนเรา เขาเข้าได้เลย เราก็เลยคิดว่าทำไมนักข่าวพวกนี้มีอภิสิทธิ์จัง ทำไมเขาได้รับการปฏิบัติดีกว่าแฟนบอลทั่วไป เราก็เลยคิดว่าถ้าเกิดเราไปอยู่จุดนั้นได้ทางใดทางหนึ่งคงดี ก็เลยเป็นแรงกระตุ้น”

นับตั้งแต่นั้น ความฝันที่เขามีเพียงอย่างเดียวคือการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬา

และขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นปี 4 ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีก็เวียนมาบรรจบ ช่วงนั้นมีการจัดประกวดเขียนบทความจากทั่วประเทศโดยสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง สยามกีฬา และ TOT เพื่อคัดเลือกเพียง 3 ชีวิตที่จะได้รับสิทธิ์บินไปเป็นเกาะติดขอบสนามที่เยอรมนีเพื่อเขียนบทความมาเล่าในฐานะคอลัมนิสต์เฉพาะกิจ

ท่ามกลางผู้คนหลักพันที่ส่งบทความเข้าร่วมคัดเลือก วิศรุตคือหนึ่งในนั้น

เขาสามารถฝ่าฟันจนเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย

“ผมยังจำได้เลยว่าตอนเขียนรอบชิงชนะเลิศผมก็เขียนแบบนี้แหละ เขียนแบบที่เขียนเพจในวันนี้” ว่าถึงตรงนี้ชายหนุ่มเว้นวรรคก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แต่เขาไม่เลือกผม”

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์ 'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

4.

ความผิดหวังในวันนั้นทำให้เขาทั้งมั่นใจในบางสิ่งและไม่มั่นใจในบางอย่าง

เขามั่นใจว่าตัวเองมีดีพอที่จะเป็นนักข่าวกีฬาได้ เพราะสุดท้ายเขาก็สามารถคว้าที่ 6 มาครองจากผู้เข้าแข่งขันหลักพัน แต่ในอีกมุมเขาก็ไม่มั่นใจว่าวิธีการเขียนแบบที่ตัวเองอยากอ่านมีคนอยากอ่านกับเขาหรือเปล่า

หลังจากความผิดหวังนั้นผ่านพ้น เขาเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางสื่อมวลชนตามที่ฝัน โดยเริ่มเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรที่หนังสือพิมพ์ คิกออฟ ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นตำแหน่งนักข่าวตามที่เขาเคยฝันไว้ในวัยเด็ก จนกระทั่งปัจจุบันเขาย้ายมาเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ที่ สยามกีฬา

“ผมรู้สึกสนุกทุกวันเลย คือการเป็นนักข่าวฟุตบอลต่างประเทศต้องอยู่ดึกเพราะฟุตบอลเตะตอนกลางคืน ตอนนั้นเราเข้างานสองสามทุ่มออกตีห้า เงินเดือนก็ไม่มาก แต่เราไม่เคยบ่นเรื่องเงินเลย เรามีความสุขที่ได้ดูบอล ได้เขียนเกี่ยวกับบอล แค่แปลข่าวก็สนุกแล้ว ตอนนั้นกว่าที่คุณจะมีคอลัมน์ของตัวเองได้คุณต้องโชว์ผลงาน ต้องแปลข่าวอย่างเดิมย้ำๆ เป็นปี กว่าจะได้เขียนคอลัมน์สักคอลัมน์ มันก็เป็นความท้าทายของวัยนั้น”

ระหว่างสนทนา วิศรุตเล่าว่า ครั้งหนึ่งสมัยทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ คิกออฟ เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้บินไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำเกาะอังกฤษอยู่ 1 ปี และเมื่อชีวิตได้คลุกคลีกับบ้านเมืองที่หายใจเข้าออกเป็นฟุตบอลยิ่งทำให้มุมมองของเขากว้างขวางขึ้น

ไม่เฉพาะมุมมองที่มีต่อฟุตบอล แต่ยังรวมถึงมุมมองที่มีต่อชีวิต

“ผมชอบอย่างหนึ่งตอนที่อยู่อังกฤษ คือตอนเด็กๆ เราซื้อหนังสือพิมพ์ก็จะมีแต่ สตาร์ซอคเก้อร์ มันเป็นทางเลือกเดียวของเรา แต่ว่าพอไปอยู่ที่นั่น สื่อของบ้านเขาที่เขียนได้ดีในระดับเดียวกันมีเยอะมาก ทั้ง Daily Mail, The Sun, Daily Mirror แทบทุกสื่อเขียนดีหมด คุณภาพสูงมาก เขาแข่งขันกันแบบไม่มีใครยอมใคร ผมเลยเข้าใจว่าทำไมคนบ้านเขาถึงมีความรู้ในเชิงฟุตบอลเยอะมาก เพราะว่าเขามีตัวเลือกในการเสพเยอะ”

“แล้วการไปอยู่ที่อังกฤษทำให้คุณมองอาชีพสื่อเปลี่ยนไปไหม” ผมชวนเขาทบทวนเหตุการณ์ในครั้งก่อน

มีเรื่องหนึ่งก็คือ สื่อที่ผมเจอที่นั่นเขาไม่มีความพยายามที่จะผลักดันตัวเองไปอยู่สื่อหัวใหญ่ๆ เลย อย่างที่ไทย ถ้าคุณจะทำข่าวกีฬาเมื่อก่อนคุณก็ต้องไปอยู่ สยามกีฬา ใช่ไหม หรือถ้าเกิดคุณเป็นนักข่าวคุณก็อยากจะไปอยู่ไทยรัฐ ช่อง 3 ช่อง 7 แต่อย่างผมมีเพื่อนที่เป็นนักข่าวที่อังกฤษ หรือตอนไปฟุตบอลโลกที่บราซิลก็มีเพื่อนเป็นนักข่าวที่อยู่บราซิล พวกเขาภูมิใจในสื่อตัวเองแม้ว่าจะเป็นสื่อเล็กๆ ก็ตาม แม้จะเป็นสื่อท้องถิ่นเขาก็อยากจะนำเสนอมุมมองของเขาผ่านสื่อให้ดีให้ได้

ในประเทศไทยผมยังนึกไม่ออก ถ้าเป็นนักข่าวคนหนึ่งก็อาจจะไม่อยากอยู่สื่อท้องถิ่นไปตลอด อาจจะอยากผลักดันตัวเองให้ไปอยู่แถวหน้าของวงการ หรืออาจจะอยากได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่เหมือนนักข่าวที่นั่นเขาดูมีความสุขดีแล้ว อย่างเพื่อนนักข่าวที่มาจากบราซิล เขาบอกว่าเคยได้รับข้อเสนอจากสื่อใหญ่แต่ว่าสุดท้ายเขาก็อยู่ประจำเมืองของเขาต่อ เขาอยากจะพัฒนาที่นั่นให้ดีที่สุด มันเลยจุดประกายเรานิดหนึ่ง

“ตอนเด็กๆ เราจะคิดว่าเราต้องผลักดันตัวเอง แต่พอเราได้เห็นแนวทางของบางคนแล้วเราเลยคิดว่า ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่จุดไหน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ทำอะไรมากกว่า”

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

5.

อาจจะเป็นอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่จุดไหน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ทำอะไรมากกว่า

แม้ด้วยงานหลัก วิศรุตจะเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ในสื่อหัวใหญ่อย่าง สยามกีฬา อยู่แล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดเพจเล็กๆ ที่ชื่อ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ เมื่อกว่า 2 ปีก่อน

“ช่วงแรกที่เริ่มต้นผมเขียนเดือนหนึ่งแค่ 3 – 4 ครั้ง เขียนตามอารมณ์เลย มีคนไลก์ไม่กี่คน ทีนี้มันมีจุดเปลี่ยนคือตอนนั้นมีนักเตะลิเวอร์พูลคนนึงชื่อ ริคกี้ แลมเบิร์ต (Rickie Lambert) เขาแขวนสตั๊ด ผมก็เลยเขียนเรื่องของเขา คือใครๆ ก็บอกว่าถ้าแลมเบิร์ตอยู่เซาแธมป์ตันทีมเดิมต่อ เขาคงจะเป็นตำนานของทีม แต่เขาก็เลือกย้ายมาอยู่ลิเวอร์พูลทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะไม่ได้ลงสนาม แต่สุดท้ายแลมเบิร์ตก็ไม่เสียใจ เพราะลิเวอร์พูลเป็นทีมในฝันของเขาตั้งแต่เด็กๆ

“ผมก็เลือกเล่าเรื่องความฝันวัยเด็กของแลมเบิร์ต แล้วก็โยงไปประเด็นเรื่องความรัก คือคนบางคนก็อยากจะลองดู ขอแค่มีความสุขแค่สั้นๆ ก็พอ คือตอนนั้นเพิ่งดู แฟนเดย์ฯ มา (หัวเราะ) ที่ตอนจบเต๋อได้คบกับมิวแค่วันเดียว ผมก็คิดว่า เฮ้ย คนแบบนี้ก็มี อยากมีความรักสักวัน แลมเบิร์ตก็คงอยากจะอยู่กับทีมที่เขารักสักครั้งหนึ่ง ต่อให้อนาคตไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร ซึ่งพอเขียนเรื่องนี้มาแล้วคนไลก์เป็นพันเลย ทีนี้ก็เลยคิดว่า คนเราชอบอะไรแบบนี้เหรอ แล้วทำไมสื่อหลักเขาไม่เขียนกัน เพราะอะไร เราก็เลยเขียนแบบนี้มาเรื่อยๆ”

หลังจากนั้นเขาจึงเขียนโดยการเชื่อมโยงฟุตบอลกับเรื่องที่ใหญ่กว่าผลการแข่งขัน อย่างเช่นเรื่องความสัมพันธ์หรือความรัก

งานเขียนหลายๆ ชิ้นของเขาทำให้เรารู้ว่าบทความกีฬาก็ทำให้คนอ่านมีน้ำตาได้

จากยอดไลก์เพจ 2,000 เมื่อกันยายนปีที่แล้ว วันนี้เพจของเขามียอดคนติดตามกว่า 90,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายเป็นการตอกย้ำความเชื่อของเขา

“คนชอบคิดว่ากีฬามีแต่ผลการแข่งขัน ทีมเอทีมบีเจอกันแล้วใครชนะ แต่จริงๆ แล้วกีฬามันลุ่มลึกกว่านั้น มันมีเรื่องราวมากกว่านั้น มันมีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวความรู้สึก มีความสัมพันธ์ของคนสองคน มีสิ่งที่ครอบมันอยู่เยอะมาก ในเมื่อมันไม่มีคนเล่าเราก็อยากเป็นคนเล่าให้ฟัง

“ผมอยากให้การเชียร์ของคนมีความหมายขึ้น” เขาเน้นที่ประโยคนี้คล้ายว่ามันมีความสำคัญ

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

6.

เขาไม่ได้แค่เอาความรักเข้ามาอยู่ในงานเขียน แต่เขายังเขียนงานด้วยความรัก

ชายหนุ่มบอกผมว่า การทำเพจคล้ายสถานที่ปลดปล่อยวิญญาณของเขา

“ในชีวิตผมเพจที่ทำมันเหมือนโอเอซิสเวลาเราเดินอยู่กลางทะเลทราย เพจเป็นที่เดียวที่ไม่มีใครแตะต้องมันได้ ไม่ว่าจะเขียนอะไรหรือไม่เขียนอะไร เราตัดสินใจได้เด็ดขาด เราสามารถตอบสนองสิ่งที่เราอยากจะทำได้ทั้งหมด ไม่ว่าใครจะคิดยังไง คนจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องของเรา หมายถึงว่าเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ชอบก็แค่นั้น เราก็ทำได้เท่านั้น

“อย่างเวลาเราเขียนเราเขียนยาวใช่ไหม ถ้าเกิดเอาเทกซ์ไปแปะใส่กระดาษ A4 ต้องมี 4 – 5 หน้า แล้วก็มีคนเขียนมาบอกเราว่า ‘ยาวไปใครจะอ่าน’ แต่ว่าผมทำให้สั้นลงไม่ได้ เพราะเรื่องที่ผมเขียนผมทำให้มันกระชับที่สุดแล้วแต่มันก็ยังยาว จนสุดท้ายคนก็อ่าน

“ผมคิดว่าที่คนบอกว่ายาวไปไม่อ่าน เป็นเพราะพอคนอ่านอ่านยาวๆ แล้วเขาผิดหวัง คือเด็กยุคนี้มีอะไรให้ทำเยอะใช่ไหม เขาอุตส่าห์เสียเวลา 10 นาทีในการอ่านบทความของเรา แล้วสมมติสุดท้ายมันเป็นบทความที่ห่วย มันน่าผิดหวังสำหรับเขา เขาก็จะคิดว่ามันไม่คุ้มค่ากับการอ่าน เพราะฉะนั้น ทุกชิ้นที่ผมเขียนผมเลยคิดว่าต่อให้ยาว เขาต้องรู้สึกคุ้มค่ากับการอ่าน เขาต้องได้อะไรสักอย่างกลับไป”

ในทุกค่ำคืน เขาจะสละช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังหลับฝันหวานไปกับการหาข้อมูลและลงมือเขียนบทความลงเพจ

“ชีวิตต้องสละอะไรไปเยอะเหมือนกันนะ” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ผมทำงานประจำเลิก 5 ทุ่ม กลับบ้านไปมีเวลาอยู่กับภรรยาสักชั่วโมงสองชั่วโมง พอตีหนึ่งก็ต้องเริ่มเขียนงาน จนถึงประมาณ 6 โมงเช้า

“ก่อนจะเริ่มเขียนทุกชิ้นผมจะหาข้อมูลก่อน สมมติว่างานชิ้นหนึ่งใช้เวลาสัก 5 ชั่วโมง ผมก็จะใช้เวลาหาข้อมูลสัก 3 ชั่วโมง แล้วเอาวัตถุดิบทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะ เหมือนเอาเนื้อหมู เอาไข่ไก่ มาวางบนโต๊ะ พอเราคิดว่าวัตถุดิบมากพอจึงจะเริ่มปรุง เริ่มหยิบจับมาทีละอย่าง ปะติดปะต่อให้มันเป็นเรื่อง ซึ่งถือเป็นส่วนที่ยาก เพราะว่าบางเรื่องเราอาจจะมีข้อมูลก็จริงแต่ไม่รู้ว่าจะร้อยเรื่องยังไง เราก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน”

แล้วทำไมต้องเขียนทุกวัน ทั้งที่วันใดหยุดไปก็คงไม่มีใครว่าเขาได้-ผมแอบสงสัย

“ผมเคยอ่านประวัตินักเขียนของอเมริกันคนหนึ่ง เขาจะตื่นเช้าทุกวัน กินกาแฟแก้วหนึ่ง แล้วพอ 6 โมงเช้าไม่ว่าเขาจะคิดอะไร เขาจะต้องเขียน ไม่ว่าวันนี้เขาจะหัวไม่ไบรท์หรือคิดว่าตัวเองเขียนไม่ได้ เขาก็จะนั่งบนโต๊ะแล้วก็จะเริ่มพิมพ์ ผมก็เป็นอย่างนั้น คือเราไม่รู้หรอกว่าเราจะเขียนอะไรได้หรือเปล่าถ้าเราไม่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ผมว่าความสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญนะในการทำเพจ ผมเลยคิดว่าจะเขียนให้ได้ทุกวัน”

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรก, ชายหนุ่มตรงหน้าบอกผมว่าในรอบปีที่ผ่านมาเขาเขียนบทความลงเพจทุกวัน

มีเพียง 1 วันที่ไม่ได้เขียน

“จนถึงวันนี้ก็เขียนได้วันละชิ้น ยกเว้นวันแต่งงานที่ไม่ได้เขียน” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังหลังบอกเล่าความจริงข้อนี้

ส่วนผมได้แต่นั่งยิ้ม เหมือนเวลาอ่านบทความของเขา

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

ขอขอบคุณ: นัทธมน แก้วแป้นผา

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

อับดุลเอ้ย – เอ้ย!

ถามอะไรตอบได้ – ได้!

รู้จัก The Cloud ไหม – รู้จัก!

รู้จัก รถเมล์ไทยแฟนคลับ ไหม – รู้จัก!

ปกติกลับบ้านยังไง – รถเมล์!

เห้ย! นี่ไม่เคยนั่งรถเมล์เลย – ทำไม!

เพราะขึ้นทีไรมีแต่ยืน!

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

สถานการณ์นี้เกิดทุกเวลา เมื่อสายรถโดยสารอันเป็นที่ต้องการของสาธารณชนแบกคนจำนวนมหาศาลใกล้เข้ามา หลายครั้งมาช้า บางครั้งก็ไม่มาเลย อะอ้าว!

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็อยู่ในสายตาของเพจ ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ที่มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กเกือบ 200,000 คน เช่นเดียวกับเหตุร้องเรียน นโยบายใหม่ ข้อมูลสายรถ ประวัติศาสตร์และเรื่องจิปาถะน่าสนุก มอนิเตอร์โดย พงษ์ และ สิทธิ์ รถเมล์ไทย แอดมินผู้อยากใช้ความคลั่งไคล้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

วันนี้ พวกเขาพาเรานั่งรถแอร์ธรรมชาติไปถึงอู่คลองเตย เพื่อเล่าเรื่องน่ารู้ แชร์ประสบการณ์นั่งสุดขอบฟ้า 50 กิโล อยู่ทั้งวันที่คนขับกับกระปี๋ตีกัน โจรกรีดกระเป๋า ซ่อนปืนบนช่องระบายอากาศ และวิ่งหนีกลุ่มเด็กช่างทะเลาะวิวาท

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

เจอกันไม่นาน พวกเขาแสดงความสามารถพิเศษที่ทำเราอึ้ง เพราะเห็นแค่เห็นรถอยู่ไกล ๆ หน้าป้ายสวนลุมพินีก็จำได้แล้วว่า

“…นั่นคือสาย 46 ไม่ใช่ 74 เพราะ 74 คันเล็ก ส่วน 46 วิ่ง ม.ราม 2 – รองเมือง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสาย 3 – 10 สีส้ม บางคันอายุเกือบ 40 ปี เปลี่ยนสีมาหลายรอบจากสีครีมน้ำเงิน เก็บ 2 – 2.50 บาท เป็นสีครีมแดง เก็บ 3 – 3.50 บาท สีขาวน้ำเงิน รถพัดลม เก็บ 5 – 10 บาท สีชมพูคาดน้ำตาล รถพัดลมเหมือนกันเก็บ 8 – 10 บาท และสีส้ม แต่รถเก่าเก็บ 10 บาท รถใหม่เก็บ 12 บาท ทั้งหมดเป็นราคาตลอดสาย…”

พงษ์ตอบอย่างฉะฉานสมกับที่เป็นเจ้าหนูจำไมตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทุกอย่างเริ่มจากการที่คุณแม่ชอบพานั่งรถเมล์เที่ยว ลูกชายขี้สงสัยจึงศึกษาจากคอลัมน์จราจรบนหนังสือพิมพ์ในยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูม

เขาบอกเราว่าวันไหนหยุดเรียนจะเดินทางตามคู่มือรถเมล์ พร้อมบัตรรายวันคู่ใจราคา 10 บาทสำหรับรถร้อน และราคา 35 บาทสำหรับรถแอร์ นั่งเที่ยวศึกษาเส้นทาง ไกลสุดจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้าถึงหนองจอกกว่า 50 กิโลเมตร

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

เช่นเดียวกับสิทธิ์ กูรูอันดับต้น ๆ ของไทยที่ชอบเดินเล่นในอู่ใกล้บ้านตั้งแต่เด็ก เริ่มสำรวจเส้นทางเองตอน ป.1 อยู่ในยุคที่ผู้คนห้อยโหนรถโดยสารจนล้นประตู แต่ละคันวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นจึงศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังตั้งแต่บอดี้ รุ่นเครื่องยนต์ ความหมายของรหัส ไปจนถึงเขตการเดินรถ แม้กระทั่งนักข่าวหรือผู้กำกับหนังที่ต้องการความคิดเห็นเกี่ยวกับขนส่งสาธารณะชนิดนี้ยังต้องโทรมาถาม

ทั้งสองพบกันโดยมีเพจรถเมล์ไทยแฟนคลับเป็นสื่อกลาง พงษ์สร้างเพจเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นที่ให้ Bus Fan คุยกัน ก่อนกลายเป็นเวทีตอบคำถามของผู้ใช้บริการ และเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์เกี่ยวกับรถเมล์ เมื่อสิทธิ์ที่เคยออกจากวงการไปช่วงหนึ่งมาลองเล่นเฟซบุ๊กจึงได้พบกับพงษ์

ปัจจุบันเพจของพวกเขามีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนคน ถือเป็นเบอร์หนึ่งในการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการ และเป็นตัวกลางประสานงานตั้งแต่ประชาชนถึงภาครัฐ

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

บอกเล่า 90s

ยุคที่ขนส่งหลักคือรถโดยสารประจำทาง เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะเคยเจอเหตุการณ์เสียวสันหลังหรืออิหยังวะบ้าง

“ผมเคยเจอคนยิงกันแล้วเอาปืนซ่อนไว้บนช่องระบายอากาศ ตำรวจปิดถนนและเรียกค้น ผมโดนค้นด้วย แต่ตอนนั้นพูดไม่ได้ เพราะกลัวมาก ขณะที่ลุง ๆ ป้า ๆ คุยกับตำรวจแล้วก็เจอปืน” สิทธิ์เริ่มแชร์ก่อน

“ส่วนของผมไปยืนรอรถที่หน้าสถาบันแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ารถคันที่วิ่งมาเป็นสถาบันคู่อริ ข้างหลังผมเป็นคู่แค้นมาดักรอ ทีนี้รถเมล์วิ่งผ่าน เขาก็ปาไม้เขวี้ยงดาบใส่กัน ผมตกใจหนี บางทีคนอยู่ในรถก็ปีนหน้าต่างออกมาไล่ฟันกันด้วย” พงษ์หัวเราะ แต่วันนั้นบอกเลยว่าขำไม่ออก

ในอดีต รถติดยังไง ปัจจุบันรถก็ติดไม่ต่างกัน ชีวิตคนเมือง สมัยก่อน เลนซ้าย รถเมล์ต่อแถวกันยาว ดูเป็นระเบียบมากๆ #รถเมล์ไทยแฟนคลับ

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Thursday, 17 February 2022

“ตอนอายุ 15 – 16 นั่งรถอยู่แถวกองสลาก นั่งแถวหลังสุด เราก็สงสัยว่าทำไม 2 คนข้างหน้าถึงยืนเบียดคุณลุงคนนั้นจัง อ้าว! มันกรีดกระเป๋าอย่างไวเลย พอประตูรถปิดเท่านั้น ผมรีบบอกลุงว่าลุงโดนกรีดกระเป๋า ลุงบอกให้ผมลงไปช่วยลุงหน่อย ปรากฏว่าช่วยลุงได้

“แล้วมีหลายคันที่คนขับกับกระเป๋าเป็นแฟนกัน ผมเคยขึ้นแล้วเจอเขาทะเลาะกัน คิดว่าน่าจะเป็นตั้งแต่ที่บ้าน เก็บเงินไปด่าไปไม่หยุด จนจังหวะออกรถ กระเป๋าคงทนไม่ไหวกระโดดพุ่งออกนอกหน้าต่างตอนรถกำลังวิ่ง หัวร้างข้างแตกกันไปเลย กระบอกตั๋วปลิว เงินกระจาย ผมเห็นตั๋วแล้วเสียดาย เปรอะเลือดหมดแล้ว” สิทธิ์ในฐานะนักสะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับรถโดยสารประจำทางเปรยด้วยความโคตรเสียดาย

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

นอกจากประสบการณ์ในฐานะผู้ใช้บริการ เรื่องเล่าของเหล่าคนให้บริการที่พวกเขาไปรับรู้มาก็น่าสนใจเช่นกัน น่าสนใจในแง่ว่า ทรหดเหลือเกิน

“หลายคนรักรถเมล์มาก แต่ระบบไม่เอื้อ สมมติในอู่มีรถ 30 คัน เราปล่อยออกไปหมดแล้ว แต่ยังไม่กลับมาสักคันเพราะรถติด กลับมาปุ๊บ ยังไม่ทันกินข้าว ไม่ทันเข้าห้องน้ำ ต้องไปต่อแล้ว ผู้โดยสารขึ้นมากดดัน ส่วนใหญ่เลยเป็นโรคกระเพาะ เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา โรคระบบทางเดินหายใจ ทางเดินทางอาหาร โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ บางสายไม่มีอู่ แวะปั๊มโดนตำรวจจับ เพราะรถใหญ่เข้าปั๊มไม่ได้ ต้องจอดข้างถนนเลยกีดขวางทางจราจร” สิทธิ์เล่า

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

ด้วยความรัก พนักงานหลายคนยังปฏิบัติหน้าที่ข้ามเวลามาหลายทศวรรษ เรื่องน่ารักของพวกเขาถูกส่งผ่านเพจ ไม่ว่าจะเป็นเคสผู้โดยสารฝากขอบคุณพนักงานรถเมล์เอกชนสาย 27 ที่ช่วยเหลือตอนเป็นลมหมดสติบนรถโดยสาร จนเพจกลายการเป็นชุมชนให้คนมาพูดคุยเล่าเรื่อง การขัดสีฉวีวรรณให้รถเก่าเงาเหมือนใหม่ แต่งล้อด้วยสีสัน เช็ดกระจกใสกิ๊ง พื้นรถสะอาดเนี้ยบ หรือแม้แต่ตามหาอดีตพนักงานเก็บค่าโดยสายในชุดสวย

ในยุคแรกๆที่ ขสมก.เดินรถปรับอากาศ เราจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอ กระเป๋าสาวสวย ภาพในอดีตที่ หลายท่านคงชินตา คนขับผูกเนคไท กระเป๋าผู้หญิงใส่หมวก แล้วใส่เสื้อกั๊ก #ชวนคิดเรื่องอดีต #รถเมล์ไทยแฟนคลับ

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Wednesday, 16 March 2022

“คนที่รักรถ เวลาเห็นอะไรใกล้พังเขารีบเรียกช่างมาซ่อม แต่กลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้บริหารมองว่า นี่คือรถไม่ดี รถดีต้องไม่ซ่อมเยอะ เมื่อรถที่พนักงานรักถูกย้าย มันก็เหลือแค่รถเก่า ๆ โทรม ๆ ที่ไม่ได้รับการดูแล อย่างรถครีมแดงวิ่งมา 31 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ก็ยังทำหน้าที่อยู่ พี่ที่ดูแลรักมาก” เขาเล่า ขณะที่เราบอกกลับว่า พวกคุณรู้เรื่องของรถโดยสารประจำทางดีจริง ๆ

“พวกผมเขาเรียกพวกบ้า (หัวเราะ) ไม่ปกติเรื่องรถเมล์” ทั้งสองยอมรับ

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

รู้จักรถเมล์ไทยและแฟนเพจฉบับย่อ

เราใช้เวลาคุยกับพงษ์และสิทธิ์กว่า 2 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางสัมผัสควันพิษไปอู่คลองเตยก็ปาไปครึ่งวันเห็นจะได้

การเดินทางไปสู่การปฏิรูปรถเมล์โดยมีรัฐบาลเข้ามาดูแลทั้งหมด คือปลายที่พวกเขาฝันไว้ ส่วนระหว่างทาง แฟนเพจขอใช้ความคลั่งไคล้ให้เป็นประโยชน์ทั้งในแง่ส่งต่อสาระ ชื่นชมคนทำงาน ตามหาของหาย และทำให้เรื่องร้องเรียนคืบหน้าไวที่สุด ถึงขั้นที่เพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เอาไปทำเป็นข่าวดังมาแล้ว

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

1. ทำไมรถเมล์ต้องวิ่งแข่งกัน

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไม่ค่อยแข่ง แต่ตัวตึงที่คนจดจำจะเป็นสาย 8 เพราะมีจำนวนรวมกว่าร้อยคัน ปล่อยออกทุก 2 นาที หลายครั้งติดไฟแดงที่แยกแฮปปี้แลนด์มีสาย 8 ตามมา 2 – 5 คัน เมื่อไฟเขียวจึงต้องเหยียบให้มิด เพราะพนักงานไม่มีเงินเดือน รับค่าแรงรายวัน ต้องกินเปอร์เซ็นต์จากหน้าตั๋วร้อยละ 10 – 12 ขึ้นอยู่กับบริษัท ผู้โดยสารยิ่งมากยิ่งได้เปอร์เซ็นต์

2. นอกจาก ขสมก. ทำไมเอกชนถึงวิ่งรถได้

เพราะเอกชนได้รับสัมปทาน (ใบอนุญาตเดินรถ) โดยกรมการขนส่งทางบกส่งเปิดประมูลเส้นทาง แต่ถึงอย่างนั้นเอกชนก็วิ่งไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขสมก. ต้องวิ่งควบคู่ บางครั้งจึงเกิดการวิ่งทับสาย เช่น 28 กับ 542 (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ถ้าเห็น 28 วิ่งมา คนขับ 542 ต้องรีบกวาดคนและโกยอ้าว ไม่อย่างนั้นจะโดนแย่งลูกค้า

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

3. ทำไมเปลี่ยนรถใหม่ แต่นิสัยไม่เปลี่ยน

รถใหม่ รถพลังงานไฟฟ้า อาจเป็นพนักงานสาย 8 มาขับก็ได้ อย่าง ขสมก. มีกฎกติกาควบคุมความประพฤติ แต่เอกชนยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะต้องง้อพนักงาน หากเข้มงวดมาก พนักงานลาออก ไม่มีคนขับ จากรถที่เคยออก 10 คัน เกเรไป 2 พาพรรคพวกลาออกอีก 6 เหลือแค่ 2 คัน โดนคนใช้บริการด่าว่ารถน้อยและมาช้า นี่คือความกดดันที่ทั้งกระเป๋าและคนขับโดน ทำให้คนไม่อยากเข้ามาทำงาน

4. อะไรคือหนทางแก้ไขที่ดีที่สุด

รัฐควรเป็นผู้กำกับดูแลแต่เพียงผู้เดียว เดี๋ยวเล่าให้ฟัง

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

5. รถเมล์ไทยมีปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่

พ.ศ. 2498 คือปีแรกที่ราชการกำหนดระบบรถเมล์อย่างจริงจัง กรมการขนส่งทางบกเปิดสัมปทานให้ผู้ประกอบการถือใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางของตัวเอง จึงเกิดเป็นระบบหลายผู้ประกอบการ มีทั้งรถเมล์นายเลิด รถเมล์ขาว รถเมล์ รสพ. รถเมล์ บขส. นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา

ต่อมาช่วง พ.ศ. 2516 – 2517 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่ผู้ประกอบการขึ้นราคาไม่ได้ เมื่อ พ.ศ. 2518 รัฐบาลหม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเริ่มมีแนวคิดรวบกิจการ 24 บริษัทและ 2 รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการเดียว ดำเนินการโดยรัฐในนาม บริษัท มหานครขนส่ง จำกัด ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 – 30 กันยายน พ.ศ. 2519 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น ขสมก. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา 

Fiat 130 รถเมล์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (รสพ.) สาย 4 ท่าเรือคลองเตย – ตลาดพลู คลองเตย – บ่อนไก่ – สวนลุมพินี…

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Wednesday, 20 January 2016

6. สุดท้าย รัฐบาลรวมกิจการสำเร็จไหม

ขสมก. มีปัญหาว่า รถเก่าจากยุค 24 บริษัทจอดเสียเป็นจำนวนมาก หาอะไหล่ยาก เมื่อปล่อยวิ่งในจำนวนน้อยจึงเกิดปัญหารถโดยสารขาดแคลน ผู้โดยสารตกค้าง ขสมก. แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการเช่ารถจากเอกชน นำมาสู่การกำเนิด รถร่วม ขสมก.

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วง พ.ศ. 2528 ขสมก. เริ่มให้เอกชนมาร่วมเดินรถแบบเต็มตัว จากที่รัฐบาลเดินรถเองทั้งหมดจึงเปลี่ยนมาเปิดเส้นทางให้เอกชนเดินรถร่วมครึ่งต่อครึ่ง

สุดท้ายราชการมองว่า ขสมก. กำกับดูแลรถร่วมไม่ดีพอ จึงกลับมาเป็นระบบหลายผู้ประกอบการอีกครั้ง ปัจจุบัน เอกชนที่เคยวิ่งร่วมและ ขสมก. ขึ้นตรงกับกรมการขนส่งทางบกตั้งแต่ พ.ศ. 2562

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

7. ทำไมตอนเช้ามีรถ แต่ตอนเย็นรถน้อย

ขสมก. เป็นระบบกะเช้ากะบ่าย ทำงาน 8 ชั่วโมง นอกจากนั้นต้องจ่าย OT ถามว่าทำไมไม่ให้คนกะเช้าทำต่อ เพราะมีเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องชี้แจงกับทางฝั่งบริหารว่าทำไมถึงเกิดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เยอะ

พอคนบรรจุใหม่เงินเดือนน้อย ไม่ได้ทำ OT ก็อยู่ไม่นาน ถ้าวิ่งจบเร็วก็ไปทำอาชีพเสริมต่อ

ส่วนเอกชนไม่มีกะ ออกจากอู่ตี 3 เลิกอีกที 1 ทุ่ม บางคนอยู่ 16 – 18 ชั่วโมง สรุปพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมเอกชนที่รับคนขับเกษียณจาก ขสมก. คนแก่เคยทำแค่ 8 ชั่วโมง มาทำแบบนี้ก็ไม่ไหว มีโรคติดตัว

ลดเวลางานก็ไม่ได้ คนด่า ที่เลวร้ายมากกว่าคือพนักงานบางคนไปเล่นเครื่องดื่มชูกำลัง กินน้ำกระท่อม เพราะไม่เสพแล้วไม่มีเเรงทำงาน นี่คือเรื่องจริง 

8. ทำไมบนถนนมีแต่รถเก่า

ผู้ประกอบการเดินรถกำไรน้อยมาก กำไรทั้งปีอาจมีแค่หลักหมื่น การซื้อรถใหม่แปลว่าต้นทุนเพิ่มหลักล้าน เขาจึงใช้วิธีประมูลรถเก่าปลดระวางจาก ขสมก. ราคาหลักแสน

ธุรกิจนี้หากำไรไม่ได้ สาย 46 เขาสู้ด้วยลำแข้งตัวเองเพื่อคนใช้บริการ รัฐบาลออกกฎให้เปลี่ยนรถ ผู้ประกอบการยอมเป็นหนี้อีกร้อยล้าน แต่ทำต่อไป 7 ปีก็ไม่คืนทุน เพราะคนใช้บริการน้อย ไหนจะค่าจ้างงาน ค่าซ่อม ค่าน้ำมัน เราจึงพยายามสื่อสารให้คนเข้าใจในจุดนี้ และบอกให้รัฐบาลเข้ามาจัดการเพียงผู้เดียว ถ้าปล่อยให้ผู้ประกอบการค่อย ๆ ตาย สุดท้ายคนก็เปลี่ยนงาน ไม่มีรถให้บริการอีกต่อไป

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

9. ตอนนี้รถใหม่กำลังจอดเหงาจริงหรือ

ผู้เล่นรายใหญ่เจอสถานการณ์เดียวกัน รถใหม่มารอ 1,250 คัน แต่วิ่งไม่ได้ เพราะไม่มีคนขับ รถไม่วิ่ง อนาคตคือพัง เวลาเปิดสายใหม่ มีรถน้อย ก็ใช้เวลานานกว่าคนจะรู้และใช้บริการ ถึงเวลานั้นอาจเจ๊งแล้ว

10. การจดจำสำคัญแค่ไหน

จำไม่ได้ ไม่คุ้นหน้า ไม่รู้ว่าไปไหนก็ไม่ขึ้น ยิ่งเวลาเปลี่ยนเลข เช่น 4-65 เรายังสงสัยเลยว่ารถสายอะไร ไม่เหมือนเลขเก่าเช่น 516 142 46 53 ที่คุ้นเคย แล้วคิดดูว่าลุงป้าที่เป็นแฟนคลับรถโดยสาร รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะขึ้นสายไหน จู่ ๆ มาเจอสาย Y-61 อะไรครับเนี่ย

(เฉลยคือ สาย 4-61 หรือ Yello 61 เนื่องจากอยากแบ่งตามสีให้เหมือนระบบเดินรถของเกาหลีใต้)

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
โมเดลสาย 142 รถเมล์สายโปรดของสิทธิ์

11. มีแอปพลิเคชันแนะนำไหม

VIABUS ความแม่นยำ 95 เปอร์เซ็นต์ บอกครบทั้งแผนที่ ป้าย สาย เวลาที่ต้องรอ แต่ GPS ไม่ได้ realtime ขนาดนั้น อาจเลยมาจากที่ปักในแอปหน่อย ส่วน TSB Go เป็นของรถเมล์ไฟฟ้า แต่เสียดายเขาไม่เชื่อมกันเลยต้องเปิดสองแอป

12. ทริกสังเกตง่าย ๆ ที่คนไม่ค่อยรู้

ป้ายสีเหลืองหน้ารถ แปลว่าขึ้นทางด่วน รถร้อนบางคันติดป้ายด้านบนเป็นสีเหลืองหมดเลยก็มี

ป้ายสีแดง คือรถเสริม (วิ่งไม่เต็มเส้นทาง) ป้ายจะบอกว่าคันนั้นไปถึงตรงไหน ที่ต้องมีเสริมเพราะเป็นการตัดเวลา OT ข้อดีคือทำให้คันนี้กลับไปได้เร็ว รถไม่ขาดระยะ

13. สิ่งที่อยากได้

บัตรแมงมุม ใช้ได้ทุกการเดินทาง ล้อ ราง เรือ ไม่แบ่งค่าย และจอแสดงข้อมูลตามป้าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงวัย หรือคนที่ไม่ได้ใช้แอป

สุดท้ายคืออยากให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพระบบขนส่งทั้งหมด เพื่อให้ ‘ประชาชนทุกคน’ เข้าถึงได้

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

14. ทำไมเพจและตัวคุณต้องให้ความสำคัญกับรถเมล์ขนาดนี้

เพราะมันไม่ต่างอะไรจากเส้นเลือดฝอย เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน น่าแปลกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับขนส่งทางรางมากจนละเลยสิ่งนี้ทั้งที่เข้าถึงในชุมชนได้ดีกว่ารถไฟฟ้า 

15. อยากทิ้งท้ายอะไรไหม

จ้างพวกเราได้นะ ถ้ารัฐบาลจ้างเราทำงานให้กับ ขสมก. เชื่อว่าระบบดีขึ้นแน่นอน เพราะเรารู้รากเหง้าของปัญหา และมีประสบการณ์เป็นผู้โดยสารมาอย่างยาวนาน พวกเราชอบด้วยใจ ไม่มีอคติ หวังอย่างเดียวคือคุณภาพชีวิตทุกคนดีขึ้นจากระบบรถเมล์ที่ดีขึ้น

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load