14 กุมภาพันธ์ 2561
9,744

โจทย์จากกองบรรณาธิการ The Cloud สัปดาห์นี้เป็นเรื่องความรัก

แต่นอกจากความรักงานแล้ว เราก็นึกอะไรไม่ออกอีกเลย

“แยกย้ายไปทำงานกันครับ” ตัวแทนคนรักงาน จากเพจชมรมคนรักงาน ตอบรับและตอบกลับสั้นๆ ทันทีที่เราส่งข้อความนัดหมายในเวลาทำการ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานในสายงานวงการไหนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีงานอยู่เต็มทุกห้องหัวใจเหมือนกันกับเรา เชื่อว่าคุณต้องเป็นหนึ่งในกว่าแสนคนของชมรมที่มีคติประจำใจว่า ‘รักงานยิ่งชีพ’ หรือมีความเชื่อเหมือนกันอย่าง ‘จงทำงานให้งานมันท้อเราไปเอง’ หรือหากใครเป็นสมาชิกชมรมระดับมงกุฎเพชร ก็ย่อมต้องมีสติกเกอร์ไลน์คนรักงานไว้ส่งตอบหัวหน้าที่รักให้สมกับความรักที่มี

มะ มะ ไม่รัก ไม่รัก ไม่รักได้ไง ลีโอ พุฒ ไม่ได้กล่าว เรากล่าวเอง

ถ้างานที่ทำอยู่พูดได้ มันก็คงเอ่ยคำขอแต่งงาน “Will you marry me?” นี้ไปแล้ว

งานแต่งงานที่เจ้าสาวแต่งงานกับฟุตเทจเทปสัมภาษณ์กองโต เสิร์ฟอาหารแช่แข็งเลี้ยงแขกที่มาเป็นสักขีพยาน บนโต๊ะจีนที่จัดเรียงแถวเหมือนแผนผังที่นั่งในออฟฟิศ พรีเวดดิ้งว่าจะไปถ่ายรูปที่เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องสแกนนิ้วบันทึกเวลาเข้างาน มาถึงช่วงไฮไลต์ตัดเค้กสิบชั้นที่ทำจากแฟ้มงานกองรวมกัน ก่อนจะแจกของชำร่วยเป็นที่เย็บกระดาษและชุดอุปกรณ์สำนักงานสุดน่ารัก อาฟเตอร์ปาร์ตี้ด้วยเพลงเพื่อชีวิตและเสิร์ฟเครื่องดื่มชูกำลัง

ซึ่งพิธีการทั้งหมดนี้ต้องเสร็จก่อนเที่ยงคืน เพราะมีงานรออยู่

และใครที่วันนี้ติดงาน ไม่ได้ออกไปฉลองวาเลนไทน์ที่ไหน เราอยากชวนคุณมาสนทนากับแอดมินที่รักงานที่สุดในโลกนี้ด้วยกัน

ว่าแต่ว่า วันนี้แอดมินไม่ทำงานหรอคะ

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

ชีวิตจริงแอดมินชมรมคนรักงานได้ทำงานที่รักมั้ย

ได้ทำครับ เรียกว่าตรงกับวิชาชีพที่เรียนมามากกว่า ผมเลือกเรียนกราฟิก เพราะยุคนั้นบริษัท Propaganda ดังมาก เราก็อยากทำงานออกแบบ ซึ่งสมัยนั้นไม่สนุกเหมือนทุกวันนี้ เราอยากทำงานคิดก็เลยมาเป็นครีเอทีฟ

 

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมั้ยที่ได้ทำงานที่เรารัก

ด้วยงานที่ทำมันเป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้เห็นชัดเจนว่าถ้าเราตั้งใจทำแล้วงานมันจะออกมาดี เราก็ยิ่งตั้งใจ เหมือนลงทุนเวลาลงไปแล้วไม่เหนื่อยฟรี แม้บางงานจะเป็นงานเหนื่อยฟรี

 

คิดยังไงเวลาที่คนบอกว่า ก็ใช่สิ ทำงานครีเอทีฟก็ได้สนุกมากกว่าคนที่จมอยู่กับกองเอกสาร

เราว่ามันเป็นเรื่องทัศนคตินะ ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำ เราก็จะรู้สึกว่าฉันทำแค่งานเอกสาร ฉันทำงานแค่นี้ไม่ได้สำคัญอะไร เรามักไม่รู้ว่าส่วนงานของเรา ถ้าเราทำอย่างดี คนที่รับงานไปทำต่อเขาจะไม่เสียเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีกับทุกคน ถ้าทุกคนตั้งใจทำงานของตัวเอง ทุกอย่างก็จะออกมาดี ทุกอย่างมันเป็นลูกโซ่ที่ส่งผลถึงกัน

คือถ้าเรารู้สึกเห็นความสำคัญของงานที่เราทำ เราก็จะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานที่ต้องออกแรงเยอะๆ

 

นอกจากทัศนคติ มีปัจจัยอะไรอีกที่หล่อเลี้ยงให้เราทำงานอย่างมีความสุข

ทุกคนต้องส่งเสริมกัน คือถ้าเพื่อนๆ รอบตัวเป็นเพื่อนที่ไม่ทำงาน เราก็อยู่ในสภาพทุกคนไม่ทำงาน แล้วทำไมเราต้องเหี่ยวอยู่คนเดียว ทำไมต้องทำงานหนักแทนทุกคน ในทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ในที่ที่ทุกคนทำแต่งาน ตายแล้วเราไม่ทำงานได้เหรอ นึกออกมั้ย มันส่งผลต่อกัน

 

เชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อนะ เพราะว่าทุกวันนี้ก็ยังทำงานหนักอยู่ มันทำให้เห็นว่าใครทำงานและใครไม่ทำงาน พอเราทำงานอย่างเต็มที่ เราก็อยากร่วมงานกับคนที่เต็มที่เหมือนกันกับเรา

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

คิดยังไงกับคำที่บอกว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

หากจะมีอะไรที่สามารถบอกวัดได้ว่าตัวตนเป็นยังไง เป็นคนตั้งใจหรือเปล่า ตั้งใจแค่ไหน มีทัศนคติต่อเรื่องบางเรื่องยังไง เราว่างานที่เขาทำสะท้อนสิ่งนี้ได้ทั้งหมดนะ

โอเค มันอาจจะวัดไม่ได้ว่าคนนี้มีค่ามากกว่าอีกคน แต่งานที่ออกมาวัดความตั้งใจของคนได้จริงๆ ซึ่งมันมีความหมายนะ ต่อให้เป็นคนไม่เก่งแต่เขาเป็นคนตั้งใจ เราจึงคิดว่าคนที่มีค่าก็คือคนที่ตั้งใจ

 

นิยามของความรักงานแบบคนรักงาน แบบไหนจึงเรียกว่ารัก

เป็นความรู้สึกกลัวว่ามันจะออกมาไม่ดี เหมือนมีแฟนแหละ จะชวนเขาไปดูหนังก็ต้องคิดเยอะว่าดูแล้วเขาจะชอบเหมือนเรามั้ย อยากจะซื้อเสื้อให้แล้วเขาจะชอบหรือเปล่า ถ้าชวนกินข้าวแล้วเขาจะชอบร้านนี้มั้ย นี่คือความรู้สึกกลัวไม่ดี กลัวทำออกมาแล้วเขาจะไม่ชอบ เหมือนกันกับงานที่ทำ เราก็กลัวว่าเราไม่ชอบงานที่ออกมา กลัวคนที่เห็นไม่ชอบ เราก็จะยิ่งพยายามที่จะทำ

 

แล้วมันมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างรัก (งาน) จริงๆ กับหวังให้เธอมารักมั้ย

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แค่อยากทำงานให้ดี หรือทำเพื่อหวังให้ใครเห็นความตั้งใจ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า แล้วเรามีความสุขที่จะทำมันมั้ย ถ้าเราไม่รัก ไม่อยากทำงานโรงแรม เราก็คงไม่อยากทำให้ลูกค้ามีความสุข ได้รับความสะดวกสบาย หรือพนักงานร้านรองเท้าวิ่งนี่ชัดเจนเลย ถ้าเขาเป็นคนวิ่งอยู่แล้ว ก็ยิ่งคุยกับลูกค้ารู้เรื่อง

เคยอ่านเจอ ที่เขาบอกว่าให้มองหาข้อดีของงานที่ตัวเองทำ ถ้าสมมติเราไม่ได้รักงานที่ทำ 100% ก็ต้องถามกลับมาที่ตัวเองว่าแล้วทำไมเราถึงมาทำมัน วันแรกที่เราทำสิ่งนี้ เราทำทำไม เงินดี หรือเพราะว่าฉันไม่มีอะไรทำ ซึ่งหากเป็นข้อหลังมันก็จะวกกลับมาที่ข้อแรกที่ว่าเพราะมันได้เงิน แล้วมีความสุขดีมั้ยที่ได้เงิน ถ้ามีความสุขก็แปลว่าทำได้นี่ แต่ถ้าไม่มีความสุข…เปลี่ยน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก็ให้มองหาว่าอะไรทำให้คุณไม่เปลี่ยน

 

แสดงว่าคนรักงานไม่ติดหรือมีปัญหากับการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ใช่มั้ย

ไม่ติดเลย บังเอิญว่าโดยอาชีพของเราแล้ว ทุกคนย้ายงานไปมาเป็นปกติมาก แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าคงเหมือนตอนจีบกันมั้ง กว่าจะเจอใครสักคนที่แต่งงานอยู่ด้วยกันได้ เห็นหน้าคนนี้แล้วชอบ ลองเป็นแฟน ใช้เวลาด้วย ไม่ใช่ ก็ต้องเลิกนะ

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

คิดว่าอะไรทำให้บางคนเลือกที่จะอดทนทำงานแม้ว่าจะเจอปัญหา

แปลว่าเขาต้องเจออะไรสักอย่างหนึ่ง เปรียบเทียบง่ายๆ เรื่องแฟน ผู้ชายคนนี้นิสัยไม่ดี แต่เขาสามารถซื้อกระเป๋า Chanel ให้เธอได้ทุกเดือน ถ้าเธอมีความสุขกับกระเป๋า Chanel เธอก็จะทนความเลวมันได้ แต่ถึงจุดหนึ่งก็อาจจะทนไม่ได้

เราเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลของการทนทำงานบางอย่าง เจ้านายร้ายกับเรามาก แต่ออฟฟิศใกล้บ้านและมีลูกเล็กที่ต้องกลับไปดูแล เราไม่สามารถไปบอกเขาว่าเจ้านายแกร้าย ย้ายงานเถอะ แต่งานใหม่ต้องนั่งรถไปกลับ 5 ชั่วโมงไม่ได้เจอลูกเช้าเย็น ดังนั้น เราไม่สามารถตัดสินใครได้เลย ว่าทำไมใครถึงทนทำงานบางอย่าง

 

หากเหตุผลของการทำงานหนักเป็นเพราะการทำงานเสริมนอกจากงานประจำ นี่ถือเป็นการกระทำความนอกใจมั้ย

ถือเป็นการนอกใจ เป็นบาป แต่เราเห็นด้วยว่าทำได้นะ ถ้าหากบริหารจัดการได้ และสิ่งที่ทำช่วยเยียวยาชีวิต เยียวยาจิตใจ

ถ้างานที่ทำอยู่เงินเดือนดีแต่กัดกินจิตวิญญาณ แล้วอยากจะใช้เวลานอกทำงานที่อยากทำ ก็ทำสิ มันช่วยให้เรามีชีวิต ทำเลย หรือต่อให้งานที่ทำอยู่ปัจจุบันมีความสุขมาก แต่เงินไม่พอ ฉันก็ต้องทำอีกอย่างเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องทำ แต่ก็ต้องไม่ลืมภาระความรับผิดชอบ

ความซวยคือ ฝิ่น (ชื่อเล่นของงานนอกที่เรียกกันในวงการ) มักจะเป็นงานที่เลว งานรีบ งานเร่ง งานยาก งานหินไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นงานที่กัดกินเราอยู่แล้วในวันปกติ ดังนั้น ถ้าเราจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปวิ่ง ไปถ่ายรูป ไปทำอะไรที่อยากทำเลยน่าจะดีกว่า

 

แล้วในมุมเจ้านายที่เห็นว่าลูกน้องรักงานนอกมากกว่างานประจำ คิดว่าเขาควรจะทำยังไง

อันนี้ก็คงต้องคุยกันว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำแบบนั้น เพราะถ้าทำเงินไม่พอใช้ ก็ต้องคุยกันว่าเป็นเพราะอะไร performance ไม่ถึงเลยไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนไม่ขึ้น หรือจริงๆ งานที่ทำอยู่ระดับเพดานแล้ว มันไม่มีสูตรสำเร็จ มันสรุปไม่ได้ว่าแกทำงานนอกแกเลว

แต่สุดท้ายนะ ถ้ามันตั้งใจทำ มันก็จะไม่เสียอะไรสักอย่าง

 

จับปลาหลายมือเหรอ

จับไม่ได้หรอก มันจะตั้งใจทำได้อย่างเดียว และสุดท้ายพอตั้งใจทำมันจะถูกบีบให้เหลือเพียงอย่างเดียว

 

คนที่ทำงานมาสักพักแล้วก็คงจะใช่ แต่สำหรับเด็กจบใหม่ล่ะ คุณมีคำแนะนำยังไงบ้าง

ลงมือทำงานเข้าไป ลองทำทุกอย่าง เราพูดเรื่องนี้วันนี้ได้ เพราะเราผ่านการทดลองมาหลายแบบ เด็กๆ ก็จะยืนชี้หน้า แหงสิ ทำมาแล้วไง ไม่เดือนร้อนนี่

ช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมามันมีเทรนด์อายุน้อยร้อยล้าน รีบประสบความสำเร็จ เพื่อจะไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ แล้วบ้านเราก็ไปตีความคำนี้ว่าหมายถึงการทำน้อยๆ ทำช้าๆ น่าเป็นห่วงนะ เพราะช่วงแรกของการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนยังไงก็ลำบาก เงินไม่พอ เงินไม่มีทางพอ

น้องๆ ทำงานเพิ่งเริ่มใหม่ๆ จะชอบถามว่า ‘ทำยังไงถึงจะทำงานแล้วมีเงินเดือนดีๆ’

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

แล้วเด็กสมัยก่อนไม่คิดแบบนี้เหรอคะ

คิดนะ ทุกคนคิดเรื่องเงิน ทำงานนะไม่ได้ทำบุญ

คำตอบก็คือ ก็ต้องทำงาน โอเค เราอาจจะสู้คนที่ฟ้าชะตาฟ้าลิขิตเกิดเป็นลูกใหญ่คนโตไม่ได้ สู้คนที่จบเมืองนอก ปริญญาเอก 3 ใบ เงินเดือนก็ต้องไม่เท่าเขาอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเราตั้งใจทำ มันมีคนเห็น หรือถ้าที่นี่ไม่มีคนเห็น ก็ต้องไปตั้งใจในที่ที่มีคนเห็น

 

เป็นเพราะเราโตมากับการเห็นความสำเร็จที่ปลายทาง มากกว่าจะเห็นข้อดีของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานหรือเปล่า

ใช่ๆ เราเห็นภาพความสำเร็จแบบสำเร็จรูป ในละครไทย เราไม่เคยเห็นตัวละครทำงานหนัก ไม่เคยมีพระเอกที่จีบนางเอกไปด้วย ทำงานถึงตี 2 ไปด้วยได้ หรือไม่เคยทำอย่างอื่นเลยนอกจากการเป็นลูกท่านประธาน แล้วเราจะเอาแบบอย่างภาพการทำงานอย่างหนักมาจากไหน

ในละครญี่ปุ่น พระเอกคือคนที่ตั้งใจทำงาน นี่คือทัศนคติที่ละครกระตุ้นความเชื่อนี้ลงไปในสังคม ชายหนุ่มจะกลายเป็นคนที่หญิงสาวชอบ เขาต้องเป็นคนที่ตั้งใจ ต่อให้เป็นคนที่กระจอกที่สุดแต่ถ้าตั้งใจนางเอกก็จะชอบมากกว่าลูกชายท่านประธาน และเหล่านี้ไม่เคยมีให้เห็นในละครไทยเลย

 

การตั้งใจเลือกงานแรกในชีวิตส่งผลต่อชีวิตเรายังไงบ้าง

ถ้าวัดจากตัวเรานะ ตอนที่เริ่มงานครั้งแรกเราไม่ได้เลือกงาน แค่รู้สึกว่าเป็นงานตรงสาย ได้ทำกราฟิกเท่านี้โอเค เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำแล้ว เราเชื่อว่าสุดท้ายที่เรามาอยู่ถึงจุดนี้ได้เพราะมันมีคนเห็นว่าเราตั้งใจ และใครๆ ก็อยากทำงานกับคนตั้งใจทั้งนั้น จึงนำมาซึ่งค่าตอบแทนที่น่าดึงดูด จะว่าไป นี่คงเป็นกลไกราคาความตั้งใจหนึ่ง

 

สำหรับเด็กที่ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียนมา คุณมีคำแนะนำว่า…

มันอาจจะเหนื่อยกว่า แต่เพราะความรักที่มีมันทำให้ใช้ความพยายามมากกว่าคนที่เรียนมา เรามีเพื่อนที่เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วมาทำงานโฆษณา สุดท้ายก็ไปไกลถึงต่างประเทศ กลับมาเป็นใหญ่เป็นโตนะ ดังนั้น ทำงานตรงหรือไม่ตรงสายไม่เกี่ยวหรอก คำแนะนำสำเร็จรูปสำหรับทุกคนคือ ตั้งใจทำงานนะครับ

 

จริงมั้ยที่เด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน

เราว่ามันเป็นช่องว่างระหว่างเจเนอเรชันเหมือนกันนะ เราเห็นน้องๆ ยุคนี้ต้องการความเร็ว ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้เวลาสั้นๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จไม่ได้ อยากได้รางวัลเร็วๆ เลยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องสเกตช์งานเยอะๆ และขายไม่ผ่านอีกแล้ว ทำไมงานอันนี้ถึงไม่โอเคเสียที โดยที่ลืมคิดไปว่า มันต้องใช้เวลาหุงข้าวให้มันอร่อย

เราพูดไม่ได้เต็มปากว่า ตั้งใจทำงานเถอะครับ ตั้งใจเข้าไปแล้วน้องจะได้คานส์ แต่พูดได้ว่าน้องจงตั้งใจทำงานแล้วต่อไปทุกอยางมันจะดี ต่อให้ไม่ได้คานส์ น้องก็จะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ดีมาก ที่ทุกคนอยากทำงานกับน้อง

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

การตั้งใจทำงานมีโทษมั้ย ยังไงบ้าง

ที่แน่ๆ คือ สุขภาพ มันเป็นราคาที่ต้องจ่าย และถ้าเราดูแลบาลานซ์ของงานและชีวิตไม่ดี มันก็จะทำร้ายคนอื่น ทำร้ายครอบครัว ไม่ค่อยได้เจอกัน เพื่อนฝูง หรือว่าเราอาจจะเผลอไปมองว่าคนนี้คนนั้นตั้งใจน้อยกว่าเรา

บาลานซ์ก็คือ ความรู้สึกที่รู้ว่าทำประมาณนี้พอแล้วนะ แล้วแบ่งตัวเราไปโฟกัสกับสิ่งอื่น

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนมีกิจกรรมเยอะ ทำงาน ทำเพจกับเพื่อน ถ่ายรูป และวิ่ง ทุกอย่างเราตั้งใจหมด กับเรื่องวิ่งเราให้ความสำคัญเป็นลำดับหลังๆ หน่อย แต่เราทิ้งไม่ได้ เพราะวิ่งทำให้เราสามารถทำทุกอย่างที่ว่ามาได้ แต่เราให้น้ำหนักต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน เราจะไม่วิ่งจนทำให้เราไปทำงานไม่ไหว หรือซ้อมวิ่งเยอะจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น เราชอบถ่ายรูป เพราะรู้ว่าเราถ่ายรูปแล้วดี แต่เราจะไม่ถ่ายรูปจนไม่มีเวลาไปวิ่งหรือทำงานออฟฟิศไม่รอด และเราจะไม่ทำงานออฟฟิศจนไม่มีเวลาวิ่งหรือไม่มีเวลาไปถ่ายรูป

 

เหมือนหรือแตกต่างกับ work-life balance ที่คนชอบพูดกัน?

เวลาที่คนพูดคำนี้ แล้วบอกว่าจะทำงานถึงแค่ 5 โมงเย็นเพราะ work-life balance บ้าเหรอ งานมันไม่เสร็จไง พอพูดว่าบาลานซ์มันแปลว่า แกมี 2 ฝั่ง และแกต้องทำทั้งสองฝั่งให้เท่ากัน คำมันทำร้ายอะ มันแปลว่าถ้าฉันทำงาน 6 ชั่วโมง ฉันต้องพัก 6 ชั่วโมง เราก็ไม่แน่ใจนะ แต่ว่ามันมีหลายอย่างที่อยากทำ มันไม่ได้มีแค่ตราชั่ง 2 ฝั่งที่เราต้องหาสมดุล

 

แล้วถ้าให้ชมรมคนรักงานนิยามความบาลานซ์นี้จะเป็นคำว่า…

เราคิดว่า พอดี เพราะพอดีแต่ละคนไม่เท่ากัน และเราเห็นว่าพอดีของเราคือเท่านี้ ทำงานออฟฟิศเยอะหน่อย วิ่งประมาณหนึ่ง และมีเวลาถ่ายรูปเรื่อยๆ พยายามไม่ให้มันหลุดจากโมเมนตัมนี้ ไม่ใช้เวลากับงานมากเกินไป แต่ถ้างานไหนต้องตั้งใจเยอะๆ ต้องการความละเอียด เราก็ต้องทำ ไม่หนีมัน เพื่อที่จะทำให้เรียบร้อยในทีเดียว และมีเวลาไปทำอย่างอื่น ถ้าทำไม่เรียบร้อยก็จะเสียเวลาหนักกว่าเดิม

 

คิดยังไงกับความสัมพันธ์ที่พังเพราะว่ารักงานมากกว่า

ไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนั้นนะ เพราะสุดท้ายแล้วก็เป็นทุกข์จนทำงานไม่ได้อยู่ดี

ทุกปีที่เพจชมรมคนรักงานจะมีคอนเทนต์วาเลนไทน์ และคนก็จะอิน อินมากด้วย ซึ่งได้แก่ หนึ่ง เป็นมนุษย์ที่อยู่กับกองงาน เดตกับงานวันนั้น สอง ไม่มีใคร ไม่รู้จะไปไหน และสาม มนุษย์ที่อกหักมา เพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัยของเราเคยบอกว่า “ทำงานให้หนักเพื่อลืมรักที่ทรมาน” เราเอาคำนี้มาใช้ในเพจทุกปีเลย

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

แล้วลืมได้จริงมั้ย

จริง เวลาที่ตั้งใจ เราก็จะโฟกัสแต่เรื่องนี้จนไม่มีเวลาไปสนใจว่าเขาไปกดไลก์รูปผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า

 

อกหักจากความรัก กับ อกหักงานงาน อย่างไหนเจ็บกว่ากัน

คล้ายๆ กันนะ อกหักจากงานจะเป็นความรู้สึกเคว้งๆ เหมือนถือดอกไม้ไปให้ นัดกันไว้แล้วเธอก็ไม่มา เฮิร์ตแหละเพราะตั้งใจน่ะ เอาจริงๆ คนที่ทำอาชีพเราทุกคนตั้งใจ เพราะงานมันเห็นเป็นชิ้น แรงที่เราทุ่มเทลงไปมันออกมาเป็นสิ่งนี้ ผลออกมาดี ผู้คนแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ แต่ขณะที่กำลังตั้งใจและตั้งใจกับมันอยู่จู่ๆ เธอก็ยกเลิก ลอยกลางอวกาศ แต่ว่าเศร้าได้ไม่นานหรอก เพราะมีงานอื่นรออยู่

 

จริงมั้ยที่งานไม่เคยทรยศเรา

จริงครับ ปัญหาเวลาทำงาน ตัวงานเองไม่เคยมีปัญหาเลย คนน่ะมีปัญหา งานไม่เคยทรยศแปลว่าอะไร แปลว่ามีโจทย์เลข 10 ข้อ ตั้งใจบวกเลข 10 ข้อ บวกถูก 10 มันก็ถูก 10 ข้อ ง่ายๆ แบบนี้เลย ไม่มีการทรยศ แต่การใช้คนไปบวกเลข 10 ข้อ บางทีอาจจะทำไม่เสร็จ ไม่ได้แปลว่าโจทย์มีปัญหา คนที่ทำงานต่างหากที่มีปัญหา

 

ทุกข์ของคนรักงานวันนี้คืออะไร

แต่ละวันเรามีเรื่องที่อยากทำเต็มไปหมดเลย แต่เวลาไม่เคยพอ ปัญหาคือมนุษย์มันต้องนอนไง ไม่นอนก็ทำไม่ไหว

 

รักงานขนาดนี้ เคยคิดภาพตัวเองตอนเกษียณงานมั้ย

คงเหงานะ นึกภาพตัวเองไม่ออกเลย สังเกตพ่อแม่เราที่บ้านสิ เวลาที่เขายังทำงานอยู่เขาดูมีชีวิตชีวาอยู่เลย พอหยุดทำงานปุ๊บแก่ทันที เขาไม่รู้ว่าวันนี้ลุกขึ้นมาแล้วจะทำอะไร

เห็นมั้ยว่าความว่างมันทำร้ายเรา

เราเชื่อว่าลุงๆ ป้าๆ วัยเกษียณเขามีอย่างหนึ่งที่พวกเราไม่มี เขาเห็นโลกมา และเขาสอนเราได้ เหมือนลุงๆ ป้าๆ ผู้สูงอายุ ที่มูลนิธิพระดาบส ซึ่งดีนะ เราเคยเห็นแคมเปญโฆษณาของต่างประเทศชื่อว่า ‘Speaking Exchange’ ที่จับผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรากับเด็กๆ อีกฝั่งหนึ่งของโลกที่อยากเรียนภาษามาเจอกันผ่านวิดีโอคอล ผู้สูงอายุก็ไม่เหงา เด็กๆ ก็ได้ความรู้ ต่อให้เป็นแคมเปญส่งประกวดที่อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อยๆ ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่โลก ทำให้คนที่เห็นงานนี้รับรู้ว่าสิ่งนี้ทำได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้

 

แอบใช้เวลางานมาทำเพจบ้างหรือเปล่า

ไม่ครับ โชคดีที่เรามีแอดมินหลายคน เวลาที่โพสต์จะเป็นเวลาว่างที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนพอดี

ชมรมคนรักงานมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงบ่นระดับมืดหม่นเกี่ยวกับงานของคนทั่วไป งานมันยาก มันมีปัญหาและปัจจัยเยอะแยะ แล้วทุกคนก็บ่น ได้ระบาย และงานก็ไม่เสร็จ วนอยู่แบบนี้ และการนั่งฟังคนบ่นแบบนี้ก็ทำให้ท้อตามไปด้วย เราเชื่อว่ามันจะมีคนแบบเรา คนที่รู้สึกว่า พอแล้ว อย่าบ่นต่อไปเลยนะ ทำงานกันเถอะ พวกเราคิดแค่นี้เลย ก็เกิดเป็นเพจขึ้นมา

ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเพจที่ฟรีฟอร์มมาก ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีคอนเทนต์ประมาณ 3 – 4 รูปแบบ รูปวาด ข้อความ และโปสเตอร์หนัง ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดก็แล้วแต่ว่าแอดมินคนไหนว่าง ไม่มีการนัดแนะ ทุกคนรู้ใจความหลักของเพจเหมือนกันนั่นคือ ‘รักงาน’ เท่านี้เลย จะทำอะไรก็ได้ แต่จะมีเสียงเดียวเหมือนมาจากแอดมินคนเดียว

 

คิดว่าอะไรทำให้คนรักงานเข้ามารวมตัวในชมรมคนรักงานมากมายขนาดนี้

คอนเทนต์คนบ้า (งาน) ด้วยแหละ

ลูกเพจ 80,000 คนแรกมาด้วยวิธีการออร์แกนิกทั้งหมดเลยนะ พอเราทำงานในวงการนี้เราจะรู้ว่าเฟซบุ๊กมันแกล้งเรา มันอั้นเราไว้ สมัยก่อนโพสต์ 100 ครั้ง เห็น 10 ครั้ง ปัจจุบันแทบไม่เห็นแล้วนะ ต้องจ่ายเงิน ขนาดกด see first ก็ไม่เห็นนะ ยุคแรกเราเอาชนะด้วยการทำเนื้อหาให้เยอะเข้าสู้ 100 โพสต์แล้วไม่เห็นใช่ไหม ได้!! เราทำ 200 โพสต์ โพสต์มันทุก 10 นาที และใช้วิธีทำเนื้อหาตามเทศกาล เช่น คลื่นเคานต์ดาวน์ ได้! มาทำเนื้อหาเคานต์ดาวน์ไปออฟฟิศกัน คนเห็นก็จะกรีดร้องเพราะมันอินไซด์ ทุกคนกรีดร้องเพราะไม่อยากกลับไปออฟฟิศที่มีงานรออยู่

 

คิดว่าทุกคนที่เข้ามารักงานจริงๆ หรือเป็นการประชดประชัน

เราเชื่อว่า ส่วนหนึ่งก็รักงานแหละ แต่แค่ยืมมือเราประชดหัวหน้า

อย่างน้อยๆ ชมรมคนรักงานไม่ได้เป็นเพจที่ชวนเขาบ่น แต่เพราะเราเป็นคนรักงานไง และทุกคนควรจะรู้ไว้ซะว่าเรารักงาน เรายังต้องทำงานอยู่ เป็นคนดีทันที ไม่ใช่การบ่นแล้วว่าทำงานหนักจังเลยเป็นทุกข์มาก ไม่มีประโยชน์จะมืดหม่น เพราะเราตั้งใจไง เราจึงยังทำงานอยู่ ต่อให้เป็นงานที่ยังไม่เสร็จ แต่ก็ยังนั่งทำงานอยู่ เพราะว่าฉันจะทำมันให้เสร็จ จะมากจะน้อยเราได้ตั้งใจแล้ว

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

ใจเย็นๆ ค่ะ โอเค เชื่อแล้วว่าเป็นคนรักทำงาน

มันก็จะมีคนจริงจังเข้ามาในเพจบ้าง บอกว่าทำงานเยอะๆ แบบนี้เดี๋ยวก็ตายหรอก เราก็จะเข้าไปตอบคอมเมนต์ทุกครั้งว่า ตายไม่ได้นะ ถ้าคุณตาย คุณจะไม่ได้ทำงาน คุณต้องทำงานแบบที่ไม่ทำให้ตัวเองตาย คุณต้องแข็งแรง ดูแลตัวเอง

หรือส่วนใหญ่จะข้อความเข้ามาว่า ‘สามทุ่มวันเสาร์ เรายังอยู่ออฟฟิศอยู่เลย มีใครอยู่บ้างไหม’ เราก็จะตอบไปว่า ‘เรายังอยู่ๆ นายไม่ต้องห่วง พวกเราอีก 1 แสนคนยังทำงานอยู่กับนาย’  ซึ่งก็คงทำให้เขารู้สึกดี

 

นอกจากในเพจแล้ว ชมรมคนรักงานมีการต่อยอดคอนเทนต์ยังไงบ้าง

นอกจากสติกเกอร์ไลน์ก็ไม่มีอะไรแล้ว เคยคิดว่าจะมีสติกเกอร์ก็ทำออกมา เสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อ เรื่องโฆษณา มีเข้ามาบ้างแต่มันจะยากนิดหนึ่ง เช่น โฆษณาโรงแรมรีสอร์ต เราจะรีสอร์ตยังไงนะเราเป็นคนรักงาน

 

มีอะไรอยากจะบอกคนรักงานที่นั่งอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่ระหว่างพักผ่อนจากการทำงานบ้าง

มีหนึ่งสิ่งที่จะฝากถึงทุกคน โลกจะสงบสุข ถ้าทุกคนตั้งใจทำงานของตัวเองเต็มที่ จริงๆ นะ หมอตั้งใจทำงาน คนไข้รอด ครูตั้งใจสอน เด็กก็เก่ง พนักงานบริษัทตั้งใจทำงาน องค์กรก็เติบโต ตำรวจ ทหาร นักกฎหมาย ข้าราชการ นักการเมือง ตั้งใจทำงาน โลกมันไปไหนแล้วไม่รู้

โลกมันเป็นแบบนี้แหละ เราทำอะไรไม่ได้ เราบอกใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

ออกไปหาคนที่เชื่อเหมือนกับเรา เลือกทำงานเหมือนคนที่ตั้งใจเหมือนกับเรา อย่างน้อยก็พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง

FACEBOOK | ชมรมคนรักงาน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
1,627

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load