ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมลืมสังเกตไปว่าในชื่อเพจ Sundae Kids มีตัวอักษร ‘s’ ต่อท้าย ซ้ำร้ายยังลืมสังเกตว่าในโลโก้แสนน่ารัก มีเด็กหญิงและเด็กชายอยู่ในนั้น

Sundae Kids

ผมจึงแปลกใจไม่น้อยที่เมื่อนัดพบเจอกันแล้วเจอหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาว ด้วยไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพจที่ปัจจุบันมียอดคนไลก์กว่า 7 แสนนั้นสร้างโดยคนสองคน

โป๊ยเซียน-ปราชญา มหาเปารยะ และ กวิน เทียนวุฒิชัย คือคนทั้งสองที่ว่า

หากเรามองว่างานที่ออกสู่สายตาสาธารณะสะท้อนตัวตนคนทำคนวาด เท่าที่ติดตามเพจคอมิกไม่กี่ช่องจบทำให้ผมเดาล่วงหน้าว่าผู้ที่เป็นเจ้าของ Sundae Kids น่าจะเป็นคนขี้เล่นและมีอารมณ์ขันแบบเด็กๆ ทั้งยังเป็นคนสนใจและใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์

ช่่วงหนึ่งของการพูดคุยโป๊ยเซียนบอกว่า เธอเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ ผมจึงอยากลองวาดภาพชีวิตเธอด้วยตัวอักษรบ้าง  และหวังว่าคนอ่านคงเพลิดเพลินกับความ kid ของเขาและเธอ

Sundae Kids

ช่องที่ 1

“เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ”

หากมองชีวิตของโป๊ยเซียนเป็นคอมิก ช่องแรกๆ ที่บอกเล่าชีวิตที่ผ่านมาน่าจะเป็นรูปเธอกำลังนอนอ่านการ์ตูนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว และไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ เราย่อมเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เธออ่านที่ผ่านมามีส่วนหล่อหลอมเธอไม่น้อย

“สำหรับเราการ์ตูนไม่ได้ไร้สาระนะ” เธอเล่าเมื่อชวนเธอย้อนมองสื่อที่เรียกว่าการ์ตูน “จริงๆ เราเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ต่อให้อ่านหนังสือสอบหรืออะไรก็ตาม เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ เราจะชอบดูภาพมากกว่าอ่านตัวหนังสือ การ์ตูนเราอ่านมาหมดเลยนะ ตั้งแต่การ์ตูนตาหวาน Slam Dunk ก็อ่าน หรือหลายๆ เรื่องของ ไอ ยาซาว่า หนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบ เพราะว่ามันไม่ได้หวานใส เขาจะมีความดาร์ค มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้สวยหรูนี่หว่าผ่านการ์ตูน

“เราชอบคิดว่าเขาทำได้ยังไงที่ให้มันสามารถเล่าอารมณ์ได้เยอะมากทั้งที่มันเป็นแค่ภาพ ทุกคนสามารถรับรู้ได้ แล้วอีกอย่างคือ มันได้ความรู้สึก ได้อารมณ์ ได้เห็นบรรยากาศ คือการ์ตูนมันไม่ใช่สำหรับเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ เราเชื่อว่าอย่างนั้น” หญิงสาวย้ำหนักแน่นถึงการ์ตูนบนโลก ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเพียงคอนเทนต์ในเพจของเธอ

ตอนนั้นมีความฝันอยากเป็นนักวาดเลยไหม” ผมสงสัย

“เรายังไม่ได้มีความฝันจะเป็นคนวาดการ์ตูน แค่ชอบอ่าน ชอบวาดรูป แต่ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าวันหนึ่งฉันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน เราแค่ชอบวาดรูป รูปไหนสวยก็ลองวาดตาม เราแค่รู้สึกสนุก”

‘แค่รู้สึกสนุก’ ผมได้ยินคำนี้มาบ่อยครั้ง และพบว่ามันคือสิ่งสำคัญของการเริ่มต้นบางอย่าง

เมื่อชีวิตเคลื่อนมาถึงทางแยกหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เชื้อความชอบการ์ตูนและทักษะในการวาดภาพประกอบในคอมพิวเตอร์ของเธอก็ได้ใช้งาน โดยกวินเป็นผู้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเธอนั้นน่าสร้างบางสิ่งบางอย่างที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้โดยไม่ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบงานประจำ จึงแนะนำว่าให้สร้างเพจ โดยชายหนุ่มจะทำหน้าที่คล้ายบรรณาธิการ คอยช่วยคิดเนื้อหาและแนะนำเรื่องลายเส้น ส่วนหญิงสาว นอกจากคิดแล้วเธอยังเป็นคนวาดภาพทุกภาพที่เราเห็น

และนั่นคือที่มาของเพจที่ใครหลายคนกดไลก์อยู่แล้ว-บางคนอาจกด See First ด้วยซ้ำ

เพจนั้นชื่อ Sundae Kids

Sundae Kids Sundae Kids

ช่องที่ 2

“มันเกี่ยวกับความรัก”

นับตั้งแต่วันแรกที่มีคนตามหลักหน่วยจนถึงวันนี้ที่มีคนตามหลักแสน เนื้อหาในเพจของเธอเล่าหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องที่ผ่านตาผมบ่อย ผ่านเพื่อนๆ สาวๆ ที่แชร์มาในไทม์ไลน์มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์

เธอและเขาสนใจอะไรในสิ่งนั้น ผมก็สงสัย

“ตอนแรกไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ” กวินออกตัวก่อนที่โป๊ยเซียนจะเสริม “ไม่หรอก เหมือนเราอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ เราเจอทุกวัน ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง แม้เราไม่ได้ตั้งใจหรือวางไว้ว่าเราจะเน้นเล่าแต่เรื่องนี้ก็ตาม เราแค่คิดว่าเจอเรื่องราวที่เราชอบเราก็จะเขียน แต่พอวาดออกมามันดันเป็นความสัมพันธ์เยอะ ความจริงก็คิดนะว่าอยากเขียนเรื่องอื่นบ้าง ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราเจอเรื่องถูกใจอื่นๆ เราก็อาจจะเขียนแหละ”

Sundae Kids Sundae Kids

เขาและเธอบอกว่าถ้าให้ย้อนวิเคราะห์ อีกสาเหตุหนึ่งที่เรื่องความสัมพันธ์กินพื้นที่ในไทม์ไลน์มากกว่าเรื่องอื่นเป็นเพราะสิ่งที่ทั้งสองเสพ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ดู เพลงที่ฟัง หรือหนังสือที่อ่าน

“ส่วนใหญ่ทั้งหนัง เพลง หนังสือ หลายๆ อย่างที่เราเสพมันพูดถึงความรัก เราคงเสพอะไรแบบนี้เยอะในชีวิตประจำวัน มันเลยมีส่วน เพราะมันมีอัตราส่วนเยอะกว่าในชีวิต”

หากเจาะลึกลงไปในคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์เราจะพบว่ามันถูกแบ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งหากเราเชื่อว่าตัวเลขบ่งบอกความจริงบางอย่างได้ เราจะพบว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบความเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง เมื่อยอดไลก์ของคอนเทนต์เหล่านั้นมันมักพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ

Sundae Kids Sundae Kids

“จริงๆ เราไม่ใช่คนฟูมฟาย ไม่ใช่คนตั้งสเตตัสเวลาผิดหวังอะไรเลย แต่เราก็คิดว่าการที่โพสต์ซึ่งเกี่ยวกับความเศร้ามีคนชอบ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เป็นคนแบบเรา เขาอาจจะไม่ฟูมฟายในเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่พอเขาเห็นเมสเสจที่เขาชอบ เขาก็เลยไลก์และแชร์โดยที่เขาไม่ต้องพูดด้วยตัวเอง

“อาจจะเป็นแบบนั้น เพราะเราก็เป็นแบบนั้นโป๊ยเซียนลองวิเคระห์

“แล้วต้องคำนึงถึงความจริงไหมในโลกของการ์ตูน” ผมสงสัย เพราะบางเหตุการณ์ในคอมิกของเธอก็ทำเอาคนสงสัยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ

“ไม่ เราไม่ได้คาดหวังให้คนอ่านเชื่อ เราอยากให้คนอ่านรู้สึกมากกว่า สำหรับคนที่รู้สึกนะ อย่างตอนที่วิ่งสะดุดหินล้ม ถ้าคนที่ไม่อินเขาก็จะรู้สึกว่า อะไรเนี่ย คนเขาทำอย่างนี้กันด้วยเหรอ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนที่เขาไม่เข้าใจเขาจะต้องมาเชื่อว่ามันมีอย่างนี้จริงๆ แต่เราชอบที่จะให้คนรู้สึกไปด้วย คนที่อินเขาก็จะคิดว่ามีโมเมนต์แบบนี้ด้วย

Sundae Kids

“บางคนก็อินบ็อกซ์มาบอกว่ามันตรงกับชีวิตเขามากเลยก็มี เราก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเรื่องที่เราคิดว่ามันไม่มีจริงๆ คนก็เจอกันเยอะเหมือนกัน การที่คนมาไลก์เพจเราอาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เจอเรื่องราวคล้ายๆ กับเรามาเยอะเหมือนกัน”

ช่องที่ 3

“โรแมนติกยุคใหม่”

แม้ด้วยสถานะเขาและเธอจะเป็นคนไทย แต่สิ่งที่เธอทำไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แค่คนไทยอ่าน

ทั้งสองบอกว่าเพจ Sundae Kids ทำเพื่อนำเสนอสู่สายตาคนอีกโลก ซึ่งโลกนั้นในความหมายของเขาและเธอคือโลกออนไลน์ ซึ่งไร้เส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ นักอ่านในต่างประเทศอาจจะเห็นคอมิกของเธอพร้อมๆ (หรือก่อน) เพื่อนเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ กันด้วยซ้ำ

Sundae Kids

“เราคิดว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีพลังเยอะมากในปัจจุบัน อย่างเราเขียนการ์ตูนเราก็ไม่ได้เขียนให้เฉพาะคนไทยอ่าน” กวินตอบเมื่อผมชวนคุยถึงเครื่องมือในโลกออนไลน์ “เราว่าโลกเดี๋ยวนี้มันไมได้แบ่งว่าคนไหนอยู่ประเทศไหนแล้ว มันกลายเป็นแค่โลกในอินเทอร์เน็ตกับโลกนอกอินเทอร์เน็ตเท่านั้นแหละ ซึ่งเราทำให้คนในโลกอินเทอร์เน็ตอ่าน โดยไม่จำกัดว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน”

“ทั้งในโลกจริงและในคอมิกของคุณก็มีการสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ คุณมองการสื่อสารแบบนี้ยังไง คิดว่ามันฉาบฉวยไหม” ผมชวนเขาคิด

“เรามองว่าจริงๆ มันก็โรแมนติก” กวินตอบหลังจากนิ่งคิดไม่นาน “การที่เราคุย Skype กันมันก็เป็นโรแมนติกยุคใหม่ คือเราไม่ได้มองว่าการเขียนจดหมายจะโรแมนติกกว่าการคุยสไกป์ แค่มันคนละยุคกัน ถ้าต่อไปมีเครื่องมือสื่อสารที่ดีกว่านี้ คนรุ่นหน้าก็อาจจะมองว่าการคุยสไกป์โรแมนติกจังเลยก็ได้ เหมือนที่เรามองว่าจดหมายโรแมนติก หรือการที่เรากลับไปนึกถึงเวลาที่เราแชท MSN แล้วบอกว่าเราอยากมีเวลาโมเมนต์นั้นจังเลย ที่การรอคนออนไลน์เราก็คิดว่ามันก็โรแมนติก

“คือสุดท้ายมันก็แค่คนยุคต่างกันไม่เข้าใจกันแหละ คนที่เป็นพ่อแม่เราเขาไม่เคยเล่น MSN ไง ก็เลยบอกว่ามันไม่โรแมนติกเหมือนจดหมายหรอก แต่เราถือว่าทุกอย่างมันก็มีเสน่ห์ในยุคของมัน”

ช่องที่ 4

“มันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต”

ล่าสุด-หลังจากวาดคอมิกไม่กี่ช่องจบลงเพจมา 3 ปี เต็ม-เขาและเธอก็ลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ readsundaekids.com เพื่อวาดเรื่องยาวลงในนั้น

Graphic Novel เรื่องแรกที่ออกสู่สายตาแฟนๆ ในโลกออนไลน์ชื่อว่า CLOSE TO YOU

CLOSE TO YOU

“อย่าง CLOSE TO YOU ตอนแรกเราแค่เล่าเรื่องถึงโมเมนต์นั้นของชีวิต มันเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของคนนั้น ตัวละครเอกมันผิดหวัง ซึ่งเราคิดว่าทุกคนมันเคยผิดหวัง ทุกคนก็น่าจะเคยมีจุดต่ำสุดของชีวิตแน่นอน ไม่ว่าเรื่องการงาน ความรัก หรืออะไร มันต้องเคยผ่าน ณ โมเมนต์นั้น

“เราเชื่อว่าคนเขาน่าจะเข้าใจตัวละคร ที่บอกว่าความสุขอาจจะขายไม่ดีเท่าความเจ็บปวด เราว่าบางทีคนเราตีความคำว่าความสุขไม่เหมือนกัน การที่พูดเรื่องความสุขออกมา บางคนอาจจะไม่ได้คิดว่านี่คือความสุขก็ได้ สมมติคนเขียนเรื่องความสุขมาอย่างหนึ่ง เราอ่านเราอาจจะคิดว่ามันไม่ใช่นี่นา แต่เรื่องความผิดหวังเราว่าทุกคนคล้ายๆ กัน เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน เรารู้สึกเข้าใจกัน จะอกหักหรือตกงาน มันคือความผิดหวัง” เขาและเธอช่วยกันเล่า

หากนับจากวันแรกจนถึงวันนี้ คงไม่เกินเลยไปถ้าจะบอกว่าพวกเขาและเธอมาไกลกว่าที่คิด จากที่อาศัยแรงเพื่อนๆ ช่วยแชร์กัน ปัจจุบัน แต่ละภาพของพวกเขามีคนเต็มใจแชร์และเชียร์ให้เขาทำต่อไปวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าสามารถเลี้ยงปากท้องด้วยอาชีพนี้ได้แล้ว

“ต้องบอกว่าอาชีพวาดภาพประกอบมันแทบจะไม่มีอยู่จริงในไทย เพราะถ้าไปถามนักวาดภาพประกอบส่วนใหญ่เขาต้องมีอาชีพอื่น แล้วเขาจะได้รายได้หลักจากอาชีพนั้น เพราะฉะนั้น อาชีพนักวาดภาพประกอบก็จะเหมือนเป็นอาชีพเสริม เพราะว่าเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นค่าสิ่งนี้เท่าไหร่ แต่พอเราทำเพจแล้วมีการติดต่องานเข้ามา อาจจะไม่ได้เงินเยอะอะไรนะ แต่มันทำให้เราอยู่ได้ และเป็นอาชีพหลัก ซึ่งเท่านี้เราก็แฮปปี้แล้ว คือเราสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเราเป็นนักวาดภาพประกอบ” กวินพูดด้วยรอยยิ้ม

CLOSE TO YOU

“จริงๆ เพจมันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต เป็นที่ทำงานแรกของเรา” โป๊ยเซียนเปรียบเปรย “ถ้าย้อนไปดูตั้งแต่เด็กๆ จะเห็นว่าเราพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ พอมาดู CLOSE TO YOU ก็อีกลายเส้นหนึ่งแล้ว อีกอย่างมันก็คือความภูมิใจ ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่ามันจะมาถึงตรงนี้ได้ เราไม่เคยคิดเลยนะว่าทำสิ่งนี้แล้วคนจะมาชื่นชม จะได้เงิน คิดแค่ว่าอยากทำมั้ย อยากทำก็ทำ คือทำ CLOSE TO YOU มันไม่ได้อะไรเลยนะ ไม่ได้เงิน แต่ถามว่าทำทำไม คือคุณค่าของเพจเราก็คือมันเติมเต็มฝัน เติมเต็มความต้องการของเรา แล้วได้ทำทุกอย่างที่เราอยากทำในนามปากกา Sundae Kids เราไม่ได้อยากจำกัดตัวเองด้วยว่ามันจะกลายเป็นอะไรแล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนในวันข้างหน้า”

“แต่ถึงยังไงโตไปก็ยังเป็น kid อยู่” ผมแซวเขาและเธอ

“ใช่ ยังเป็นเด็กอยู่ในร่างผู้หญิงแก่ๆ” ว่าถึงตรงนี้ หญิงสาววัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ตรงหน้าก็หัวเราะแบบเด็กๆ

ภาพ : Sundae Kids

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ติดตามเพจสะใภ้ต่างชาติมาก็ตั้งเยอะ ดูคอนเทนต์คนไทยในต่างแดนมาก็ตั้งมาก 

แต่ยังไม่เคยเจอใครที่เป็นเหมือน บรีม-ศิริพร มัจฉิม เจ้าของเพจ ‘สะใภ้ไชน่า’ สักที

ไม่จำเป็นต้องขายชีวิตสวยหรูหรือความสำเร็จอันยากจะเอื้อมถึง เธอกลับเลือกขายเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ผสมผสานความฮาแบบไร้สคริปต์ (ที่เจ้าตัวขอแย้งว่า ตัวเองเป็นคนจริงจังในชีวิต) พร้อมสอดแทรกสาระความรู้ที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับประเทศจีนมาก่อน ตั้งแต่เรื่องสังคม วัฒนธรรม ยันการเมืองในแบบฉบับย่อยง่าย

ฤกษ์ดี เรามีโอกาสได้พูดคุยกับบรีม จึงอยากอาสาพาเพื่อนนักอ่านไปส่องว่าซ้อจากแดนมังกรคนนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมา จนมีผู้ติดตามมากถึง 9 แสนกว่าคนใน TikTok 

นี่ยังไม่นับรวมแพลตฟอร์มอื่น ๆ

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

จับพลัดจับผลูเรียนจีน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน บรีมเป็นเพียงเด็กสาวชาวเหนือจากจังหวัดพิจิตรคนหนึ่ง เติบโตมาอย่างเรียบง่ายท่ามกลางความรักและความอบอุ่นของพ่อ แม่ และน้องอีก 2 คน

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เธอนิยามตัวเองว่าเป็นเด็กหน้าห้อง งานแข่งขันเชิงวิชาการน้อยใหญ่จึงเป็นเหมือนของคู่กันกับตัวเธอในตอนนั้น

“เรารู้สึกว่าการเรียนคือการแข่งขันตลอดเวลา การเรียนก็เหมือนกับการเล่นเกม พอเราได้ที่หนึ่งตลอด พ่อแม่มีความสุข เราก็สนุกและมีความสุขด้วยเหมือนกัน”

ด้วยความที่บรีมเป็นเด็กเรียนดี เธอจึงได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนห้อง SMAT (ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม) ต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 

“ตอนนั้นโรงเรียนบังคับให้เลือกเรียนภาษาที่ 3 มีภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เพื่อนเราไปลงเรียนญี่ปุ่นกันหมด แล้วฝรั่งเศสคนก็ลงเต็มหมดเหมือนกัน เราเลยเรียนภาษาจีนก็ได้

“จำได้เลยว่าทั้งห้องเรามีอยู่ 3 คนที่ลงเรียนจีน คือเป็นภาษาที่ไม่ค่อยมีคนเลือก เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศจีนหรือภาษาจีนเลย”

ทว่าเมื่อลองเรียนจริง เธอกลับพบความงดงามอย่างคาดไม่ถึง ด้วยตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรภาพ กอปรกับเธอชื่นชอบการวาดรูปอยู่เป็นทุนเดิม ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมจีนแทรกซึมเข้าไปอยู่ในใจเธอได้ไม่ยากนัก

อย่างน้อย แดนมังกรก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินตัวบรีมอีกต่อไป

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

จากร้ายกลายเป็นรัก

ก่อนชีวิตของบรีมจะพลิกผันในช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการศึกษาต่อในชั้นอุดมศึกษา

“พ่อกับแม่เราแยกทางกัน หลังจากนั้นแม่ก็ว่างงาน จากที่เราเคยมีทุกอย่าง มีแม่บ้าน มีพี่เลี้ยง กลายเป็นว่าเราไม่มีอะไรเลย 

“จากที่ตั้งใจว่าจะเรียนเภสัช เรียนแพทย์ เราเลยไปเข้าร่วมโครงการขอทุนเรียนดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แทน แล้วเลือกคณะรัฐศาสตร์ เอกการเมืองและการปกครอง เพราะตอนนั้นอินเรื่องการเมืองช่วงรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ด้วย เป็นช่วงที่ผลัดเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ”

ใครจะรู้ว่าการตัดสินใจเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในครั้งนั้น ทำให้เธอได้พบกับหนุ่มชาวจีนที่มาเรียนภาษาไทยอยู่ที่เดียวกัน ก่อนความสัมพันธ์แบบคนรู้จักจะพัฒนาเป็นคนรัก

“มีหลายเหตุการณ์ให้เราได้เจอกันบ่อย ๆ เรารับบทเป็นล่ามให้เขา อย่างเวลาเขาจะไปเที่ยวก็มาชวนว่า ไปด้วยกันไหม เราก็ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวกับเพื่อนด้วย”

เมื่อความรักสุขงอม จึงได้เวลาของการแต่งงานและลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองจีน

ณ ดินแดนมังกรแห่งนี้เอง ที่เพจสะใภ้ไชน่าถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

สะใภ้ไชน่า

“ตอนนั้นเรามาบ้านสามีครั้งแรก แล้วอยู่ยาวเดือนหนึ่งโดยที่ไม่ได้ทำงาน เลยคิดว่าจะต้องเหงามากแน่ ๆ เพราะปกติเป็นคนพูดเก่ง เพื่อนก็เยอะ”

ซ้อจีนหน้าใหม่จึงเริ่มเปิดเพจ Facebook สะใภ้ไชน่าตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2560 – 2561 เป็นต้นมา

แล้วชื่อสะใภ้ไชน่าได้มายังไง – เราโยนคำถาม

“เราไลฟ์คุยกับลูกเพจแล้วช่วยกันตั้ง ตอนนั้นยังไม่มีสะใภ้อะไรเลย ไม่มีสะใภ้จีน สะใภ้เกาหลี เราเลยตั้งเป็นชื่อสะใภ้ แล้วต่อด้วยไชน่า ให้มันคล้องจองกันด้วย” 

คอนเทนต์ในช่วงแรกเริ่มของเพจเน้นไปที่การนำเสนอไลฟ์สไตล์ ให้ลูกเพจได้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตของเธอในฐานะคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

สำหรับบรีมแล้ว ‘เพจ’ จึงเป็นเหมือน ‘บันทึกความทรงจำและเรื่องราวในชีวิตประจำวัน’ 

ถึงแม้ในตอนนั้นยอดผู้ติดตามจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 600 คน แต่เธอก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะถือคติว่า ถ้าทำอะไรแล้วเธอจะทำมันให้ออกมาดีที่สุด

ก่อนที่ระยะหลังเธอเริ่มหันความสนใจมาที่การแชร์ รวมถึงนำข่าวคราวความเคลื่อนไหวในจีน ทั้งเรื่องสังคมและการเมือง มาแปลให้แฟน ๆ ได้ติดตามกัน

จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเพจสะใภ้ไชน่ากลายเป็นสนามถกเถียงอันดุเดือดระหว่างลูกเพจด้วยกันเอง แทนที่จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์อย่างที่เธอตั้งใจไว้

“เรื่องมันเกิดจากที่เราไปแปลข่าวซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงในจีน คือ ตอนนั้นจีนบริจาคหน้ากากอนามัยให้ไทย ช่วงที่เราขาดแคลนหน้ากาก แต่ในขณะเดียวกันไทยก็มีข่าวว่าส่งออกหน้ากากอนามัยให้อเมริกา 

“ทีนี้เลยเกิดความเข้าใจผิดขึ้น เพราะดันเป็นช่วงไทม์ไลน์ที่ต่อเนื่องกันพอดี เราก็แปลคอนเมนต์ชาวเน็ตจีนว่าเขาคิดยังไง มีคนมาคอมเมนต์ว่า อย่างนี้ไม่น่าช่วยแล้ว ครั้งหน้าฉันจะไม่ไปประเทศไทยแล้ว”

ซึ่งเจตนาที่แท้จริงของบรีม คือการเป็นสื่อกลางส่งต่อข่าวที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นให้เข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนมากขึ้นเท่านั้นเอง

ทว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอตัดสินใจห่างหายจากการทำเพจไประยะหนึ่ง เพราะรู้สึกเหมือนตนส่งต่อพลังงานลบให้แก่ลูกเพจโดยไม่ได้ตั้งใจ

Nihao Naohi

1 ปีให้หลัง บรีมตัดสินใจกลับมาเดินหน้าทำเพจอีกครั้ง และขยับขยายพื้นที่คอนเทนต์ไปยัง YouTube เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเป็นช่องทางในการทำรายได้เสริม แต่ยังคงความเป็นบันทึกเรื่องราวชีวิตของเธอในประเทศจีนไว้ดังเดิม

ก่อนจะเปลี่ยนมาอัปเดตคอนเทนต์ถี่ขึ้นใน TikTok อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้แทน 

“พอเรามีลูก สมาธิมันสั้น โฟกัสอะไรนาน ๆ ไม่ได้ ตอนคลอดลูกก็หายไปอีก 2 – 3 เดือน เราเป็นซึมเศร้าหลังคลอดด้วย ทีนี้เลยลองมาเล่น TikTok แล้วลงคลิปไป 15 วินาที 1 นาทีบ้าง”

ด้วยข้อจำกัดของเวลาว่างที่ลดน้อยลง จากการที่เธอสวมหมวกเจ้าของธุรกิจบราปีกนกอีกใบหนึ่ง การตัดสินใจในครั้งนี้นับว่าถูกทีเดียว

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน
‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

การกลับมาครั้งนี้ของบรีม ยังมาพร้อมกับคอนเทนต์ย่อยง่ายแนวไลฟ์สไตล์คล้ายกับตอนเธอเริ่มทำเพจในช่วงแรก เพราะเธอตระหนักได้ถึงเรื่อง Hate Speech และคิดว่าอยากทำคอนเทนต์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

“เราอยากแชร์เรื่องราวในแบบเบาสมอง ให้คนเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจคนจีน โดยที่เราไม่ได้อ้างทฤษฎีเหมือนตอนทำเรื่องการเมือง เพราะพอเรารู้ มันมีคนรู้ลึกกว่านั้นอีก รีเสิร์ชหนักมาก แล้วเราก็ปวดหัวกับสิ่งพวกนี้ เลยไม่อยากเจาะลึกอะไรแล้ว 

“เพราะบางคนเขาเลิกงานมา เขาไม่ได้อยากรู้อะไรลึก ๆ เขาแค่ต้องการความสบายใจ ต้องการอะไรที่มันสนุกสนานบ้าง”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

เราอดสงสัยไม่ได้ว่า คอนเทนต์ไหนกันที่ทำให้คนหันมาสนใจสะใภ้ไชน่ามากขึ้น

“คลิปแรกที่ถ่ายแฟนเรา ตอนนั้นเขาเดินไปซื้อขนมปังให้ เราก็เลยถ่ายนางเดิน แล้วเป็นช่วงเพลง I JUST WANNA PEN FAN YOU DAI BOR ? กำลังแมส เราก็ใส่เพลงนั้นไป พร้อมกับข้อความว่า ‘ข้อดีของการมีแฟนคนจีนมีอะไรบ้าง’ ก็ไล่เป็นข้อ ๆ หนึ่ง มีความรับผิดชอบสูง สอง มีความเป็นผู้นำ สาม ขยันทำงาน วางแผนการเงินดี สี่ สายเปย์ ห้า ผิวดีมาก 

“คนก็เออใช่ จริงด้วย อยากมีแฟนเป็นคนจีน” บรีมหัวเราะ

“แล้วมีคนถามว่ามีข้อเสียไหม เราก็ทำอีกคลิปหนึ่งเป็นข้อเสียของการมีแฟนคนจีน”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

หลังจากลงคลิปนั้น คอนเทนต์น้อยใหญ่ต่างทยอยเกิดขึ้นมากมายในช่องของบรีม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาสำรวจแดนมังกรไปด้วยกัน 

ในขณะเดียวกัน การอาศัยอยู่ในต่างประเทศและทำคอนเทนต์เปิดโลกของสะใภ้ไชน่าคนนี้ อย่างเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เธอต้องปรับตัวไม่มากก็น้อยทีเดียว เช่น ภาษาท้องถิ่นที่เธอไม่คุ้นชินนัก ทำให้ต้องใช้ภาษาท่าเข้าช่วยในระยะแรก อาหารจีนที่รสชาติไม่ได้จัดจ้านเท่าไทย หรือแม้แต่การบริการของพนักงานจีนที่แทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากนัก เพราะมีเทคโนโลยีสะดวกครบครัน ตั้งแต่ QR Code สแกนเมนูยันหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร

ความธรรมดาแสนพิเศษ

หากถามว่าเสน่ห์ความเป็นสะใภ้ไชน่าคืออะไร บรีมตอบเราสั้น ๆ แค่ว่า – ไม่มี

“เราไม่คิดว่าเพจเรามีจุดเด่นอะไรเลย เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่คนเก่งหรือโดดเด่นอะไร นี่คือความธรรมดาที่ทุกคนก็เป็นบรีมได้เหมือนกัน อย่างน้อยเป้าหมายในการทำคลิปของเรามี 2 เรื่อง คือ ถ้าคุณไม่ได้ความบันเทิง คุณก็จะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกลับไป

“คนที่ติดตามเรา เขาจะชอบพูดว่าคุณบรีมเก่งจัง ไม่เหมือนสะใภ้คนอื่นเลย แต่บางคนปลูกผักอย่างสวย ทำอาหารอย่างเก่ง ซึ่งเราไม่มีคุณสมบัติอะไรแบบนั้น”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน
สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

จุดขายของสะใภ้ไชน่าจึงไม่ใช่คอนเทนต์ที่โดดเด่นพิเศษกว่าใคร หรือโชว์เรื่องราวความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นความตลกธรรมชาติของบรีม รวมถึงความอบอุ่นเป็นกันเองเหมือนเพื่อนที่มาตั้งวงสนทนาพาทีกัน

ถ้ายังไม่เห็นภาพ เราขอเสิร์ฟตัวอย่างคอนเทนต์ที่เธอทำไว้เป็นน้ำจิ้มให้นักอ่านได้ลิ้มลอง

1. อาหาร ใครติดภาพจำว่าอาหารจีนต้องเผ็ดกินแล้วลิ้นชา เหมือนทานหม่าล่า คลิปนี้บรีมมาไขความลับให้ได้รู้กันว่า อาหารจีนไม่ได้เผ็ดไปทั้งหมด อย่างมณฑลเจ้อเจียงที่เธออาศัยอยู่นั้น อาหารเรียกได้ว่าจืดกว่าที่เธอคิดไว้มาก ขนาดปลานึ่งยังใส่เพียงขิงเท่านั้นเอง

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

อาหารท้องถิ่นเจ้อเจียง ประเทศจีน

2. สถานที่ท่องเที่ยว บรีมอาสาพาทัวร์พระราชวังต้องห้ามจำลอง สอดแทรกเกร็ดความรู้ที่ทำเอาเราถึงกับตกใจ เมื่อได้รู้ว่านางสนมสมัยก่อน หากไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จะถูกพาไปทำแท้ง บางทีถึงขั้นใช้วิธีการขูดมดลูกเลยทีเดียว

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

พระราชวังจีนที่คนไม่ค่อยได้เห็น

3. มุมมองเรื่องความหลากหลายทางเพศ แม้ว่าประเด็น LGBTQ+ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ของจีน เช่น เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่ในแถบชนบทยังปิดกั้นอยู่พอสมควร แม้แต่ในภาษายังมีการใช้คำว่า 人妖 (เหรินเยา) แปลว่า ปีศาจที่เป็นคน เพื่อเรียกคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ รวมถึงรัฐบาลก็ยังไม่สนับสนุนผู้ชายหน้าหวานแต่งกายแบบหญิง

อย่างไรก็ดี บรีมเข้าใจว่าสาเหตุอาจเกิดจากความที่จีนเป็นสังคมใหญ่และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี แต่คิดว่าอีกไม่นานน่าจะผ่อนคลายเรื่องกฎพวกนี้ เพราะในปัจจุบันก็เริ่มมีการสร้างห้องน้ำ Unisex ตามปั๊มและจุดพักรถต่าง ๆ แล้ว

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

คนจีนคิดยังไงกับ LGBT

4. นโยบายลูก 3 คน บรีมชวนเราขบคิดถึงนโยบายลูกคนเดียวของจีน ที่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายลูก 3 คน เนื่องจากสมัยนี้คนไม่นิยมการมีบุตร ทำให้อัตราการเกิดลดลงมาก ด้วยความที่จีนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ ทุกคนจึงมี Mindset ที่ว่าต้องทำเพื่อส่วนรวม ให้มีแรงงานมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

ประเทศจีนมีลูกได้สามคนแล้ว

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

จากการทำเพจสะใภ้ไชน่าในวันแรกจนถึงวันนี้ ความสุขของบรีมยังคงเป็นการได้ไล่อ่านคอมเมนต์ลูกเพจที่เธอเรียกว่า ‘เพื่อน’ ส่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

“พอทำเพจ มันไม่เหมือนกับว่าเรายืนอยู่บนสปอตไลต์แล้วมีคนมองมา ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ถ้าจะเป็นแบบนั้นคงต้องเป็นเพจที่มีความรักชู หรือมีชีวิตธรรมดาที่ไม่เหมือนคนอื่น 

“แต่เหมือนเรากำลังยืนอยู่ในพื้นที่ที่มีเพื่อน ๆ ยืนอยู่ด้วยกันเต็มไปหมด แล้วเม้ามอยเรื่องเดียวกันได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร” บรีมย้ำ

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

ด้วยความที่อยากสร้างรอยยิ้มและมวลความสนุกในแต่ละวัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสะใภ้ไชน่าถึงมักอัปโหลดคลิปใหม่ ๆ ในช่วงเย็นวันธรรมดาหลังคนเลิกเรียนหรือเลิกงาน และช่วงสายของวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยลุกจากเตียง

ไม่เพียงแต่ความสุขที่บรีมได้รับจากคอมมูนิตี้ที่เธอและลูกเพจร่วมกันสร้างขึ้น เธอยังได้รู้จักตัวตนของตัวเอง และเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย

“เราได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบที่จะเสพพลังงานลบตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรารู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองและสังคมมากขึ้น”

หากกล่าวถึงทิศทางในอนาคตของเพจ บรีมยังคงจะทำคอนเทนต์ในแนวที่ทำอยู่ให้ดีต่อไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเติมพลังชีวิตให้กับใครต่อใคร

“เราอยากให้เขารู้สึกว่าต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรในชีวิต เราว่าต้องมีทางออก แล้วถ้าพื้นที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ของเรา เราก็แค่เดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่

“แล้วตอนนี้เราเพิ่งกลับมาไทยในรอบ 3 ปี ในอนาคตก็อยากจะทำเป็น Vlog พาไปตระเวนชิมอาหารตามที่ต่าง ๆ เพราะเรามีแพลนไปตะลอนเที่ยวประเทศไทยด้วย”

สะใภ้ไชน่าทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณลูกเพจทุกคนที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตลอด”

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม
ภาพ : สะใภ้ไชน่า Sapai China

ช่องทางการติดตาม

Facebook : สะใภ้ไชน่า Sapai China

YouTube : สะใภ้ไชน่า Sapai China

TikTok : สะใภ้ไชน่า-ซ้อบรีม (@sapaichina)

Writer

กชพรรณ ก่อสุวรรณวงศ์

เด็กนิเทศแดนกิมจิ เอ็นดูแมวทุกตัวบนโลก ชื่นชอบการอ่านนิยายในวันฝนพรำ และหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load