1

“อยากมีแฟนขนาดนั้นเลยหรอ”

“โสดแล้วไม่ดีตรงไหน สบายตัวจะตายไป”

“มีแฟนแล้วไม่ดีก็อย่ามีเลย อยู่แบบนี้สบายใจกว่า”

ค่ะ เข้าใจทุกอย่าง ในฐานะที่เป็นผู้สมัครลงแข่งค้นฟ้าคว้าช่อดอกไม้งานแต่งเจ้าประจำ เรายิ้มรับคำแนะนำเหล่านั้น วันดีคืนดีก็นึกโมโหคนที่ล้มล้างระบบคลุมถุงชนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ จินตนาการไปไกลว่าอนาคตจะรวบรวมความกล้าลงรูปคาดตาสีดำ ประกาศตามหาคนรักในหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของประเทศให้รู้แล้วรู้รอด

2

“ตามพื้นดวงแล้ว จะได้คนรักจากการแนะนำของผู้ใหญ่ มิตรสหายและบริวาร”

ลั่น! หมอดูทุกสำนักยืนยัน จะมีคนแนะนำเนื้อคู่มาให้

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ด้วยเป็นสาวยุคใหม่ 4.0 แอพพลิเคชันพระพรหมจับคู่ที่ไหนว่าดี ดิฉันก็ไปลองปัดๆ ซ้ายขวาเพื่อศึกษาลักษณะนิสัยและใจคอ ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ดิฉันหัวโบราณเกินไป ไม่ถูกจริตความสัมพันธ์คลุมเครือแบบสมัยนิยม (อ่าว ไหนว่าเป็นสาว 4.0)

3

แม้ว่าจะตอบรับในทันทีที่กองบรรณาธิการชวนให้เป็นตัวแทนชาวคณะ เพื่อพูดคุยสัมภาษณ์ทีมแอดมินเพจ ‘แม่สื่อแม่ชัก’ ในฐานะที่ดิฉันเคยลงประกาศความโสดในพื้นที่แห่งนั้นมาก่อน อีกใจก็กลัวเหลือเกินว่า หลังจากบทความนี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ดิฉันจะยังคงเดินตลาด ห้างร้าน หรือสถานที่สาธารณะ ได้หรือเปล่า

“ลงเพจไปแล้วมีหนุ่มๆ ส่งข้อความไปหาเยอะไหมคะ” เมื่อคนปลายสายเริ่มต้นบทสนทนาแบบนี้ ดิฉันก็เก็บอาการไม่อยู่

ออกตัวก่อนว่า กิริยาท่าทางระหว่างบทสนทนาข้างล่างนี้… ดิฉันทำไปตามหน้าที่

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกาย หาผู้ชายถูกใจไม่มี

ดิฉันจะขอรีวิวประสบการณ์ร่วมหลังจากลงเพจแม่สื่อแม่ชัก พร้อมแนะนำเพจให้คุณรู้จักสั้นๆ ก่อนจิบกาแฟพูดคุยกันยาวๆ

อาจเป็นเรื่องส่วนตัวไปสักหน่อย แต่เพราะเต็มที่กับการงานจึงไม่มีเวลาหาคนคู่ใจ ระหว่างที่ตัดพ้อโชคชะตาว่าเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ไหนตำราประจำปีบอกว่าดวงความรักของปีนี้จะพุ่งแรง จู่ๆ เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพก็ทักมาถามสถานการณ์หัวใจ พร้อมชวนให้ส่งรูปและเรื่องราวไปลงเพจแม่สื่อแม่ชัก

พูดไปจะหาว่าคุย ดิฉันถึงกับต้องใช้แบตเตอรี่สำรองไฟโทรศัพท์มือถือระหว่างวันเลยทีเดียว

ความดีงามของมาลัยไทยรัฐ 2017 คือ เมื่อคุณกล้าหาญประกาศตัวว่าโสด อาจจะนำมาซึ่งการถูกแซวบ้าง แต่เมื่อมีการช่วยแชร์ต่อ แชร์ต่อ และแชร์ต่อ ก็มีคนพร้อมใจกันมาแนะนำให้รู้จักผองเพื่อน เป็นการแนะนำที่มีแหล่งอ้างอิงตัวตน และลักษณะนิสัยใจคอเบื้องต้น ทำเป็นเล่นไป วิธีการนี้นี่แหละได้ผล

เพจแม่สื่อแม่ชัก

‘แม่สื่อแม่ชัก’ พื้นที่แนะนำเพื่อนโสด อัธยาศัยดี ร่าเริง มีน้ำใจ เป็นที่รักของลูกเพจ เวลาว่างหลังจากแนะนำเพื่อนโสดคือ ชอบตอบข้อความลูกเพจ มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพจจับคู่ แต่จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่โฆษณาขายเพื่อนที่มีใจความว่า “รู้ยัง นี่ยังโสดอยู่นะ” สเปกลูกเพจในอุดมคติ น่ารัก ไม่แสดงความเห็นรุนแรงหรือไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมเพจ และเข้าใจสิ่งที่แอดมินและเพจต้องการสื่อสาร #แม่สื่อแม่ชัก #playQpid #โสด #คนโสด #เพื่อนโสดโปรดจีบ #ติดต่อกันเองได้เลยจ้า #TheCloud #readthecloud #pagemaker #อยากมีชื่อตัวเองบ้างจังแต่ผู้เขียนเขิน)

เป็นใครก็ต้องสะดุดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อของเพจ ‘แม่สื่อแม่ชัก’ พื้นที่แนะนำเพื่อนโสด ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน 5 คน ได้แก่ เอ๋อ-อาธิดา โตสุวรรณ, อู๋-สิทธิเทพ โตสุวรรณ, โอม-กษมา โสภาภัณฑ์, ขวัญ-ศิริขวัญ ชินโชติ และ บี-มาติกา อรรถกรศิริโพธิ์

จุดเริ่มต้นของเพจนี้มาจาก เอ๋อ แม่สื่อพาร์ตไทม์ ผู้นำทางความรักตามคำขอของเพื่อนโสด จนคนทั้งคู่พบรัก ลงเอย แต่งงาน และมีลูกไปแล้วหลายคู่ กาลเวลาผ่านไป และเพื่อนโสดก็เหลือน้อยลงทุกที เธอจึงใช้พรสวรรค์ที่มีเขียนคำแนะนำเพื่อนเล่นๆ ในเฟซบุ๊กของตัวเองว่าเพื่อนคนนี้โสดโปรดจีบ แม้จะดูเป็นการทำเพื่อความสนุกสนานในพื้นที่ส่วนตัว แต่ผลก็คือ มีการจีบกันขึ้นจริงๆ ระหว่างเพื่อนในวงแวดล้อมของเธอ ได้ยินแบบนี้ก็เผลอเคืองโกรธเพื่อนในแวดล้อมของตัวเองว่าที่ผ่านมาทำไมไม่แนะนำอะไรดีๆ แบบนี้ให้กันบ้าง

“ตอนนั้นเราเขียนแนะนำไปเป็นสิบๆ คนแล้ว แต่ยังไม่ได้คิดจะทำเพจ จนกระทั้งเพื่อนเรา (เป้ แซกโซโฟน วง Mild) เชียร์ให้ทำเพจไปเลย จัดการคิดชื่อเพจให้เสร็จสรรพ จากวันนั้นเราก็ชวนขวัญ พี่โอม อู๋ และบี มาทำเพจด้วยกัน” เพจแม่สื่อแม่ชักจึงถือกำเนิดขึ้นมา

ถึงกระนั้น เราก็เชื่อลึกๆ ว่าการมีอยู่ของเพจแม่สื่อแม่ชักมีความหมายที่มากกว่าการเป็นกระดานแจ้งข่าวถึงคราวความโสด

“ช่วงที่เริ่มต้น ต่อให้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่เราก็ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด เราจะประชุมกันเยอะหน่อย เพื่อคุยให้ชัดเจนถึงจุดยืนและรูปแบบที่นำเสนอ เราวางตัวและความตั้งใจของเรา ว่าเราจะไม่ใช้วิธีการจับคู่แบบแม่สื่อจริงๆ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนโสดรู้จักกัน สมมติเป็นสาวออฟฟิศ เช้าขับรถไปทำงาน เจอเพื่อนที่ทำงาน กลางวันไปกินข้าวละแวกที่ทำงานก็เจอคนเดิมๆ เย็นกลับบ้าน แล้วก็วนไปอยู่อย่างนี้” แอดมินทั้งสี่ร่วมกันเล่าข้อมูลอินไซด์ของคนโสดที่มักจะอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิม ซึ่งไม่อำนวยกับการพบเจอผู้คนใหม่ๆ

“การมีเพจนี้อาจเพิ่มโอกาสให้มีคนเห็นคุณมากขึ้น บางทีคนใกล้ตัวก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนนี้โสด” หนึ่งในแอดมินพูดขึ้นมา จังหวะเดียวกับท่าทางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงของดิฉัน

แฟนจ๋า พี่มาแล้วจ้ะ

“ในอดีตแม่สื่อมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคนเยอะ ตามหลักการแล้ว งานของเขาก็คือ การแนะนำลูกชายบ้านนั้นมาเจอลูกสาวบ้านนี้ พอมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน แม่สื่อกลายเป็นเพื่อน เป็นคนที่รู้จักตัวตนของคนทั้งสองฝ่าย คำถามคือแล้วทำไมเราถึงเชื่อเพื่อนคนนั้น ก็เพราะเพื่อนคนนั้นเป็นคนดี ขณะเดียวกันเมื่อเป็นเพจ ทำไมเราต้องเชื่อเพจแม่สื่อแม่ชัก คำตอบก็คือ เพราะเราชัดเจนในความเชื่อและวิธีการปฏิบัติ” อู๋ แอดมินหนุ่มหนึ่งเดียวของทีมและน้องชายแท้ๆ ของเอ๋อ เล่าย้อนและเทียบบทบาทของแม่สื่อในสมัยก่อนกับปัจจุบัน

เอ๋อบอกว่าแม้ในชีวิตเธออาจจะไม่ใช่เพื่อนของคนที่มาลงเพจ แต่อย่างน้อยข้อมูลที่เพื่อนๆ ต่างส่งแนะนำเพื่อนเข้ามาก็ทำให้เธอผูกพันเล็กๆ

“ที่ตลกคือ เอ๋อจำทุกคนที่เอ๋อเขียนแนะนำในเพจได้ บ่อยครั้งที่ไปในที่ต่างๆ แล้วพบตัวจริงของคนที่เราเขียน เราก็จะสะกิดเพื่อนว่ารู้จักคนนี้เพราะเขาเคยลงเพจเรา” จากคำบอกเล่า จึงไม่น่าแปลกที่เธอจะมีฉายาในหมู่เพื่อนสนิทว่า เอ๋อ Yellow Pages

“เราอยากให้ลูกเพจอ่านแล้วเชื่อใน sense ของตัวเอง ว่าคนคนนั้นจะถูกจริตเราไหม เคมีจะเข้ากันหรือเปล่า” หัวหน้าทีมแม่สื่อรีบฝากคำแนะนำเพราะเกรงว่าคนโสดทางบ้านจะถอดใจ

“และหลายคนเลยนะที่พอลงเพจแล้วมีคนมาเห็น เขาไปส่องเฟซบุ๊กดูแล้วมี Mutual Friends เยอะมาก ร้อนไปถึงต้องทักเพื่อนบอกแนะนำให้หน่อยๆ ก็มี”

นั่นไงคุณ เรื่องราวมันก็เป็นไปแบบนี้

อย่างที่ใครบอกว่า เหรียญยังมีสองด้าน จริงอยู่ที่ความสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์นั้นน่ากลัว แต่ออฟไลน์ปลอดภัยกว่าจริงเหรอ ก็ไม่!

“เราอยากให้ลองเปิดใจเชื่อสังคมออนไลน์ดูเหมือนกันนะ เพราะถ้าเขาโกหกเรา หรือไม่ดีจริงๆ จะมีคนมาเปิดเผยให้เราเห็นในที่สาธารณะเลย เช่น คนนี้เคยคบเพื่อนเรา เขาเจ้าชู้มากเลย เป็นต้น” โอม แอดมินพี่ใหญ่ เปิดประเด็นที่น่าสนใจกว่าคำถามที่เราเตรียมไว้

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

เอ๋อ : และเอ๋อไม่ลบคอมเมนต์นะ เงื่อนไขเดียวที่จะลบคือถ้อยคำหยาบคายหรือการแสดงความเห็นไม่ให้เกียรติกัน ดังนั้น หากมีการแสดงความเห็นแนวทางนี้เราจะปล่อยให้ถกเถียงข้อเท็จจริงกัน

โอม : ดังนั้น คนที่ไม่ดีจริงหรือไม่ซื่อสัตย์ก็จะเริ่มไม่กล้ามาลงเพจแล้ว

อู๋ : เราไม่ใช่บริการจับคู่ ไม่มีการเรียกร้องค่าบริการหรือใดๆ ดังนั้น เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการที่ใครจะได้เป็นแฟนใครหรือไม่ โปร่งใสมากๆ

ขวัญ : จริงใจด้วย

เอ๋อ : คนมาถามเยอะมากว่ามีค่าใช้จ่ายไหม เราบอกว่าไม่มี แต่ว่าต้องทำตามกติกาและลำดับก่อนหลัง หรือบางทีจะขอจ่ายเงินเพื่อลัดคิวเราก็ไม่ให้นะ

เรา : ชอบความโปร่งใสอะไรแบบนี้มากเลย น่าจะจับพวกผู้ชายในทินเดอร์มาเล่นเพจแม่สื่อแม่ชักให้หมด จะได้แชร์กันให้สนุก

มีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอนค่ะ เพราะคนมีแฟนอยู่แอบเล่นทินเดอร์ได้ แต่มีแฟนอยู่แล้วจะมาลงเพจแม่สื่อแม่ชักไม่ได้!

อยากจะถามดู ว่าเธอเป็นอย่างหมอกหรือควัน

ด้วยวัยและประสบการณ์ที่ทั้งห้าคนต่างพบเจอ ทำให้พวกเธอและเขาเลือกจุดยืนที่จะนำเสนอเรื่องความสัมพันธ์ในอุดมคติด้วยวิธีการใหม่ ความท้าทายคือพวกเธอจะสื่อสารความเข้าใจนี้ออกมาอย่างไร

“ตอนแรกที่พวกเราทำเพจแอบคิดว่าคนคงไม่กล้าเปิดเผยตัวว่าโสด แล้วเราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกปลอดภัยกับพื้นที่ตรงนี้ มันอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีคอมเมนต์ไม่ดี ซึ่งพวกเราก็พยายามกันอย่างที่สุด” พี่โอมเล่า

เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ เราจึงต้องมีกติกามารยาทของการอยู่ร่วมกัน คำพูดคำจาที่หยาบคาย กำกวมสองแง่สองง่าม หรือเหยียดกันด้วยเพศ ภาษา รูปลักษณ์ภายนอก จะถูกตัดสินโดยดุลยพินิจของแอดมินเพจ

“เรารู้สึกว่าการแสดงความเห็นด้านลบในพื้นที่สาธารณะแบบนี้มันไม่เพียง bully คนเดียว ในสังคมโลกออนไลน์ทุกวันนี้ เมื่อมีคนมาแสดงความเห็นไม่ดี มันไม่ใช่แค่คนนั้นทำใส่คนอื่น แต่จะมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะล่าแม่มดและด่า เราก็จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมว่า ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเราจะส่งข้อความไปเตือนว่าขอลบ และหากมีอีกครั้งจะขอแบนออกจากเพจ ถามว่าเสียดายไหมถ้าจำนวนลูกเพจจะหายไป ถ้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจกติกา เอ๋อไม่เสียดาย” แอดมินเอ๋อ คนขยันผู้ตอบทุกความเห็นในเพจด้วยตัวเองรีบบอกเรา

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

โอ้ละหนอ มายเลิฟ

“คิดว่าอะไรที่ทำให้เพจแม่สื่อแม่ชักเป็นที่รักและที่นิยมได้ขนาดนี้” เราถาม

“ด้วยที่เราวางตัวเองแบบนี้ คนที่มาลงเขาก็จะเชื่อมั่นระดับหนึ่งว่าจะไม่ได้รับความเห็นหรือคำวิจารณ์ที่ล่วงละเมิดสิทธิ ส่วนคนที่เข้ามาในเพจเขาก็จะรู้จักการใช้คำพูดที่ดีต่อกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีมุมมองและทัศนคติที่ดี เพราะฉะนั้น เขาจะไปทำความรู้จักสานต่อกันได้ง่ายกว่า ถือเป็นการคัดกรองคนด้วยเหมือนกัน แม้จะมีความเห็นที่แสดงความไม่ให้เกียรติหลุดรอดมาบ้าง ความน่ารักคือลูกเพจของเราก็จะเป็นหูเป็นตามาบอกเรา บางทีก็ถึงขึ้นช่วยจัดการและแก้ต่างให้” เช่นเคย เราพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงกับโอม

นี่คืออีกเหตุผลของการมีอยู่ของเพจแม่สื่อแม่ชัก พวกเธอทำเพราะอยากให้คนที่ดีเจอกับคนที่ดีๆ

เสียดายที่ดิฉันเป็นผู้เขียน เพราะถ้าดิฉันเป็นผู้อ่านทางบ้านคงต้องพรินต์บทความใส่กระดาษและใช้ปากกาสีแดงขีดเส้นใต้ประโยคก่อนหน้าด้วยเส้นหนาๆ ตัวโตๆ เลยค่ะ

อู๋ : เราเป็นมาลัยไทยรัฐในอดีต เพียงแต่เพจเราวางตัวในโซเชียลเหมือนที่เราเป็นคนในชีวิตจริง เราแนะนำลูกเพจเหมือนที่เราแนะนำเพื่อนโสดให้เพื่อนโสดเราจริงๆ

เอ๋อ : เวลาเราแนะนำเพื่อนสักคนเราก็จะบอกว่า คนนี้นิสัยดีนะ เป็นคนใจเย็น มันชอบไปทะเล รักสัตว์ สเปกมันเป็นแบบนี้นะ แล้วมันเรียนจบอะไรมา ทำงานอะไรอยู่ อย่างที่เอ๋อบอก เราอยากให้คนดีเจอคนดี เราก็ต้องแนะนำกันแบบดีๆ

โอม : คนดีของเราให้เกียรติกันและกัน ไม่ตัดสินใครไปก่อนที่จะทำความรู้จัก

ด้วยความที่เพจแม่สื่อแม่ชักไม่ได้มีระบบติดตามผล แต่จากข้อความที่ส่งมาเล่าและขอบคุณหลังไมค์หลายคู่ มีทั้งคู่ที่จริงๆ แล้วทั้งสองคนทำงานที่เดียวกัน แอบมองกันแต่ไม่เคยคุยกันมาก่อน วันที่ลงเพจก็เริ่มพูดแซวจนได้คุยกัน หรืออีกคู่หนึ่ง อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างเคยลงแนะนำในเพจ เพื่อนของทั้งคู่ก็เคยแท็กชื่อของทั้งคู่แนะนำไปขำๆ และสุดท้ายก็ได้ไปทำความรู้จักจริงๆ

มีความจริงข้อหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธ เวลาที่เราเดินบนถนนแล้วเจอคนที่หน้าตาถูกใจ เราไม่รู้อะไรเลยนอกจาก เขาสวย เขาหล่อ

เอ๋อบอกว่าอย่างน้อยๆ การอยู่บนเพจหรือพบเจอใครในเพจนี้ นอกจากหน้าตาที่เห็นแล้ว คุณยังเห็นนิสัยใจคอที่ทำให้รู้ว่าถ้าลองจีบคนนี้แล้ว ลองศึกษามุมมองการใช้ชีวิตแล้ว มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะไปกันได้

เปิดโอกาสตัวเอง เพื่อกล้าที่จะรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา

มาค่ะ! พร้อมตั้งนานแล้ว

เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง

เราพบว่าสิ่งพิเศษหนึ่งที่ทำให้เพจนี้ประสบความสำเร็จ คือน้ำเสียงและสำเนียงของเหล่าแม่สื่อนี่เอง เพราะไม่ว่าจะเอ่ยเอื้อนผ่านบทสนทนาที่พูดคุยกันอยู่ตอนนี้ หรือบอกเล่าผ่านตัวอักษร แนะนำเพื่อนโสดกว่า 500 คนใน 5 เดือนทำการ ก็ล้วนทำให้เราคล้อยตาม และอยากทำความรู้จักเพื่อนโสดคนนั้นต่อไป

ขั้นตอนคำเขียนสุดสนุกอันเป็นจุดขาย เอ๋อ แอดมินผู้รับหน้าที่ดูแลคำขายเพื่อนทั้งหมด เล่าให้ฟังว่า ในกรณีที่คำเขียนจากเพื่อนแนะนำเพื่อน เล่าขายเพื่อนได้อย่างน่าสนใจ เธอจะทำหน้าที่แค่ขัดเกลาภาษาและร้อยลำดับเรียงเรื่อง แต่สำหรับใครที่ส่งมาเพียงรายละเอียด เธอจะใช้เวลาทำความรู้จักตัวตนคนโสดนั้นๆ ผ่านข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อจะเรียบเรียงและเขียนออกมาอย่างจริงใจที่สุด เหมือนขายเพื่อนของตัวเองจริงๆ

เงื่อนไขของการลงแนะนำเพื่อนโสดนั้นง่ายมาก ไม่ต้องรับแบบฟอร์มเอกสาร หรือกรอกข้อมูลออนไลน์ให้มากความ แค่มีคุณสมบัติและรับรู้เงื่อนไขทั้งสี่ข้อต่อไปนี้

1. โสด จากเดิมที่เงื่อนไขมีแค่ต้องโสดจริงเท่านั้น ต่อมาเกิดปัญหาว่าคนที่มาลงไม่รู้ตัวมาก่อน หรือครอบครัวของเจ้าตัวไม่ยินยอม หรือที่ทำงานไม่โอเค และอื่นๆ อีกมากมาย แอดมินจึงเห็นควรต้องมีเงื่อนไขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นั่นคือ นอกจากโสดจริงแล้ว เพื่อนคนนั้นต้องรับรู้และยินยอมให้ลงแนะนำ รวมถึงบุคคลในสังคมแวดล้อมที่ส่งผลต่อเจ้าตัว เช่น ครอบครัว ที่ทำงาน หรืออื่นๆ ต้องอนุญาต พร้อมทั้งแจ้งชื่อคนแนะนำเสมอเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง

2. มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และอายุที่เคยลงมากที่สุด อายุ 48 ปี นอกจากนี้ยังไม่จำกัด เพศหรือสถานะที่ผ่านมา เพจเคยลงแนะนำคุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วย เพียงแต่ต้องยืนยันสถานะปัจจุบันว่าโสดจริง

3. การเตรียมรูปภาพประกอบ เนื่องจากเพจแม่สื่อแม่ชักวางตัวว่าเป็นเพจแนะนำคนโสด ไม่มีเจตนารุ่มร่าม ไม่มีจุดประสงค์โชว์ความยั่วยวน หรือทำให้เกิดความเข้าใจในทำนองนั้น จึงระบุกติกาชัดเจนว่าไม่ให้ใช้รูปวาบหวิวใดๆ เพื่อปกป้องคนที่มาลง เพราะในพื้นที่สาธารณะ เราไม่อาจจะสกัดหรือห้ามความคิดเห็นไม่ดีได้ทั้งหมด

4. หลังจากรับรู้กติกาทั้งหมดแล้ว หากอยู่ๆ เกิดมีแฟนขึ้นมาหรือจราจรติดขัดเพราะมีคนเข้าไปทำความรู้จักเยอะมากๆ แล้วอยากขอให้ลบโพสต์ ส่วนนี้เราจะยอมให้ทำได้เพียงลบข้อมูลส่วนตัว เช่น ช่องทางการติดต่อให้ได้ และจะ hide โพสต์นั้นให้ แต่ไม่ขอลบโพสต์ออกเพื่อยืนยันถึงการมีตัวตน

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

สบาย สบาย ถูกใจก็คบกันไป

ก่อนผู้ชมทางบ้านจะยื่นใบสมัคร เราขอถามนิยามของคำว่าโสดจริงให้แจ้งชัดอีกครั้ง

“ยังไม่ได้มีการตกลงปลงใจว่าเป็นแฟนกับใคร มีคนคุยก็ถือว่ายังโสด” แอดมินเอ๋อตอบเสียงดังฟังชัด

“คนที่มาลงโสดจริงหรือเปล่า?” คำถามที่ทุกคนรอคอยมาแล้ว

“ถ้ามีแฟนแล้วมาลงแบบนี้มันน่าโดนตีนะจริงๆ มีบ้างนะ ที่ลงประกาศคนโสดไปแล้วมีข้อความหลังไมค์มาโวยวายว่าเป็นแฟน เอ๋อก็ตอบกลับไปว่า เจ้าตัวเขายืนยันว่าโสดจริงๆ ค่ะ” ได้ยินอย่างนี้ คนโสดทางบ้านก็สบายใจนะคะ คนที่เคยลงเพจแม่สื่อแม่ชักโสดจริงๆ ค่ะ ตอนนี้ก็ยังโสดอยู่

สำหรับประเด็นที่ลูกเพจเข้ามาถกเถียงกันล่าสุดคือ คนโสดมาลงเรียกไลก์เรียกฟอลโลเวอร์หรือเปล่า?

เอ๋อบอกว่า เธอคงตอบแทนใครไม่ได้ แต่ในฐานะแอดมินเพจ กฎต้องเป็นกฎ คนที่มาลงต้องโสดจริง “เราไม่อยากให้คิดแทนกันว่าจุดประสงค์แท้จริงหรือผลพลอยได้อะไร หรือถ้าสมมติ คุณรู้สึกว่าเขาแค่อยากมาเรียกเรตติ้ง คิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้นและคุณไม่ชอบ วิธีที่ดีที่สุดคือไม่ต้องไปกดติดตามเขา พวกเราเองก็ทำดีที่สุดแล้ว”

“ผมมองว่า เขาหรือเธอคนนั้นก็แมนพอที่จะเปิดว่าตัวเองโสดนะ เพราะการมาลงในเพจแบบนี้ คนที่เขาคุยอยู่ก็ต้องเห็นว่าเขาประกาศตัวว่าโสด” อู๋เสริม

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลาอย่าง ‘หน้าตาขนาดนี้ยังโสดอยู่อีกหรอ น่าจะเลือกได้’

ใช่ เพราะเขาเลือกได้ เขาถึงเลือก การมีคนเข้ามาจีบ 10 คน มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหยิบเลือกใครสักคน ตราบใดที่ในจำนวนนั้นไม่มีใครตรงสเปกเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทนคบกับคนที่ไม่ตรงสเปก

“เรารู้สึกว่าทุกวันนี้คนเราไม่ได้ชอบกันที่หล่อสวยเท่านั้น เขาชอบคนที่ดูมีคาแรกเตอร์ มีความเป็นตัวของตัวเองน่าค้นหา น่าศึกษา บางทีเราเขียนเองเรายังรู้สึกว่าคนนี้เป็นคนน่าสนใจเลย เราจึงตั้งใจเขียนสเปกไว้ท้ายสุด เราอยากให้คนเรียนรู้ที่จะรู้จักทัศนคติและนิสัย ถ้าอ่านเนื้อหาก็ต้องอ่านไล่ลำดับไป ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ นิสัยเป็นยังไง เรียนและทำงานที่ไหน ชอบอะไรและไม่ชอบอะไร แล้วถึงลงท้ายที่สเปก

“เคยมีลูกเพจเขียนตอบคอมเมนต์ประมาณว่า ‘เอาสเปกไว้ท้ายสุดแบบนี้เสียเวลาอ่าน’ ตอนนั้นเราก็ตอบไปขำๆ ว่า ‘แอดมินรณรงค์ให้คนไทยอ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัดค่ะ’ เขาก็ตอบว่า ‘ได้ผลครับ’” แอดมินเอ๋อสรุปรวมความตั้งใจของเพจที่นับวันจะไปได้สวย เพราะรู้และวางตัวชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ก่อนจะเล่าเสริมว่า จากการทำเพจ ทำให้เห็นความต้องการหรือสเปกในแต่ละช่วงอายุที่แตกต่างกันไป คนช่วงอายุ 20 กว่าๆ สเปกก็จะยาวมาก และค่อยๆ สั้นลงแปรผันตรงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

รักแท้ รักที่อะไร ตับไตไส้พุง

จากการแนะนำเพื่อนโสดมาจำนวนหนึ่ง เราสงสัยว่าคนโสดแบบไหน หรือปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนคนนั้นเป็นที่นิยมในเพจ ถึงเวลาหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาจดแล้วค่ะทุกคน

รักแท้ รักที่…คาแรกเตอร์

ไม่ต้องถึงขั้นโลกออนไลน์หรอกค่ะ ทุกวันนี้ แค่เดินถนน หน้าตาก็ต้องมาก่อน

เหล่าแอดมินวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งหมด ประมวลผลระบบนิ้วนับแล้วพบว่า รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนนั้นเป็นที่นิยม แต่หากวัดผลจากคนที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนจากเพจนี้ จะพบว่าหน้าตายอดนิยมไม่มีผลต่อการเลิกโสด

“คนเรามักจะชอบอะไรที่เราไม่มี เหมือนฝรั่งชอบคนผิวแทนโหนกแก้มสูง เพราะเขาไม่มี แล้วด้วยพื้นฐานคนไทยผิวสองสีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะชอบคนผิวขาว ผู้หญิงอาจจะเขียนว่าชอบตี๋ขาว แต่คนที่มาลงแล้วป๊อปก็ไม่ใช่คนตี๋ขาวนะ ออกจะเซอร์ๆ ด้วยซ้ำ เราถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องคาแรกเตอร์ด้วย ถ้าคาแรกเตอร์ชัดก็จะน่าสนใจ” คำตอบของเอ๋อทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาหน่อยๆ

หาคู่ iPhone

รักแท้ รักที่…รูปถ่าย

“เรื่องรูปที่ส่งมาลง ถ้าเป็นไปได้เอ๋ออยากขอรณรงค์เลย ไม่ใช่รูปไม่สวยนะ แต่ด้วยประสบการณ์เราพอจะรู้ว่าหากลงไปแบบนี้คนจะไม่สนใจแน่ เอ๋ออยากบอกทุกคนเลยว่า เราต้องเลิกถ่ายแต่รูป head shot ได้แล้ว มันก็สวยดีนะ แค่บางทีมันก็ขาดความน่าสนใจ หลายครั้งเราก็ไปตามเข้าไปหารูปนอกเหนือจากที่ส่งมา รูปหน้าชัดบ้าง รูปที่ทำกิจกรรมที่สนใจ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ซึ่งบ่งบอกความเป็นตัวตนของเจ้าตัวได้ไม่น้อยเลย” แอดมินเอ๋อตอบ เราฟังแล้วอยากเดินร่วมรณรงค์กับเธอด้วย แต่จะขอเวลาไปเลือกรูปส่งมาให้ลงใหม่อีกรอบแก้มือจากคราวที่แล้วก่อน

รักแท้ รักที่…เพื่อนช่วยเพื่อน

ในความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่มาลงในเพจแม่สื่อแม่ชัก ต่างรับรู้ว่าปลายทางของการมาลงเพจที่ไม่ได้อยู่ที่ ‘ฉันต้องมีแฟนและแต่งงานมีสามี’ ถึงใจเราจะอยากมากก็เถอะ แต่มันคือโอกาสของการบอกสาธารณชนว่า ‘โสดนะ’  

“มันก็จะมีบ้างที่อยากประกาศกร้าวเอาชนะความโสดที่มี บางทีขอแค่มีคนแชร์ไปให้ใครเห็นก็ได้ เพราะมีเป้าหมายในใจอยู่แล้วแบบนั้น” โอมยิ้มตอบ

มันจะน่ากลัวเกินไปแล้วค่ะ ที่แอดมินกลุ่มนี้อ่านใจพวกเราได้

เอ๋อ : เราคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์แต่จะพัฒนาในรูปแบบไหนก็ขึ้นกับเจ้าตัว คลิกกันมากจนเป็นแฟนกันก็มี หรือลงเอยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็มี หรือถ้าสุดท้ายแล้วจบกันไม่สวย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่าคนแบบไหนไม่ได้เหมาะกับเราอย่างที่คิด

ขวัญ : ในชีวิตจริง ความรักมันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หมายถึง การได้รู้จักคนใหม่ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายมันจะต้องเกิดความรักที่สวยงาม หรือจนแต่งงาน มันอาจจะเป็นความรักแบบเพื่อนหรือพี่น้องก็ได้

อู๋ : ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไรที่คนเราจะเปิดโอกาสให้ตัวเองนะ ได้รู้จักคนใหม่ๆ แม่สื่อแม่ชักอาจจะเป็นช่องทางที่ทำให้ง่ายขึ้น แต่ท้ายที่สุดมันต้องเริ่มจากความกล้าที่จะเปิดตัวเองของคุณ

โอม : เหมือนเพจเราเป็นคนสร้างถนนเนอะ แต่จะเดินทางอย่างไรก็คงแล้วแต่คุณ คนสร้างถนนอย่างเราก็มีความหวังลึกๆ ว่าอยากให้คุณเดินทางดีๆ ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

เอ๋อ : เรื่องหนึ่งที่เราต้องบอกคุณคือ เพจเราอาจจะคัดคนให้ไม่ได้ มันอาจจะมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ ทักไปทำความรู้จักคุณ คุณก็ต้องไปคุยกันเองและลองเชื่อ sense ของตัวเอง

แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็จบลงแค่นี้ ก่อนที่เหล่าแอดมินจะเล่าโปรเจกต์ถัดไปของแม่สื่อแม่ชักให้เราฟัง จากเดิมเนื้อหาใน ‘เพจแม่สื่อแม่ชัก’ จะพูดถึงคนที่โสด แต่สำหรับ ‘รายการแม่สื่อแม่ชัก’ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ถัดไปนั้นจะมาในรูปแบบรายการสำรวจถามทัศนคติของคนโสดและไม่โสด โดยแต่ละตอนจะเป็นคำถามปลายเปิด เช่น สำรวจอาชีพยอดฮิตของแฟนในอุดมคติ หรือถ้าอยากมีแฟนเป็นหมอต้องทำอย่างไร เราก็จะไปเก็บข้อมูลที่คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น

ลำพังแค่เห็นตาเป็นประกายของทุกคนในวงสนทนา เราก็มั่นใจเลยว่าต้องสนุกและได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างที่เป็นมาเสมอแน่นอน

กับใครบางคนเรื่องความสัมพันธ์อาจจะเป็นเรื่องหวานหมู หรือขมๆ ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ยิ่งโลกที่หมุนเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ไปเร็วจนเราหมุนตามทันบ้างไม่ทันบ้าง เราก็แค่ต้องทำตัวให้ชินกับเทรนด์โลกอนาคตที่คนโสดจะยึดครองต่อไป

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

ตราบใดที่ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ มันจะมาหาเราในจังหวะเวลาที่สมควร ดูสิ จบเป็นหนัง coming of age ไปได้

คืนหนึ่ง ในวันที่สัญญาณแจ้งเตือนข้อความใหม่กะพริบดังไม่ขาดสาย เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งส่งข้อความมารายงามความคืบหน้าหลังจากช่วยเผยแพร่โพสต์ประกาศของดิฉัน

“เพื่อนเราคนนี้เป็นคนดี ลองคุยกันดูดิ น่าจะชอบอะไรเหมือนกัน”

ใจความของข้อเขียนมีเท่านี้ ใจคนที่เปิดอ่านข้อความก็เหมือนกัน โอเค ลองดูดิ

Facebook |   แม่สื่อแม่ชัก
ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน Some time blue พหลโยธินซอย 2
Facebook: some time blue

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load