14 ธันวาคม 2560
20,186
1

“อยากมีแฟนขนาดนั้นเลยหรอ”

“โสดแล้วไม่ดีตรงไหน สบายตัวจะตายไป”

“มีแฟนแล้วไม่ดีก็อย่ามีเลย อยู่แบบนี้สบายใจกว่า”

ค่ะ เข้าใจทุกอย่าง ในฐานะที่เป็นผู้สมัครลงแข่งค้นฟ้าคว้าช่อดอกไม้งานแต่งเจ้าประจำ เรายิ้มรับคำแนะนำเหล่านั้น วันดีคืนดีก็นึกโมโหคนที่ล้มล้างระบบคลุมถุงชนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ จินตนาการไปไกลว่าอนาคตจะรวบรวมความกล้าลงรูปคาดตาสีดำ ประกาศตามหาคนรักในหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของประเทศให้รู้แล้วรู้รอด

2

“ตามพื้นดวงแล้ว จะได้คนรักจากการแนะนำของผู้ใหญ่ มิตรสหายและบริวาร”

ลั่น! หมอดูทุกสำนักยืนยัน จะมีคนแนะนำเนื้อคู่มาให้

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ด้วยเป็นสาวยุคใหม่ 4.0 แอพพลิเคชันพระพรหมจับคู่ที่ไหนว่าดี ดิฉันก็ไปลองปัดๆ ซ้ายขวาเพื่อศึกษาลักษณะนิสัยและใจคอ ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ดิฉันหัวโบราณเกินไป ไม่ถูกจริตความสัมพันธ์คลุมเครือแบบสมัยนิยม (อ่าว ไหนว่าเป็นสาว 4.0)

3

แม้ว่าจะตอบรับในทันทีที่กองบรรณาธิการชวนให้เป็นตัวแทนชาวคณะ เพื่อพูดคุยสัมภาษณ์ทีมแอดมินเพจ ‘แม่สื่อแม่ชัก’ ในฐานะที่ดิฉันเคยลงประกาศความโสดในพื้นที่แห่งนั้นมาก่อน อีกใจก็กลัวเหลือเกินว่า หลังจากบทความนี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ดิฉันจะยังคงเดินตลาด ห้างร้าน หรือสถานที่สาธารณะ ได้หรือเปล่า

“ลงเพจไปแล้วมีหนุ่มๆ ส่งข้อความไปหาเยอะไหมคะ” เมื่อคนปลายสายเริ่มต้นบทสนทนาแบบนี้ ดิฉันก็เก็บอาการไม่อยู่

ออกตัวก่อนว่า กิริยาท่าทางระหว่างบทสนทนาข้างล่างนี้… ดิฉันทำไปตามหน้าที่

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกาย หาผู้ชายถูกใจไม่มี

ดิฉันจะขอรีวิวประสบการณ์ร่วมหลังจากลงเพจแม่สื่อแม่ชัก พร้อมแนะนำเพจให้คุณรู้จักสั้นๆ ก่อนจิบกาแฟพูดคุยกันยาวๆ

อาจเป็นเรื่องส่วนตัวไปสักหน่อย แต่เพราะเต็มที่กับการงานจึงไม่มีเวลาหาคนคู่ใจ ระหว่างที่ตัดพ้อโชคชะตาว่าเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ไหนตำราประจำปีบอกว่าดวงความรักของปีนี้จะพุ่งแรง จู่ๆ เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพก็ทักมาถามสถานการณ์หัวใจ พร้อมชวนให้ส่งรูปและเรื่องราวไปลงเพจแม่สื่อแม่ชัก

พูดไปจะหาว่าคุย ดิฉันถึงกับต้องใช้แบตเตอรี่สำรองไฟโทรศัพท์มือถือระหว่างวันเลยทีเดียว

ความดีงามของมาลัยไทยรัฐ 2017 คือ เมื่อคุณกล้าหาญประกาศตัวว่าโสด อาจจะนำมาซึ่งการถูกแซวบ้าง แต่เมื่อมีการช่วยแชร์ต่อ แชร์ต่อ และแชร์ต่อ ก็มีคนพร้อมใจกันมาแนะนำให้รู้จักผองเพื่อน เป็นการแนะนำที่มีแหล่งอ้างอิงตัวตน และลักษณะนิสัยใจคอเบื้องต้น ทำเป็นเล่นไป วิธีการนี้นี่แหละได้ผล

เพจแม่สื่อแม่ชัก

‘แม่สื่อแม่ชัก’ พื้นที่แนะนำเพื่อนโสด อัธยาศัยดี ร่าเริง มีน้ำใจ เป็นที่รักของลูกเพจ เวลาว่างหลังจากแนะนำเพื่อนโสดคือ ชอบตอบข้อความลูกเพจ มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพจจับคู่ แต่จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่โฆษณาขายเพื่อนที่มีใจความว่า “รู้ยัง นี่ยังโสดอยู่นะ” สเปกลูกเพจในอุดมคติ น่ารัก ไม่แสดงความเห็นรุนแรงหรือไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมเพจ และเข้าใจสิ่งที่แอดมินและเพจต้องการสื่อสาร #แม่สื่อแม่ชัก #playQpid #โสด #คนโสด #เพื่อนโสดโปรดจีบ #ติดต่อกันเองได้เลยจ้า #TheCloud #readthecloud #pagemaker #อยากมีชื่อตัวเองบ้างจังแต่ผู้เขียนเขิน)

เป็นใครก็ต้องสะดุดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อของเพจ ‘แม่สื่อแม่ชัก’ พื้นที่แนะนำเพื่อนโสด ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน 5 คน ได้แก่ เอ๋อ-อาธิดา โตสุวรรณ, อู๋-สิทธิเทพ โตสุวรรณ, โอม-กษมา โสภาภัณฑ์, ขวัญ-ศิริขวัญ ชินโชติ และ บี-มาติกา อรรถกรศิริโพธิ์

จุดเริ่มต้นของเพจนี้มาจาก เอ๋อ แม่สื่อพาร์ตไทม์ ผู้นำทางความรักตามคำขอของเพื่อนโสด จนคนทั้งคู่พบรัก ลงเอย แต่งงาน และมีลูกไปแล้วหลายคู่ กาลเวลาผ่านไป และเพื่อนโสดก็เหลือน้อยลงทุกที เธอจึงใช้พรสวรรค์ที่มีเขียนคำแนะนำเพื่อนเล่นๆ ในเฟซบุ๊กของตัวเองว่าเพื่อนคนนี้โสดโปรดจีบ แม้จะดูเป็นการทำเพื่อความสนุกสนานในพื้นที่ส่วนตัว แต่ผลก็คือ มีการจีบกันขึ้นจริงๆ ระหว่างเพื่อนในวงแวดล้อมของเธอ ได้ยินแบบนี้ก็เผลอเคืองโกรธเพื่อนในแวดล้อมของตัวเองว่าที่ผ่านมาทำไมไม่แนะนำอะไรดีๆ แบบนี้ให้กันบ้าง

“ตอนนั้นเราเขียนแนะนำไปเป็นสิบๆ คนแล้ว แต่ยังไม่ได้คิดจะทำเพจ จนกระทั้งเพื่อนเรา (เป้ แซกโซโฟน วง Mild) เชียร์ให้ทำเพจไปเลย จัดการคิดชื่อเพจให้เสร็จสรรพ จากวันนั้นเราก็ชวนขวัญ พี่โอม อู๋ และบี มาทำเพจด้วยกัน” เพจแม่สื่อแม่ชักจึงถือกำเนิดขึ้นมา

ถึงกระนั้น เราก็เชื่อลึกๆ ว่าการมีอยู่ของเพจแม่สื่อแม่ชักมีความหมายที่มากกว่าการเป็นกระดานแจ้งข่าวถึงคราวความโสด

“ช่วงที่เริ่มต้น ต่อให้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่เราก็ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด เราจะประชุมกันเยอะหน่อย เพื่อคุยให้ชัดเจนถึงจุดยืนและรูปแบบที่นำเสนอ เราวางตัวและความตั้งใจของเรา ว่าเราจะไม่ใช้วิธีการจับคู่แบบแม่สื่อจริงๆ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนโสดรู้จักกัน สมมติเป็นสาวออฟฟิศ เช้าขับรถไปทำงาน เจอเพื่อนที่ทำงาน กลางวันไปกินข้าวละแวกที่ทำงานก็เจอคนเดิมๆ เย็นกลับบ้าน แล้วก็วนไปอยู่อย่างนี้” แอดมินทั้งสี่ร่วมกันเล่าข้อมูลอินไซด์ของคนโสดที่มักจะอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิม ซึ่งไม่อำนวยกับการพบเจอผู้คนใหม่ๆ

“การมีเพจนี้อาจเพิ่มโอกาสให้มีคนเห็นคุณมากขึ้น บางทีคนใกล้ตัวก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนนี้โสด” หนึ่งในแอดมินพูดขึ้นมา จังหวะเดียวกับท่าทางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงของดิฉัน

แฟนจ๋า พี่มาแล้วจ้ะ

“ในอดีตแม่สื่อมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคนเยอะ ตามหลักการแล้ว งานของเขาก็คือ การแนะนำลูกชายบ้านนั้นมาเจอลูกสาวบ้านนี้ พอมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน แม่สื่อกลายเป็นเพื่อน เป็นคนที่รู้จักตัวตนของคนทั้งสองฝ่าย คำถามคือแล้วทำไมเราถึงเชื่อเพื่อนคนนั้น ก็เพราะเพื่อนคนนั้นเป็นคนดี ขณะเดียวกันเมื่อเป็นเพจ ทำไมเราต้องเชื่อเพจแม่สื่อแม่ชัก คำตอบก็คือ เพราะเราชัดเจนในความเชื่อและวิธีการปฏิบัติ” อู๋ แอดมินหนุ่มหนึ่งเดียวของทีมและน้องชายแท้ๆ ของเอ๋อ เล่าย้อนและเทียบบทบาทของแม่สื่อในสมัยก่อนกับปัจจุบัน

เอ๋อบอกว่าแม้ในชีวิตเธออาจจะไม่ใช่เพื่อนของคนที่มาลงเพจ แต่อย่างน้อยข้อมูลที่เพื่อนๆ ต่างส่งแนะนำเพื่อนเข้ามาก็ทำให้เธอผูกพันเล็กๆ

“ที่ตลกคือ เอ๋อจำทุกคนที่เอ๋อเขียนแนะนำในเพจได้ บ่อยครั้งที่ไปในที่ต่างๆ แล้วพบตัวจริงของคนที่เราเขียน เราก็จะสะกิดเพื่อนว่ารู้จักคนนี้เพราะเขาเคยลงเพจเรา” จากคำบอกเล่า จึงไม่น่าแปลกที่เธอจะมีฉายาในหมู่เพื่อนสนิทว่า เอ๋อ Yellow Pages

“เราอยากให้ลูกเพจอ่านแล้วเชื่อใน sense ของตัวเอง ว่าคนคนนั้นจะถูกจริตเราไหม เคมีจะเข้ากันหรือเปล่า” หัวหน้าทีมแม่สื่อรีบฝากคำแนะนำเพราะเกรงว่าคนโสดทางบ้านจะถอดใจ

“และหลายคนเลยนะที่พอลงเพจแล้วมีคนมาเห็น เขาไปส่องเฟซบุ๊กดูแล้วมี Mutual Friends เยอะมาก ร้อนไปถึงต้องทักเพื่อนบอกแนะนำให้หน่อยๆ ก็มี”

นั่นไงคุณ เรื่องราวมันก็เป็นไปแบบนี้

อย่างที่ใครบอกว่า เหรียญยังมีสองด้าน จริงอยู่ที่ความสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์นั้นน่ากลัว แต่ออฟไลน์ปลอดภัยกว่าจริงเหรอ ก็ไม่!

“เราอยากให้ลองเปิดใจเชื่อสังคมออนไลน์ดูเหมือนกันนะ เพราะถ้าเขาโกหกเรา หรือไม่ดีจริงๆ จะมีคนมาเปิดเผยให้เราเห็นในที่สาธารณะเลย เช่น คนนี้เคยคบเพื่อนเรา เขาเจ้าชู้มากเลย เป็นต้น” โอม แอดมินพี่ใหญ่ เปิดประเด็นที่น่าสนใจกว่าคำถามที่เราเตรียมไว้

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

เอ๋อ : และเอ๋อไม่ลบคอมเมนต์นะ เงื่อนไขเดียวที่จะลบคือถ้อยคำหยาบคายหรือการแสดงความเห็นไม่ให้เกียรติกัน ดังนั้น หากมีการแสดงความเห็นแนวทางนี้เราจะปล่อยให้ถกเถียงข้อเท็จจริงกัน

โอม : ดังนั้น คนที่ไม่ดีจริงหรือไม่ซื่อสัตย์ก็จะเริ่มไม่กล้ามาลงเพจแล้ว

อู๋ : เราไม่ใช่บริการจับคู่ ไม่มีการเรียกร้องค่าบริการหรือใดๆ ดังนั้น เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการที่ใครจะได้เป็นแฟนใครหรือไม่ โปร่งใสมากๆ

ขวัญ : จริงใจด้วย

เอ๋อ : คนมาถามเยอะมากว่ามีค่าใช้จ่ายไหม เราบอกว่าไม่มี แต่ว่าต้องทำตามกติกาและลำดับก่อนหลัง หรือบางทีจะขอจ่ายเงินเพื่อลัดคิวเราก็ไม่ให้นะ

เรา : ชอบความโปร่งใสอะไรแบบนี้มากเลย น่าจะจับพวกผู้ชายในทินเดอร์มาเล่นเพจแม่สื่อแม่ชักให้หมด จะได้แชร์กันให้สนุก

มีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอนค่ะ เพราะคนมีแฟนอยู่แอบเล่นทินเดอร์ได้ แต่มีแฟนอยู่แล้วจะมาลงเพจแม่สื่อแม่ชักไม่ได้!

อยากจะถามดู ว่าเธอเป็นอย่างหมอกหรือควัน

ด้วยวัยและประสบการณ์ที่ทั้งห้าคนต่างพบเจอ ทำให้พวกเธอและเขาเลือกจุดยืนที่จะนำเสนอเรื่องความสัมพันธ์ในอุดมคติด้วยวิธีการใหม่ ความท้าทายคือพวกเธอจะสื่อสารความเข้าใจนี้ออกมาอย่างไร

“ตอนแรกที่พวกเราทำเพจแอบคิดว่าคนคงไม่กล้าเปิดเผยตัวว่าโสด แล้วเราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกปลอดภัยกับพื้นที่ตรงนี้ มันอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีคอมเมนต์ไม่ดี ซึ่งพวกเราก็พยายามกันอย่างที่สุด” พี่โอมเล่า

เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ เราจึงต้องมีกติกามารยาทของการอยู่ร่วมกัน คำพูดคำจาที่หยาบคาย กำกวมสองแง่สองง่าม หรือเหยียดกันด้วยเพศ ภาษา รูปลักษณ์ภายนอก จะถูกตัดสินโดยดุลยพินิจของแอดมินเพจ

“เรารู้สึกว่าการแสดงความเห็นด้านลบในพื้นที่สาธารณะแบบนี้มันไม่เพียง bully คนเดียว ในสังคมโลกออนไลน์ทุกวันนี้ เมื่อมีคนมาแสดงความเห็นไม่ดี มันไม่ใช่แค่คนนั้นทำใส่คนอื่น แต่จะมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะล่าแม่มดและด่า เราก็จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมว่า ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเราจะส่งข้อความไปเตือนว่าขอลบ และหากมีอีกครั้งจะขอแบนออกจากเพจ ถามว่าเสียดายไหมถ้าจำนวนลูกเพจจะหายไป ถ้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจกติกา เอ๋อไม่เสียดาย” แอดมินเอ๋อ คนขยันผู้ตอบทุกความเห็นในเพจด้วยตัวเองรีบบอกเรา

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

โอ้ละหนอ มายเลิฟ

“คิดว่าอะไรที่ทำให้เพจแม่สื่อแม่ชักเป็นที่รักและที่นิยมได้ขนาดนี้” เราถาม

“ด้วยที่เราวางตัวเองแบบนี้ คนที่มาลงเขาก็จะเชื่อมั่นระดับหนึ่งว่าจะไม่ได้รับความเห็นหรือคำวิจารณ์ที่ล่วงละเมิดสิทธิ ส่วนคนที่เข้ามาในเพจเขาก็จะรู้จักการใช้คำพูดที่ดีต่อกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีมุมมองและทัศนคติที่ดี เพราะฉะนั้น เขาจะไปทำความรู้จักสานต่อกันได้ง่ายกว่า ถือเป็นการคัดกรองคนด้วยเหมือนกัน แม้จะมีความเห็นที่แสดงความไม่ให้เกียรติหลุดรอดมาบ้าง ความน่ารักคือลูกเพจของเราก็จะเป็นหูเป็นตามาบอกเรา บางทีก็ถึงขึ้นช่วยจัดการและแก้ต่างให้” เช่นเคย เราพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงกับโอม

นี่คืออีกเหตุผลของการมีอยู่ของเพจแม่สื่อแม่ชัก พวกเธอทำเพราะอยากให้คนที่ดีเจอกับคนที่ดีๆ

เสียดายที่ดิฉันเป็นผู้เขียน เพราะถ้าดิฉันเป็นผู้อ่านทางบ้านคงต้องพรินต์บทความใส่กระดาษและใช้ปากกาสีแดงขีดเส้นใต้ประโยคก่อนหน้าด้วยเส้นหนาๆ ตัวโตๆ เลยค่ะ

อู๋ : เราเป็นมาลัยไทยรัฐในอดีต เพียงแต่เพจเราวางตัวในโซเชียลเหมือนที่เราเป็นคนในชีวิตจริง เราแนะนำลูกเพจเหมือนที่เราแนะนำเพื่อนโสดให้เพื่อนโสดเราจริงๆ

เอ๋อ : เวลาเราแนะนำเพื่อนสักคนเราก็จะบอกว่า คนนี้นิสัยดีนะ เป็นคนใจเย็น มันชอบไปทะเล รักสัตว์ สเปกมันเป็นแบบนี้นะ แล้วมันเรียนจบอะไรมา ทำงานอะไรอยู่ อย่างที่เอ๋อบอก เราอยากให้คนดีเจอคนดี เราก็ต้องแนะนำกันแบบดีๆ

โอม : คนดีของเราให้เกียรติกันและกัน ไม่ตัดสินใครไปก่อนที่จะทำความรู้จัก

ด้วยความที่เพจแม่สื่อแม่ชักไม่ได้มีระบบติดตามผล แต่จากข้อความที่ส่งมาเล่าและขอบคุณหลังไมค์หลายคู่ มีทั้งคู่ที่จริงๆ แล้วทั้งสองคนทำงานที่เดียวกัน แอบมองกันแต่ไม่เคยคุยกันมาก่อน วันที่ลงเพจก็เริ่มพูดแซวจนได้คุยกัน หรืออีกคู่หนึ่ง อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างเคยลงแนะนำในเพจ เพื่อนของทั้งคู่ก็เคยแท็กชื่อของทั้งคู่แนะนำไปขำๆ และสุดท้ายก็ได้ไปทำความรู้จักจริงๆ

มีความจริงข้อหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธ เวลาที่เราเดินบนถนนแล้วเจอคนที่หน้าตาถูกใจ เราไม่รู้อะไรเลยนอกจาก เขาสวย เขาหล่อ

เอ๋อบอกว่าอย่างน้อยๆ การอยู่บนเพจหรือพบเจอใครในเพจนี้ นอกจากหน้าตาที่เห็นแล้ว คุณยังเห็นนิสัยใจคอที่ทำให้รู้ว่าถ้าลองจีบคนนี้แล้ว ลองศึกษามุมมองการใช้ชีวิตแล้ว มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะไปกันได้

เปิดโอกาสตัวเอง เพื่อกล้าที่จะรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา

มาค่ะ! พร้อมตั้งนานแล้ว

เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง

เราพบว่าสิ่งพิเศษหนึ่งที่ทำให้เพจนี้ประสบความสำเร็จ คือน้ำเสียงและสำเนียงของเหล่าแม่สื่อนี่เอง เพราะไม่ว่าจะเอ่ยเอื้อนผ่านบทสนทนาที่พูดคุยกันอยู่ตอนนี้ หรือบอกเล่าผ่านตัวอักษร แนะนำเพื่อนโสดกว่า 500 คนใน 5 เดือนทำการ ก็ล้วนทำให้เราคล้อยตาม และอยากทำความรู้จักเพื่อนโสดคนนั้นต่อไป

ขั้นตอนคำเขียนสุดสนุกอันเป็นจุดขาย เอ๋อ แอดมินผู้รับหน้าที่ดูแลคำขายเพื่อนทั้งหมด เล่าให้ฟังว่า ในกรณีที่คำเขียนจากเพื่อนแนะนำเพื่อน เล่าขายเพื่อนได้อย่างน่าสนใจ เธอจะทำหน้าที่แค่ขัดเกลาภาษาและร้อยลำดับเรียงเรื่อง แต่สำหรับใครที่ส่งมาเพียงรายละเอียด เธอจะใช้เวลาทำความรู้จักตัวตนคนโสดนั้นๆ ผ่านข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อจะเรียบเรียงและเขียนออกมาอย่างจริงใจที่สุด เหมือนขายเพื่อนของตัวเองจริงๆ

เงื่อนไขของการลงแนะนำเพื่อนโสดนั้นง่ายมาก ไม่ต้องรับแบบฟอร์มเอกสาร หรือกรอกข้อมูลออนไลน์ให้มากความ แค่มีคุณสมบัติและรับรู้เงื่อนไขทั้งสี่ข้อต่อไปนี้

1. โสด จากเดิมที่เงื่อนไขมีแค่ต้องโสดจริงเท่านั้น ต่อมาเกิดปัญหาว่าคนที่มาลงไม่รู้ตัวมาก่อน หรือครอบครัวของเจ้าตัวไม่ยินยอม หรือที่ทำงานไม่โอเค และอื่นๆ อีกมากมาย แอดมินจึงเห็นควรต้องมีเงื่อนไขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นั่นคือ นอกจากโสดจริงแล้ว เพื่อนคนนั้นต้องรับรู้และยินยอมให้ลงแนะนำ รวมถึงบุคคลในสังคมแวดล้อมที่ส่งผลต่อเจ้าตัว เช่น ครอบครัว ที่ทำงาน หรืออื่นๆ ต้องอนุญาต พร้อมทั้งแจ้งชื่อคนแนะนำเสมอเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง

2. มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และอายุที่เคยลงมากที่สุด อายุ 48 ปี นอกจากนี้ยังไม่จำกัด เพศหรือสถานะที่ผ่านมา เพจเคยลงแนะนำคุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วย เพียงแต่ต้องยืนยันสถานะปัจจุบันว่าโสดจริง

3. การเตรียมรูปภาพประกอบ เนื่องจากเพจแม่สื่อแม่ชักวางตัวว่าเป็นเพจแนะนำคนโสด ไม่มีเจตนารุ่มร่าม ไม่มีจุดประสงค์โชว์ความยั่วยวน หรือทำให้เกิดความเข้าใจในทำนองนั้น จึงระบุกติกาชัดเจนว่าไม่ให้ใช้รูปวาบหวิวใดๆ เพื่อปกป้องคนที่มาลง เพราะในพื้นที่สาธารณะ เราไม่อาจจะสกัดหรือห้ามความคิดเห็นไม่ดีได้ทั้งหมด

4. หลังจากรับรู้กติกาทั้งหมดแล้ว หากอยู่ๆ เกิดมีแฟนขึ้นมาหรือจราจรติดขัดเพราะมีคนเข้าไปทำความรู้จักเยอะมากๆ แล้วอยากขอให้ลบโพสต์ ส่วนนี้เราจะยอมให้ทำได้เพียงลบข้อมูลส่วนตัว เช่น ช่องทางการติดต่อให้ได้ และจะ hide โพสต์นั้นให้ แต่ไม่ขอลบโพสต์ออกเพื่อยืนยันถึงการมีตัวตน

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

สบาย สบาย ถูกใจก็คบกันไป

ก่อนผู้ชมทางบ้านจะยื่นใบสมัคร เราขอถามนิยามของคำว่าโสดจริงให้แจ้งชัดอีกครั้ง

“ยังไม่ได้มีการตกลงปลงใจว่าเป็นแฟนกับใคร มีคนคุยก็ถือว่ายังโสด” แอดมินเอ๋อตอบเสียงดังฟังชัด

“คนที่มาลงโสดจริงหรือเปล่า?” คำถามที่ทุกคนรอคอยมาแล้ว

“ถ้ามีแฟนแล้วมาลงแบบนี้มันน่าโดนตีนะจริงๆ มีบ้างนะ ที่ลงประกาศคนโสดไปแล้วมีข้อความหลังไมค์มาโวยวายว่าเป็นแฟน เอ๋อก็ตอบกลับไปว่า เจ้าตัวเขายืนยันว่าโสดจริงๆ ค่ะ” ได้ยินอย่างนี้ คนโสดทางบ้านก็สบายใจนะคะ คนที่เคยลงเพจแม่สื่อแม่ชักโสดจริงๆ ค่ะ ตอนนี้ก็ยังโสดอยู่

สำหรับประเด็นที่ลูกเพจเข้ามาถกเถียงกันล่าสุดคือ คนโสดมาลงเรียกไลก์เรียกฟอลโลเวอร์หรือเปล่า?

เอ๋อบอกว่า เธอคงตอบแทนใครไม่ได้ แต่ในฐานะแอดมินเพจ กฎต้องเป็นกฎ คนที่มาลงต้องโสดจริง “เราไม่อยากให้คิดแทนกันว่าจุดประสงค์แท้จริงหรือผลพลอยได้อะไร หรือถ้าสมมติ คุณรู้สึกว่าเขาแค่อยากมาเรียกเรตติ้ง คิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้นและคุณไม่ชอบ วิธีที่ดีที่สุดคือไม่ต้องไปกดติดตามเขา พวกเราเองก็ทำดีที่สุดแล้ว”

“ผมมองว่า เขาหรือเธอคนนั้นก็แมนพอที่จะเปิดว่าตัวเองโสดนะ เพราะการมาลงในเพจแบบนี้ คนที่เขาคุยอยู่ก็ต้องเห็นว่าเขาประกาศตัวว่าโสด” อู๋เสริม

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลาอย่าง ‘หน้าตาขนาดนี้ยังโสดอยู่อีกหรอ น่าจะเลือกได้’

ใช่ เพราะเขาเลือกได้ เขาถึงเลือก การมีคนเข้ามาจีบ 10 คน มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหยิบเลือกใครสักคน ตราบใดที่ในจำนวนนั้นไม่มีใครตรงสเปกเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทนคบกับคนที่ไม่ตรงสเปก

“เรารู้สึกว่าทุกวันนี้คนเราไม่ได้ชอบกันที่หล่อสวยเท่านั้น เขาชอบคนที่ดูมีคาแรกเตอร์ มีความเป็นตัวของตัวเองน่าค้นหา น่าศึกษา บางทีเราเขียนเองเรายังรู้สึกว่าคนนี้เป็นคนน่าสนใจเลย เราจึงตั้งใจเขียนสเปกไว้ท้ายสุด เราอยากให้คนเรียนรู้ที่จะรู้จักทัศนคติและนิสัย ถ้าอ่านเนื้อหาก็ต้องอ่านไล่ลำดับไป ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ นิสัยเป็นยังไง เรียนและทำงานที่ไหน ชอบอะไรและไม่ชอบอะไร แล้วถึงลงท้ายที่สเปก

“เคยมีลูกเพจเขียนตอบคอมเมนต์ประมาณว่า ‘เอาสเปกไว้ท้ายสุดแบบนี้เสียเวลาอ่าน’ ตอนนั้นเราก็ตอบไปขำๆ ว่า ‘แอดมินรณรงค์ให้คนไทยอ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัดค่ะ’ เขาก็ตอบว่า ‘ได้ผลครับ’” แอดมินเอ๋อสรุปรวมความตั้งใจของเพจที่นับวันจะไปได้สวย เพราะรู้และวางตัวชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ก่อนจะเล่าเสริมว่า จากการทำเพจ ทำให้เห็นความต้องการหรือสเปกในแต่ละช่วงอายุที่แตกต่างกันไป คนช่วงอายุ 20 กว่าๆ สเปกก็จะยาวมาก และค่อยๆ สั้นลงแปรผันตรงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

รักแท้ รักที่อะไร ตับไตไส้พุง

จากการแนะนำเพื่อนโสดมาจำนวนหนึ่ง เราสงสัยว่าคนโสดแบบไหน หรือปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนคนนั้นเป็นที่นิยมในเพจ ถึงเวลาหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาจดแล้วค่ะทุกคน

รักแท้ รักที่…คาแรกเตอร์

ไม่ต้องถึงขั้นโลกออนไลน์หรอกค่ะ ทุกวันนี้ แค่เดินถนน หน้าตาก็ต้องมาก่อน

เหล่าแอดมินวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งหมด ประมวลผลระบบนิ้วนับแล้วพบว่า รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนนั้นเป็นที่นิยม แต่หากวัดผลจากคนที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนจากเพจนี้ จะพบว่าหน้าตายอดนิยมไม่มีผลต่อการเลิกโสด

“คนเรามักจะชอบอะไรที่เราไม่มี เหมือนฝรั่งชอบคนผิวแทนโหนกแก้มสูง เพราะเขาไม่มี แล้วด้วยพื้นฐานคนไทยผิวสองสีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะชอบคนผิวขาว ผู้หญิงอาจจะเขียนว่าชอบตี๋ขาว แต่คนที่มาลงแล้วป๊อปก็ไม่ใช่คนตี๋ขาวนะ ออกจะเซอร์ๆ ด้วยซ้ำ เราถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องคาแรกเตอร์ด้วย ถ้าคาแรกเตอร์ชัดก็จะน่าสนใจ” คำตอบของเอ๋อทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาหน่อยๆ

หาคู่ iPhone

รักแท้ รักที่…รูปถ่าย

“เรื่องรูปที่ส่งมาลง ถ้าเป็นไปได้เอ๋ออยากขอรณรงค์เลย ไม่ใช่รูปไม่สวยนะ แต่ด้วยประสบการณ์เราพอจะรู้ว่าหากลงไปแบบนี้คนจะไม่สนใจแน่ เอ๋ออยากบอกทุกคนเลยว่า เราต้องเลิกถ่ายแต่รูป head shot ได้แล้ว มันก็สวยดีนะ แค่บางทีมันก็ขาดความน่าสนใจ หลายครั้งเราก็ไปตามเข้าไปหารูปนอกเหนือจากที่ส่งมา รูปหน้าชัดบ้าง รูปที่ทำกิจกรรมที่สนใจ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ซึ่งบ่งบอกความเป็นตัวตนของเจ้าตัวได้ไม่น้อยเลย” แอดมินเอ๋อตอบ เราฟังแล้วอยากเดินร่วมรณรงค์กับเธอด้วย แต่จะขอเวลาไปเลือกรูปส่งมาให้ลงใหม่อีกรอบแก้มือจากคราวที่แล้วก่อน

รักแท้ รักที่…เพื่อนช่วยเพื่อน

ในความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่มาลงในเพจแม่สื่อแม่ชัก ต่างรับรู้ว่าปลายทางของการมาลงเพจที่ไม่ได้อยู่ที่ ‘ฉันต้องมีแฟนและแต่งงานมีสามี’ ถึงใจเราจะอยากมากก็เถอะ แต่มันคือโอกาสของการบอกสาธารณชนว่า ‘โสดนะ’  

“มันก็จะมีบ้างที่อยากประกาศกร้าวเอาชนะความโสดที่มี บางทีขอแค่มีคนแชร์ไปให้ใครเห็นก็ได้ เพราะมีเป้าหมายในใจอยู่แล้วแบบนั้น” โอมยิ้มตอบ

มันจะน่ากลัวเกินไปแล้วค่ะ ที่แอดมินกลุ่มนี้อ่านใจพวกเราได้

เอ๋อ : เราคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์แต่จะพัฒนาในรูปแบบไหนก็ขึ้นกับเจ้าตัว คลิกกันมากจนเป็นแฟนกันก็มี หรือลงเอยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็มี หรือถ้าสุดท้ายแล้วจบกันไม่สวย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่าคนแบบไหนไม่ได้เหมาะกับเราอย่างที่คิด

ขวัญ : ในชีวิตจริง ความรักมันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หมายถึง การได้รู้จักคนใหม่ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายมันจะต้องเกิดความรักที่สวยงาม หรือจนแต่งงาน มันอาจจะเป็นความรักแบบเพื่อนหรือพี่น้องก็ได้

อู๋ : ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไรที่คนเราจะเปิดโอกาสให้ตัวเองนะ ได้รู้จักคนใหม่ๆ แม่สื่อแม่ชักอาจจะเป็นช่องทางที่ทำให้ง่ายขึ้น แต่ท้ายที่สุดมันต้องเริ่มจากความกล้าที่จะเปิดตัวเองของคุณ

โอม : เหมือนเพจเราเป็นคนสร้างถนนเนอะ แต่จะเดินทางอย่างไรก็คงแล้วแต่คุณ คนสร้างถนนอย่างเราก็มีความหวังลึกๆ ว่าอยากให้คุณเดินทางดีๆ ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

เอ๋อ : เรื่องหนึ่งที่เราต้องบอกคุณคือ เพจเราอาจจะคัดคนให้ไม่ได้ มันอาจจะมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ ทักไปทำความรู้จักคุณ คุณก็ต้องไปคุยกันเองและลองเชื่อ sense ของตัวเอง

แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็จบลงแค่นี้ ก่อนที่เหล่าแอดมินจะเล่าโปรเจกต์ถัดไปของแม่สื่อแม่ชักให้เราฟัง จากเดิมเนื้อหาใน ‘เพจแม่สื่อแม่ชัก’ จะพูดถึงคนที่โสด แต่สำหรับ ‘รายการแม่สื่อแม่ชัก’ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ถัดไปนั้นจะมาในรูปแบบรายการสำรวจถามทัศนคติของคนโสดและไม่โสด โดยแต่ละตอนจะเป็นคำถามปลายเปิด เช่น สำรวจอาชีพยอดฮิตของแฟนในอุดมคติ หรือถ้าอยากมีแฟนเป็นหมอต้องทำอย่างไร เราก็จะไปเก็บข้อมูลที่คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น

ลำพังแค่เห็นตาเป็นประกายของทุกคนในวงสนทนา เราก็มั่นใจเลยว่าต้องสนุกและได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างที่เป็นมาเสมอแน่นอน

กับใครบางคนเรื่องความสัมพันธ์อาจจะเป็นเรื่องหวานหมู หรือขมๆ ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ยิ่งโลกที่หมุนเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ไปเร็วจนเราหมุนตามทันบ้างไม่ทันบ้าง เราก็แค่ต้องทำตัวให้ชินกับเทรนด์โลกอนาคตที่คนโสดจะยึดครองต่อไป

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

ตราบใดที่ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ มันจะมาหาเราในจังหวะเวลาที่สมควร ดูสิ จบเป็นหนัง coming of age ไปได้

คืนหนึ่ง ในวันที่สัญญาณแจ้งเตือนข้อความใหม่กะพริบดังไม่ขาดสาย เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งส่งข้อความมารายงามความคืบหน้าหลังจากช่วยเผยแพร่โพสต์ประกาศของดิฉัน

“เพื่อนเราคนนี้เป็นคนดี ลองคุยกันดูดิ น่าจะชอบอะไรเหมือนกัน”

ใจความของข้อเขียนมีเท่านี้ ใจคนที่เปิดอ่านข้อความก็เหมือนกัน โอเค ลองดูดิ

Facebook |   แม่สื่อแม่ชัก
ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน Some time blue พหลโยธินซอย 2
Facebook: some time blue

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
1,627

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load