14 ธันวาคม 2560
8.11 K
1

“อยากมีแฟนขนาดนั้นเลยหรอ”

“โสดแล้วไม่ดีตรงไหน สบายตัวจะตายไป”

“มีแฟนแล้วไม่ดีก็อย่ามีเลย อยู่แบบนี้สบายใจกว่า”

ค่ะ เข้าใจทุกอย่าง ในฐานะที่เป็นผู้สมัครลงแข่งค้นฟ้าคว้าช่อดอกไม้งานแต่งเจ้าประจำ เรายิ้มรับคำแนะนำเหล่านั้น วันดีคืนดีก็นึกโมโหคนที่ล้มล้างระบบคลุมถุงชนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ จินตนาการไปไกลว่าอนาคตจะรวบรวมความกล้าลงรูปคาดตาสีดำ ประกาศตามหาคนรักในหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของประเทศให้รู้แล้วรู้รอด

2

“ตามพื้นดวงแล้ว จะได้คนรักจากการแนะนำของผู้ใหญ่ มิตรสหายและบริวาร”

ลั่น! หมอดูทุกสำนักยืนยัน จะมีคนแนะนำเนื้อคู่มาให้

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ด้วยเป็นสาวยุคใหม่ 4.0 แอพพลิเคชันพระพรหมจับคู่ที่ไหนว่าดี ดิฉันก็ไปลองปัดๆ ซ้ายขวาเพื่อศึกษาลักษณะนิสัยและใจคอ ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ดิฉันหัวโบราณเกินไป ไม่ถูกจริตความสัมพันธ์คลุมเครือแบบสมัยนิยม (อ่าว ไหนว่าเป็นสาว 4.0)

3

แม้ว่าจะตอบรับในทันทีที่กองบรรณาธิการชวนให้เป็นตัวแทนชาวคณะ เพื่อพูดคุยสัมภาษณ์ทีมแอดมินเพจ ‘แม่สื่อแม่ชัก’ ในฐานะที่ดิฉันเคยลงประกาศความโสดในพื้นที่แห่งนั้นมาก่อน อีกใจก็กลัวเหลือเกินว่า หลังจากบทความนี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ดิฉันจะยังคงเดินตลาด ห้างร้าน หรือสถานที่สาธารณะ ได้หรือเปล่า

“ลงเพจไปแล้วมีหนุ่มๆ ส่งข้อความไปหาเยอะไหมคะ” เมื่อคนปลายสายเริ่มต้นบทสนทนาแบบนี้ ดิฉันก็เก็บอาการไม่อยู่

ออกตัวก่อนว่า กิริยาท่าทางระหว่างบทสนทนาข้างล่างนี้… ดิฉันทำไปตามหน้าที่

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกาย หาผู้ชายถูกใจไม่มี

ดิฉันจะขอรีวิวประสบการณ์ร่วมหลังจากลงเพจแม่สื่อแม่ชัก พร้อมแนะนำเพจให้คุณรู้จักสั้นๆ ก่อนจิบกาแฟพูดคุยกันยาวๆ

อาจเป็นเรื่องส่วนตัวไปสักหน่อย แต่เพราะเต็มที่กับการงานจึงไม่มีเวลาหาคนคู่ใจ ระหว่างที่ตัดพ้อโชคชะตาว่าเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ไหนตำราประจำปีบอกว่าดวงความรักของปีนี้จะพุ่งแรง จู่ๆ เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพก็ทักมาถามสถานการณ์หัวใจ พร้อมชวนให้ส่งรูปและเรื่องราวไปลงเพจแม่สื่อแม่ชัก

พูดไปจะหาว่าคุย ดิฉันถึงกับต้องใช้แบตเตอรี่สำรองไฟโทรศัพท์มือถือระหว่างวันเลยทีเดียว

ความดีงามของมาลัยไทยรัฐ 2017 คือ เมื่อคุณกล้าหาญประกาศตัวว่าโสด อาจจะนำมาซึ่งการถูกแซวบ้าง แต่เมื่อมีการช่วยแชร์ต่อ แชร์ต่อ และแชร์ต่อ ก็มีคนพร้อมใจกันมาแนะนำให้รู้จักผองเพื่อน เป็นการแนะนำที่มีแหล่งอ้างอิงตัวตน และลักษณะนิสัยใจคอเบื้องต้น ทำเป็นเล่นไป วิธีการนี้นี่แหละได้ผล

เพจแม่สื่อแม่ชัก

‘แม่สื่อแม่ชัก’ พื้นที่แนะนำเพื่อนโสด อัธยาศัยดี ร่าเริง มีน้ำใจ เป็นที่รักของลูกเพจ เวลาว่างหลังจากแนะนำเพื่อนโสดคือ ชอบตอบข้อความลูกเพจ มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพจจับคู่ แต่จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่โฆษณาขายเพื่อนที่มีใจความว่า “รู้ยัง นี่ยังโสดอยู่นะ” สเปกลูกเพจในอุดมคติ น่ารัก ไม่แสดงความเห็นรุนแรงหรือไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมเพจ และเข้าใจสิ่งที่แอดมินและเพจต้องการสื่อสาร #แม่สื่อแม่ชัก #playQpid #โสด #คนโสด #เพื่อนโสดโปรดจีบ #ติดต่อกันเองได้เลยจ้า #TheCloud #readthecloud #pagemaker #อยากมีชื่อตัวเองบ้างจังแต่ผู้เขียนเขิน)

เป็นใครก็ต้องสะดุดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อของเพจ ‘แม่สื่อแม่ชัก’ พื้นที่แนะนำเพื่อนโสด ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน 5 คน ได้แก่ เอ๋อ-อาธิดา โตสุวรรณ, อู๋-สิทธิเทพ โตสุวรรณ, โอม-กษมา โสภาภัณฑ์, ขวัญ-ศิริขวัญ ชินโชติ และ บี-มาติกา อรรถกรศิริโพธิ์

จุดเริ่มต้นของเพจนี้มาจาก เอ๋อ แม่สื่อพาร์ตไทม์ ผู้นำทางความรักตามคำขอของเพื่อนโสด จนคนทั้งคู่พบรัก ลงเอย แต่งงาน และมีลูกไปแล้วหลายคู่ กาลเวลาผ่านไป และเพื่อนโสดก็เหลือน้อยลงทุกที เธอจึงใช้พรสวรรค์ที่มีเขียนคำแนะนำเพื่อนเล่นๆ ในเฟซบุ๊กของตัวเองว่าเพื่อนคนนี้โสดโปรดจีบ แม้จะดูเป็นการทำเพื่อความสนุกสนานในพื้นที่ส่วนตัว แต่ผลก็คือ มีการจีบกันขึ้นจริงๆ ระหว่างเพื่อนในวงแวดล้อมของเธอ ได้ยินแบบนี้ก็เผลอเคืองโกรธเพื่อนในแวดล้อมของตัวเองว่าที่ผ่านมาทำไมไม่แนะนำอะไรดีๆ แบบนี้ให้กันบ้าง

“ตอนนั้นเราเขียนแนะนำไปเป็นสิบๆ คนแล้ว แต่ยังไม่ได้คิดจะทำเพจ จนกระทั้งเพื่อนเรา (เป้ แซกโซโฟน วง Mild) เชียร์ให้ทำเพจไปเลย จัดการคิดชื่อเพจให้เสร็จสรรพ จากวันนั้นเราก็ชวนขวัญ พี่โอม อู๋ และบี มาทำเพจด้วยกัน” เพจแม่สื่อแม่ชักจึงถือกำเนิดขึ้นมา

ถึงกระนั้น เราก็เชื่อลึกๆ ว่าการมีอยู่ของเพจแม่สื่อแม่ชักมีความหมายที่มากกว่าการเป็นกระดานแจ้งข่าวถึงคราวความโสด

“ช่วงที่เริ่มต้น ต่อให้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่เราก็ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด เราจะประชุมกันเยอะหน่อย เพื่อคุยให้ชัดเจนถึงจุดยืนและรูปแบบที่นำเสนอ เราวางตัวและความตั้งใจของเรา ว่าเราจะไม่ใช้วิธีการจับคู่แบบแม่สื่อจริงๆ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนโสดรู้จักกัน สมมติเป็นสาวออฟฟิศ เช้าขับรถไปทำงาน เจอเพื่อนที่ทำงาน กลางวันไปกินข้าวละแวกที่ทำงานก็เจอคนเดิมๆ เย็นกลับบ้าน แล้วก็วนไปอยู่อย่างนี้” แอดมินทั้งสี่ร่วมกันเล่าข้อมูลอินไซด์ของคนโสดที่มักจะอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิม ซึ่งไม่อำนวยกับการพบเจอผู้คนใหม่ๆ

“การมีเพจนี้อาจเพิ่มโอกาสให้มีคนเห็นคุณมากขึ้น บางทีคนใกล้ตัวก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนนี้โสด” หนึ่งในแอดมินพูดขึ้นมา จังหวะเดียวกับท่าทางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงของดิฉัน

แฟนจ๋า พี่มาแล้วจ้ะ

“ในอดีตแม่สื่อมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคนเยอะ ตามหลักการแล้ว งานของเขาก็คือ การแนะนำลูกชายบ้านนั้นมาเจอลูกสาวบ้านนี้ พอมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน แม่สื่อกลายเป็นเพื่อน เป็นคนที่รู้จักตัวตนของคนทั้งสองฝ่าย คำถามคือแล้วทำไมเราถึงเชื่อเพื่อนคนนั้น ก็เพราะเพื่อนคนนั้นเป็นคนดี ขณะเดียวกันเมื่อเป็นเพจ ทำไมเราต้องเชื่อเพจแม่สื่อแม่ชัก คำตอบก็คือ เพราะเราชัดเจนในความเชื่อและวิธีการปฏิบัติ” อู๋ แอดมินหนุ่มหนึ่งเดียวของทีมและน้องชายแท้ๆ ของเอ๋อ เล่าย้อนและเทียบบทบาทของแม่สื่อในสมัยก่อนกับปัจจุบัน

เอ๋อบอกว่าแม้ในชีวิตเธออาจจะไม่ใช่เพื่อนของคนที่มาลงเพจ แต่อย่างน้อยข้อมูลที่เพื่อนๆ ต่างส่งแนะนำเพื่อนเข้ามาก็ทำให้เธอผูกพันเล็กๆ

“ที่ตลกคือ เอ๋อจำทุกคนที่เอ๋อเขียนแนะนำในเพจได้ บ่อยครั้งที่ไปในที่ต่างๆ แล้วพบตัวจริงของคนที่เราเขียน เราก็จะสะกิดเพื่อนว่ารู้จักคนนี้เพราะเขาเคยลงเพจเรา” จากคำบอกเล่า จึงไม่น่าแปลกที่เธอจะมีฉายาในหมู่เพื่อนสนิทว่า เอ๋อ Yellow Pages

“เราอยากให้ลูกเพจอ่านแล้วเชื่อใน sense ของตัวเอง ว่าคนคนนั้นจะถูกจริตเราไหม เคมีจะเข้ากันหรือเปล่า” หัวหน้าทีมแม่สื่อรีบฝากคำแนะนำเพราะเกรงว่าคนโสดทางบ้านจะถอดใจ

“และหลายคนเลยนะที่พอลงเพจแล้วมีคนมาเห็น เขาไปส่องเฟซบุ๊กดูแล้วมี Mutual Friends เยอะมาก ร้อนไปถึงต้องทักเพื่อนบอกแนะนำให้หน่อยๆ ก็มี”

นั่นไงคุณ เรื่องราวมันก็เป็นไปแบบนี้

อย่างที่ใครบอกว่า เหรียญยังมีสองด้าน จริงอยู่ที่ความสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์นั้นน่ากลัว แต่ออฟไลน์ปลอดภัยกว่าจริงเหรอ ก็ไม่!

“เราอยากให้ลองเปิดใจเชื่อสังคมออนไลน์ดูเหมือนกันนะ เพราะถ้าเขาโกหกเรา หรือไม่ดีจริงๆ จะมีคนมาเปิดเผยให้เราเห็นในที่สาธารณะเลย เช่น คนนี้เคยคบเพื่อนเรา เขาเจ้าชู้มากเลย เป็นต้น” โอม แอดมินพี่ใหญ่ เปิดประเด็นที่น่าสนใจกว่าคำถามที่เราเตรียมไว้

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

เอ๋อ : และเอ๋อไม่ลบคอมเมนต์นะ เงื่อนไขเดียวที่จะลบคือถ้อยคำหยาบคายหรือการแสดงความเห็นไม่ให้เกียรติกัน ดังนั้น หากมีการแสดงความเห็นแนวทางนี้เราจะปล่อยให้ถกเถียงข้อเท็จจริงกัน

โอม : ดังนั้น คนที่ไม่ดีจริงหรือไม่ซื่อสัตย์ก็จะเริ่มไม่กล้ามาลงเพจแล้ว

อู๋ : เราไม่ใช่บริการจับคู่ ไม่มีการเรียกร้องค่าบริการหรือใดๆ ดังนั้น เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการที่ใครจะได้เป็นแฟนใครหรือไม่ โปร่งใสมากๆ

ขวัญ : จริงใจด้วย

เอ๋อ : คนมาถามเยอะมากว่ามีค่าใช้จ่ายไหม เราบอกว่าไม่มี แต่ว่าต้องทำตามกติกาและลำดับก่อนหลัง หรือบางทีจะขอจ่ายเงินเพื่อลัดคิวเราก็ไม่ให้นะ

เรา : ชอบความโปร่งใสอะไรแบบนี้มากเลย น่าจะจับพวกผู้ชายในทินเดอร์มาเล่นเพจแม่สื่อแม่ชักให้หมด จะได้แชร์กันให้สนุก

มีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอนค่ะ เพราะคนมีแฟนอยู่แอบเล่นทินเดอร์ได้ แต่มีแฟนอยู่แล้วจะมาลงเพจแม่สื่อแม่ชักไม่ได้!

อยากจะถามดู ว่าเธอเป็นอย่างหมอกหรือควัน

ด้วยวัยและประสบการณ์ที่ทั้งห้าคนต่างพบเจอ ทำให้พวกเธอและเขาเลือกจุดยืนที่จะนำเสนอเรื่องความสัมพันธ์ในอุดมคติด้วยวิธีการใหม่ ความท้าทายคือพวกเธอจะสื่อสารความเข้าใจนี้ออกมาอย่างไร

“ตอนแรกที่พวกเราทำเพจแอบคิดว่าคนคงไม่กล้าเปิดเผยตัวว่าโสด แล้วเราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกปลอดภัยกับพื้นที่ตรงนี้ มันอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีคอมเมนต์ไม่ดี ซึ่งพวกเราก็พยายามกันอย่างที่สุด” พี่โอมเล่า

เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ เราจึงต้องมีกติกามารยาทของการอยู่ร่วมกัน คำพูดคำจาที่หยาบคาย กำกวมสองแง่สองง่าม หรือเหยียดกันด้วยเพศ ภาษา รูปลักษณ์ภายนอก จะถูกตัดสินโดยดุลยพินิจของแอดมินเพจ

“เรารู้สึกว่าการแสดงความเห็นด้านลบในพื้นที่สาธารณะแบบนี้มันไม่เพียง bully คนเดียว ในสังคมโลกออนไลน์ทุกวันนี้ เมื่อมีคนมาแสดงความเห็นไม่ดี มันไม่ใช่แค่คนนั้นทำใส่คนอื่น แต่จะมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะล่าแม่มดและด่า เราก็จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมว่า ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเราจะส่งข้อความไปเตือนว่าขอลบ และหากมีอีกครั้งจะขอแบนออกจากเพจ ถามว่าเสียดายไหมถ้าจำนวนลูกเพจจะหายไป ถ้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจกติกา เอ๋อไม่เสียดาย” แอดมินเอ๋อ คนขยันผู้ตอบทุกความเห็นในเพจด้วยตัวเองรีบบอกเรา

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

โอ้ละหนอ มายเลิฟ

“คิดว่าอะไรที่ทำให้เพจแม่สื่อแม่ชักเป็นที่รักและที่นิยมได้ขนาดนี้” เราถาม

“ด้วยที่เราวางตัวเองแบบนี้ คนที่มาลงเขาก็จะเชื่อมั่นระดับหนึ่งว่าจะไม่ได้รับความเห็นหรือคำวิจารณ์ที่ล่วงละเมิดสิทธิ ส่วนคนที่เข้ามาในเพจเขาก็จะรู้จักการใช้คำพูดที่ดีต่อกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีมุมมองและทัศนคติที่ดี เพราะฉะนั้น เขาจะไปทำความรู้จักสานต่อกันได้ง่ายกว่า ถือเป็นการคัดกรองคนด้วยเหมือนกัน แม้จะมีความเห็นที่แสดงความไม่ให้เกียรติหลุดรอดมาบ้าง ความน่ารักคือลูกเพจของเราก็จะเป็นหูเป็นตามาบอกเรา บางทีก็ถึงขึ้นช่วยจัดการและแก้ต่างให้” เช่นเคย เราพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงกับโอม

นี่คืออีกเหตุผลของการมีอยู่ของเพจแม่สื่อแม่ชัก พวกเธอทำเพราะอยากให้คนที่ดีเจอกับคนที่ดีๆ

เสียดายที่ดิฉันเป็นผู้เขียน เพราะถ้าดิฉันเป็นผู้อ่านทางบ้านคงต้องพรินต์บทความใส่กระดาษและใช้ปากกาสีแดงขีดเส้นใต้ประโยคก่อนหน้าด้วยเส้นหนาๆ ตัวโตๆ เลยค่ะ

อู๋ : เราเป็นมาลัยไทยรัฐในอดีต เพียงแต่เพจเราวางตัวในโซเชียลเหมือนที่เราเป็นคนในชีวิตจริง เราแนะนำลูกเพจเหมือนที่เราแนะนำเพื่อนโสดให้เพื่อนโสดเราจริงๆ

เอ๋อ : เวลาเราแนะนำเพื่อนสักคนเราก็จะบอกว่า คนนี้นิสัยดีนะ เป็นคนใจเย็น มันชอบไปทะเล รักสัตว์ สเปกมันเป็นแบบนี้นะ แล้วมันเรียนจบอะไรมา ทำงานอะไรอยู่ อย่างที่เอ๋อบอก เราอยากให้คนดีเจอคนดี เราก็ต้องแนะนำกันแบบดีๆ

โอม : คนดีของเราให้เกียรติกันและกัน ไม่ตัดสินใครไปก่อนที่จะทำความรู้จัก

ด้วยความที่เพจแม่สื่อแม่ชักไม่ได้มีระบบติดตามผล แต่จากข้อความที่ส่งมาเล่าและขอบคุณหลังไมค์หลายคู่ มีทั้งคู่ที่จริงๆ แล้วทั้งสองคนทำงานที่เดียวกัน แอบมองกันแต่ไม่เคยคุยกันมาก่อน วันที่ลงเพจก็เริ่มพูดแซวจนได้คุยกัน หรืออีกคู่หนึ่ง อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างเคยลงแนะนำในเพจ เพื่อนของทั้งคู่ก็เคยแท็กชื่อของทั้งคู่แนะนำไปขำๆ และสุดท้ายก็ได้ไปทำความรู้จักจริงๆ

มีความจริงข้อหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธ เวลาที่เราเดินบนถนนแล้วเจอคนที่หน้าตาถูกใจ เราไม่รู้อะไรเลยนอกจาก เขาสวย เขาหล่อ

เอ๋อบอกว่าอย่างน้อยๆ การอยู่บนเพจหรือพบเจอใครในเพจนี้ นอกจากหน้าตาที่เห็นแล้ว คุณยังเห็นนิสัยใจคอที่ทำให้รู้ว่าถ้าลองจีบคนนี้แล้ว ลองศึกษามุมมองการใช้ชีวิตแล้ว มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะไปกันได้

เปิดโอกาสตัวเอง เพื่อกล้าที่จะรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา

มาค่ะ! พร้อมตั้งนานแล้ว

เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง

เราพบว่าสิ่งพิเศษหนึ่งที่ทำให้เพจนี้ประสบความสำเร็จ คือน้ำเสียงและสำเนียงของเหล่าแม่สื่อนี่เอง เพราะไม่ว่าจะเอ่ยเอื้อนผ่านบทสนทนาที่พูดคุยกันอยู่ตอนนี้ หรือบอกเล่าผ่านตัวอักษร แนะนำเพื่อนโสดกว่า 500 คนใน 5 เดือนทำการ ก็ล้วนทำให้เราคล้อยตาม และอยากทำความรู้จักเพื่อนโสดคนนั้นต่อไป

ขั้นตอนคำเขียนสุดสนุกอันเป็นจุดขาย เอ๋อ แอดมินผู้รับหน้าที่ดูแลคำขายเพื่อนทั้งหมด เล่าให้ฟังว่า ในกรณีที่คำเขียนจากเพื่อนแนะนำเพื่อน เล่าขายเพื่อนได้อย่างน่าสนใจ เธอจะทำหน้าที่แค่ขัดเกลาภาษาและร้อยลำดับเรียงเรื่อง แต่สำหรับใครที่ส่งมาเพียงรายละเอียด เธอจะใช้เวลาทำความรู้จักตัวตนคนโสดนั้นๆ ผ่านข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อจะเรียบเรียงและเขียนออกมาอย่างจริงใจที่สุด เหมือนขายเพื่อนของตัวเองจริงๆ

เงื่อนไขของการลงแนะนำเพื่อนโสดนั้นง่ายมาก ไม่ต้องรับแบบฟอร์มเอกสาร หรือกรอกข้อมูลออนไลน์ให้มากความ แค่มีคุณสมบัติและรับรู้เงื่อนไขทั้งสี่ข้อต่อไปนี้

1. โสด จากเดิมที่เงื่อนไขมีแค่ต้องโสดจริงเท่านั้น ต่อมาเกิดปัญหาว่าคนที่มาลงไม่รู้ตัวมาก่อน หรือครอบครัวของเจ้าตัวไม่ยินยอม หรือที่ทำงานไม่โอเค และอื่นๆ อีกมากมาย แอดมินจึงเห็นควรต้องมีเงื่อนไขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นั่นคือ นอกจากโสดจริงแล้ว เพื่อนคนนั้นต้องรับรู้และยินยอมให้ลงแนะนำ รวมถึงบุคคลในสังคมแวดล้อมที่ส่งผลต่อเจ้าตัว เช่น ครอบครัว ที่ทำงาน หรืออื่นๆ ต้องอนุญาต พร้อมทั้งแจ้งชื่อคนแนะนำเสมอเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง

2. มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และอายุที่เคยลงมากที่สุด อายุ 48 ปี นอกจากนี้ยังไม่จำกัด เพศหรือสถานะที่ผ่านมา เพจเคยลงแนะนำคุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วย เพียงแต่ต้องยืนยันสถานะปัจจุบันว่าโสดจริง

3. การเตรียมรูปภาพประกอบ เนื่องจากเพจแม่สื่อแม่ชักวางตัวว่าเป็นเพจแนะนำคนโสด ไม่มีเจตนารุ่มร่าม ไม่มีจุดประสงค์โชว์ความยั่วยวน หรือทำให้เกิดความเข้าใจในทำนองนั้น จึงระบุกติกาชัดเจนว่าไม่ให้ใช้รูปวาบหวิวใดๆ เพื่อปกป้องคนที่มาลง เพราะในพื้นที่สาธารณะ เราไม่อาจจะสกัดหรือห้ามความคิดเห็นไม่ดีได้ทั้งหมด

4. หลังจากรับรู้กติกาทั้งหมดแล้ว หากอยู่ๆ เกิดมีแฟนขึ้นมาหรือจราจรติดขัดเพราะมีคนเข้าไปทำความรู้จักเยอะมากๆ แล้วอยากขอให้ลบโพสต์ ส่วนนี้เราจะยอมให้ทำได้เพียงลบข้อมูลส่วนตัว เช่น ช่องทางการติดต่อให้ได้ และจะ hide โพสต์นั้นให้ แต่ไม่ขอลบโพสต์ออกเพื่อยืนยันถึงการมีตัวตน

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

สบาย สบาย ถูกใจก็คบกันไป

ก่อนผู้ชมทางบ้านจะยื่นใบสมัคร เราขอถามนิยามของคำว่าโสดจริงให้แจ้งชัดอีกครั้ง

“ยังไม่ได้มีการตกลงปลงใจว่าเป็นแฟนกับใคร มีคนคุยก็ถือว่ายังโสด” แอดมินเอ๋อตอบเสียงดังฟังชัด

“คนที่มาลงโสดจริงหรือเปล่า?” คำถามที่ทุกคนรอคอยมาแล้ว

“ถ้ามีแฟนแล้วมาลงแบบนี้มันน่าโดนตีนะจริงๆ มีบ้างนะ ที่ลงประกาศคนโสดไปแล้วมีข้อความหลังไมค์มาโวยวายว่าเป็นแฟน เอ๋อก็ตอบกลับไปว่า เจ้าตัวเขายืนยันว่าโสดจริงๆ ค่ะ” ได้ยินอย่างนี้ คนโสดทางบ้านก็สบายใจนะคะ คนที่เคยลงเพจแม่สื่อแม่ชักโสดจริงๆ ค่ะ ตอนนี้ก็ยังโสดอยู่

สำหรับประเด็นที่ลูกเพจเข้ามาถกเถียงกันล่าสุดคือ คนโสดมาลงเรียกไลก์เรียกฟอลโลเวอร์หรือเปล่า?

เอ๋อบอกว่า เธอคงตอบแทนใครไม่ได้ แต่ในฐานะแอดมินเพจ กฎต้องเป็นกฎ คนที่มาลงต้องโสดจริง “เราไม่อยากให้คิดแทนกันว่าจุดประสงค์แท้จริงหรือผลพลอยได้อะไร หรือถ้าสมมติ คุณรู้สึกว่าเขาแค่อยากมาเรียกเรตติ้ง คิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้นและคุณไม่ชอบ วิธีที่ดีที่สุดคือไม่ต้องไปกดติดตามเขา พวกเราเองก็ทำดีที่สุดแล้ว”

“ผมมองว่า เขาหรือเธอคนนั้นก็แมนพอที่จะเปิดว่าตัวเองโสดนะ เพราะการมาลงในเพจแบบนี้ คนที่เขาคุยอยู่ก็ต้องเห็นว่าเขาประกาศตัวว่าโสด” อู๋เสริม

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลาอย่าง ‘หน้าตาขนาดนี้ยังโสดอยู่อีกหรอ น่าจะเลือกได้’

ใช่ เพราะเขาเลือกได้ เขาถึงเลือก การมีคนเข้ามาจีบ 10 คน มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหยิบเลือกใครสักคน ตราบใดที่ในจำนวนนั้นไม่มีใครตรงสเปกเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทนคบกับคนที่ไม่ตรงสเปก

“เรารู้สึกว่าทุกวันนี้คนเราไม่ได้ชอบกันที่หล่อสวยเท่านั้น เขาชอบคนที่ดูมีคาแรกเตอร์ มีความเป็นตัวของตัวเองน่าค้นหา น่าศึกษา บางทีเราเขียนเองเรายังรู้สึกว่าคนนี้เป็นคนน่าสนใจเลย เราจึงตั้งใจเขียนสเปกไว้ท้ายสุด เราอยากให้คนเรียนรู้ที่จะรู้จักทัศนคติและนิสัย ถ้าอ่านเนื้อหาก็ต้องอ่านไล่ลำดับไป ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ นิสัยเป็นยังไง เรียนและทำงานที่ไหน ชอบอะไรและไม่ชอบอะไร แล้วถึงลงท้ายที่สเปก

“เคยมีลูกเพจเขียนตอบคอมเมนต์ประมาณว่า ‘เอาสเปกไว้ท้ายสุดแบบนี้เสียเวลาอ่าน’ ตอนนั้นเราก็ตอบไปขำๆ ว่า ‘แอดมินรณรงค์ให้คนไทยอ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัดค่ะ’ เขาก็ตอบว่า ‘ได้ผลครับ’” แอดมินเอ๋อสรุปรวมความตั้งใจของเพจที่นับวันจะไปได้สวย เพราะรู้และวางตัวชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ก่อนจะเล่าเสริมว่า จากการทำเพจ ทำให้เห็นความต้องการหรือสเปกในแต่ละช่วงอายุที่แตกต่างกันไป คนช่วงอายุ 20 กว่าๆ สเปกก็จะยาวมาก และค่อยๆ สั้นลงแปรผันตรงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

รักแท้ รักที่อะไร ตับไตไส้พุง

จากการแนะนำเพื่อนโสดมาจำนวนหนึ่ง เราสงสัยว่าคนโสดแบบไหน หรือปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนคนนั้นเป็นที่นิยมในเพจ ถึงเวลาหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาจดแล้วค่ะทุกคน

รักแท้ รักที่…คาแรกเตอร์

ไม่ต้องถึงขั้นโลกออนไลน์หรอกค่ะ ทุกวันนี้ แค่เดินถนน หน้าตาก็ต้องมาก่อน

เหล่าแอดมินวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งหมด ประมวลผลระบบนิ้วนับแล้วพบว่า รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนนั้นเป็นที่นิยม แต่หากวัดผลจากคนที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนจากเพจนี้ จะพบว่าหน้าตายอดนิยมไม่มีผลต่อการเลิกโสด

“คนเรามักจะชอบอะไรที่เราไม่มี เหมือนฝรั่งชอบคนผิวแทนโหนกแก้มสูง เพราะเขาไม่มี แล้วด้วยพื้นฐานคนไทยผิวสองสีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะชอบคนผิวขาว ผู้หญิงอาจจะเขียนว่าชอบตี๋ขาว แต่คนที่มาลงแล้วป๊อปก็ไม่ใช่คนตี๋ขาวนะ ออกจะเซอร์ๆ ด้วยซ้ำ เราถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องคาแรกเตอร์ด้วย ถ้าคาแรกเตอร์ชัดก็จะน่าสนใจ” คำตอบของเอ๋อทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาหน่อยๆ

หาคู่ iPhone

รักแท้ รักที่…รูปถ่าย

“เรื่องรูปที่ส่งมาลง ถ้าเป็นไปได้เอ๋ออยากขอรณรงค์เลย ไม่ใช่รูปไม่สวยนะ แต่ด้วยประสบการณ์เราพอจะรู้ว่าหากลงไปแบบนี้คนจะไม่สนใจแน่ เอ๋ออยากบอกทุกคนเลยว่า เราต้องเลิกถ่ายแต่รูป head shot ได้แล้ว มันก็สวยดีนะ แค่บางทีมันก็ขาดความน่าสนใจ หลายครั้งเราก็ไปตามเข้าไปหารูปนอกเหนือจากที่ส่งมา รูปหน้าชัดบ้าง รูปที่ทำกิจกรรมที่สนใจ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ซึ่งบ่งบอกความเป็นตัวตนของเจ้าตัวได้ไม่น้อยเลย” แอดมินเอ๋อตอบ เราฟังแล้วอยากเดินร่วมรณรงค์กับเธอด้วย แต่จะขอเวลาไปเลือกรูปส่งมาให้ลงใหม่อีกรอบแก้มือจากคราวที่แล้วก่อน

รักแท้ รักที่…เพื่อนช่วยเพื่อน

ในความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่มาลงในเพจแม่สื่อแม่ชัก ต่างรับรู้ว่าปลายทางของการมาลงเพจที่ไม่ได้อยู่ที่ ‘ฉันต้องมีแฟนและแต่งงานมีสามี’ ถึงใจเราจะอยากมากก็เถอะ แต่มันคือโอกาสของการบอกสาธารณชนว่า ‘โสดนะ’  

“มันก็จะมีบ้างที่อยากประกาศกร้าวเอาชนะความโสดที่มี บางทีขอแค่มีคนแชร์ไปให้ใครเห็นก็ได้ เพราะมีเป้าหมายในใจอยู่แล้วแบบนั้น” โอมยิ้มตอบ

มันจะน่ากลัวเกินไปแล้วค่ะ ที่แอดมินกลุ่มนี้อ่านใจพวกเราได้

เอ๋อ : เราคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์แต่จะพัฒนาในรูปแบบไหนก็ขึ้นกับเจ้าตัว คลิกกันมากจนเป็นแฟนกันก็มี หรือลงเอยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็มี หรือถ้าสุดท้ายแล้วจบกันไม่สวย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่าคนแบบไหนไม่ได้เหมาะกับเราอย่างที่คิด

ขวัญ : ในชีวิตจริง ความรักมันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หมายถึง การได้รู้จักคนใหม่ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายมันจะต้องเกิดความรักที่สวยงาม หรือจนแต่งงาน มันอาจจะเป็นความรักแบบเพื่อนหรือพี่น้องก็ได้

อู๋ : ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไรที่คนเราจะเปิดโอกาสให้ตัวเองนะ ได้รู้จักคนใหม่ๆ แม่สื่อแม่ชักอาจจะเป็นช่องทางที่ทำให้ง่ายขึ้น แต่ท้ายที่สุดมันต้องเริ่มจากความกล้าที่จะเปิดตัวเองของคุณ

โอม : เหมือนเพจเราเป็นคนสร้างถนนเนอะ แต่จะเดินทางอย่างไรก็คงแล้วแต่คุณ คนสร้างถนนอย่างเราก็มีความหวังลึกๆ ว่าอยากให้คุณเดินทางดีๆ ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

เอ๋อ : เรื่องหนึ่งที่เราต้องบอกคุณคือ เพจเราอาจจะคัดคนให้ไม่ได้ มันอาจจะมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ ทักไปทำความรู้จักคุณ คุณก็ต้องไปคุยกันเองและลองเชื่อ sense ของตัวเอง

แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็จบลงแค่นี้ ก่อนที่เหล่าแอดมินจะเล่าโปรเจกต์ถัดไปของแม่สื่อแม่ชักให้เราฟัง จากเดิมเนื้อหาใน ‘เพจแม่สื่อแม่ชัก’ จะพูดถึงคนที่โสด แต่สำหรับ ‘รายการแม่สื่อแม่ชัก’ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ถัดไปนั้นจะมาในรูปแบบรายการสำรวจถามทัศนคติของคนโสดและไม่โสด โดยแต่ละตอนจะเป็นคำถามปลายเปิด เช่น สำรวจอาชีพยอดฮิตของแฟนในอุดมคติ หรือถ้าอยากมีแฟนเป็นหมอต้องทำอย่างไร เราก็จะไปเก็บข้อมูลที่คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น

ลำพังแค่เห็นตาเป็นประกายของทุกคนในวงสนทนา เราก็มั่นใจเลยว่าต้องสนุกและได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างที่เป็นมาเสมอแน่นอน

กับใครบางคนเรื่องความสัมพันธ์อาจจะเป็นเรื่องหวานหมู หรือขมๆ ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ยิ่งโลกที่หมุนเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ไปเร็วจนเราหมุนตามทันบ้างไม่ทันบ้าง เราก็แค่ต้องทำตัวให้ชินกับเทรนด์โลกอนาคตที่คนโสดจะยึดครองต่อไป

แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก แอดมินเพจแม่สื่อแม่ชัก

ตราบใดที่ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ มันจะมาหาเราในจังหวะเวลาที่สมควร ดูสิ จบเป็นหนัง coming of age ไปได้

คืนหนึ่ง ในวันที่สัญญาณแจ้งเตือนข้อความใหม่กะพริบดังไม่ขาดสาย เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งส่งข้อความมารายงามความคืบหน้าหลังจากช่วยเผยแพร่โพสต์ประกาศของดิฉัน

“เพื่อนเราคนนี้เป็นคนดี ลองคุยกันดูดิ น่าจะชอบอะไรเหมือนกัน”

ใจความของข้อเขียนมีเท่านี้ ใจคนที่เปิดอ่านข้อความก็เหมือนกัน โอเค ลองดูดิ

Facebook |   แม่สื่อแม่ชัก
ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน Some time blue พหลโยธินซอย 2
Facebook: some time blue

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

27 มิถุนายน 2565
6.25 K

สุนัขเผลอกินกระดูกทำอย่างไร วัคซีนแมวควรฉีดตอนไหน มีอะไรบ้าง เชื่อว่าบรรดาทาสคงเคยเสิร์ชหาข้อมูลเหล่านี้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อคลายสงสัย

แต่นกลูกป้อนควรกินอาหารที่อุณหภูมิเท่าไหร่ ซังข้าวโพดเหมาะสำหรับการเลี้ยงเม่นแคระหรือไม่ ให้หนูแกสบี้กินแต่ผักสดได้ไหม

ในอดีต ค้นหาคำถามเหล่านี้ไป ก็อาจได้คำตอบจากแอดมินกลุ่มหรือเจ้าของฟาร์ม มากกว่าหมอผู้เชี่ยวชาญสัตว์พิเศษ เพราะจำนวนหมอมีน้อยกว่าความต้องการ และใช่ว่าหมอทุกคนจะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง

นสพ.กฤตชัย ฉัตรเจริญสุข หรือ หมอหมู เจ้าของเพจ ‘Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด บอกกับเราว่า เขาเริ่มต้นแบบคนไม่มีความรู้เรื่องการทำเพจ หวังเพียงเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนเลี้ยงสัตว์พิเศษเท่านั้น ในฐานะคนรักสัตว์เหมือนกันที่คลุกคลีกับความแปลกมาตั้งแต่แมลง ปูนา ยันกิ้งก่าทะเลทราย

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

aka หมอสัตว์ประหลาด

“หมอทำคอนเทนต์ไม่เป็นหรอก ไม่มีเวลาทำโปสเตอร์ ไม่มีคนช่วยทำด้วย เราทำง่าย ๆ ไลฟ์สด คุยกันเหมือนเพื่อน อาการนกเป็นแบบนี้คืออะไร ให้ความรู้ที่คนเข้าใจผิดแล้วทำให้คุณภาพชีวิตสัตว์แย่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีเพจหมอสัตว์ประหลาด”

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมดทั้งจริงและเท็จ หมอหมูเสนอแนะว่า การที่คุณหมอหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีความชำนาญออกมาให้ความรู้ ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวคนเลี้ยง เพราะคุณภาพชีวิตสัตว์จะดีขึ้นแน่นอน

แรกเริ่ม หมอหมูให้ความรู้เรื่องนกเพียงอย่างเดียว เพราะความชอบส่วนตัว ต่อมาเริ่มมีเรื่องราวของสัตว์พิเศษชนิดอื่น จากการตระเวนรักษาแบบพาร์ตไทม์ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ จนก้าวใหม่ของชีวิตนำพาให้หมอหมูเปิด ‘โรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนีย’ ย่านมีนบุรีเป็นของตัวเอง ภาระงานที่หนักขึ้นจึงทำให้มีเวลาไลฟ์สดน้อยลงตามไปด้วย

สำหรับหมอ การไลฟ์สดไม่ใช่แค่นั่งเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ต้องมีเวลาทำการบ้าน เตรียมข้อมูลอย่างดี มีการพิสูจน์หลักฐาน เพราะเป็นการถาม-ตอบโดยทันทีกับคนเลี้ยงที่ร้อนใจ และหมอเองก็ทราบว่า คำแนะนำจากปากหมอแต่ละครั้ง อาจกระเทือนถึงคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย เช่น อันตรายที่เกิดจากอาหารบางยี่ห้อ อาจส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องราวในเพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด จะเต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ ปัญหาการผ่าตัด หรือรูปสัตว์ที่ไม่น่าดู หมอหมูเองก็ไม่อยากลงรูปที่เครียดเกินไป ตลอดการเดินทางร่วม 2 ปีของเพจนี้ เขาจึงลงรูปน่ารักขำขันของเด็ก ๆ ให้ได้ยิ้มประจำวันมากกว่า 

แม้ยอดไลก์หลักหมื่นจะดูน้อยในสายตาใครหลายคน แต่หมอหมูก็คร่ำหวอดในวงการสัตว์ชนิดพิเศษ จนผู้คนรู้จักเขาในนาม ‘หมอสัตว์ประหลาด’ มากกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ส่วนที่มาที่ไปของ aka หมอสัตว์ประหลาด เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องถามให้หายข้องใจ หมอหมูเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ใช่คนตั้งชื่อ

“เราเลี้ยงสัตว์เยอะมากตั้งแต่เด็ก ที่บ้านคือสารพัดสัตว์ เพื่อนที่รู้จักกันมานานชอบบอกว่าเราเอาสัตว์ประหลาดมาเลี้ยงอีกแล้ว ทั้งตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ ปู ปลากัด กระรอก ฯลฯ งั้นก็ชื่อหมอสัตว์ประหลาดไปเลย มันสะท้อนภาพตัวเราออกมาได้ชัดที่สุดว่า ไอ้คนนี้มันชอบเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ อย่าง”

สมัยนั้น หมอหมูเลี้ยงสัตว์โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย แม้แต่ข้อมูลของสุนัขและแมวก็ยังหาแทบไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์เอ็กโซติกอื่น ๆ พอโตขึ้นมาหน่อย ข้อมูลของเพื่อน 4 ขาก็มีเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ข้อมูลของสัตว์พิเศษ ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ปีก หรือแมลง ยังคงหายาก

ถ้ากำลังคิดว่า อ๋อ เพราะเหตุนี้ที่ทำให้หมอหมูตัดสินใจเรียนสัตวแพทย์โดยทันทีล่ะก็ ผิดถนัด

เขาคว้าปริญญาใบแรกจากการเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อโท MBA บริหารธุรกิจเป็นปริญญาใบที่สอง ประกอบอาชีพเพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยงอีกนานนับสิบปี ก่อนค้นพบว่าเพื่อนร่วมทางที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่แตกและไม่เคยห่างหายไปไหน คือสัตว์ตัวน้อยใหญ่

นั่นคือตอนที่เขากลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งในวัย 28 ปี

เปิดเทอม

‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ คือ วันที่แมวของเขาล้มป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบ หมอบอกว่าคงอยู่ได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ เขาทำทุกวิถีทาง ศึกษาข้อมูล สั่งยาราคาแพงจากต่างประเทศ จนยื้อชีวิตน้องแมวได้นานถึง 2 เดือน แต่กฤตชัยกลับคิดว่า หากมีความรู้มากกว่านี้ ทำเต็มที่มากกว่านี้ เหตุการณ์อาจไม่ลงเอยแบบนี้ก็เป็นได้

“จากบรีดเดอร์ เรากลับไปเรียนปริญญาตรีสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 ปี ในขณะที่น้อง ๆ คนอื่นอายุ 18 ระยะเวลาเรียน 6 ปีเท่ากัน

“เราจอดรถอยู่หน้าอาคารเรียนตั้งแต่เที่ยงยัน 4 โมงเย็น เห็นเด็ก ๆ ใส่ชุดนักเรียนไปรายงานตัว คิดเลยว่าถ้าจะต้องอยู่กับน้อง ๆ พวกนี้อีก 6 ปี เราคิดถูกไหม ใครก็บอกว่าเราบ้า แล้วจะเอาเวลาที่ไหน เพราะมันต้องเรียนฟูลไทม์ เช้าจนเย็น ต้องไปฝึกงานตามศูนย์ต่าง ๆ ฟาร์มก็ยังทำอยู่ แต่เป้าหมายของเราคือเป็นหมอที่รักษาสัตว์ชนิดพิเศษ มันชัดเจนมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวขาเข้าไปเรียน”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะเป็นหมอหมูได้อย่างทุกวันนี้ จากการเริ่มต้นช้ากว่าใคร ต้องพยายาม ขวนขวาย เสียสละมากขึ้นเพื่อให้เป็นดังใจหวัง การเรียนการสอนสัตวแพทย์ในไทยก็มุ่งเน้นไปที่สัตว์ 2 ประเภทคือ หนึ่ง ปศุสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุกร ไก่ สอง คือ สัตว์เล็กที่ได้รับความนิยมอย่างสุนัขและแมว เท่ากับว่าใครสนใจสัตว์พิเศษ ก็ต้องไปศึกษาต่อหรือหาประสบการณ์จากการทำงานเพิ่มเติมอีกหลายปี

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้หมอหมูไม่เหนื่อยยากเกินไป คือความหลงใหลสัตว์เอ็กโซติกที่สอนกันไม่ได้

“การจะเป็นหมอรักษาสัตว์ชนิดหนึ่งได้ดีและรู้จริง ต้องมีความชอบเป็นพื้นฐาน จะเอาแค่ความคิดว่า หมอนกมีน้อยเลยอยากเป็น มันไม่เพียงพอ มันขาดความอิน

“เพราะความอินจะทำให้เราศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ช่วยให้คนที่เป็นหมอมีความอยากรู้ มีความพยายาม บางทีแค่ได้ยินเสียงนกในโรงพยาบาล เราอยู่ในห้องตรวจ ก็บอกได้เลยว่าเป็นนกชนิดอะไร ใครเอาซันคอนัวร์ กรีนชีค นกอเมซอน แอฟริกันเกรย์ มารักษา มันเป็นความรู้สึกที่เราอธิบายไม่ได้ 

“บางคนคิดว่าเราบ้าหรือประหลาด แต่มันเป็นความหลงใหลของเรา แค่ได้ยินเสียงก็บอกได้แล้ว ซึ่งคนที่ชำนาญกว่านี้ เขาบอกได้ด้วยซ้ำว่าเป็นนกเพาะพันธุ์หรือนกป่า”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

หลังผ่านความยากลำบากมามาก เราถามหมอหมูว่า จำครั้งแรกที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวในฐานะสัตวแพทย์ได้ไหม คาดหวังคำตอบว่าคนที่ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ได้มาคงต้องประทับใจไม่รู้ลืม แต่หมอหมูตอบตรงกันข้าม

เขาไม่ได้มองว่าความเป็นหมอขึ้นอยู่กับเสื้อกาวน์หรือเครื่องแบบอื่นใด วันที่มีความหมายกับชีวิตกลับเป็นวันแรก ๆ ที่เริ่มงาน คนไข้ของเขาคือแมวตัวหนึ่งกับคุณป้าที่ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวว่าก้อนเนื้อที่นมแมวจะเป็นมะเร็งร้าย

“พอหมอตรวจ สรุปว่าน้องเป็นเต้านมอักเสบ เราบอกให้คุณป้าใจเย็น ๆ ฉีดยาให้น้อง เอายาไปกิน 1 สัปดาห์ต่อมา คุณป้าเข้ามากอดเราและร้องไห้ที่น้องหายแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราทำไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ก็แค่เต้านมอักเสบ แต่คุณค่าในเรื่องของจิตใจมันมหาศาลมาก เรารู้สึกมีค่าที่ทำให้สัตว์และเจ้าของได้พ้นทุกข์ ยิ่งอยากเป็นหมอที่ดี”

คืนปากให้หนูหน่อย

ยอมรับว่าตกใจในตอนแรกที่ทราบว่าหมอหมูทำงานได้เพียง 5 ปี แต่ความอินจากแววตาและเรื่องราวความพยายามอย่างหนัก ทำให้หมอหมูเป็นชื่อแรก ๆ ที่คนเลี้ยงนกมักนึกถึงเมื่อนกมีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะกับปากนก

ขออธิบายคร่าว ๆ ถึงตัวโครงการที่พาให้เราได้รู้จักกับหมอสัตว์ประหลาดอย่าง ‘#คืนปากให้หนูหน่อย’ สำหรับคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์หรือไม่รู้ว่าจะงอยปากของนกสำคัญอย่างไร

นกใช้ปากเหมือนที่เราใช้มือ ใช้หยิบจับอาหาร สัมผัส ปีนป่าย ถ้านกไม่มีปาก ก็เหมือนอยู่โดยปราศจากมือ เจ้าของต้องคอยป้อนอาหารเหลวให้กินไปตลอดชีวิต ตัวนกเองก็ทรมาน เจ้าของก็มีภาระให้ต้องเหนื่อยเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการทำปากนกสูงมาก คล้ายกับการทำรากฟันเทียมในคน หมอหมูจึงสร้างโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อคืนปากให้นกโดยไม่คิดเงินสักบาท ไม่รับบริจาคหรือตั้งกองทุน เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในแบบทันตกรรมของคนทั้งหมด เคสหนึ่งใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่อเมโซเนียนาน 7 – 10 วัน เหมือนแอดมิทอยู่โรงพยาบาลก็ว่าได้ เพื่อให้นกทุกตัวที่ปากมีปัญหา ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติสุขอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต
เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

“เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะมีเยอะ คิดว่ามีนิดเดียว แต่กลายเป็นว่าเคสเยอะมาก ต่อคิวกันยาว 6 เดือน คนที่พานกมาทำปาก เขาร้องไห้ เสียใจมาก พอวันที่เขาได้น้องกลับ ก็ร้องไห้อีก เพราะดีใจมาก

“เคสกลับไปแล้ว เรายังนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ดูคลิปจากแม่ ๆ ว่าเด็ก ๆ ใช้ชีวิตยังไง เปลี่ยนไปแค่ไหน หมอได้คำอวยพร ได้กำลังใจเยอะมาก เวลาเราทำงานเหนื่อย พอเจอความรู้สึกแบบนี้มันหายเหนื่อยนะ งานเรามีค่ามากกว่าเงินที่ได้เสียอีก เหมือนเป็นพลังให้เราได้ช่วยต่อไปเรื่อย ๆ

“มีคนพูดเยอะแยะมากว่า ทำฟรีต้องใช้ของไม่ดีชัวร์เลย บอกเลยว่าไม่ใช่สำหรับหมอ เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ให้อะไรกลับคืนสู่สังคม”

หมอหมูเล่าว่า มีเจ้าของเดินทางมาไกลจากทั่วทุกภาคในประเทศ ขับรถมาจากเชียงใหม่ อุบลราชธานี หรือกระบี่ก็มี เจอเคสยาก ๆ จนนั่งคุยกับทีมว่าจะทำได้ไหมก็บ่อยครั้ง แต่ต้องลองดูสักตั้ง แก้โจทย์ปัญหาที่ว่ายากให้ทำได้ขึ้นมา สมกับความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากให้นกน้อยกลับไปหายดี สถิติตั้งแต่ทำมาจึงยังไม่มีเคสไหนที่ไม่ฟื้น

แต่ปัญหาหนึ่งที่พบเจอบ่อย คือ เจ้าของจะไม่กล้าเล่ารายละเอียดให้ฟังทุกอย่างเพราะกลัวหมอดุ ในมุมหมอคือยิ่งได้ข้อมูลเยอะ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการรักษา การสร้างบรรยากาศที่ดีและพูดคุยตามประสาคนเลี้ยงสัตว์เหมือนกัน จึงเป็นทางออกของเรื่องนี้ที่หมอหมูใช้เป็นประจำ

ความใส่ใจของหมอสัตว์ประหลาดนี้เอง ทำให้เขาเป็นหมอที่ใช้เวลาตรวจนานและอธิบายยาวมาก หมอแต่ละคนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปก็จริง บางคนพูดเยอะ บางคนไม่ชอบพูด แต่หมอหมูเลือกที่จะให้ความรู้โดยไม่กั๊ก เพื่อให้เจ้าของกลับไปดูแลเด็ก ๆ ที่บ้านได้อย่างถูกวิธี

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

เรื่องไม่หมู

ก่อนที่หมอทุกคนจะรักษาสัตว์พิเศษ จะต้องรักษาสุนัขและแมวได้เป็นพื้นฐาน หัตถการบางอย่างของพวกมันใหญ่กว่าสัตว์เล็กจนคาดเดาไม่ได้ เช่น การแทงเส้นขนาดเล็กเท่าเส้นผมเพื่อเจาะเลือดนก ต้องใช้กล้องหรือแว่นขยายในการทำงาน ไม่มีโอกาสพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พื้นที่การทำงานก็ค่อนข้างเล็ก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและสมาธิเป็นอย่างมาก วัสดุอุปกรณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยทั้งหมด เพราะส่วนมากถูกออกแบบมาให้สุนัขและแมว

หมอจึงต้องรับบทเป็นนักประดิษฐ์ในหลาย ๆ เคส อย่างเต่าเดินไม่ได้ ก็ต้อง DIY ล้อให้สไลด์ไปแทน หรือปลาที่ตัวจม ไม่ลอยน้ำ ก็ต้องทำห่วงยางติดเอาไว้ที่หลัง แม้กระทั่งการประยุกต์ใช้ผ้าปิดปากที่เราใส่กันอยู่ทุกวัน ทำเป็นเปลช่วยพยุงให้กับนกที่กำลังเข้าเฝือก พอมีเพจเป็นช่องทางในการสื่อสาร พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็ทำตามได้สบาย

แต่การเป็นหมอย่อมไม่พบแต่ความสุขสมหวังเป็นธรรมดา ไม่ได้มีแต่รอยยิ้มหรือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เราขออนุญาตถามหมอหมูต่อว่า คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างเขา รับมือกับความสูญเสียระหว่างทางอย่างไร

“เมื่อก่อนเรารู้สึกแย่มาก คนในสายงานนี้ต้องทำใจให้ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีหัวใจนะ เพราะว่าทุกครั้งเราต้องรู้ตัวว่า เราไม่ใช่เทวดาที่จะช่วยได้ทุกชีวิต แต่สำหรับทุกชีวิตที่รอดได้ เขาก็ควรจะต้องรอด

“ในบางกรณีที่เรามองว่า น้องสุขภาพดีพอที่จะวางยาสลบ แต่น้องกลับไม่ฟื้นขึ้นมา แบบนี้เหมือนฟ้าผ่าเราเลย ทั้งหมอ ทั้งทีม เรารู้สึกแย่มากทุกคน แต่ต้องบอกว่ามันเหมือนเครื่องบินตก เราไม่รู้ว่าเครื่องบินจะตกเมื่อไหร่ แต่ถ้าตกก็ตก ซึ่งมันก็ไม่ได้ตกบ่อย

“แต่พอเอาเข้าจริง ถ้าเป็นสัตว์ของตัวเองที่ต้องผ่าตัด หมอก็ให้คนอื่นทำให้นะ (หัวเราะ) หมอไม่ทำเอง เรากลัวมากเวลาเป็นลูกเรา รู้สึกประหม่าและกังวล ตัดสินใจเลยว่าถ้าเป็นลูกเรา ก็ให้รุ่นน้องหรือเพื่อนช่วยผ่าให้ที”

หมอหมูมองว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ระมัดระวังมากขึ้น มีหลายครอบครัวยินยอมให้ชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง กลายเป็นองค์ความรู้ช่วยเหลือสัตว์ตัวต่อ ๆ ไปได้ทันเวลา ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนียเองก็มีโครงการประสานงานกับมหาวิทยาลัย นำร่างน้องที่เสียชีวิตไปเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาสัตวแพทย์ได้ใช้เรียน

“คนที่จะมาเป็นหมอรักษาสัตว์ ต้องมีจิตใจที่เมตตาก่อน ต้องมีความรู้สึกอยากช่วยเป็นที่ตั้ง เราก็มีคิดเรื่องเงินนะ แต่จุดยืนของเราคืออะไร เราอยากทำเพื่อธุรกิจ หรือคิดว่าเราอยากอุทิศตัว ช่วยทั้งเจ้าของและตัวสัตว์ มันเป็นคนละแบบ

“อาชีพเราไม่ได้เงินเยอะ ถ้าอยากได้ มีอีกหลายอาชีพที่ง่ายกว่า สบายกว่า อยากให้เข้ามาเป็นหมอเพื่อช่วยสัตว์จริง ๆ”

ก่อนจากกัน เราชวนให้หมอสัตว์ประหลาดผู้อุทิศตนทิ้งท้ายสั้น ๆ ว่า อะไรคือความพิเศษของสัตว์ชนิดพิเศษที่เขารักและหลงใหลมาทั้งชีวิต

“หมอก็ไม่รู้ใครให้คำจำกัดความคำว่า ‘เอ็กโซติก’ สำหรับหมอ มันก็ไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทุกสัตว์มีความน่ารักในตัวเองเหมือนกัน นกก็คือนก ปลาก็คือปลา กระรอกก็คือกระรอก กระต่ายก็คือกระต่าย อยากให้ใช้คำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความพิเศษของพวกมัน ก็คือความธรรมดานี่แหละ”

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load