“เสียงรองเท้าเพราะว่ะ”

ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากคลิปวิดีโอเรื่องราวของ ศุภวิชญ์ โพธิ์วิจิตร Foley Artist ออกอากาศในเพจชื่อ The Supporter มีเพื่อนส่งลิงก์เดียวกันนี้ให้ผู้เขียนกว่า 10 คน ยังไม่นับเพื่อนในโซเชียลมีเดียอีกจำนวนหนึ่งที่ต่างแชร์ลิงก์เดียวกันนี้ในพื้นที่ของตัวเอง

“เรื่องเล่าจากบุคคลสาย Support ที่ทำสิ่งต่างๆ เพื่องาน เพื่อคนอื่น และเพื่อสิ่งที่เขารัก” คือคำอธิบายสั้นๆ ของเพจลึกลับ (ในสายตาเราตอนนั้น) เพจนี้ ทั้งดีใจว่ามีกลุ่มคนกำลังเล่าเรื่องคนตัวเล็กๆ ที่ทำสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกันกับเรา

เฝ้ามองดูสักพักก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับคลิปสัมภาษณ์ ใจเทพ ร่าเริงใจ Music Composer นักทำเพลงประกอบภาพ ทั้งเนื้อความที่เล่าอย่างซื่อตรงแต่มีเสน่ห์ และการนำเสนอเรื่องนอกสายตาให้อยู่ในสายใจ (แปลว่าตราตรึงเข้าไปในหัวใจ)

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

เราไม่รอช้าที่จะติดต่อขอพูดคุยกับ 2 แอดมินเจ้าของเพจ The Supporter มายด์-กชกร จวนทองรักษ์ และ วา-ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ ในบ่ายวันหนึ่งที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากออฟฟิศ The Cloud บทสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงทำให้เราอยากแนะนำมิตรสหายในวงการงานเขียนอีกมากมายให้คนทั้งคู่รู้จัก

แม้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการยังไม่ถึง 2 เดือน แต่จำนวนคนติดตามที่มีมากถึง 15,000 คน

มีคลิปใหม่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งมีจำนวนคนเข้าชมต่อคลิปมากกว่า 1 หมื่นครั้ง โดยเฉพาะตอน Foley Artist ที่มีคนดูถึง 1.6 ล้านคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความตั้งใจของแอดมินทั้งคู่ และปรากฏการณ์ของผู้ชมว่ายอดมหาศาลนี้กำลังจะบอกอะไรเรา

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

คนข้างล่าง

ก่อนจะเริ่มทำ The Supporter ทั้งวาและมายด์ทำงานอยู่ในสายงานนิเทศศาสตร์ คลุกคลีอยู่กับกองถ่ายภาพยนตร์และโฆษณา ทุกรูปแบบและทุกขนาด ทำให้เห็นกระบวนการทำงานของคนทุกตำแหน่งในกองถ่ายมาตั้งแต่สมัยเรียน

วันหนึ่ง ขณะที่เห็นน้าไฟ (Gaffer หรือช่างไฟในกองถ่าย) กำลังปีนเสาสูงเพื่อย้ายไฟในกองถ่ายโฆษณาต่างประเทศ ก็เกิดความคิดอยากเล่าเรื่องคนที่ทำงานในเบื้องหลัง เพราะเมื่องานออกมาดี แสงสวย ทุกคนชื่นชม แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงน้าไฟเหล่านี้เลย

“คิดมานานแล้วว่าอยากเล่าเรื่องคนในกองถ่าย ซึ่งเราไม่ได้คลุกคลีกับคนเบื้องหน้า แต่จะสนิทกับทีมงานเบื้องหลัง อย่างกองถ่ายจากต่างประเทศหรือกองที่ใช้เวลาถ่ายทำนานๆ จนได้รู้จักตัวตนเขาลึกๆ และรู้สึกประทับใจ” มายด์เล่าโจทย์อยู่ในใจมานาน

เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งคู่ย้ายตัวเองจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ ทำให้พอมีเวลา ประกอบกับได้รู้จักกับคนที่ทำงานสายซัพพอร์ตอื่นๆ มากขึ้น ยิ่งทำให้วาและมายด์อยากเล่าเรื่องของคนเบื้องหลังเหล่านี้

“ตอนแรกเราใช้คำว่า ‘คนเบื้องหลัง’ แต่จริงๆ เรียกว่าเบื้องหลังก็ไม่ถูกทั้งหมด อย่างรายการตอนแรกเราสัมภาษณ์พี่โจ้ ผู้จัดการวง Moderen Dog เป็นตำแหน่งงานที่ต้องเจอลูกค้าตรง เป็นหน้าด่านที่รับมือกับทุกเรื่อง เราก็คิดถึงคำว่า ‘สายงานซัพพอร์ต’ คิดถึงคนที่ไม่ได้อยู่ใต้ไฟหรือสปอตไลต์มาก่อน และที่ผ่านมา เราเล่าเรื่องคนที่อยู่ใต้ไฟมาตลอด พอมาเล่าเรื่องคนที่อยู่ในเงาก็ช่วยเติมไฟให้เราไม่น้อย” วาเล่าความตั้งใจ

 

บทบาทสมทบมืออาชีพ

ธรรมชาติของคนที่ทำงานซัพพอร์ตนั้นชอบการทำงานอยู่ข้างหลัง ไม่อยากเป็นที่รู้จัก

มายด์นิยามคำว่า The Supporter ในแบบของเธอว่า คนที่คอยช่วยเหลือให้งานของคนอื่นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และไม่คิดถึงความสำเร็จของตัวเองคนเดียว ซึ่งวาเพิ่มเติมว่า The Supporter  คือ คนที่รักและตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างดี โดยไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะให้ประโยชน์หรือสร้างโอกาสอะไรต่อไป

ขณะที่เราถูกสอนเสมอมาว่า จงตั้งใจทำงานเพื่อจะเติบใหญ่ในเส้นทางสายอาชีพ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจในงานของตัวเอง ตั้งใจทำสิ่งนั้นซ้ำๆ นับสิบๆ ปี

ราวกับมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ ระหว่างความพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ กับความไม่รู้สึกทะเยอทะยาน

“เนื้องานบางอาชีพ อย่างผู้ช่วยผู้กำกับและผู้กำกับมีความแตกต่างกันมาก ผู้ช่วยผู้กำกับคือคนที่ทำให้สิ่งผู้กำกับคิดนั้นเกิดขึ้นรวมถึงติดตามผล ขณะที่ผู้กำกับจะทำหน้าที่คิดทุกเรื่อง เรารู้จักผู้ช่วยผู้กำกับท่านหนึ่ง เขาทำงานตำแหน่งนี้มา 30 ปีแล้ว เขาบอกว่ารักและมีความสุขดี ไม่อยากก้าวข้ามจุดนี้ไปทำสิ่งอื่น เขาชอบเนื้องานผู้ช่วยของตัวเองไปแล้ว มากกว่าจะรับผิดชอบสิ่งอื่นใดอย่างผู้กำกับ” วาเล่า

ในโลกที่เราถูกผลักให้ไปสู่สิ่งที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ารักในสิ่งที่ทำแล้ว เราเชื่อว่าใครคิดอย่างไรก็คงไม่มีผล แม้จะมีใครตัดสินว่านั่นคือการอยู่ในเงาของใคร สำคัญคือ เราเห็นข้อดีของเงานั้น เหมือนที่ใครบอกว่า เพราะมีเงาอยู่เราถึงรู้ว่ามีแสง

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

Count On Me

สิ่งที่น่าสนใจของ The Supporter คือ การเลือกคน

เช่นเรื่องของศิลปินออกแบบเสียง Foley Artist ซึ่งเป็นสายงานที่ทั้งวาและมายด์คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คนทั่วไปไม่รู้จัก เรื่องของคนเขียนแบบหรือ Draft Man ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างบ้านและอาคาร หรือแม้แต่งานออกแบบใดๆ ทำหน้าที่สื่อสารงานของนักออกแบบและวิศวกรผู้สร้าง เรื่องของนักทำเพลงประกอบ หรือ Music Composer ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบภาพเคลื่อนไหว เติมอารมณ์และความรู้สึกให้เรื่องราวที่ดำเนินอยู่ หรือแม้แต่ช่างซ่อมของเล่น อาชีพที่คนไม่รู้ว่ามีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีสื่อมาสนใจมากมาย และมีงานเข้ามาเรื่อยๆ จนล่าสุดเพิ่งประกาศงดรับงาน 3 เดือน

ในช่วงแรกมายด์และวาเริ่มจากหยิบราวของเรื่องราวของคนใกล้ตัวที่ทำงานสายซัพพอร์ตจริงๆ มาเล่า อย่างรุ่นพี่ที่ออฟฟิศ ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อนรุ่นน้อง ก่อนจะใช้วิธีถามไถ่คนรู้จักหรือแม้แต่เพื่อนใหม่

“ช่วงหลังมานี้พอเจอคนใหม่ๆ เราจะถามตลอดว่า ‘ทำงานอะไรคะ’” มายด์หัวเราะ

โดยการเลือก The Supporter ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการทำการบ้าน หาข้อมูลว่างานที่เขาทำคืออะไร ตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับอะไรและใครบ้าง

“เรามีรายชื่อจำนวนหนึ่งว่าสนใจสายงานสัพพอร์ตของอาชีพไหนบ้าง แล้วใช้วิธีทำไปเรื่อยๆ บางทีได้แรงบันดาลใจจากข่าวๆ จากสิ่งที่พบเจอแล้วคิดต่อ เช่น อยากทำเรื่องคนพัฒนาสูตรเบเกอรี่ และคนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานคอลเซ็นเตอร์” มายด์เล่า

ขออภัยผู้อ่านทางบ้าน ที่เราไม่อาจเปิดเผยรายชื่อ The Supporter ตอนต่อๆ ไปได้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณต้องรักพวกเขาเหล่านี้แน่ๆ เพราะแค่เราฟังรายชื่อก็รู้สึกสนุกตามแล้ว

 

ข้างหลังภาพ

ความสนุกของการเล่าเรื่องคนทำงานสายซัพพอร์ตเหล่านี้คืออะไร เราถาม

“ผมสนุกกับการคาดเดาคำตอบไม่ได้จากพวกเขา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริงมากๆ ไม่มีการคิดคำตอบไว้ล่วงหน้า นั่นทำให้ต้องใช้เวลาขุดพวกเขาเยอะ ซึ่งก็ทำให้เราได้อะไรกลับมาเยอะมาก” วาตอบด้วยตาเป็นประกาย

ด้วยประสบการณ์ที่มี ในการทำ The Supporter วาและมายด์จะแบ่งรับผิดชอบเนื้อหาตามความสนใจ และแบ่งหน้าที่กันตามถนัด ซึ่งมายด์ถนัดสายภาพยนตร์ และวาถนัดสายสารคดี

“เรื่องสัมภาษณ์เป็นหน้าที่ของวา มายด์จะช่วยเก็บรายละเอียดในบางประเด็น และเก็บภาพอารมณ์จากสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์” มายด์เสริม

หากเป็นผลงานที่มีลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างอย่างทุกที รายการของมายด์และวาคงหนีการวัดผลด้วยจำนวนคนดูและตัวเลขที่อ้างว่าสร้างการรับรู้ในโซเชียลมีเดีย ไม่พ้น ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคู่นี้คาดหวังหรือวัดผลความสำเร็จด้วยอะไร

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“เราตั้งเป้าไว้ว่า มีคนดูคลิปละ 1 หมื่นคนก็ดีใจแล้ว” มายด์ตอบทันที

ในยุคที่เราต้องยอมรับว่าเป็นขาลงของคนใช้โซเชียล อะไรทำให้ทั้งคู่มั่นใจกับตัวเลขที่ตั้งขึ้น

แต่งานที่ดีก็คืองานที่ดี ยอดคนดูถล่มทลายนี้กำลังบอกอะไรพวกเรา

วาเล่าอย่าถ่อมตัวว่ากระแสจาก Foley Artist มาจากคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักอาชีพนี้มาก่อน และบังเอิญตรงกับคาแรกเตอร์ของพระเอกซีรีส์เกาหลีเรื่อง Another Oh Hae Young ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของคนในโซเชียล ขณะที่เรื่องพนักงานออฟฟิศไทยในญี่ปุ่นนี้ มีคนไม่น้อยอยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นแต่ไม่เคยมีใครเสนอมุมที่ไม่สวยงามนี้มาก่อน คนก็เลยชอบและพูดถึงกันมาก รวมถึงเรื่องของช่างซ่อมของเล่น ที่เข้าถึงง่ายเพราะทุกคนมีของเล่น และของเล่นก็พังลงในทุกวัน

“คอนเทนต์ที่ดีต้องมาก่อน เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย” มายด์บอก

“เมื่อก่อนเชื่อว่า Influencer ที่มีชื่อเสียงจะทำให้คนมาสนใจ ถึงขนาดเคยคิดไปก่อนว่าจะขอให้ใครช่วยแชร์รายการดี” วาเล่าติดตลก

ผลที่เปลี่ยนไปคือ การทำเพจทำให้ทั้งวาและมายด์พบข้อมูลหลังบ้านที่น่าสนใจ ทำให้รู้เรื่องการตลาดในโลกโซเชียล และจากสิ่งนี้ที่พิสูจน์แล้วว่าเรื่องคนตัวเล็กๆ มีพลังสร้างการตระหนักรู้บางอย่างในสังคม ก็ทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้น คุยกับลูกค้างานวิดีโอซึ่งเป็นงานหลักของง่ายขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เขาทำเป็นเรื่องเพื่อสังคมหรือเรื่องราวใหญ่โต แต่เขาก็แค่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานตรงหน้ามากๆ และสิ่งนั้นส่งผลต่องานของคนอื่น สำหรับเราแค่นี้ก็พอแล้ว” วาเล่าสิ่งที่ประทับใจ ก่อนมายด์จะเสริมว่า

“ก็มีบ้างนะเรื่องของคนที่ทำเพื่อสังคม แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นสิ่งที่เขาทำนั้นเล็กน้อยมากๆ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในส่วนที่เขาทำได้”

 

ซึ่งกันและกัน

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“ก่อนหน้านี้คิดแค่อยากปล่อยของลองทำสิ่งที่คิดมานาน แต่พอได้เจอและฟังเรื่องราวของพวกเขา เรื่องที่คิดจะปล่อยของกลายเป็นเรื่องรองไปเลย และยิ่งทำให้เราอยากทำรายการต่อไปเรื่อยๆ การฟังสิ่งที่เขาเล่าออกมา พวกเราแอบคิดอยากจะทำพอดแคสเพราะเสียดายเมื่อต้องตัดเป็นวิดีโอความยาว 3 – 5 นาทีจริงๆ บทสนทนาที่เกิดขึ้น 20 – 30 นาทีนั้นดีมากๆ แต่ก็กลัวคนฟังจะเบื่อเหมือนกัน” มายด์เล่า และไม่ใช่แค่จำนวนคนดูที่เพิ่มมากขึ้น กระแสตอบรับจากผู้ชมที่มีต่อคนสัมภาษณ์ก็เป็นสิ่งที่วาและมายด์ไม่คิดมาก่อน

“ตอนที่ทำเรารู้อยู่แล้วว่าเราจะได้อะไรจากการสัมภาษณ์เขา แต่เราไม่คิดมาก่อนว่าตัวคนที่ให้สัมภาษณ์จะได้อะไรจากสิ่งนี้ จากคอมเมนต์ จากคนดู แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นวงกลม ต่างฝ่ายต่างได้รับพลังดีๆ กลับไป เช่น มีคนมาชื่นชมและให้กำลังใจ Foley Artist หรือพนักงานออฟฟิศที่กำลังเบื่องาน เมื่อดูเรื่องของคุณจอยซ์ พนักงานออฟฟิศที่ญี่ปุ่น ก็ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดไปเลย” วาทิ้งท้าย

ขอบคุณสถานที่
ร้านกาแฟ Van Hart
ชั้น 2 ของร้าน Positive Green สุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ
Facebook / Instagram: Vanhartcoffee

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

14 กุมภาพันธ์ 2561

โจทย์จากกองบรรณาธิการ The Cloud สัปดาห์นี้เป็นเรื่องความรัก

แต่นอกจากความรักงานแล้ว เราก็นึกอะไรไม่ออกอีกเลย

“แยกย้ายไปทำงานกันครับ” ตัวแทนคนรักงาน จากเพจชมรมคนรักงาน ตอบรับและตอบกลับสั้นๆ ทันทีที่เราส่งข้อความนัดหมายในเวลาทำการ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานในสายงานวงการไหนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีงานอยู่เต็มทุกห้องหัวใจเหมือนกันกับเรา เชื่อว่าคุณต้องเป็นหนึ่งในกว่าแสนคนของชมรมที่มีคติประจำใจว่า ‘รักงานยิ่งชีพ’ หรือมีความเชื่อเหมือนกันอย่าง ‘จงทำงานให้งานมันท้อเราไปเอง’ หรือหากใครเป็นสมาชิกชมรมระดับมงกุฎเพชร ก็ย่อมต้องมีสติกเกอร์ไลน์คนรักงานไว้ส่งตอบหัวหน้าที่รักให้สมกับความรักที่มี

มะ มะ ไม่รัก ไม่รัก ไม่รักได้ไง ลีโอ พุฒ ไม่ได้กล่าว เรากล่าวเอง

ถ้างานที่ทำอยู่พูดได้ มันก็คงเอ่ยคำขอแต่งงาน “Will you marry me?” นี้ไปแล้ว

งานแต่งงานที่เจ้าสาวแต่งงานกับฟุตเทจเทปสัมภาษณ์กองโต เสิร์ฟอาหารแช่แข็งเลี้ยงแขกที่มาเป็นสักขีพยาน บนโต๊ะจีนที่จัดเรียงแถวเหมือนแผนผังที่นั่งในออฟฟิศ พรีเวดดิ้งว่าจะไปถ่ายรูปที่เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องสแกนนิ้วบันทึกเวลาเข้างาน มาถึงช่วงไฮไลต์ตัดเค้กสิบชั้นที่ทำจากแฟ้มงานกองรวมกัน ก่อนจะแจกของชำร่วยเป็นที่เย็บกระดาษและชุดอุปกรณ์สำนักงานสุดน่ารัก อาฟเตอร์ปาร์ตี้ด้วยเพลงเพื่อชีวิตและเสิร์ฟเครื่องดื่มชูกำลัง

ซึ่งพิธีการทั้งหมดนี้ต้องเสร็จก่อนเที่ยงคืน เพราะมีงานรออยู่

และใครที่วันนี้ติดงาน ไม่ได้ออกไปฉลองวาเลนไทน์ที่ไหน เราอยากชวนคุณมาสนทนากับแอดมินที่รักงานที่สุดในโลกนี้ด้วยกัน

ว่าแต่ว่า วันนี้แอดมินไม่ทำงานหรอคะ

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

ชีวิตจริงแอดมินชมรมคนรักงานได้ทำงานที่รักมั้ย

ได้ทำครับ เรียกว่าตรงกับวิชาชีพที่เรียนมามากกว่า ผมเลือกเรียนกราฟิก เพราะยุคนั้นบริษัท Propaganda ดังมาก เราก็อยากทำงานออกแบบ ซึ่งสมัยนั้นไม่สนุกเหมือนทุกวันนี้ เราอยากทำงานคิดก็เลยมาเป็นครีเอทีฟ

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมั้ยที่ได้ทำงานที่เรารัก

ด้วยงานที่ทำมันเป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้เห็นชัดเจนว่าถ้าเราตั้งใจทำแล้วงานมันจะออกมาดี เราก็ยิ่งตั้งใจ เหมือนลงทุนเวลาลงไปแล้วไม่เหนื่อยฟรี แม้บางงานจะเป็นงานเหนื่อยฟรี

คิดยังไงเวลาที่คนบอกว่า ก็ใช่สิ ทำงานครีเอทีฟก็ได้สนุกมากกว่าคนที่จมอยู่กับกองเอกสาร

เราว่ามันเป็นเรื่องทัศนคตินะ ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำ เราก็จะรู้สึกว่าฉันทำแค่งานเอกสาร ฉันทำงานแค่นี้ไม่ได้สำคัญอะไร เรามักไม่รู้ว่าส่วนงานของเรา ถ้าเราทำอย่างดี คนที่รับงานไปทำต่อเขาจะไม่เสียเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีกับทุกคน ถ้าทุกคนตั้งใจทำงานของตัวเอง ทุกอย่างก็จะออกมาดี ทุกอย่างมันเป็นลูกโซ่ที่ส่งผลถึงกัน

คือถ้าเรารู้สึกเห็นความสำคัญของงานที่เราทำ เราก็จะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานที่ต้องออกแรงเยอะๆ

นอกจากทัศนคติ มีปัจจัยอะไรอีกที่หล่อเลี้ยงให้เราทำงานอย่างมีความสุข

ทุกคนต้องส่งเสริมกัน คือถ้าเพื่อนๆ รอบตัวเป็นเพื่อนที่ไม่ทำงาน เราก็อยู่ในสภาพทุกคนไม่ทำงาน แล้วทำไมเราต้องเหี่ยวอยู่คนเดียว ทำไมต้องทำงานหนักแทนทุกคน ในทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ในที่ที่ทุกคนทำแต่งาน ตายแล้วเราไม่ทำงานได้เหรอ นึกออกมั้ย มันส่งผลต่อกัน

เชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อนะ เพราะว่าทุกวันนี้ก็ยังทำงานหนักอยู่ มันทำให้เห็นว่าใครทำงานและใครไม่ทำงาน พอเราทำงานอย่างเต็มที่ เราก็อยากร่วมงานกับคนที่เต็มที่เหมือนกันกับเรา

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

คิดยังไงกับคำที่บอกว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

หากจะมีอะไรที่สามารถบอกวัดได้ว่าตัวตนเป็นยังไง เป็นคนตั้งใจหรือเปล่า ตั้งใจแค่ไหน มีทัศนคติต่อเรื่องบางเรื่องยังไง เราว่างานที่เขาทำสะท้อนสิ่งนี้ได้ทั้งหมดนะ

โอเค มันอาจจะวัดไม่ได้ว่าคนนี้มีค่ามากกว่าอีกคน แต่งานที่ออกมาวัดความตั้งใจของคนได้จริงๆ ซึ่งมันมีความหมายนะ ต่อให้เป็นคนไม่เก่งแต่เขาเป็นคนตั้งใจ เราจึงคิดว่าคนที่มีค่าก็คือคนที่ตั้งใจ

นิยามของความรักงานแบบคนรักงาน แบบไหนจึงเรียกว่ารัก

เป็นความรู้สึกกลัวว่ามันจะออกมาไม่ดี เหมือนมีแฟนแหละ จะชวนเขาไปดูหนังก็ต้องคิดเยอะว่าดูแล้วเขาจะชอบเหมือนเรามั้ย อยากจะซื้อเสื้อให้แล้วเขาจะชอบหรือเปล่า ถ้าชวนกินข้าวแล้วเขาจะชอบร้านนี้มั้ย นี่คือความรู้สึกกลัวไม่ดี กลัวทำออกมาแล้วเขาจะไม่ชอบ เหมือนกันกับงานที่ทำ เราก็กลัวว่าเราไม่ชอบงานที่ออกมา กลัวคนที่เห็นไม่ชอบ เราก็จะยิ่งพยายามที่จะทำ

แล้วมันมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างรัก (งาน) จริงๆ กับหวังให้เธอมารักมั้ย

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แค่อยากทำงานให้ดี หรือทำเพื่อหวังให้ใครเห็นความตั้งใจ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า แล้วเรามีความสุขที่จะทำมันมั้ย ถ้าเราไม่รัก ไม่อยากทำงานโรงแรม เราก็คงไม่อยากทำให้ลูกค้ามีความสุข ได้รับความสะดวกสบาย หรือพนักงานร้านรองเท้าวิ่งนี่ชัดเจนเลย ถ้าเขาเป็นคนวิ่งอยู่แล้ว ก็ยิ่งคุยกับลูกค้ารู้เรื่อง

เคยอ่านเจอ ที่เขาบอกว่าให้มองหาข้อดีของงานที่ตัวเองทำ ถ้าสมมติเราไม่ได้รักงานที่ทำ 100% ก็ต้องถามกลับมาที่ตัวเองว่าแล้วทำไมเราถึงมาทำมัน วันแรกที่เราทำสิ่งนี้ เราทำทำไม เงินดี หรือเพราะว่าฉันไม่มีอะไรทำ ซึ่งหากเป็นข้อหลังมันก็จะวกกลับมาที่ข้อแรกที่ว่าเพราะมันได้เงิน แล้วมีความสุขดีมั้ยที่ได้เงิน ถ้ามีความสุขก็แปลว่าทำได้นี่ แต่ถ้าไม่มีความสุข…เปลี่ยน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก็ให้มองหาว่าอะไรทำให้คุณไม่เปลี่ยน

แสดงว่าคนรักงานไม่ติดหรือมีปัญหากับการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ใช่มั้ย

ไม่ติดเลย บังเอิญว่าโดยอาชีพของเราแล้ว ทุกคนย้ายงานไปมาเป็นปกติมาก แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าคงเหมือนตอนจีบกันมั้ง กว่าจะเจอใครสักคนที่แต่งงานอยู่ด้วยกันได้ เห็นหน้าคนนี้แล้วชอบ ลองเป็นแฟน ใช้เวลาด้วย ไม่ใช่ ก็ต้องเลิกนะ

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

คิดว่าอะไรทำให้บางคนเลือกที่จะอดทนทำงานแม้ว่าจะเจอปัญหา

แปลว่าเขาต้องเจออะไรสักอย่างหนึ่ง เปรียบเทียบง่ายๆ เรื่องแฟน ผู้ชายคนนี้นิสัยไม่ดี แต่เขาสามารถซื้อกระเป๋า Chanel ให้เธอได้ทุกเดือน ถ้าเธอมีความสุขกับกระเป๋า Chanel เธอก็จะทนความเลวมันได้ แต่ถึงจุดหนึ่งก็อาจจะทนไม่ได้

เราเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลของการทนทำงานบางอย่าง เจ้านายร้ายกับเรามาก แต่ออฟฟิศใกล้บ้านและมีลูกเล็กที่ต้องกลับไปดูแล เราไม่สามารถไปบอกเขาว่าเจ้านายแกร้าย ย้ายงานเถอะ แต่งานใหม่ต้องนั่งรถไปกลับ 5 ชั่วโมงไม่ได้เจอลูกเช้าเย็น ดังนั้น เราไม่สามารถตัดสินใครได้เลย ว่าทำไมใครถึงทนทำงานบางอย่าง

หากเหตุผลของการทำงานหนักเป็นเพราะการทำงานเสริมนอกจากงานประจำ นี่ถือเป็นการกระทำความนอกใจมั้ย

ถือเป็นการนอกใจ เป็นบาป แต่เราเห็นด้วยว่าทำได้นะ ถ้าหากบริหารจัดการได้ และสิ่งที่ทำช่วยเยียวยาชีวิต เยียวยาจิตใจ

ถ้างานที่ทำอยู่เงินเดือนดีแต่กัดกินจิตวิญญาณ แล้วอยากจะใช้เวลานอกทำงานที่อยากทำ ก็ทำสิ มันช่วยให้เรามีชีวิต ทำเลย หรือต่อให้งานที่ทำอยู่ปัจจุบันมีความสุขมาก แต่เงินไม่พอ ฉันก็ต้องทำอีกอย่างเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องทำ แต่ก็ต้องไม่ลืมภาระความรับผิดชอบ

ความซวยคือ ฝิ่น (ชื่อเล่นของงานนอกที่เรียกกันในวงการ) มักจะเป็นงานที่เลว งานรีบ งานเร่ง งานยาก งานหินไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นงานที่กัดกินเราอยู่แล้วในวันปกติ ดังนั้น ถ้าเราจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปวิ่ง ไปถ่ายรูป ไปทำอะไรที่อยากทำเลยน่าจะดีกว่า

แล้วในมุมเจ้านายที่เห็นว่าลูกน้องรักงานนอกมากกว่างานประจำ คิดว่าเขาควรจะทำยังไง

อันนี้ก็คงต้องคุยกันว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำแบบนั้น เพราะถ้าทำเงินไม่พอใช้ ก็ต้องคุยกันว่าเป็นเพราะอะไร performance ไม่ถึงเลยไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนไม่ขึ้น หรือจริงๆ งานที่ทำอยู่ระดับเพดานแล้ว มันไม่มีสูตรสำเร็จ มันสรุปไม่ได้ว่าแกทำงานนอกแกเลว

แต่สุดท้ายนะ ถ้ามันตั้งใจทำ มันก็จะไม่เสียอะไรสักอย่าง

จับปลาหลายมือเหรอ

จับไม่ได้หรอก มันจะตั้งใจทำได้อย่างเดียว และสุดท้ายพอตั้งใจทำมันจะถูกบีบให้เหลือเพียงอย่างเดียว

คนที่ทำงานมาสักพักแล้วก็คงจะใช่ แต่สำหรับเด็กจบใหม่ล่ะ คุณมีคำแนะนำยังไงบ้าง

ลงมือทำงานเข้าไป ลองทำทุกอย่าง เราพูดเรื่องนี้วันนี้ได้ เพราะเราผ่านการทดลองมาหลายแบบ เด็กๆ ก็จะยืนชี้หน้า แหงสิ ทำมาแล้วไง ไม่เดือนร้อนนี่

ช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมามันมีเทรนด์อายุน้อยร้อยล้าน รีบประสบความสำเร็จ เพื่อจะไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ แล้วบ้านเราก็ไปตีความคำนี้ว่าหมายถึงการทำน้อยๆ ทำช้าๆ น่าเป็นห่วงนะ เพราะช่วงแรกของการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนยังไงก็ลำบาก เงินไม่พอ เงินไม่มีทางพอ

น้องๆ ทำงานเพิ่งเริ่มใหม่ๆ จะชอบถามว่า ‘ทำยังไงถึงจะทำงานแล้วมีเงินเดือนดีๆ’

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

แล้วเด็กสมัยก่อนไม่คิดแบบนี้เหรอคะ

คิดนะ ทุกคนคิดเรื่องเงิน ทำงานนะไม่ได้ทำบุญ

คำตอบก็คือ ก็ต้องทำงาน โอเค เราอาจจะสู้คนที่ฟ้าชะตาฟ้าลิขิตเกิดเป็นลูกใหญ่คนโตไม่ได้ สู้คนที่จบเมืองนอก ปริญญาเอก 3 ใบ เงินเดือนก็ต้องไม่เท่าเขาอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเราตั้งใจทำ มันมีคนเห็น หรือถ้าที่นี่ไม่มีคนเห็น ก็ต้องไปตั้งใจในที่ที่มีคนเห็น

เป็นเพราะเราโตมากับการเห็นความสำเร็จที่ปลายทาง มากกว่าจะเห็นข้อดีของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานหรือเปล่า

ใช่ๆ เราเห็นภาพความสำเร็จแบบสำเร็จรูป ในละครไทย เราไม่เคยเห็นตัวละครทำงานหนัก ไม่เคยมีพระเอกที่จีบนางเอกไปด้วย ทำงานถึงตี 2 ไปด้วยได้ หรือไม่เคยทำอย่างอื่นเลยนอกจากการเป็นลูกท่านประธาน แล้วเราจะเอาแบบอย่างภาพการทำงานอย่างหนักมาจากไหน

ในละครญี่ปุ่น พระเอกคือคนที่ตั้งใจทำงาน นี่คือทัศนคติที่ละครกระตุ้นความเชื่อนี้ลงไปในสังคม ชายหนุ่มจะกลายเป็นคนที่หญิงสาวชอบ เขาต้องเป็นคนที่ตั้งใจ ต่อให้เป็นคนที่กระจอกที่สุดแต่ถ้าตั้งใจนางเอกก็จะชอบมากกว่าลูกชายท่านประธาน และเหล่านี้ไม่เคยมีให้เห็นในละครไทยเลย

การตั้งใจเลือกงานแรกในชีวิตส่งผลต่อชีวิตเรายังไงบ้าง

ถ้าวัดจากตัวเรานะ ตอนที่เริ่มงานครั้งแรกเราไม่ได้เลือกงาน แค่รู้สึกว่าเป็นงานตรงสาย ได้ทำกราฟิกเท่านี้โอเค เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำแล้ว เราเชื่อว่าสุดท้ายที่เรามาอยู่ถึงจุดนี้ได้เพราะมันมีคนเห็นว่าเราตั้งใจ และใครๆ ก็อยากทำงานกับคนตั้งใจทั้งนั้น จึงนำมาซึ่งค่าตอบแทนที่น่าดึงดูด จะว่าไป นี่คงเป็นกลไกราคาความตั้งใจหนึ่ง

สำหรับเด็กที่ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียนมา คุณมีคำแนะนำว่า…

มันอาจจะเหนื่อยกว่า แต่เพราะความรักที่มีมันทำให้ใช้ความพยายามมากกว่าคนที่เรียนมา เรามีเพื่อนที่เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วมาทำงานโฆษณา สุดท้ายก็ไปไกลถึงต่างประเทศ กลับมาเป็นใหญ่เป็นโตนะ ดังนั้น ทำงานตรงหรือไม่ตรงสายไม่เกี่ยวหรอก คำแนะนำสำเร็จรูปสำหรับทุกคนคือ ตั้งใจทำงานนะครับ

จริงมั้ยที่เด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน

เราว่ามันเป็นช่องว่างระหว่างเจเนอเรชันเหมือนกันนะ เราเห็นน้องๆ ยุคนี้ต้องการความเร็ว ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้เวลาสั้นๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จไม่ได้ อยากได้รางวัลเร็วๆ เลยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องสเกตช์งานเยอะๆ และขายไม่ผ่านอีกแล้ว ทำไมงานอันนี้ถึงไม่โอเคเสียที โดยที่ลืมคิดไปว่า มันต้องใช้เวลาหุงข้าวให้มันอร่อย

เราพูดไม่ได้เต็มปากว่า ตั้งใจทำงานเถอะครับ ตั้งใจเข้าไปแล้วน้องจะได้คานส์ แต่พูดได้ว่าน้องจงตั้งใจทำงานแล้วต่อไปทุกอยางมันจะดี ต่อให้ไม่ได้คานส์ น้องก็จะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ดีมาก ที่ทุกคนอยากทำงานกับน้อง

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

การตั้งใจทำงานมีโทษมั้ย ยังไงบ้าง

ที่แน่ๆ คือ สุขภาพ มันเป็นราคาที่ต้องจ่าย และถ้าเราดูแลบาลานซ์ของงานและชีวิตไม่ดี มันก็จะทำร้ายคนอื่น ทำร้ายครอบครัว ไม่ค่อยได้เจอกัน เพื่อนฝูง หรือว่าเราอาจจะเผลอไปมองว่าคนนี้คนนั้นตั้งใจน้อยกว่าเรา

บาลานซ์ก็คือ ความรู้สึกที่รู้ว่าทำประมาณนี้พอแล้วนะ แล้วแบ่งตัวเราไปโฟกัสกับสิ่งอื่น

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนมีกิจกรรมเยอะ ทำงาน ทำเพจกับเพื่อน ถ่ายรูป และวิ่ง ทุกอย่างเราตั้งใจหมด กับเรื่องวิ่งเราให้ความสำคัญเป็นลำดับหลังๆ หน่อย แต่เราทิ้งไม่ได้ เพราะวิ่งทำให้เราสามารถทำทุกอย่างที่ว่ามาได้ แต่เราให้น้ำหนักต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน เราจะไม่วิ่งจนทำให้เราไปทำงานไม่ไหว หรือซ้อมวิ่งเยอะจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น เราชอบถ่ายรูป เพราะรู้ว่าเราถ่ายรูปแล้วดี แต่เราจะไม่ถ่ายรูปจนไม่มีเวลาไปวิ่งหรือทำงานออฟฟิศไม่รอด และเราจะไม่ทำงานออฟฟิศจนไม่มีเวลาวิ่งหรือไม่มีเวลาไปถ่ายรูป

เหมือนหรือแตกต่างกับ work-life balance ที่คนชอบพูดกัน?

เวลาที่คนพูดคำนี้ แล้วบอกว่าจะทำงานถึงแค่ 5 โมงเย็นเพราะ work-life balance บ้าเหรอ งานมันไม่เสร็จไง พอพูดว่าบาลานซ์มันแปลว่า แกมี 2 ฝั่ง และแกต้องทำทั้งสองฝั่งให้เท่ากัน คำมันทำร้ายอะ มันแปลว่าถ้าฉันทำงาน 6 ชั่วโมง ฉันต้องพัก 6 ชั่วโมง เราก็ไม่แน่ใจนะ แต่ว่ามันมีหลายอย่างที่อยากทำ มันไม่ได้มีแค่ตราชั่ง 2 ฝั่งที่เราต้องหาสมดุล

แล้วถ้าให้ชมรมคนรักงานนิยามความบาลานซ์นี้จะเป็นคำว่า…

เราคิดว่า พอดี เพราะพอดีแต่ละคนไม่เท่ากัน และเราเห็นว่าพอดีของเราคือเท่านี้ ทำงานออฟฟิศเยอะหน่อย วิ่งประมาณหนึ่ง และมีเวลาถ่ายรูปเรื่อยๆ พยายามไม่ให้มันหลุดจากโมเมนตัมนี้ ไม่ใช้เวลากับงานมากเกินไป แต่ถ้างานไหนต้องตั้งใจเยอะๆ ต้องการความละเอียด เราก็ต้องทำ ไม่หนีมัน เพื่อที่จะทำให้เรียบร้อยในทีเดียว และมีเวลาไปทำอย่างอื่น ถ้าทำไม่เรียบร้อยก็จะเสียเวลาหนักกว่าเดิม

คิดยังไงกับความสัมพันธ์ที่พังเพราะว่ารักงานมากกว่า

ไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนั้นนะ เพราะสุดท้ายแล้วก็เป็นทุกข์จนทำงานไม่ได้อยู่ดี

ทุกปีที่เพจชมรมคนรักงานจะมีคอนเทนต์วาเลนไทน์ และคนก็จะอิน อินมากด้วย ซึ่งได้แก่ หนึ่ง เป็นมนุษย์ที่อยู่กับกองงาน เดตกับงานวันนั้น สอง ไม่มีใคร ไม่รู้จะไปไหน และสาม มนุษย์ที่อกหักมา เพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัยของเราเคยบอกว่า “ทำงานให้หนักเพื่อลืมรักที่ทรมาน” เราเอาคำนี้มาใช้ในเพจทุกปีเลย

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

แล้วลืมได้จริงมั้ย

จริง เวลาที่ตั้งใจ เราก็จะโฟกัสแต่เรื่องนี้จนไม่มีเวลาไปสนใจว่าเขาไปกดไลก์รูปผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า

อกหักจากความรัก กับ อกหักงานงาน อย่างไหนเจ็บกว่ากัน

คล้ายๆ กันนะ อกหักจากงานจะเป็นความรู้สึกเคว้งๆ เหมือนถือดอกไม้ไปให้ นัดกันไว้แล้วเธอก็ไม่มา เฮิร์ตแหละเพราะตั้งใจน่ะ เอาจริงๆ คนที่ทำอาชีพเราทุกคนตั้งใจ เพราะงานมันเห็นเป็นชิ้น แรงที่เราทุ่มเทลงไปมันออกมาเป็นสิ่งนี้ ผลออกมาดี ผู้คนแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ แต่ขณะที่กำลังตั้งใจและตั้งใจกับมันอยู่จู่ๆ เธอก็ยกเลิก ลอยกลางอวกาศ แต่ว่าเศร้าได้ไม่นานหรอก เพราะมีงานอื่นรออยู่

จริงมั้ยที่งานไม่เคยทรยศเรา

จริงครับ ปัญหาเวลาทำงาน ตัวงานเองไม่เคยมีปัญหาเลย คนน่ะมีปัญหา งานไม่เคยทรยศแปลว่าอะไร แปลว่ามีโจทย์เลข 10 ข้อ ตั้งใจบวกเลข 10 ข้อ บวกถูก 10 มันก็ถูก 10 ข้อ ง่ายๆ แบบนี้เลย ไม่มีการทรยศ แต่การใช้คนไปบวกเลข 10 ข้อ บางทีอาจจะทำไม่เสร็จ ไม่ได้แปลว่าโจทย์มีปัญหา คนที่ทำงานต่างหากที่มีปัญหา

ทุกข์ของคนรักงานวันนี้คืออะไร

แต่ละวันเรามีเรื่องที่อยากทำเต็มไปหมดเลย แต่เวลาไม่เคยพอ ปัญหาคือมนุษย์มันต้องนอนไง ไม่นอนก็ทำไม่ไหว

รักงานขนาดนี้ เคยคิดภาพตัวเองตอนเกษียณงานมั้ย

คงเหงานะ นึกภาพตัวเองไม่ออกเลย สังเกตพ่อแม่เราที่บ้านสิ เวลาที่เขายังทำงานอยู่เขาดูมีชีวิตชีวาอยู่เลย พอหยุดทำงานปุ๊บแก่ทันที เขาไม่รู้ว่าวันนี้ลุกขึ้นมาแล้วจะทำอะไร

เห็นมั้ยว่าความว่างมันทำร้ายเรา

เราเชื่อว่าลุงๆ ป้าๆ วัยเกษียณเขามีอย่างหนึ่งที่พวกเราไม่มี เขาเห็นโลกมา และเขาสอนเราได้ เหมือนลุงๆ ป้าๆ ผู้สูงอายุ ที่มูลนิธิพระดาบส ซึ่งดีนะ เราเคยเห็นแคมเปญโฆษณาของต่างประเทศชื่อว่า ‘Speaking Exchange’ ที่จับผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรากับเด็กๆ อีกฝั่งหนึ่งของโลกที่อยากเรียนภาษามาเจอกันผ่านวิดีโอคอล ผู้สูงอายุก็ไม่เหงา เด็กๆ ก็ได้ความรู้ ต่อให้เป็นแคมเปญส่งประกวดที่อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อยๆ ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่โลก ทำให้คนที่เห็นงานนี้รับรู้ว่าสิ่งนี้ทำได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้

แอบใช้เวลางานมาทำเพจบ้างหรือเปล่า

ไม่ครับ โชคดีที่เรามีแอดมินหลายคน เวลาที่โพสต์จะเป็นเวลาว่างที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนพอดี

ชมรมคนรักงานมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงบ่นระดับมืดหม่นเกี่ยวกับงานของคนทั่วไป งานมันยาก มันมีปัญหาและปัจจัยเยอะแยะ แล้วทุกคนก็บ่น ได้ระบาย และงานก็ไม่เสร็จ วนอยู่แบบนี้ และการนั่งฟังคนบ่นแบบนี้ก็ทำให้ท้อตามไปด้วย เราเชื่อว่ามันจะมีคนแบบเรา คนที่รู้สึกว่า พอแล้ว อย่าบ่นต่อไปเลยนะ ทำงานกันเถอะ พวกเราคิดแค่นี้เลย ก็เกิดเป็นเพจขึ้นมา

ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเพจที่ฟรีฟอร์มมาก ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีคอนเทนต์ประมาณ 3 – 4 รูปแบบ รูปวาด ข้อความ และโปสเตอร์หนัง ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดก็แล้วแต่ว่าแอดมินคนไหนว่าง ไม่มีการนัดแนะ ทุกคนรู้ใจความหลักของเพจเหมือนกันนั่นคือ ‘รักงาน’ เท่านี้เลย จะทำอะไรก็ได้ แต่จะมีเสียงเดียวเหมือนมาจากแอดมินคนเดียว

คิดว่าอะไรทำให้คนรักงานเข้ามารวมตัวในชมรมคนรักงานมากมายขนาดนี้

คอนเทนต์คนบ้า (งาน) ด้วยแหละ

ลูกเพจ 80,000 คนแรกมาด้วยวิธีการออร์แกนิกทั้งหมดเลยนะ พอเราทำงานในวงการนี้เราจะรู้ว่าเฟซบุ๊กมันแกล้งเรา มันอั้นเราไว้ สมัยก่อนโพสต์ 100 ครั้ง เห็น 10 ครั้ง ปัจจุบันแทบไม่เห็นแล้วนะ ต้องจ่ายเงิน ขนาดกด see first ก็ไม่เห็นนะ ยุคแรกเราเอาชนะด้วยการทำเนื้อหาให้เยอะเข้าสู้ 100 โพสต์แล้วไม่เห็นใช่ไหม ได้!! เราทำ 200 โพสต์ โพสต์มันทุก 10 นาที และใช้วิธีทำเนื้อหาตามเทศกาล เช่น คลื่นเคานต์ดาวน์ ได้! มาทำเนื้อหาเคานต์ดาวน์ไปออฟฟิศกัน คนเห็นก็จะกรีดร้องเพราะมันอินไซด์ ทุกคนกรีดร้องเพราะไม่อยากกลับไปออฟฟิศที่มีงานรออยู่

คิดว่าทุกคนที่เข้ามารักงานจริงๆ หรือเป็นการประชดประชัน

เราเชื่อว่า ส่วนหนึ่งก็รักงานแหละ แต่แค่ยืมมือเราประชดหัวหน้า

อย่างน้อยๆ ชมรมคนรักงานไม่ได้เป็นเพจที่ชวนเขาบ่น แต่เพราะเราเป็นคนรักงานไง และทุกคนควรจะรู้ไว้ซะว่าเรารักงาน เรายังต้องทำงานอยู่ เป็นคนดีทันที ไม่ใช่การบ่นแล้วว่าทำงานหนักจังเลยเป็นทุกข์มาก ไม่มีประโยชน์จะมืดหม่น เพราะเราตั้งใจไง เราจึงยังทำงานอยู่ ต่อให้เป็นงานที่ยังไม่เสร็จ แต่ก็ยังนั่งทำงานอยู่ เพราะว่าฉันจะทำมันให้เสร็จ จะมากจะน้อยเราได้ตั้งใจแล้ว

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

ใจเย็นๆ ค่ะ โอเค เชื่อแล้วว่าเป็นคนรักทำงาน

มันก็จะมีคนจริงจังเข้ามาในเพจบ้าง บอกว่าทำงานเยอะๆ แบบนี้เดี๋ยวก็ตายหรอก เราก็จะเข้าไปตอบคอมเมนต์ทุกครั้งว่า ตายไม่ได้นะ ถ้าคุณตาย คุณจะไม่ได้ทำงาน คุณต้องทำงานแบบที่ไม่ทำให้ตัวเองตาย คุณต้องแข็งแรง ดูแลตัวเอง

หรือส่วนใหญ่จะข้อความเข้ามาว่า ‘สามทุ่มวันเสาร์ เรายังอยู่ออฟฟิศอยู่เลย มีใครอยู่บ้างไหม’ เราก็จะตอบไปว่า ‘เรายังอยู่ๆ นายไม่ต้องห่วง พวกเราอีก 1 แสนคนยังทำงานอยู่กับนาย’  ซึ่งก็คงทำให้เขารู้สึกดี

นอกจากในเพจแล้ว ชมรมคนรักงานมีการต่อยอดคอนเทนต์ยังไงบ้าง

นอกจากสติกเกอร์ไลน์ก็ไม่มีอะไรแล้ว เคยคิดว่าจะมีสติกเกอร์ก็ทำออกมา เสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อ เรื่องโฆษณา มีเข้ามาบ้างแต่มันจะยากนิดหนึ่ง เช่น โฆษณาโรงแรมรีสอร์ต เราจะรีสอร์ตยังไงนะเราเป็นคนรักงาน

มีอะไรอยากจะบอกคนรักงานที่นั่งอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่ระหว่างพักผ่อนจากการทำงานบ้าง

มีหนึ่งสิ่งที่จะฝากถึงทุกคน โลกจะสงบสุข ถ้าทุกคนตั้งใจทำงานของตัวเองเต็มที่ จริงๆ นะ หมอตั้งใจทำงาน คนไข้รอด ครูตั้งใจสอน เด็กก็เก่ง พนักงานบริษัทตั้งใจทำงาน องค์กรก็เติบโต ตำรวจ ทหาร นักกฎหมาย ข้าราชการ นักการเมือง ตั้งใจทำงาน โลกมันไปไหนแล้วไม่รู้

โลกมันเป็นแบบนี้แหละ เราทำอะไรไม่ได้ เราบอกใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

ออกไปหาคนที่เชื่อเหมือนกับเรา เลือกทำงานเหมือนคนที่ตั้งใจเหมือนกับเรา อย่างน้อยก็พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง

FACEBOOK | ชมรมคนรักงาน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load