“เสียงรองเท้าเพราะว่ะ”

ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากคลิปวิดีโอเรื่องราวของ ศุภวิชญ์ โพธิ์วิจิตร Foley Artist ออกอากาศในเพจชื่อ The Supporter มีเพื่อนส่งลิงก์เดียวกันนี้ให้ผู้เขียนกว่า 10 คน ยังไม่นับเพื่อนในโซเชียลมีเดียอีกจำนวนหนึ่งที่ต่างแชร์ลิงก์เดียวกันนี้ในพื้นที่ของตัวเอง

“เรื่องเล่าจากบุคคลสาย Support ที่ทำสิ่งต่างๆ เพื่องาน เพื่อคนอื่น และเพื่อสิ่งที่เขารัก” คือคำอธิบายสั้นๆ ของเพจลึกลับ (ในสายตาเราตอนนั้น) เพจนี้ ทั้งดีใจว่ามีกลุ่มคนกำลังเล่าเรื่องคนตัวเล็กๆ ที่ทำสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกันกับเรา

เฝ้ามองดูสักพักก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับคลิปสัมภาษณ์ ใจเทพ ร่าเริงใจ Music Composer นักทำเพลงประกอบภาพ ทั้งเนื้อความที่เล่าอย่างซื่อตรงแต่มีเสน่ห์ และการนำเสนอเรื่องนอกสายตาให้อยู่ในสายใจ (แปลว่าตราตรึงเข้าไปในหัวใจ)

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

เราไม่รอช้าที่จะติดต่อขอพูดคุยกับ 2 แอดมินเจ้าของเพจ The Supporter มายด์-กชกร จวนทองรักษ์ และ วา-ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ ในบ่ายวันหนึ่งที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากออฟฟิศ The Cloud บทสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงทำให้เราอยากแนะนำมิตรสหายในวงการงานเขียนอีกมากมายให้คนทั้งคู่รู้จัก

แม้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการยังไม่ถึง 2 เดือน แต่จำนวนคนติดตามที่มีมากถึง 15,000 คน

มีคลิปใหม่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งมีจำนวนคนเข้าชมต่อคลิปมากกว่า 1 หมื่นครั้ง โดยเฉพาะตอน Foley Artist ที่มีคนดูถึง 1.6 ล้านคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความตั้งใจของแอดมินทั้งคู่ และปรากฏการณ์ของผู้ชมว่ายอดมหาศาลนี้กำลังจะบอกอะไรเรา

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

คนข้างล่าง

ก่อนจะเริ่มทำ The Supporter ทั้งวาและมายด์ทำงานอยู่ในสายงานนิเทศศาสตร์ คลุกคลีอยู่กับกองถ่ายภาพยนตร์และโฆษณา ทุกรูปแบบและทุกขนาด ทำให้เห็นกระบวนการทำงานของคนทุกตำแหน่งในกองถ่ายมาตั้งแต่สมัยเรียน

วันหนึ่ง ขณะที่เห็นน้าไฟ (Gaffer หรือช่างไฟในกองถ่าย) กำลังปีนเสาสูงเพื่อย้ายไฟในกองถ่ายโฆษณาต่างประเทศ ก็เกิดความคิดอยากเล่าเรื่องคนที่ทำงานในเบื้องหลัง เพราะเมื่องานออกมาดี แสงสวย ทุกคนชื่นชม แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงน้าไฟเหล่านี้เลย

“คิดมานานแล้วว่าอยากเล่าเรื่องคนในกองถ่าย ซึ่งเราไม่ได้คลุกคลีกับคนเบื้องหน้า แต่จะสนิทกับทีมงานเบื้องหลัง อย่างกองถ่ายจากต่างประเทศหรือกองที่ใช้เวลาถ่ายทำนานๆ จนได้รู้จักตัวตนเขาลึกๆ และรู้สึกประทับใจ” มายด์เล่าโจทย์อยู่ในใจมานาน

เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งคู่ย้ายตัวเองจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ ทำให้พอมีเวลา ประกอบกับได้รู้จักกับคนที่ทำงานสายซัพพอร์ตอื่นๆ มากขึ้น ยิ่งทำให้วาและมายด์อยากเล่าเรื่องของคนเบื้องหลังเหล่านี้

“ตอนแรกเราใช้คำว่า ‘คนเบื้องหลัง’ แต่จริงๆ เรียกว่าเบื้องหลังก็ไม่ถูกทั้งหมด อย่างรายการตอนแรกเราสัมภาษณ์พี่โจ้ ผู้จัดการวง Moderen Dog เป็นตำแหน่งงานที่ต้องเจอลูกค้าตรง เป็นหน้าด่านที่รับมือกับทุกเรื่อง เราก็คิดถึงคำว่า ‘สายงานซัพพอร์ต’ คิดถึงคนที่ไม่ได้อยู่ใต้ไฟหรือสปอตไลต์มาก่อน และที่ผ่านมา เราเล่าเรื่องคนที่อยู่ใต้ไฟมาตลอด พอมาเล่าเรื่องคนที่อยู่ในเงาก็ช่วยเติมไฟให้เราไม่น้อย” วาเล่าความตั้งใจ

 

บทบาทสมทบมืออาชีพ

ธรรมชาติของคนที่ทำงานซัพพอร์ตนั้นชอบการทำงานอยู่ข้างหลัง ไม่อยากเป็นที่รู้จัก

มายด์นิยามคำว่า The Supporter ในแบบของเธอว่า คนที่คอยช่วยเหลือให้งานของคนอื่นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และไม่คิดถึงความสำเร็จของตัวเองคนเดียว ซึ่งวาเพิ่มเติมว่า The Supporter  คือ คนที่รักและตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างดี โดยไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะให้ประโยชน์หรือสร้างโอกาสอะไรต่อไป

ขณะที่เราถูกสอนเสมอมาว่า จงตั้งใจทำงานเพื่อจะเติบใหญ่ในเส้นทางสายอาชีพ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจในงานของตัวเอง ตั้งใจทำสิ่งนั้นซ้ำๆ นับสิบๆ ปี

ราวกับมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ ระหว่างความพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ กับความไม่รู้สึกทะเยอทะยาน

“เนื้องานบางอาชีพ อย่างผู้ช่วยผู้กำกับและผู้กำกับมีความแตกต่างกันมาก ผู้ช่วยผู้กำกับคือคนที่ทำให้สิ่งผู้กำกับคิดนั้นเกิดขึ้นรวมถึงติดตามผล ขณะที่ผู้กำกับจะทำหน้าที่คิดทุกเรื่อง เรารู้จักผู้ช่วยผู้กำกับท่านหนึ่ง เขาทำงานตำแหน่งนี้มา 30 ปีแล้ว เขาบอกว่ารักและมีความสุขดี ไม่อยากก้าวข้ามจุดนี้ไปทำสิ่งอื่น เขาชอบเนื้องานผู้ช่วยของตัวเองไปแล้ว มากกว่าจะรับผิดชอบสิ่งอื่นใดอย่างผู้กำกับ” วาเล่า

ในโลกที่เราถูกผลักให้ไปสู่สิ่งที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ารักในสิ่งที่ทำแล้ว เราเชื่อว่าใครคิดอย่างไรก็คงไม่มีผล แม้จะมีใครตัดสินว่านั่นคือการอยู่ในเงาของใคร สำคัญคือ เราเห็นข้อดีของเงานั้น เหมือนที่ใครบอกว่า เพราะมีเงาอยู่เราถึงรู้ว่ามีแสง

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

Count On Me

สิ่งที่น่าสนใจของ The Supporter คือ การเลือกคน

เช่นเรื่องของศิลปินออกแบบเสียง Foley Artist ซึ่งเป็นสายงานที่ทั้งวาและมายด์คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คนทั่วไปไม่รู้จัก เรื่องของคนเขียนแบบหรือ Draft Man ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างบ้านและอาคาร หรือแม้แต่งานออกแบบใดๆ ทำหน้าที่สื่อสารงานของนักออกแบบและวิศวกรผู้สร้าง เรื่องของนักทำเพลงประกอบ หรือ Music Composer ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบภาพเคลื่อนไหว เติมอารมณ์และความรู้สึกให้เรื่องราวที่ดำเนินอยู่ หรือแม้แต่ช่างซ่อมของเล่น อาชีพที่คนไม่รู้ว่ามีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีสื่อมาสนใจมากมาย และมีงานเข้ามาเรื่อยๆ จนล่าสุดเพิ่งประกาศงดรับงาน 3 เดือน

ในช่วงแรกมายด์และวาเริ่มจากหยิบราวของเรื่องราวของคนใกล้ตัวที่ทำงานสายซัพพอร์ตจริงๆ มาเล่า อย่างรุ่นพี่ที่ออฟฟิศ ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อนรุ่นน้อง ก่อนจะใช้วิธีถามไถ่คนรู้จักหรือแม้แต่เพื่อนใหม่

“ช่วงหลังมานี้พอเจอคนใหม่ๆ เราจะถามตลอดว่า ‘ทำงานอะไรคะ’” มายด์หัวเราะ

โดยการเลือก The Supporter ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการทำการบ้าน หาข้อมูลว่างานที่เขาทำคืออะไร ตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับอะไรและใครบ้าง

“เรามีรายชื่อจำนวนหนึ่งว่าสนใจสายงานสัพพอร์ตของอาชีพไหนบ้าง แล้วใช้วิธีทำไปเรื่อยๆ บางทีได้แรงบันดาลใจจากข่าวๆ จากสิ่งที่พบเจอแล้วคิดต่อ เช่น อยากทำเรื่องคนพัฒนาสูตรเบเกอรี่ และคนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานคอลเซ็นเตอร์” มายด์เล่า

ขออภัยผู้อ่านทางบ้าน ที่เราไม่อาจเปิดเผยรายชื่อ The Supporter ตอนต่อๆ ไปได้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณต้องรักพวกเขาเหล่านี้แน่ๆ เพราะแค่เราฟังรายชื่อก็รู้สึกสนุกตามแล้ว

 

ข้างหลังภาพ

ความสนุกของการเล่าเรื่องคนทำงานสายซัพพอร์ตเหล่านี้คืออะไร เราถาม

“ผมสนุกกับการคาดเดาคำตอบไม่ได้จากพวกเขา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริงมากๆ ไม่มีการคิดคำตอบไว้ล่วงหน้า นั่นทำให้ต้องใช้เวลาขุดพวกเขาเยอะ ซึ่งก็ทำให้เราได้อะไรกลับมาเยอะมาก” วาตอบด้วยตาเป็นประกาย

ด้วยประสบการณ์ที่มี ในการทำ The Supporter วาและมายด์จะแบ่งรับผิดชอบเนื้อหาตามความสนใจ และแบ่งหน้าที่กันตามถนัด ซึ่งมายด์ถนัดสายภาพยนตร์ และวาถนัดสายสารคดี

“เรื่องสัมภาษณ์เป็นหน้าที่ของวา มายด์จะช่วยเก็บรายละเอียดในบางประเด็น และเก็บภาพอารมณ์จากสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์” มายด์เสริม

หากเป็นผลงานที่มีลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างอย่างทุกที รายการของมายด์และวาคงหนีการวัดผลด้วยจำนวนคนดูและตัวเลขที่อ้างว่าสร้างการรับรู้ในโซเชียลมีเดีย ไม่พ้น ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคู่นี้คาดหวังหรือวัดผลความสำเร็จด้วยอะไร

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“เราตั้งเป้าไว้ว่า มีคนดูคลิปละ 1 หมื่นคนก็ดีใจแล้ว” มายด์ตอบทันที

ในยุคที่เราต้องยอมรับว่าเป็นขาลงของคนใช้โซเชียล อะไรทำให้ทั้งคู่มั่นใจกับตัวเลขที่ตั้งขึ้น

แต่งานที่ดีก็คืองานที่ดี ยอดคนดูถล่มทลายนี้กำลังบอกอะไรพวกเรา

วาเล่าอย่าถ่อมตัวว่ากระแสจาก Foley Artist มาจากคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักอาชีพนี้มาก่อน และบังเอิญตรงกับคาแรกเตอร์ของพระเอกซีรีส์เกาหลีเรื่อง Another Oh Hae Young ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของคนในโซเชียล ขณะที่เรื่องพนักงานออฟฟิศไทยในญี่ปุ่นนี้ มีคนไม่น้อยอยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นแต่ไม่เคยมีใครเสนอมุมที่ไม่สวยงามนี้มาก่อน คนก็เลยชอบและพูดถึงกันมาก รวมถึงเรื่องของช่างซ่อมของเล่น ที่เข้าถึงง่ายเพราะทุกคนมีของเล่น และของเล่นก็พังลงในทุกวัน

“คอนเทนต์ที่ดีต้องมาก่อน เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย” มายด์บอก

“เมื่อก่อนเชื่อว่า Influencer ที่มีชื่อเสียงจะทำให้คนมาสนใจ ถึงขนาดเคยคิดไปก่อนว่าจะขอให้ใครช่วยแชร์รายการดี” วาเล่าติดตลก

ผลที่เปลี่ยนไปคือ การทำเพจทำให้ทั้งวาและมายด์พบข้อมูลหลังบ้านที่น่าสนใจ ทำให้รู้เรื่องการตลาดในโลกโซเชียล และจากสิ่งนี้ที่พิสูจน์แล้วว่าเรื่องคนตัวเล็กๆ มีพลังสร้างการตระหนักรู้บางอย่างในสังคม ก็ทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้น คุยกับลูกค้างานวิดีโอซึ่งเป็นงานหลักของง่ายขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เขาทำเป็นเรื่องเพื่อสังคมหรือเรื่องราวใหญ่โต แต่เขาก็แค่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานตรงหน้ามากๆ และสิ่งนั้นส่งผลต่องานของคนอื่น สำหรับเราแค่นี้ก็พอแล้ว” วาเล่าสิ่งที่ประทับใจ ก่อนมายด์จะเสริมว่า

“ก็มีบ้างนะเรื่องของคนที่ทำเพื่อสังคม แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นสิ่งที่เขาทำนั้นเล็กน้อยมากๆ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในส่วนที่เขาทำได้”

 

ซึ่งกันและกัน

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“ก่อนหน้านี้คิดแค่อยากปล่อยของลองทำสิ่งที่คิดมานาน แต่พอได้เจอและฟังเรื่องราวของพวกเขา เรื่องที่คิดจะปล่อยของกลายเป็นเรื่องรองไปเลย และยิ่งทำให้เราอยากทำรายการต่อไปเรื่อยๆ การฟังสิ่งที่เขาเล่าออกมา พวกเราแอบคิดอยากจะทำพอดแคสเพราะเสียดายเมื่อต้องตัดเป็นวิดีโอความยาว 3 – 5 นาทีจริงๆ บทสนทนาที่เกิดขึ้น 20 – 30 นาทีนั้นดีมากๆ แต่ก็กลัวคนฟังจะเบื่อเหมือนกัน” มายด์เล่า และไม่ใช่แค่จำนวนคนดูที่เพิ่มมากขึ้น กระแสตอบรับจากผู้ชมที่มีต่อคนสัมภาษณ์ก็เป็นสิ่งที่วาและมายด์ไม่คิดมาก่อน

“ตอนที่ทำเรารู้อยู่แล้วว่าเราจะได้อะไรจากการสัมภาษณ์เขา แต่เราไม่คิดมาก่อนว่าตัวคนที่ให้สัมภาษณ์จะได้อะไรจากสิ่งนี้ จากคอมเมนต์ จากคนดู แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นวงกลม ต่างฝ่ายต่างได้รับพลังดีๆ กลับไป เช่น มีคนมาชื่นชมและให้กำลังใจ Foley Artist หรือพนักงานออฟฟิศที่กำลังเบื่องาน เมื่อดูเรื่องของคุณจอยซ์ พนักงานออฟฟิศที่ญี่ปุ่น ก็ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดไปเลย” วาทิ้งท้าย

ขอบคุณสถานที่
ร้านกาแฟ Van Hart
ชั้น 2 ของร้าน Positive Green สุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ
Facebook / Instagram: Vanhartcoffee

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

บ่าย 3 วันเสาร์ เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับ นอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ เจ้าของเพจ ‘บ้านกูเอง’ ที่มีคนติดตามหลักล้าน 

หลายคนมีวิธีการสานสัมพันธ์ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ายังไงไม่รู้ ส่วนตัวเราใช้เยลลี่แฮมเบอร์เกอร์และเยลลี่รูปรถ ติดไม้ติดมือไปเผื่อนอท 

ไม่แน่ใจว่านอทชอบไหม แต่เยลลี่หมดลงภายในไม่กี่นาที อร่อยพอที่จะทำให้นอทพูดคุยกับเราได้อย่างเปิดอก แบบที่สื่ออื่นไม่เคยทราบ และคุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

บ้านกูเอง‘ เป็นเพจขายตลกแต่ดันจริงจัง เพราะภายในเพจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของความตลกขบขัน แต่ยังขบคิดเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ในสไตล์บ้านกูเอง คือเพื่อนพูดกับเพื่อน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แฝงไปด้วยความรู้ที่มากกว่าในห้องเรียน 

วันนี้ เราสนใจอยากทำความรู้จักและพูดคุยกับนอท บุคคลธรรมดาผู้สร้างเพจบ้านกูเอง แม้เขาจะบอกว่าเริ่มจากการทำเพื่อตัวเอง แต่กลับส่งประโยชน์วงกว้างต่อในสังคมอย่างไม่รู้ตัว

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เอาเยลลี่ไม่ใส่น้ำตาล

“ทุกอย่างคือทำเพื่อตัวเองหมด แต่อยู่ที่ว่าคนเราจะตีความหมายของการทำเพื่อตัวเองว่าแบบไหน”

หนึ่งในความลับของบทสนทนาที่พูดออกมาด้วยอิทธิพลของการกินเยลลี่

ทุกวันนี้ทุกคนเสพคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียได้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะค้นหาหรือดูอะไร และเราก็เห็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แทบทุกหนแห่งบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 

หรือนั่นเป็นเพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือสิ่งที่ใครก็เป็นได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้มีผู้ติดตามถึงหลักล้านคน 

ตลอดการสนทนา นอทบอกความลับกับเรามาหลายอย่าง จนทำให้เราเซอร์ไพรส์เป็นช่วง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำเพจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอทไม่ได้คาดหวังหรือตั้งใจเอาไว้เลย ทุกอย่างเกิดจากความ ‘บังเอิญ’ เพียงเท่านั้น 

เขาเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ จึงคุ้นชินและมีโอกาสได้คลุกคลีกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสื่อมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ การสร้างสตอรี่ การจัดฉาก หรือเทคนิคต่าง ๆ ทั้งภาพ แสง สี เสียง บวกกับความชอบส่วนตัว ทำให้เขาเห็นแววว่า การเดินทางสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์อาจเข้ากับตัวเอง

“เราแค่โพสต์รูปลงไปด้วยองค์ประกอบศิลป์ที่เรียนมาสนุก ๆ แต่มันดันไปสื่อสารและตอบโจทย์กับคนดู จึงกลายเป็นไวรัล 

“ที่จริงวงการดีไซน์กับวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือการดีไซน์เป็นภาพเพื่อนำไปเสนอคนดู สิ่งที่เราเรียนมาจากคณะ ก็เป็นการดีไซน์ที่ทำเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและสอดรับกับสังคมด้วยศิลปะ เพราะฉะนั้นมันแทบไม่ต่างกันเลย”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เปิดหนังสือแต่ไม่อ่าน

เมื่อความสนุกและความชอบกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ จากการลงรูปโดยไม่ได้คิดอะไร กลับกลายเป็นต้องลงรูปและคลิปติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 ปี 

เราจึงถามหาที่มา แรงบันดาลใจ และการหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจังกับเขา 

ใครจะรู้ว่าเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่อ่านหนังสืออะไรเลยนอกจากการ์ตูน จะนำความชอบในวัยเยาว์มาประกอบอาชีพ

“ทุกแรงบันดาลใจของเราไม่เคยเกิดขึ้นจากการออกไปตามล่าหรือออกไปตามหา แต่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาหาตัวเราเองมากกว่า เราคิดว่าผลพวงของโฟโต้อัลบั้มในเพจ มาจากเราชอบอ่านการ์ตูน เราได้มุมภาพแบบการ์ตูนมา ก็เลยเล่าเรื่องแบบนั้นได้

“หรือเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ ก็คือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา โดยที่อาจจะไม่ได้เรียกว่าแรงบันดาลใจ แต่เรียกว่าการเลือกใช้อุปกรณ์ เลือกใช้อาวุธที่เรามี และทุกคนก็มีตรงนี้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นจนเราเป็นตัวจริงด้านนั้น ไม่ว่าจะแมส จะอินดี้ หรือจะอะไร มันมีสิ่งให้เอาไปใช้ได้ทุกคน 

“และที่สำคัญ เราหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง เพราะรายได้มันดี! (หัวเราะ)”

แปลว่าที่ผ่านมา การนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมาทำเป็นคอนเทนต์นั้นไม่ยาก – เราถาม

“เราคงพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายเนาะ” เขาหัวเราะ

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

“ถ้าถามว่ายากไหม มันยากมาก อะไรที่เราคิดว่าดีชัวร์ ๆ กลายเป็นว่าเละเลย หรือบางอย่างเราทำเล่น ๆ ลงรูปเล่น ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรลงดี งั้นกูทำอันนี้แล้วกัน ดันเวิร์กเฉย แล้วต่อให้จะรีเสิร์ชให้ตายยังไงมันก็ไม่ใช่ 1 + 1 = 2 มันไม่ใช่คณิตศาสตร์

“การที่เรามีไอเดียที่ดีหรือไม่ดี มันไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมีคนดูหรือไม่ดูนะ อันนั้นเป็นอีกเรื่องที่ต่อให้เราดีก็ไม่ได้แปลว่าจะมีคนดู หรือต่อให้เราห่วยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนดู มันต้องพึ่งดวงเหมือนกัน บางคนทำสิ่งเดิมตลอดไปคนก็ยังชอบ บางคนทำสิ่งเดิมแต่คนกลับลืม”

ทำภาพนิ่งได้วิดีโอ

เมื่อเข้าสู่สนามจริง มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การได้รับตำแหน่งดาวรุ่งหรือดาวร่วงก็ยิ่งคับขันมากขึ้นทุกที 

ฉะนั้น จะทำคอนเทนต์ลงในแพลตฟอร์มเดียวคงไม่เพียงพอในสนามแข่งนี้ จึงทำให้คนทำเพจใส่รูปนิ่งปกติ ก้าวเข้าสู่การทำวิดีโอภาพเคลื่อนไหวบนโลกยูทูบ

“ก็ดิ้นไปตามยุคสมัยนั่นแหละ ใครที่หยุดก็คือคนที่ตาย เราเรียกว่าเป็นต่อยอดมากกว่า 

“พอเป็นยูทูบ มันกลายเป็นอีกวงการหนึ่งที่เราต้องเริ่มเข้าใจผู้ใช้งานว่า คนทั่วไปตอนนี้เขากำลังอินกับอะไร และอะไรคืออินไซต์ที่ทุกคนมีเหมือนกัน เราก็เลยเปลี่ยนวิธีการทำงาน ตั้งจุดหมายใหม่ว่าทำอย่างไรให้คนอยากดู กลายเป็นคอนเทนต์ที่สอดรับสังคมมากขึ้น อาจจะเป็นพูดถึงเรื่องการศึกษา เพศ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัยคน ที่เรามีมุมมองต่อมันแล้วหาจุดเชื่อมของผู้คนให้ได้”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

ซีเรียสให้ตลก

เราพบว่า บ้านกูเอง เป็นเพจตลกแต่ดันจริงจัง ไม่ต่างจากเจ้าของที่เป็นคนจริงจังแต่ดันทำตัวให้ตลก 

นอท คือเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์หลังย่อม พื้นฐานเดิมเป็นคนจริงจัง แต่มักถูกมองว่าเป็นคนตลกอยู่ตลอด เพราะชอบปรับตัวตามกลุ่มผู้คนที่อยู่ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เขานำเสนอตลอดเวลาการทำเพจมา 4 ปี ก็มีการเปลี่ยนผัน แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทของสังคม แบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

หนึ่ง

“แรก ๆ ทำรายการประมาณว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน แต่ความบ้าคือขนเสื้อผ้าออกไปข้างนอก แล้วก็ถอดเสื้อเปลี่ยนตามที่คนอื่นเลือกให้ตรงนั้นเลย เหมือนพยายามจะคราฟต์ให้มันบ้า ให้มันสนุก เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนดู แต่ความจริงคือไม่ใช่ คนดูเราเพราะอยากรู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน ไม่ใช่มาดูเราที่บ้ากล้าเดินออกไปข้างนอก”

สอง

“ยุคต่อมาเริ่มกลายมาดูที่ไอเดีย เราไม่จำเป็นต้องคราฟต์ให้มันยาก แต่ทำให้เก็ตดีกว่า เช่น แค่ขึงผ้าธรรมดา มีเสื้อ และยืนเฉย ๆ ให้ผู้หญิงมาเลือกชุดให้ มันก็แค่นั้นเอง จะทำให้ยากด้วยการออกไปข้างนอกทำไม แล้วเมื่อไหร่คนจะได้รู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน เพราะความจริงเขาอยากรู้แค่นั้น

สาม

“เริ่มเป็นเรื่องบริบทสังคมมากขึ้น เลยคิดว่าปกติคนเราทำอะไรกัน ก็เนี่ย กิน ขี้ ปี้ นอน 

“เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ยังไม่ค่อยมีคนทำรายการเกี่ยวกับเพศ ส่วนใหญ่จะเป็นแนว Sexual Harassment มากกว่า แต่เราไม่โอเคที่จะทำอะไรแบบนั้น ก็เลยทำเป็นแนวการศึกษา กลายเป็นรายการ เรื่องบนเตียง(ระเบียงก็นับ) เอาแขกรับเชิญมาพูดเรื่องเซ็กส์แนวให้ความรู้ 

“แล้วก็เริ่มแยกรายการออกไปเรื่อย ๆ เช่น รายการ นั่งเล่า พูดเกี่ยวกับการศึกษา การโซตัส การโนบรา แล้วแต่ที่บริบทสังคมเขาคุยกันอยู่ก็เอามาพูดในรายการนี้ได้ หรือ รายการ โรงเรียนไทย VS โรงเรียนนอก คือเอาเด็กที่เรียนโรงเรียนนอกมานั่งพูดคุยกับเด็กโรงเรียนไทยถึงความแตกต่างที่ได้เจอ เป็นวาไรตี้ที่ยังพอสอดแทรกสาระเข้าไปได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราอยากสอนสังคม เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง

“แล้วทำไมต้องทำเรื่องพวกนี้” เราถามก่อนจะเข้าสู่ยุคที่สี่

“เพราะมันเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเจอ เราคลุกคลีอยู่ทุกวัน และเก็ตว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเราเอาความชอบ จะเอาเรื่องการ์ตูนมาก็ได้ แต่ว่ากลุ่มมันก็จะเล็กกว่า หรือว่าเราเนิร์ดขนาดรู้ลึกรู้จริงไหม ก็ไม่ได้ขนาดนั้น 

“พอมันเป็นเรื่องสังคม มันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ Fact สุดโต่ง แต่อาจจะใช้ความรู้สึก ค่านิยม หรือทัศนคติที่ไม่บิดเบี้ยวก็พอแล้ว”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

ในปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบ ไม่เปิดรับ และปิดกั้น ไม่อยากให้มีรายการเรื่องเพศออกมา อดสงสัยไม่ได้ว่านอทมีความคิดเห็นยังไง และเขากลัวดราม่าบ้างไหม 

“ถ้าแค่ตัวเราไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาห้ามไม่ให้คนอื่นพูด” นอทตอบชัดเจน “ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ทุกเรื่องที่มันกำลังเบียดเบียนหรือบังคับกดขี่ผู้อื่นอยู่ด้วย

“เราว่าทุกคนกลัวดราม่านะ ทุกคนไม่อยากโดนแขวน ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว แต่อันที่เราเลือกทำก็คิดว่ามันไม่เป็นอะไร อันที่เรากลัวก็คืออันที่เราไม่ได้ทำ ซึ่งก็มีอีกเยอะ (หัวเราะ)

สี่

“และก็ปัจจุบัน พยายามจะแตะอะไรที่เฉพาะกลุ่มแต่เราพอรู้ ไม่ใช่แค่ทำอะไรตามความชอบตัวเอง เลยเป็นยุคที่เอาศิลปะที่เรารู้ เข้ามาสอดแทรกเป็นรายการวาดนู้ด ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติในวงการศิลปะ อยู่ที่ว่าจะสื่อสารอย่างไรไม่ให้คนดูมา Sexual Harassment แขกรับเชิญ ไม่มาพูดทะลึ่งตึงตังกับคนในคลิป

“เราก็เริ่มจากตัวเองก่อน สื่อสารให้มันดูจริงจัง ให้คนดูรู้ว่าวันนี้เรามาวาดรูปนะ ไม่ได้มาตลกโปกฮากับเรือนร่าง แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเริ่มแตกออกมาเป็นรายการวาดรูปอันล่าสุด คือรายการวาดดูไม่รู้หน้า 

“แต่พอมันเป็นงานศิลปะที่ใช้เวลาสั้น ๆ ในการคราฟต์ออกมา ผลงานมันก็จะไม่ได้ดีมาก แค่ให้พอออกเป็นคลิปได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำไปสักพักหนึ่งเราจะกลายเป็นตัวไม่จริง 

“เพราะยิ่งอยู่ในจุดที่สูงขึ้นในแวดวงนั้น ๆ มันจะยิ่งโดนครหา ถ้าอีกสักพักหนึ่งเราเริ่มดังในแง่การวาดรูป เรากลัวว่ามันจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วไปดูแล้วเจ๋งดี แต่คนที่ทำศิลปะจริง ๆ มาดูแล้วอาจจะอะไรของมึง (หัวเราะ) เลยคิดว่าอาจจะไม่ได้ทำเยอะมาก แต่จะทำให้มีคุณภาพมากขึ้น”

งานกลุ่มทำคนเดียว

“แล้วผลตอบรับดีไหม” เราโยนคำถาม

“ดีเป็นช่วง ๆ อย่างที่บอก ยุคหนึ่งอะเละเลย กว่าจะขึ้นมาได้ก็เป็นปีอยู่” นอทว่างั้น

“แต่เพจเนี่ยเราลงไปไม่กี่รูปก็ไวรัล ทำไปไม่กี่เดือนลูกค้าเจ้าแรกมาแล้ว ส่วนคลิปวิดีโอ ถ้าไม่นับว่ามันเป็นงานที่ได้มาจากเพจ ก็โห กว่าจะมีงานของตัวเองจริง ๆ มันนานมาก และกว่าจะมีคนดูใช้เวลาเป็นปีเหมือนกัน จำได้ว่าทำเป็นปีคนยังตามแค่หลักหมื่นเองมั้ง”

ถึงแม้ว่าผลตอบรับของยอดคนดูจะดีเป็นช่วง ๆ มีทั้งช่วงพีกสุด ต่ำสุด แต่นอทก็ยังคงทำคอนเทนต์เชื่อมโยงกับสังคม สอดรับกับผู้คนแบบนี้ต่อไป อาจเป็นในแง่ของความรู้หรือความบันเทิง ต้องรอติดตาม 

ต่อให้จะถามเขาเป็นคำถามสุดท้ายว่า อยากให้อะไรกับดู แล้วนอทยังย้ำเจตนาเดิมว่า “ไม่มี” ก็ตาม

“เราอยากให้ตัวเองไม่ว่าเราจะทำอะไรทั้งนั้น เราอยากได้เงิน อยากได้คำชื่นชม ถ้าสังคมจะดีขึ้นได้จากการดูคลิปเราก็เป็นเรื่องดี เพราะเราอยากได้สังคมที่ดีขึ้นก็เพื่อให้ชีวิตเรามันดีกว่านี้”

ช่วยไม่ได้ เพจนี้ขึ้นอยู่กับอารมณ์เจ้าของเพจเป็นหลัก เขาจะทำอะไรก็ได้ เพราะที่นี่คือ ‘บ้านกูเอง’

เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

บ้านกูเอง

Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=100044524865743

YouTube : https://www.youtube.com/channel/UCQzQKfKPww0YvzfvzB3tMrQ/videos

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load