“เสียงรองเท้าเพราะว่ะ”

ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากคลิปวิดีโอเรื่องราวของ ศุภวิชญ์ โพธิ์วิจิตร Foley Artist ออกอากาศในเพจชื่อ The Supporter มีเพื่อนส่งลิงก์เดียวกันนี้ให้ผู้เขียนกว่า 10 คน ยังไม่นับเพื่อนในโซเชียลมีเดียอีกจำนวนหนึ่งที่ต่างแชร์ลิงก์เดียวกันนี้ในพื้นที่ของตัวเอง

“เรื่องเล่าจากบุคคลสาย Support ที่ทำสิ่งต่างๆ เพื่องาน เพื่อคนอื่น และเพื่อสิ่งที่เขารัก” คือคำอธิบายสั้นๆ ของเพจลึกลับ (ในสายตาเราตอนนั้น) เพจนี้ ทั้งดีใจว่ามีกลุ่มคนกำลังเล่าเรื่องคนตัวเล็กๆ ที่ทำสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกันกับเรา

เฝ้ามองดูสักพักก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับคลิปสัมภาษณ์ ใจเทพ ร่าเริงใจ Music Composer นักทำเพลงประกอบภาพ ทั้งเนื้อความที่เล่าอย่างซื่อตรงแต่มีเสน่ห์ และการนำเสนอเรื่องนอกสายตาให้อยู่ในสายใจ (แปลว่าตราตรึงเข้าไปในหัวใจ)

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

เราไม่รอช้าที่จะติดต่อขอพูดคุยกับ 2 แอดมินเจ้าของเพจ The Supporter มายด์-กชกร จวนทองรักษ์ และ วา-ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ ในบ่ายวันหนึ่งที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากออฟฟิศ The Cloud บทสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงทำให้เราอยากแนะนำมิตรสหายในวงการงานเขียนอีกมากมายให้คนทั้งคู่รู้จัก

แม้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการยังไม่ถึง 2 เดือน แต่จำนวนคนติดตามที่มีมากถึง 15,000 คน

มีคลิปใหม่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งมีจำนวนคนเข้าชมต่อคลิปมากกว่า 1 หมื่นครั้ง โดยเฉพาะตอน Foley Artist ที่มีคนดูถึง 1.6 ล้านคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความตั้งใจของแอดมินทั้งคู่ และปรากฏการณ์ของผู้ชมว่ายอดมหาศาลนี้กำลังจะบอกอะไรเรา

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

คนข้างล่าง

ก่อนจะเริ่มทำ The Supporter ทั้งวาและมายด์ทำงานอยู่ในสายงานนิเทศศาสตร์ คลุกคลีอยู่กับกองถ่ายภาพยนตร์และโฆษณา ทุกรูปแบบและทุกขนาด ทำให้เห็นกระบวนการทำงานของคนทุกตำแหน่งในกองถ่ายมาตั้งแต่สมัยเรียน

วันหนึ่ง ขณะที่เห็นน้าไฟ (Gaffer หรือช่างไฟในกองถ่าย) กำลังปีนเสาสูงเพื่อย้ายไฟในกองถ่ายโฆษณาต่างประเทศ ก็เกิดความคิดอยากเล่าเรื่องคนที่ทำงานในเบื้องหลัง เพราะเมื่องานออกมาดี แสงสวย ทุกคนชื่นชม แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงน้าไฟเหล่านี้เลย

“คิดมานานแล้วว่าอยากเล่าเรื่องคนในกองถ่าย ซึ่งเราไม่ได้คลุกคลีกับคนเบื้องหน้า แต่จะสนิทกับทีมงานเบื้องหลัง อย่างกองถ่ายจากต่างประเทศหรือกองที่ใช้เวลาถ่ายทำนานๆ จนได้รู้จักตัวตนเขาลึกๆ และรู้สึกประทับใจ” มายด์เล่าโจทย์อยู่ในใจมานาน

เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งคู่ย้ายตัวเองจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ ทำให้พอมีเวลา ประกอบกับได้รู้จักกับคนที่ทำงานสายซัพพอร์ตอื่นๆ มากขึ้น ยิ่งทำให้วาและมายด์อยากเล่าเรื่องของคนเบื้องหลังเหล่านี้

“ตอนแรกเราใช้คำว่า ‘คนเบื้องหลัง’ แต่จริงๆ เรียกว่าเบื้องหลังก็ไม่ถูกทั้งหมด อย่างรายการตอนแรกเราสัมภาษณ์พี่โจ้ ผู้จัดการวง Moderen Dog เป็นตำแหน่งงานที่ต้องเจอลูกค้าตรง เป็นหน้าด่านที่รับมือกับทุกเรื่อง เราก็คิดถึงคำว่า ‘สายงานซัพพอร์ต’ คิดถึงคนที่ไม่ได้อยู่ใต้ไฟหรือสปอตไลต์มาก่อน และที่ผ่านมา เราเล่าเรื่องคนที่อยู่ใต้ไฟมาตลอด พอมาเล่าเรื่องคนที่อยู่ในเงาก็ช่วยเติมไฟให้เราไม่น้อย” วาเล่าความตั้งใจ

 

บทบาทสมทบมืออาชีพ

ธรรมชาติของคนที่ทำงานซัพพอร์ตนั้นชอบการทำงานอยู่ข้างหลัง ไม่อยากเป็นที่รู้จัก

มายด์นิยามคำว่า The Supporter ในแบบของเธอว่า คนที่คอยช่วยเหลือให้งานของคนอื่นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และไม่คิดถึงความสำเร็จของตัวเองคนเดียว ซึ่งวาเพิ่มเติมว่า The Supporter  คือ คนที่รักและตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างดี โดยไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะให้ประโยชน์หรือสร้างโอกาสอะไรต่อไป

ขณะที่เราถูกสอนเสมอมาว่า จงตั้งใจทำงานเพื่อจะเติบใหญ่ในเส้นทางสายอาชีพ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจในงานของตัวเอง ตั้งใจทำสิ่งนั้นซ้ำๆ นับสิบๆ ปี

ราวกับมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ ระหว่างความพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ กับความไม่รู้สึกทะเยอทะยาน

“เนื้องานบางอาชีพ อย่างผู้ช่วยผู้กำกับและผู้กำกับมีความแตกต่างกันมาก ผู้ช่วยผู้กำกับคือคนที่ทำให้สิ่งผู้กำกับคิดนั้นเกิดขึ้นรวมถึงติดตามผล ขณะที่ผู้กำกับจะทำหน้าที่คิดทุกเรื่อง เรารู้จักผู้ช่วยผู้กำกับท่านหนึ่ง เขาทำงานตำแหน่งนี้มา 30 ปีแล้ว เขาบอกว่ารักและมีความสุขดี ไม่อยากก้าวข้ามจุดนี้ไปทำสิ่งอื่น เขาชอบเนื้องานผู้ช่วยของตัวเองไปแล้ว มากกว่าจะรับผิดชอบสิ่งอื่นใดอย่างผู้กำกับ” วาเล่า

ในโลกที่เราถูกผลักให้ไปสู่สิ่งที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ารักในสิ่งที่ทำแล้ว เราเชื่อว่าใครคิดอย่างไรก็คงไม่มีผล แม้จะมีใครตัดสินว่านั่นคือการอยู่ในเงาของใคร สำคัญคือ เราเห็นข้อดีของเงานั้น เหมือนที่ใครบอกว่า เพราะมีเงาอยู่เราถึงรู้ว่ามีแสง

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

Count On Me

สิ่งที่น่าสนใจของ The Supporter คือ การเลือกคน

เช่นเรื่องของศิลปินออกแบบเสียง Foley Artist ซึ่งเป็นสายงานที่ทั้งวาและมายด์คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คนทั่วไปไม่รู้จัก เรื่องของคนเขียนแบบหรือ Draft Man ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างบ้านและอาคาร หรือแม้แต่งานออกแบบใดๆ ทำหน้าที่สื่อสารงานของนักออกแบบและวิศวกรผู้สร้าง เรื่องของนักทำเพลงประกอบ หรือ Music Composer ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบภาพเคลื่อนไหว เติมอารมณ์และความรู้สึกให้เรื่องราวที่ดำเนินอยู่ หรือแม้แต่ช่างซ่อมของเล่น อาชีพที่คนไม่รู้ว่ามีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีสื่อมาสนใจมากมาย และมีงานเข้ามาเรื่อยๆ จนล่าสุดเพิ่งประกาศงดรับงาน 3 เดือน

ในช่วงแรกมายด์และวาเริ่มจากหยิบราวของเรื่องราวของคนใกล้ตัวที่ทำงานสายซัพพอร์ตจริงๆ มาเล่า อย่างรุ่นพี่ที่ออฟฟิศ ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อนรุ่นน้อง ก่อนจะใช้วิธีถามไถ่คนรู้จักหรือแม้แต่เพื่อนใหม่

“ช่วงหลังมานี้พอเจอคนใหม่ๆ เราจะถามตลอดว่า ‘ทำงานอะไรคะ’” มายด์หัวเราะ

โดยการเลือก The Supporter ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการทำการบ้าน หาข้อมูลว่างานที่เขาทำคืออะไร ตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับอะไรและใครบ้าง

“เรามีรายชื่อจำนวนหนึ่งว่าสนใจสายงานสัพพอร์ตของอาชีพไหนบ้าง แล้วใช้วิธีทำไปเรื่อยๆ บางทีได้แรงบันดาลใจจากข่าวๆ จากสิ่งที่พบเจอแล้วคิดต่อ เช่น อยากทำเรื่องคนพัฒนาสูตรเบเกอรี่ และคนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานคอลเซ็นเตอร์” มายด์เล่า

ขออภัยผู้อ่านทางบ้าน ที่เราไม่อาจเปิดเผยรายชื่อ The Supporter ตอนต่อๆ ไปได้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณต้องรักพวกเขาเหล่านี้แน่ๆ เพราะแค่เราฟังรายชื่อก็รู้สึกสนุกตามแล้ว

 

ข้างหลังภาพ

ความสนุกของการเล่าเรื่องคนทำงานสายซัพพอร์ตเหล่านี้คืออะไร เราถาม

“ผมสนุกกับการคาดเดาคำตอบไม่ได้จากพวกเขา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริงมากๆ ไม่มีการคิดคำตอบไว้ล่วงหน้า นั่นทำให้ต้องใช้เวลาขุดพวกเขาเยอะ ซึ่งก็ทำให้เราได้อะไรกลับมาเยอะมาก” วาตอบด้วยตาเป็นประกาย

ด้วยประสบการณ์ที่มี ในการทำ The Supporter วาและมายด์จะแบ่งรับผิดชอบเนื้อหาตามความสนใจ และแบ่งหน้าที่กันตามถนัด ซึ่งมายด์ถนัดสายภาพยนตร์ และวาถนัดสายสารคดี

“เรื่องสัมภาษณ์เป็นหน้าที่ของวา มายด์จะช่วยเก็บรายละเอียดในบางประเด็น และเก็บภาพอารมณ์จากสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์” มายด์เสริม

หากเป็นผลงานที่มีลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างอย่างทุกที รายการของมายด์และวาคงหนีการวัดผลด้วยจำนวนคนดูและตัวเลขที่อ้างว่าสร้างการรับรู้ในโซเชียลมีเดีย ไม่พ้น ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคู่นี้คาดหวังหรือวัดผลความสำเร็จด้วยอะไร

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“เราตั้งเป้าไว้ว่า มีคนดูคลิปละ 1 หมื่นคนก็ดีใจแล้ว” มายด์ตอบทันที

ในยุคที่เราต้องยอมรับว่าเป็นขาลงของคนใช้โซเชียล อะไรทำให้ทั้งคู่มั่นใจกับตัวเลขที่ตั้งขึ้น

แต่งานที่ดีก็คืองานที่ดี ยอดคนดูถล่มทลายนี้กำลังบอกอะไรพวกเรา

วาเล่าอย่าถ่อมตัวว่ากระแสจาก Foley Artist มาจากคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักอาชีพนี้มาก่อน และบังเอิญตรงกับคาแรกเตอร์ของพระเอกซีรีส์เกาหลีเรื่อง Another Oh Hae Young ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของคนในโซเชียล ขณะที่เรื่องพนักงานออฟฟิศไทยในญี่ปุ่นนี้ มีคนไม่น้อยอยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นแต่ไม่เคยมีใครเสนอมุมที่ไม่สวยงามนี้มาก่อน คนก็เลยชอบและพูดถึงกันมาก รวมถึงเรื่องของช่างซ่อมของเล่น ที่เข้าถึงง่ายเพราะทุกคนมีของเล่น และของเล่นก็พังลงในทุกวัน

“คอนเทนต์ที่ดีต้องมาก่อน เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย” มายด์บอก

“เมื่อก่อนเชื่อว่า Influencer ที่มีชื่อเสียงจะทำให้คนมาสนใจ ถึงขนาดเคยคิดไปก่อนว่าจะขอให้ใครช่วยแชร์รายการดี” วาเล่าติดตลก

ผลที่เปลี่ยนไปคือ การทำเพจทำให้ทั้งวาและมายด์พบข้อมูลหลังบ้านที่น่าสนใจ ทำให้รู้เรื่องการตลาดในโลกโซเชียล และจากสิ่งนี้ที่พิสูจน์แล้วว่าเรื่องคนตัวเล็กๆ มีพลังสร้างการตระหนักรู้บางอย่างในสังคม ก็ทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้น คุยกับลูกค้างานวิดีโอซึ่งเป็นงานหลักของง่ายขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เขาทำเป็นเรื่องเพื่อสังคมหรือเรื่องราวใหญ่โต แต่เขาก็แค่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานตรงหน้ามากๆ และสิ่งนั้นส่งผลต่องานของคนอื่น สำหรับเราแค่นี้ก็พอแล้ว” วาเล่าสิ่งที่ประทับใจ ก่อนมายด์จะเสริมว่า

“ก็มีบ้างนะเรื่องของคนที่ทำเพื่อสังคม แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นสิ่งที่เขาทำนั้นเล็กน้อยมากๆ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในส่วนที่เขาทำได้”

 

ซึ่งกันและกัน

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“ก่อนหน้านี้คิดแค่อยากปล่อยของลองทำสิ่งที่คิดมานาน แต่พอได้เจอและฟังเรื่องราวของพวกเขา เรื่องที่คิดจะปล่อยของกลายเป็นเรื่องรองไปเลย และยิ่งทำให้เราอยากทำรายการต่อไปเรื่อยๆ การฟังสิ่งที่เขาเล่าออกมา พวกเราแอบคิดอยากจะทำพอดแคสเพราะเสียดายเมื่อต้องตัดเป็นวิดีโอความยาว 3 – 5 นาทีจริงๆ บทสนทนาที่เกิดขึ้น 20 – 30 นาทีนั้นดีมากๆ แต่ก็กลัวคนฟังจะเบื่อเหมือนกัน” มายด์เล่า และไม่ใช่แค่จำนวนคนดูที่เพิ่มมากขึ้น กระแสตอบรับจากผู้ชมที่มีต่อคนสัมภาษณ์ก็เป็นสิ่งที่วาและมายด์ไม่คิดมาก่อน

“ตอนที่ทำเรารู้อยู่แล้วว่าเราจะได้อะไรจากการสัมภาษณ์เขา แต่เราไม่คิดมาก่อนว่าตัวคนที่ให้สัมภาษณ์จะได้อะไรจากสิ่งนี้ จากคอมเมนต์ จากคนดู แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นวงกลม ต่างฝ่ายต่างได้รับพลังดีๆ กลับไป เช่น มีคนมาชื่นชมและให้กำลังใจ Foley Artist หรือพนักงานออฟฟิศที่กำลังเบื่องาน เมื่อดูเรื่องของคุณจอยซ์ พนักงานออฟฟิศที่ญี่ปุ่น ก็ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดไปเลย” วาทิ้งท้าย

ขอบคุณสถานที่
ร้านกาแฟ Van Hart
ชั้น 2 ของร้าน Positive Green สุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ
Facebook / Instagram: Vanhartcoffee

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load