​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“วันนั้นลูกสอนหม่าม้าเล่นเน็ตฟลิกซ์ หม่าม้าเลยดู Kingdom ตั้งแต่ห้าหกโมงยาวไปจนเช้าอีกวัน” (หัวเราะ)

นั่นเป็นข้อการันตีของความสนุกของ หม่าม้า-เดือนเพ็ญ พรหมพระศร ผู้ก่อตั้งเกษียณสำราญร่วมกับลูกชาย โค้ด-อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล ผู้สร้างชื่อเสียงมาจากแชนแนล ‘เสือร้องไห้’ ที่ทำร่วมกับ คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล พี่ชายแท้ๆ ของเขา

หม่าม้า-เดือนเพ็ญ พรหมพระศร ผู้ก่อตั้ง เกษียณสำราญ ร่วมกับลูกชาย โค้ด-อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล

เกษียณสำราญ เป็นแชนแนลยูทูบที่ตั้งใจสร้างขึ้นสำหรับกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ โดยนำเสนอเนื้อหาร่วมสมัยที่สนุกและน่าสนใจ เริ่มต้นจากคำชวนของลูกชายที่อยากมีกิจกรรมเพลินๆ ทำกับหม่าม้าในช่วงชีวิตที่งานยุ่งสุดๆ ให้คนสูงวัยได้เห็นทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ไม่จำเจ แถมยังสำราญและมีความสุขสมชื่อ 

คลิปแรกของเกษียณสำราญที่เราได้ดูคือ เมื่อคนอายุ 60 ลองเที่ยวบาร์ร้านดังย่านเอกมัย ตามมาด้วย หม่าม้าลองแกะสูตรไก่ทอดบอนชอน เหมือนหรือไม่เหมือน, แม่น้ำชวนลูกชาย เรียนภาษาเบรลล์ครั้งแรกในชีวิต ดูจนติดลมไปจนถึงคลิปอื่นที่ตามมาเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเกษียณสำราญไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนวัยเกษียนเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นเพื่อให้คนรุ่นลูกสนุกไปด้วย ขณะเดียวกันก็เข้าใจพ่อแม่และชีวิตเกษียณของพวกเขามากขึ้น

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

ยังไม่สายถ้าคุณจะลองไปเที่ยวร้านนั่งเล่นหลังเกษียณแล้ว ลองถอดสูตรไก่บอนชอนที่ลูกหลานชอบนักชอบหนา ลองเรียนภาษาที่ไม่รู้จะได้ใช้จริงหรือเปล่า หรือตัดสินใจทำหลายๆ อย่างที่เคยสัญญากับตัวเองว่าจะทำ แต่ก็ไม่มีเวลาแตะมันสักที

“หกสิบมันยังแค่เริ่มต้น” 

ทั้งโค้ดและหม่าม้าพูดเป็นเสียงเดียวกัน

แม่เราชัดๆ

“จริงๆ แล้ว เกษียณสำราญเริ่มมาจากเพจแม่เราชัดๆ”

เคยเป็นไหม เวลาฟังเพื่อนเล่าถึงพฤติกรรมของแม่เขา เราจะนึกถึงแม่ตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นความขี้บ่น ความขี้หลงขี้ลืม ไปจนถึงการกระทำบางอย่างที่มีแค่มนุษย์แม่เท่านั้นที่ทำได้

“ความเป็นแม่คือ อะไรก็ตามที่เข้าช่องฟรีซ มันจะไม่มีวันหมดอายุอีกแล้ว มันจะอยู่ในช่องฟรีซไปได้เรื่อยๆ หรืออย่างเรื่องความหน้าใหญ่หน้าโตเวลาอยู่กับญาติ (หัวเราะ) นั่นแหละคือคอนเทนต์หลักของเพจแม่เราชัดๆ 

“เพจนี้เริ่มจากช่วงชีวิตที่เราทำงานหนัก ตอนนั้นแม่ไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำอยู่ ไม่รู้จักโลกของเรา ไม่เคยออกไปทำงานด้วยกัน กลับมาบ้านเที่ยงคืนตีหนึ่งก็หมดแรงแล้ว เขาไม่รู้ว่าเราไปเจออะไรมาบ้าง ก่อนหน้านั้นไปเที่ยวเล่นด้วยกันตลอด ขับรถไปบางแสนใกล้ๆ ชิลล์ๆ พอไม่ได้มีกิจกรรมร่วมกันเราก็เลยค่อยๆ ห่าง ห่างกันไปเรื่อยๆ ก็เลยชวนแม่มาทำเพจ ส่วนหนึ่งเราจะได้มีกิจกรรมทำร่วมกัน มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น”

‘แม่เราชัดๆ’ จึงเป็นเพจที่เล่าเรื่องอินไซต์ของความสัมพันธ์ระหว่างโค้ดกับหม่าม้า และเพราะความเป็นแม่เป็นสากล แม่แต่ละคนมักมีอะไรเหมือนกัน เพจนี้เลยโดนใจใครหลายๆ คนจนประสบความสำเร็จและเป็นที่พูดถึงในหมู่ลูกๆ แต่แม่ลูกคู่นี้มองไกลกว่านั้น

หม่าม้า-เดือนเพ็ญ พรหมพระศร ผู้ก่อตั้ง เกษียณสำราญ ร่วมกับลูกชาย โค้ด-อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล

ครอบครัวขยาย

โค้ดและหม่าม้าทำเพจมาเรื่อยๆ เปรียบเทียบเหมือนเป็นร้านเล็กๆ ร้านเดียว มีเมนูเดิม มีรสชาติแค่ในแบบของตัวเอง พวกเขาอยากขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น อยากให้มีมุมมองอื่นๆ บ้าง

“เพจแม่เราชัดๆ มีกลุ่มเป้าหมายคือ คนเป็นลูก ยังไงลูกดูก็อิน แต่ในเมื่อสังคมผู้สูงอายุใหญ่ขึ้น เราเลยอยากสร้างคอนเทนต์ที่คนสูงอายุอยากดู อยากพัฒนาเนื้อหาให้คนเกษียณสนุกไปกับมันได้ จึงต้องขยายพื้นที่ที่แต่เดิมมีแค่หม่าม้ากับเรา ให้มีเรื่องแม่ลูกคนอื่นที่เขามีมุมมองแบบอื่น เลยชวนชาวเกษียณมาทำคอนเทนต์ที่ดูแล้วยิ้ม ดูแล้วได้เห็นถึงความหลากหลายของทางเลือกในการใช้ชีวิต ได้รู้ว่าชีวิตวัยเกษียณมันเพิ่งเริ่มต้น อายุหกสิบยังทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง”

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

เหล่าบรรดาแม่วัยเกษียณที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นแม่ของเพื่อนๆ อย่าง โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, ก๊อตจิ-ทัชชกร บุญลัภยานันท์ และ ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์ ซึ่งต่างคนก็มีบุคลิก ความสนใจ การใช้ชีวิต และโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกัน

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

เริ่มจากแม่โอ๋ แม่ของโต๋ ตัวแทนของคุณแม่ยังสาว มีเสน่ห์ แม่โอ๋ทำให้รู้ว่าคนอายุ 60 ไม่จำเป็นต้องโทรม ไม่จำเป็นของเฉาอยู่แต่บ้าน แต่เป็นสาววัย 60 ที่สวยได้ ตื่นขึ้นมาแต่งหน้า แต่งตัวให้ดูดีได้ คุณสามารถออกไปข้างนอก ไปใช้ชีวิต ไปเจอสังคมใหม่ๆ ได้ตลอด 

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

แม่น้ำ แม่ของว่านเป็นคนใจดี ทำข้าวกล่องให้ลูกตลอด ที่สำคัญ แม่น้ำชอบท่องเที่ยว ชอบไปน้ำตก ภูเขา เป็นตัวแทนของคนวัยเกษียณที่ชอบไปที่ใหม่ๆ ชอบผจญภัย จับมือจูงไปกับพ่อของว่านตลอด

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ, ก๊อตจิ-ทัชชกร บุญลัภยานันท์

แม่ชิ ถ้าใครเคยดูรายการที่ก๊อตจิเป็นพิธีกร จะเคยได้ยินเขาเม้าถึงแม่ชิและหมาเบนโตะอยู่บ้าง จริงๆ แม่ชิก็เป็นอย่างนั้นเลย เป็นแม่ที่เข้าใจลูกมากที่สุดคนหนึ่ง เลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนสนิทอีกคนที่ให้คำปรึกษากันได้ทุกเมื่อ กิจกรรมของแม่ชิคือตื่นเช้า ทำกับข้าว เสร็จแล้วก็ชวนคุณพ่อไปส่งก๊อตจิที่ทำงาน ระหว่างวันก็ไปซื้ออาหาร ไปทำสิ่งที่อยากทำ แล้วค่อยขับมารับลูกกลับบ้าน

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

“ส่วนบ้านผมเป็นตัวแทนครอบครัวคนจีน หม่าม้าเป็นคนจีนที่เกิดในประเทศไทย ไลฟ์สไตล์ก็จะมีวัฒนธรรมจีนมาเกี่ยวข้อง มีการไหว้พระจันทร์ ไปจ่ายตลาดที่เยาวราช การทำอาหารก็จะง่ายๆ แบบที่ครอบครัวไหนๆ ก็ทำได้ 

“แม่แต่ละคนเขามีคาแรกเตอร์และมุมมองต่อวัยเกษียณที่ต่างกัน แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือ เขาใช้ชีวิตหลังหกสิบได้เต็มที่ในแบบของเขาเอง”

ลูกไม่ต้อง แม่เอง

ไอเดียเนื้อหาในเพจตอนแรกมาจากลูกๆ ลูกช่วยกันดัน แม่ก็มีดื้อบ้าง แต่พอเวลาผ่านไป ผ่านงานมาหลายงาน ทุกวันนี้แม่ๆ ดูแลกันเองเกือบหมดแล้ว หม่าม้าถึงขนาดตรวจเทปด้วยตัวเอง

“เขาเลือกทำให้สิ่งที่คิดว่าดี หน้าที่ของเราคือปรับให้คนดูง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น มีบางคอนเทนต์ที่แม่ๆ คิดมาแล้วมันเฉพาะกลุ่มมาก อย่างล่าสุดหม่าม้าอยากทำเรื่องศาลเจ้าที่ตี่จู้เอี๊ยะ เขาอยากรู้วิธีซื้อ วิธีตั้งว่าต้องทำยัง เขาก็เลยขอไปถ่ายรายการที่เยาวราช ผมบอกเอาเลย แม้เรื่องแบบนี้คนอาจจะดูน้อย มัน Niche แต่คนที่ดูแล้วมันก็อินเลย

“ถ้ากลับมาถอดรากเหตุผลที่สร้างเกษียณสำราญขึ้นมาแต่แรก มันคือการที่ผมอยากทำกิจกรรมกับแม่ ผมไม่ได้อยากทำอะไรที่ต้องตอบโจทย์คนอื่นๆ อย่างเดียว เราต้องทำสิ่งที่แม่อยากทำด้วย ผสมกันไปกับคนดู

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ, ก๊อตจิ-ทัชชกร บุญลัภยานันท์

“ตอนนี้แม่ทุกคนสนุกและตื่นตัวกับการไปออกกอง ทวงถามลูกทุกคนว่า อันนั้นเสร็จหรือยัง อันโน้นจะออกหรือยัง ฉันจะทำอันนี้ได้หรือยัง จากแรกๆ ลูกเป็นคนช่วยกันจับช่วยกันผลัก มาตอนนี้เขาไปกันเองแล้ว ลูกๆ กลายเป็นคนวงนอก เป็นตัวฟรีไปแล้ว (หัวเราะ)”

คลิปวิดีโอบนเพจเลยมีตั้งแต่เรื่องการทำความสะอาดบ้านวันตรุษจีน ไปจนถึงหม่าม้าพาเที่ยวร้านเหล้าย่านเอกมัย เที่ยวเทศกาลดนตรี Big Mountain จนกลายเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างรุ่นแม่กับรุ่นลูกไปโดยไม่รู้ตัว

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

60 ยังแจ๋ว

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคุณแม่ทุกคนเลย คือความละเอียดอ่อนในสิ่งที่ทำ คนเกษียณหรือคนรุ่นเก่า เวลาทำอะไรเขาจะใส่ใจรายละเอียด ในยุคที่โลกหมุนเร็วมากๆ อย่างในตอนนี้ คนรุ่นใหม่ก็ควรจะเรียนรู้คุณสมบัติตรงนี้จากเขา

“เวลาทำอะไรเราจะชอบคิดว่าเท่านี้แหละพอแล้ว อันนี้ดีแล้ว มันใช่แล้ว แต่แม่ๆ จะขอแป๊บหนึ่ง อันนี้ต้องเพิ่ม ซึ่งบางทีสุดท้ายมันไม่ได้ถูกตัดออกมาอยู่ในคลิปที่ปล่อยให้คนดูด้วยซ้ำ แต่มันเป็นรายละเอียดที่ทำให้สิ่งที่ทำสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่างผมเคยทำคอนเทนต์ให้แม่ๆ เอารูปสมัยสาวๆ มาดูแล้วเล่าเรื่อง แค่คำอธิบายที่แม่ผมเขียนหลังภาพก็มีเสน่ห์แล้ว ความใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละเป็นเสน่ห์ คนยุคนี้ก็มีแหละ โพสต์รูปบนอินสตาแกรมและใส่แคปชัน มันก็เป็นเสน่ห์ของรุ่นเรา แต่นั่นเป็นของรุ่นเขา

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

“หรืออย่างเวลาเขาบอกว่าจะนั่งรถเมล์ ผมบอกทำไมต้องนั่งรถเมล์ ไม่ขึ้นได้ไหม เดี๋ยวเรียก Grab ให้ ลำบาก ตกรถเมล์มาจะทำยังไง จริงๆ เขาแค่อยากไปเดิน อยากจะละเมียดกับชีวิต อยากยืนรอรถเมล์สัก 15 นาที ขึ้นรถเมล์ จ่ายเงิน นั่งชมวิว รับลม แค่นั้นเอง”

ในทางกลับกัน สิ่งที่แม่ๆ ได้เรียนรู้จากคนรุ่นโค้ด คือได้เห็นมุมมองการทำงานของเขา โค้ดเป็นตัวแทนของคนวัยทำงานที่ตื่นเช้า ออกจากบ้านไปทำงานทั้งวัน กลับมาเที่ยงคืนตีหนึ่ง ถึงบ้านก็ไม่อยากทำอย่างอื่น ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาของลูกหลายบ้าน

ตรงกันข้ามกับหม่าม้าที่เป็นแม่บ้านมาทั้งชีวิต การที่ได้เริ่มทำงานตอนอายุ 60 กว่าๆ นับว่าเป็นความท้าทายมากสำหรับคนคนหนึ่ง แต่นอกจากจะเป็นก้าวใหญ่อีกก้าวที่ต้องข้ามไป ยังเป็นความภูมิใจ เป็นคุณค่า เป็นความเจ๋งความแจ๋ว เป็นมุมมองชีวิตใหม่ที่ได้จากรายได้ที่ได้มาด้วยฝีมือตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต

“แต่ก่อนหม่าม้าไม่รู้ว่าเราไปเจออะไรมาบ้าง พอได้ทำงานตรงนี้ด้วยกันเขาก็ อ๋อ รู้แล้วมันไปเจออะไรมา รู้แล้วทำไมกลับมาลูกถึงอยู่ในสภาพหมดแรงขนาดนั้น รู้แล้วว่าทำไมไม่อยากเจอคน ไม่อยากคุยกับใคร เพราะเธอออกกองเธอคิดตลอด เธอเจอคนมากมาย ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงกลับมาบ้านแล้วแค่บ้านมันเงียบๆ ก็มีความสุขแล้ว

“ทุกคนยืนอยู่ในจุดที่ไม่เหมือนกัน พอเรายืนอยู่ในจุดที่ต่างกัน การตัดสินใจในการทำอะไรบางอย่างจึงไม่เหมือนกัน มันไม่มีผิด ไม่มีถูก ถ้าเราให้เกียรติกัน เราก็จะเข้าใจและเรียนรู้จากกันและกันได้มากขึ้น”

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ, โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

ตอบรับเป็นเพื่อน

เชื่อสิ เราแต่ละคนต้องผ่านยุคที่ไม่กล้ารับแอดเฟซบุ๊กแม่มาแล้วทั้งนั้น บ้างก็อายสิ่งที่ตัวเองโพสต์ บ้างก็อายเพื่อนเวลาแม่มาคอมเมนต์รูปภาพ ผลพลอยได้ของเกษียณสำราญนอกจากสร้างความสนุกและนำเสนอตัวเลือกในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้ใกล้ยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การตอบรับเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก แต่เป็นเพื่อนรู้ใจในชีวิตด้วยเช่นกัน

“เราเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ให้คนดู เขาจะได้มีเรื่องกลับไปคุยกับแม่ กลับไปแซวแม่ ทำให้เกิดการพูดคุยระหว่างคนสองรุ่น พอมีคอนเทนต์แบบนี้เขาก็แท็กไปคุยกับแม่ได้

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ, ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์

“ตอนเด็กๆ เราจะอายแม่ใช่ไหม พอโตมามันจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ซึ่งพอคนรุ่นผมนำเสนอเรื่องแบบนี้ออกไป คนที่เด็กกว่าจะได้เห็นว่า จริงๆ การได้คุย ได้ทำอะไรกับแม่มันดีมากๆ นะ สิ่งที่เจอตลอดในเพจคือการที่ลูกแท็กแม่ แม่แท็กลูก หรือบางทีเพื่อนแท็กเพื่อนบอกว่าอันนี้เหมือนแม่แกเลย

“ทุกวันนี้เวลาเหล่าแม่ๆ ไปข้างนอกจะมีลูกเพจมาทักทาย ชวนคุยนานสองนาน ส่วนใหญ่ถึงกับเรียกหม่าม้าๆ เพราะหลายคนเห็นแม่ทั้งสี่ท่านเป็นแม่ของพวกเขา บรรดาแม่ๆ ก็เลยมีลูกเพิ่มขึ้นไปด้วย”

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

เกษียณสำราญ

เกษียณสำราญเปลี่ยนจากเพจเม้าแม่มาเป็นหนึ่งฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนสังคมสูงอายุ และมองว่าคนทุกกลุ่มควรจะมีพื้นที่ของเขา 

“ถ้ามีคอนเทนต์สำหรับกลุ่มแมสอย่างเดียว โลกคงจะแบนมาก ผมอยากให้คนทุกกลุ่มมีพื้นที่ของเขาเอง มันอาจจะไม่ติดตลาด ไม่ไช่ทุกคนที่จะชอบ แต่มันคือการแบ่งปันตัวตน แบ่งปันความคิด ทำให้เกิดชุมชน เกิดสังคม เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่คนรุ่นเราไม่ค่อยเข้าใจ คือวัยเกษียณเป็นวัยที่เรียนรู้ใหม่ นับหนึ่งใหม่ คนอายุห้าสิบถึงหกสิบปีเขาต้องมาเริ่มต้นใหม่ ตอนอายุสามสิบคุณทำงานเต็มที่ ทำงานๆ อย่างเดียว จนวันหนึ่งเกษียณ จากที่เคยแต่งตัวไปทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ ออกจากบ้านไปเจอสังคม กลายเป็นว่าคุณไม่เหลืออะไรเลย คุณอยู่บ้านเงียบๆ เวลาที่ไม่เคยมีเลย กลับได้กลับมาเต็มไปหมด มันต้องอาศัยการปรับตัวเยอะมากๆ 

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

“แล้วยังมีเรื่องฮอร์โมนและสารเคมีในร่างกายที่เปลี่ยน บางคนก็เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว บางคนก็นอนไม่หลับ บางคนก็เครียดขึ้นมา มันเป็นการต่อสู้ทั้งกายและใจ มันหนัก เราอยากส่งสารว่า ฉันเป็นคนวัยเกษียณ ฉันก็มีความสุข เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ใช้ชีวิตใหม่ได้ 

“เอาง่ายๆ ใกล้ๆ ตัวอย่างเทคโนโลยี ผมอยากให้ลูกหลานสอนผู้ใหญ่ให้รู้เทคโนโลยี ถ้าเขาใช้เป็นเมื่อไหร่ สุดท้ายคนที่มีความสุขคือพวกเขานั่นแหละ เขาจะได้ใกล้ชิดกับลูกหลาน เขาจะได้ส่งรูปให้ลูกหลานดู ไลน์ตอนนี้ใช้เป็นแล้ว ผมว่าต่อไปผู้ใหญ่ต้อง Conference Call เป็น หรือวันนั้นผมสอนแม่ดูเน็ตฟลิกซ์ ตอนนี้แม่ไปไกลแล้ว ตอนนี้ผมก็กำลังสอนเขาเล่นอินสตาแกรม 

“ที่สำคัญคือ คนวัยเกษียณต้องเปิดใจเรียนรู้ ไม่มีอะไรยากเกินไปครับ คุณเลี้ยงลูกโตมาได้ ไม่มีอะไรยากกว่านี้แล้ว (หัวเราะ)”

เกษียณสำราญ ช่องยูทูบของลูกชายและหม่าม้า กับคอนเทนต์เพื่อกลุ่มคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ

ติดตามแชนแนลเกษียณสำราญได้ที่ YouTube เกษียณสำราญ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load