​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“เสียงรองเท้าเพราะว่ะ”

ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากคลิปวิดีโอเรื่องราวของ ศุภวิชญ์ โพธิ์วิจิตร Foley Artist ออกอากาศในเพจชื่อ The Supporter มีเพื่อนส่งลิงก์เดียวกันนี้ให้ผู้เขียนกว่า 10 คน ยังไม่นับเพื่อนในโซเชียลมีเดียอีกจำนวนหนึ่งที่ต่างแชร์ลิงก์เดียวกันนี้ในพื้นที่ของตัวเอง

“เรื่องเล่าจากบุคคลสาย Support ที่ทำสิ่งต่างๆ เพื่องาน เพื่อคนอื่น และเพื่อสิ่งที่เขารัก” คือคำอธิบายสั้นๆ ของเพจลึกลับ (ในสายตาเราตอนนั้น) เพจนี้ ทั้งดีใจว่ามีกลุ่มคนกำลังเล่าเรื่องคนตัวเล็กๆ ที่ทำสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกันกับเรา

เฝ้ามองดูสักพักก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับคลิปสัมภาษณ์ ใจเทพ ร่าเริงใจ Music Composer นักทำเพลงประกอบภาพ ทั้งเนื้อความที่เล่าอย่างซื่อตรงแต่มีเสน่ห์ และการนำเสนอเรื่องนอกสายตาให้อยู่ในสายใจ (แปลว่าตราตรึงเข้าไปในหัวใจ)

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

เราไม่รอช้าที่จะติดต่อขอพูดคุยกับ 2 แอดมินเจ้าของเพจ The Supporter มายด์-กชกร จวนทองรักษ์ และ วา-ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ ในบ่ายวันหนึ่งที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากออฟฟิศ The Cloud บทสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงทำให้เราอยากแนะนำมิตรสหายในวงการงานเขียนอีกมากมายให้คนทั้งคู่รู้จัก

แม้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการยังไม่ถึง 2 เดือน แต่จำนวนคนติดตามที่มีมากถึง 15,000 คน

มีคลิปใหม่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งมีจำนวนคนเข้าชมต่อคลิปมากกว่า 1 หมื่นครั้ง โดยเฉพาะตอน Foley Artist ที่มีคนดูถึง 1.6 ล้านคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความตั้งใจของแอดมินทั้งคู่ และปรากฏการณ์ของผู้ชมว่ายอดมหาศาลนี้กำลังจะบอกอะไรเรา

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

คนข้างล่าง

ก่อนจะเริ่มทำ The Supporter ทั้งวาและมายด์ทำงานอยู่ในสายงานนิเทศศาสตร์ คลุกคลีอยู่กับกองถ่ายภาพยนตร์และโฆษณา ทุกรูปแบบและทุกขนาด ทำให้เห็นกระบวนการทำงานของคนทุกตำแหน่งในกองถ่ายมาตั้งแต่สมัยเรียน

วันหนึ่ง ขณะที่เห็นน้าไฟ (Gaffer หรือช่างไฟในกองถ่าย) กำลังปีนเสาสูงเพื่อย้ายไฟในกองถ่ายโฆษณาต่างประเทศ ก็เกิดความคิดอยากเล่าเรื่องคนที่ทำงานในเบื้องหลัง เพราะเมื่องานออกมาดี แสงสวย ทุกคนชื่นชม แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงน้าไฟเหล่านี้เลย

“คิดมานานแล้วว่าอยากเล่าเรื่องคนในกองถ่าย ซึ่งเราไม่ได้คลุกคลีกับคนเบื้องหน้า แต่จะสนิทกับทีมงานเบื้องหลัง อย่างกองถ่ายจากต่างประเทศหรือกองที่ใช้เวลาถ่ายทำนานๆ จนได้รู้จักตัวตนเขาลึกๆ และรู้สึกประทับใจ” มายด์เล่าโจทย์อยู่ในใจมานาน

เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งคู่ย้ายตัวเองจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ ทำให้พอมีเวลา ประกอบกับได้รู้จักกับคนที่ทำงานสายซัพพอร์ตอื่นๆ มากขึ้น ยิ่งทำให้วาและมายด์อยากเล่าเรื่องของคนเบื้องหลังเหล่านี้

“ตอนแรกเราใช้คำว่า ‘คนเบื้องหลัง’ แต่จริงๆ เรียกว่าเบื้องหลังก็ไม่ถูกทั้งหมด อย่างรายการตอนแรกเราสัมภาษณ์พี่โจ้ ผู้จัดการวง Moderen Dog เป็นตำแหน่งงานที่ต้องเจอลูกค้าตรง เป็นหน้าด่านที่รับมือกับทุกเรื่อง เราก็คิดถึงคำว่า ‘สายงานซัพพอร์ต’ คิดถึงคนที่ไม่ได้อยู่ใต้ไฟหรือสปอตไลต์มาก่อน และที่ผ่านมา เราเล่าเรื่องคนที่อยู่ใต้ไฟมาตลอด พอมาเล่าเรื่องคนที่อยู่ในเงาก็ช่วยเติมไฟให้เราไม่น้อย” วาเล่าความตั้งใจ

 

บทบาทสมทบมืออาชีพ

ธรรมชาติของคนที่ทำงานซัพพอร์ตนั้นชอบการทำงานอยู่ข้างหลัง ไม่อยากเป็นที่รู้จัก

มายด์นิยามคำว่า The Supporter ในแบบของเธอว่า คนที่คอยช่วยเหลือให้งานของคนอื่นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และไม่คิดถึงความสำเร็จของตัวเองคนเดียว ซึ่งวาเพิ่มเติมว่า The Supporter  คือ คนที่รักและตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างดี โดยไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะให้ประโยชน์หรือสร้างโอกาสอะไรต่อไป

ขณะที่เราถูกสอนเสมอมาว่า จงตั้งใจทำงานเพื่อจะเติบใหญ่ในเส้นทางสายอาชีพ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจในงานของตัวเอง ตั้งใจทำสิ่งนั้นซ้ำๆ นับสิบๆ ปี

ราวกับมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ ระหว่างความพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ กับความไม่รู้สึกทะเยอทะยาน

“เนื้องานบางอาชีพ อย่างผู้ช่วยผู้กำกับและผู้กำกับมีความแตกต่างกันมาก ผู้ช่วยผู้กำกับคือคนที่ทำให้สิ่งผู้กำกับคิดนั้นเกิดขึ้นรวมถึงติดตามผล ขณะที่ผู้กำกับจะทำหน้าที่คิดทุกเรื่อง เรารู้จักผู้ช่วยผู้กำกับท่านหนึ่ง เขาทำงานตำแหน่งนี้มา 30 ปีแล้ว เขาบอกว่ารักและมีความสุขดี ไม่อยากก้าวข้ามจุดนี้ไปทำสิ่งอื่น เขาชอบเนื้องานผู้ช่วยของตัวเองไปแล้ว มากกว่าจะรับผิดชอบสิ่งอื่นใดอย่างผู้กำกับ” วาเล่า

ในโลกที่เราถูกผลักให้ไปสู่สิ่งที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ารักในสิ่งที่ทำแล้ว เราเชื่อว่าใครคิดอย่างไรก็คงไม่มีผล แม้จะมีใครตัดสินว่านั่นคือการอยู่ในเงาของใคร สำคัญคือ เราเห็นข้อดีของเงานั้น เหมือนที่ใครบอกว่า เพราะมีเงาอยู่เราถึงรู้ว่ามีแสง

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์ The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

 

Count On Me

สิ่งที่น่าสนใจของ The Supporter คือ การเลือกคน

เช่นเรื่องของศิลปินออกแบบเสียง Foley Artist ซึ่งเป็นสายงานที่ทั้งวาและมายด์คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คนทั่วไปไม่รู้จัก เรื่องของคนเขียนแบบหรือ Draft Man ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างบ้านและอาคาร หรือแม้แต่งานออกแบบใดๆ ทำหน้าที่สื่อสารงานของนักออกแบบและวิศวกรผู้สร้าง เรื่องของนักทำเพลงประกอบ หรือ Music Composer ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบภาพเคลื่อนไหว เติมอารมณ์และความรู้สึกให้เรื่องราวที่ดำเนินอยู่ หรือแม้แต่ช่างซ่อมของเล่น อาชีพที่คนไม่รู้ว่ามีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีสื่อมาสนใจมากมาย และมีงานเข้ามาเรื่อยๆ จนล่าสุดเพิ่งประกาศงดรับงาน 3 เดือน

ในช่วงแรกมายด์และวาเริ่มจากหยิบราวของเรื่องราวของคนใกล้ตัวที่ทำงานสายซัพพอร์ตจริงๆ มาเล่า อย่างรุ่นพี่ที่ออฟฟิศ ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อนรุ่นน้อง ก่อนจะใช้วิธีถามไถ่คนรู้จักหรือแม้แต่เพื่อนใหม่

“ช่วงหลังมานี้พอเจอคนใหม่ๆ เราจะถามตลอดว่า ‘ทำงานอะไรคะ’” มายด์หัวเราะ

โดยการเลือก The Supporter ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการทำการบ้าน หาข้อมูลว่างานที่เขาทำคืออะไร ตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับอะไรและใครบ้าง

“เรามีรายชื่อจำนวนหนึ่งว่าสนใจสายงานสัพพอร์ตของอาชีพไหนบ้าง แล้วใช้วิธีทำไปเรื่อยๆ บางทีได้แรงบันดาลใจจากข่าวๆ จากสิ่งที่พบเจอแล้วคิดต่อ เช่น อยากทำเรื่องคนพัฒนาสูตรเบเกอรี่ และคนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานคอลเซ็นเตอร์” มายด์เล่า

ขออภัยผู้อ่านทางบ้าน ที่เราไม่อาจเปิดเผยรายชื่อ The Supporter ตอนต่อๆ ไปได้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณต้องรักพวกเขาเหล่านี้แน่ๆ เพราะแค่เราฟังรายชื่อก็รู้สึกสนุกตามแล้ว

 

ข้างหลังภาพ

ความสนุกของการเล่าเรื่องคนทำงานสายซัพพอร์ตเหล่านี้คืออะไร เราถาม

“ผมสนุกกับการคาดเดาคำตอบไม่ได้จากพวกเขา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริงมากๆ ไม่มีการคิดคำตอบไว้ล่วงหน้า นั่นทำให้ต้องใช้เวลาขุดพวกเขาเยอะ ซึ่งก็ทำให้เราได้อะไรกลับมาเยอะมาก” วาตอบด้วยตาเป็นประกาย

ด้วยประสบการณ์ที่มี ในการทำ The Supporter วาและมายด์จะแบ่งรับผิดชอบเนื้อหาตามความสนใจ และแบ่งหน้าที่กันตามถนัด ซึ่งมายด์ถนัดสายภาพยนตร์ และวาถนัดสายสารคดี

“เรื่องสัมภาษณ์เป็นหน้าที่ของวา มายด์จะช่วยเก็บรายละเอียดในบางประเด็น และเก็บภาพอารมณ์จากสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์” มายด์เสริม

หากเป็นผลงานที่มีลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างอย่างทุกที รายการของมายด์และวาคงหนีการวัดผลด้วยจำนวนคนดูและตัวเลขที่อ้างว่าสร้างการรับรู้ในโซเชียลมีเดีย ไม่พ้น ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคู่นี้คาดหวังหรือวัดผลความสำเร็จด้วยอะไร

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“เราตั้งเป้าไว้ว่า มีคนดูคลิปละ 1 หมื่นคนก็ดีใจแล้ว” มายด์ตอบทันที

ในยุคที่เราต้องยอมรับว่าเป็นขาลงของคนใช้โซเชียล อะไรทำให้ทั้งคู่มั่นใจกับตัวเลขที่ตั้งขึ้น

แต่งานที่ดีก็คืองานที่ดี ยอดคนดูถล่มทลายนี้กำลังบอกอะไรพวกเรา

วาเล่าอย่าถ่อมตัวว่ากระแสจาก Foley Artist มาจากคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักอาชีพนี้มาก่อน และบังเอิญตรงกับคาแรกเตอร์ของพระเอกซีรีส์เกาหลีเรื่อง Another Oh Hae Young ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของคนในโซเชียล ขณะที่เรื่องพนักงานออฟฟิศไทยในญี่ปุ่นนี้ มีคนไม่น้อยอยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นแต่ไม่เคยมีใครเสนอมุมที่ไม่สวยงามนี้มาก่อน คนก็เลยชอบและพูดถึงกันมาก รวมถึงเรื่องของช่างซ่อมของเล่น ที่เข้าถึงง่ายเพราะทุกคนมีของเล่น และของเล่นก็พังลงในทุกวัน

“คอนเทนต์ที่ดีต้องมาก่อน เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย” มายด์บอก

“เมื่อก่อนเชื่อว่า Influencer ที่มีชื่อเสียงจะทำให้คนมาสนใจ ถึงขนาดเคยคิดไปก่อนว่าจะขอให้ใครช่วยแชร์รายการดี” วาเล่าติดตลก

ผลที่เปลี่ยนไปคือ การทำเพจทำให้ทั้งวาและมายด์พบข้อมูลหลังบ้านที่น่าสนใจ ทำให้รู้เรื่องการตลาดในโลกโซเชียล และจากสิ่งนี้ที่พิสูจน์แล้วว่าเรื่องคนตัวเล็กๆ มีพลังสร้างการตระหนักรู้บางอย่างในสังคม ก็ทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้น คุยกับลูกค้างานวิดีโอซึ่งเป็นงานหลักของง่ายขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เขาทำเป็นเรื่องเพื่อสังคมหรือเรื่องราวใหญ่โต แต่เขาก็แค่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานตรงหน้ามากๆ และสิ่งนั้นส่งผลต่องานของคนอื่น สำหรับเราแค่นี้ก็พอแล้ว” วาเล่าสิ่งที่ประทับใจ ก่อนมายด์จะเสริมว่า

“ก็มีบ้างนะเรื่องของคนที่ทำเพื่อสังคม แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นสิ่งที่เขาทำนั้นเล็กน้อยมากๆ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในส่วนที่เขาทำได้”

 

ซึ่งกันและกัน

The Supporter,เพจดัง, คนทำงานเบื้องหลัง, มายด์ กชกร จวนทองรักษ์, ศิวัช อินทร์ประสิทธิ์

“ก่อนหน้านี้คิดแค่อยากปล่อยของลองทำสิ่งที่คิดมานาน แต่พอได้เจอและฟังเรื่องราวของพวกเขา เรื่องที่คิดจะปล่อยของกลายเป็นเรื่องรองไปเลย และยิ่งทำให้เราอยากทำรายการต่อไปเรื่อยๆ การฟังสิ่งที่เขาเล่าออกมา พวกเราแอบคิดอยากจะทำพอดแคสเพราะเสียดายเมื่อต้องตัดเป็นวิดีโอความยาว 3 – 5 นาทีจริงๆ บทสนทนาที่เกิดขึ้น 20 – 30 นาทีนั้นดีมากๆ แต่ก็กลัวคนฟังจะเบื่อเหมือนกัน” มายด์เล่า และไม่ใช่แค่จำนวนคนดูที่เพิ่มมากขึ้น กระแสตอบรับจากผู้ชมที่มีต่อคนสัมภาษณ์ก็เป็นสิ่งที่วาและมายด์ไม่คิดมาก่อน

“ตอนที่ทำเรารู้อยู่แล้วว่าเราจะได้อะไรจากการสัมภาษณ์เขา แต่เราไม่คิดมาก่อนว่าตัวคนที่ให้สัมภาษณ์จะได้อะไรจากสิ่งนี้ จากคอมเมนต์ จากคนดู แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นวงกลม ต่างฝ่ายต่างได้รับพลังดีๆ กลับไป เช่น มีคนมาชื่นชมและให้กำลังใจ Foley Artist หรือพนักงานออฟฟิศที่กำลังเบื่องาน เมื่อดูเรื่องของคุณจอยซ์ พนักงานออฟฟิศที่ญี่ปุ่น ก็ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดไปเลย” วาทิ้งท้าย

ขอบคุณสถานที่
ร้านกาแฟ Van Hart
ชั้น 2 ของร้าน Positive Green สุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ
Facebook / Instagram: Vanhartcoffee

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load