​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

เชิ้ตฮาวายสีแดงลายพร้อยเก็บชายในกางเกงยีนส์ลีวายส์ ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งบรรจงผูกรอบคออย่างโก้เก๋ ชายหนุ่มผมหยักศกมีรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากเมื่อก้าวเข้ามาในออฟฟิศเดอะคลาวด์ ฉันยังจำชั่วขณะที่พบนักเขียนหนุ่ม อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ ครั้งแรกได้ดี คราวนั้นรีบเลื่อนเก้าอี้ไปสะกิดเพื่อนสาวที่นั่งพิมพ์ต้นฉบับอยู่ใกล้กัน แล้วเอ่ยว่า

‘เฮ้ย คู่แข่งมาแล้วว่ะ’

เพื่อนพยักหน้า มองตาก็เข้าใจ ไม่เพียงลีลาการเขียนที่เก่งกาจ มีเสน่ห์ยุคเก่าเสมือนเติบโตมากับการอ่านหนังสือยุค 80 ทั้งหลาย เขายังแต่งตัวดีจัด จนเราต่างรู้สึกว่าชุดที่สวมอยู่หมองหม่นอย่างไรพิกล อยากกจะกลับไปรีดชุดงามๆ ให้กลีบโง้งแล้วแต่งมาประชัน กลบความรู้สึกชื่มชมแกมอิจฉาที่พลุ่งพล่านขึ้นในใจ 

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์

Fast Forward มาปัจจุบัน กรกฎเป็นเจ้าของแชนแนล Americano Taste ที่บอกเล่าเรื่องราวไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการแต่งตัวของผู้ชายที่สนุกและแฝงเสน่ห์วินเทจเท่ล้ำลึก 

หลังหน้าจอที่เราพูดคุยกัน อาร์มแต่งกายชุดทำงานอยู่บ้าน คือใส่เสื้อเชิ้ต French Cuff แบบโอเวอร์ไซส์สีเขียวอ่อนๆ สันนิษฐานว่ามาจากยุค 60 เจ้าตัวได้มาจากร้าน Area51 เชียงใหม่ เก็บชายเข้ากางเกงยีนส์เรียบร้อย แหวนแต่งงานเกลี้ยงเกลากลมกลืนกับชุดที่สวมอยู่ เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้แต่งกายเป็นพิเศษเพื่อการสนทนา แต่พิถีพิถันเลือกเสื้อผ้ามาสวมทุกเช้าเป็นปกติ เพราะการแต่งตัวคือพิธีกรรมเตรียมใจเข้าสู่การทำงาน และทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเองเมื่อเริ่มวัน

“เสื้อผ้ามันเหมือนบันทึกหรือพงศาวดาร ว่าแต่ละช่วงเวลาเราเป็นยังไง ช่วงยี่สิบห้าถึงสามสิบ กรกฎ อุ่นพาณิชย์ คิดแบบนี้ เลยสะท้อนการแต่งตัวออกมาแบบนี้ การแต่งตัวสำคัญมาก เพราะเราจะรู้จักคนคนหนึ่งผ่านการแต่งตัวได้” อาร์มเอ่ยอย่างหนักแน่น และนี่คือการเดินทางผ่านการแต่งกายของเขา ที่เรารู้ว่าคุณจะสนุกและเรียนรู้ไปได้ด้วยกัน

Late Bloomer

‘ไว้ผมปิดหน้าปิดตาแบบเกาหลียุคสองพันต้นๆ ใส่เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ขาเดฟ ชุดนิสิตก็ต้องกางเกงสแล็กเดฟ’ กรกฎนิยามชุดเก่งขณะเรียนดุริยางคศิลป์ตะวันตก ชีวิตทุ่มเทกับการฝึกซ้อม ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่เก่งฉกาจฉกรรจ์กว่าตัวเขามากมายนัก

“ตอนมหาลัย เราไม่ลงทุนกับเสื้อผ้าเลย รู้สึกว่าเสื้อผ้าเป็นของนอกกาย แต่งตัวแบบที่เด็กผู้ชายจากต่างจังหวัดคนหนึ่งจะแต่งตัว เสื้อเชิ้ตไม่สนใจฟิตติ้ง กางเกงจะยาวหรือสั้นก็ไม่สนใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะขอแก้กางเกงนิสิตเป็นขากระบอกตรงสีเรียบๆ ลงทุนกับรองเท้าสีดำดีๆ สักคู่หนึ่ง และเสื้อเชิ้ต ถ้ามันเหลืองขนาดนั้นแล้ว ก็จะบอกตัวเองให้ซื้อตัวใหม่เถอะ” 

สไตล์ของเด็กหนุ่มผันเปลี่ยนเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งการทำงานแรก ในฐานะนักเขียนจูเนียร์ที่นิตยสาร ELLE MEN ประเทศไทย เรียนรู้การทำงานและการแต่งตัวจาก Fashion Editor แพ็ธ-ณภัทร สุทธิธน ที่เท่เหลือหลาย และให้โอกาสทำงาน จนทำให้มุมมองเรื่องแฟชั่นของอาร์มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

“การแต่งตัวเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีอะไรดีไม่ดีกว่ากัน คนช่างแต่งตัวคือคนที่มีความพิถีพิถัน และรู้ตัวว่าจะแสดงออกยังไง หรือถึงไม่รู้ก็กล้าทดลอง เพื่อจะได้รู้ว่าผลลัพธ์เหมาะกับเขารึเปล่า ตอนทำนิตยสารแฟชั่น สิ่งที่พวกเราพยายามนำเสนอคือเบ้าหลอมแฟชั่นหลายแนว ไม่มียูนิฟอร์มตายตัว Sartorial ไอวี่ลีก วินเทจ ทหาร เราต้องหลอมรวมสไตล์เหล่านั้น แล้วใช้มันเสริมบุคลิกของเรา”

ชีวิตนักเขียนกลายเป็นการทดลองและวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ จุดเปลี่ยนคือการเริ่มเอากางเกงยีนส์ขาวมาใส่ 

“ออกจากบ้านดูกระจกแล้วดูกระจกอีก เดินผ่านรถก็เหลือบตามองเงาตัวเอง ใช่กูเปล่าวะ ไม่รู้ แต่กูอยากใส่กางเกงยีนส์สีขาว ใส่ไปนานๆ ก็เริ่มรู้ว่าทรงไหนที่ใช่เรา ช่วงแรกๆ ใส่ Uniqlo ก่อน สักพักรู้สึกไม่ใช่ ขามันเล็กไป เปลี่ยนเป็น Greyhound สักพักเปลี่ยนเป็น Levi’s ตอนนี้รู้สึกว่าเนี่ยแหละ คือทรงที่เราควรจะใส่มาตั้งนานแล้ว”

อาร์มหยิบยีนส์ขาวลีวายส์วินเทจ 501 ตัดขารุ่ย Made in USA มาให้ดู 

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
ภาพ : 17.57

“ตัวนี้เป็นไอเท็มแฟชั่นชิ้นบุกเบิกที่ทำลายกรอบทัศนคติที่มีต่อการแต่งตัว เราโดนคนบอกว่าดูสาวจนชิน แต่การแต่งตัวมันไม่มีเพศ ซึ่งเปิดโลกเรามาก เห็นจากพี่แพ็ธใส่ สไตล์ไอคอนที่ใส่ขารุ่ยๆ ขบถแบบนี้คือนักแต่งเพลงฝรั่งเศส Serge Gainsbourg เท่มาก แล้วกางเกงนี้ก็ราคาไม่แพง ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ซื้อ”

อาการพิพักพิพ่วนจางหาย ก็ตามมาด้วยเสื้อฮาวายลายมังกรกับกางเกงขาว รองเท้าหนังสีดำ ได้กลิ่นอายหนุ่มเจ้าสำอาง หลังจากนั้นก็เริ่มใส่แจ็กเก็ต แม้เมืองร้อนใส่หลายเลเยอร์ไม่ไหว แค่ใส่อันเดอร์เชิ้ตก็ร้อนตับแล่บ นักเขียนหนุ่มเริ่มหัดห่มแจ็กเก็ต French Workwear สีน้ำเงินม่วงไปทุกที่ ของขวัญมือสองที่รุ่นพี่ซื้อมาฝากจากสเปน ทำให้เขาทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการแต่งตัว

Vintage World

“ช่วงแรกๆ เราก็ซื้อพวกของคลาสสิก ประเภทเสื้อยืดสีขาว เสื้อเชิ้ตสีขาว แต่สเต็ปสำคัญคือการใส่เสื้อผ้าวินเทจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะใส่เสื้อผ้ามือสอง แต่การทำ ELLE MEN ทำให้เราได้เจอนักเลงวินเทจ พ่อค้าของมือสอง คนที่ความรู้เยอะๆ บางทีเราจะติดภาพว่าคนเล่นของวินเทจต้องวินเทจทั้งตัว เหมือนหลุดออกมาจากแคตตาล็อกยุคสามศูนย์ แต่พี่แพ็ธเอามาเบลนด์กับชุดยุคปัจจุบันได้ ไม่เหมือนแต่งคอสตูมไปถ่ายหนังย้อนยุค คือนุ่งไปทำงานแล้วออกไปกินก๋วยเตี๋ยว แล้วพ่อค้าไม่ทักน่ะ

“ไม่ใช่ของมือสองทุกตัวเป็นวินเทจ บางอย่างก็เป็นของมือสอง ไม่ใช่ของวินเทจทุกตัวจะราคาถูก ของที่เราซื้อ คนที่ได้ยินราคาแล้วคงตกใจ นี่ของเก่าเหรอ แล้วงบเท่านี้ ทำไมไม่ซื้อของใหม่ แต่เราซื้อเพราะรู้ว่ามันคือของคุณภาพจริงๆ”

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
ภาพ : Jindaporn Jayangkura

ตัวแทนของใช้วินเทจที่เขารักมากคือ Vintage Longines 1970, ref.7686 นาฬิกาไขลานทรงเหลี่ยมเรือนนี้เป็นของขวัญแต่งงานจาก พี่พล-ทศพล จักรพันธุ์ ณ อยุธยา กูรูนาฬิกาสะสมแห่ง Dunaliga โมเดลยุค 70 สายโลหะเป็นของขวัญวันแต่งงานที่ทั้งอาร์มและภรรยา ปิ๋ม-จินดาภรณ์ ชยางกูร ใส่ได้ร่วมกัน ของที่มีคุณค่าทางใจ ใส่เมื่อไหร่ก็เตือนใจถึงมิตรภาพที่ดี 

จากเล่นของวินเทจ สไตลิ่งของอาร์มก้าวขึ้นไปอีกขั้นเมื่อเข้าสู่โลกแห่งการตัดสูท 

Tailored Life

พอเข้าสู่วงการการตัดเสื้อใหม่ๆ คนเราจะมีความคิดหนึ่งว่า อยากได้สูทหนึ่งตัวที่ไปได้ทุกงาน งานแต่งยันงานศพ ซึ่งอยากจะบอกว่าสูทที่ใส่ง่าย ดูแลง่าย ไม่ยับ ไปได้ทุกงาน ไม่มีครับ (หัวเราะ)”

จากสูทตัดตัวแรกที่วัดตัวตัดแบบง่ายๆ ราคาครึ่งหมื่นกลับมาพร้อมสูทอัดกาวผ้าผสมสีเทากลางๆ ไม่ใช่สูทหางม้า ไม่ใช่สูทที่ทำอย่างพิถีพิถัน จ่ายตามราคาแล้วก็ได้เท่านี้ ใช้ได้ไม่นาน ชายหนุ่มถึงได้เรียนรู้ว่าคุณภาพมาพร้อมราคา แต่ราคาสูงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมคุณภาพเสมอไป 

3 ปีถัดมา เขากำเงินเก็บก้อนใหม่ราว 20,000 กว่าบาท ไปตัดสูท Pinstripe ใช้ผ้าลินิน วูล และไหม ทำหางม้าครึ่งตัว เป็นสูทที่ดีมาก แต่เมื่อหันหลังกลับไปมองก็รู้สึกว่าช่างเป็นชุดที่ ‘เสียงดัง’ เหลือเกิน ไม่ทางการเท่าไหร่ ซ้ำกางเกงเอวสูงแบบยุค 30 ยังรั้งลำตัวจนปวดหลัง 

“ขนาดเสื้อผ้าสั่งตัดยังผิดได้ ทำให้ Posture เปลี่ยนไปด้วย มองย้อนกลับไปเราอาจไม่เลือกแบบนั้น อยากลงทุนกับคุณภาพมากขึ้น ทำชุดแบบ Full Canvas ไปเลย แต่วันนั้นความรู้เรายังไม่ถึง รสนิยมเราปรับเปลี่ยน ผสมปนเปตลอด จากสูทเก้าศูนย์ สามศูนย์ แปดศูนย์ ต้องดูให้ดีว่าเราเหมาะกับอะไร 

“แก่ลงแล้วคิดได้ว่า สิ่งที่สำคัญกว่าเสื้อผ้าคือความคิด การงาน บุคลิกนิสัย เราไม่ตื่นเต้นแล้วเวลาเห็นสูทที่โชว์ออฟ แต่จะตื่นเต้นถ้าเห็นคนใส่สูทสี Navy หรือ Charcoal ทรงสวยคมๆ เนกไทเรียบๆ ได้สัดส่วน รองเท้าหนังสีดำ แต่งตัวแบบคุมโทนมาเลย แล้วท่าทางการพูดให้เกียรติคน เป็นผู้ฟังที่ดี วิธีออกความเห็นไม่ดูถูกสไตล์ของใคร ความคิดและการปฏิบัติต่อผู้อื่นที่เขาแสดงออกมาต่างหาก ที่จะทำให้สง่างามจริงๆ คนแบบนี้ต่อให้ใส่สูท Pinstripe ก็ทำให้กลืนไปกับตัวเอง เราใส่สูทตัวนั้นแล้วรู้สึกว่ามันเรียกร้องให้คนมองเสื้อ แล้วมองข้ามเราไปเลย เราเอาเสื้อผ้าไม่อยู่ คิดว่าใส่แล้วเท่อย่างกับมาเฟียอิตาลี คนนิวยอร์กยุค The Wolf of Wall Street แต่จริงๆ มึงก็แค่นักเขียนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตสงบๆ”

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
ภาพ : Akkapon Kumpusan

ปัจจุบันชุดที่อาร์มแฮปปี้มากๆ และใส่บ่อยๆ คือเบลเซอร์กระดุมทองสีกรมท่า ผ้า Dormeuil วูลผสมไหม ตัดแบบฟูลแคนวาสโดยห้องเสื้อบรม โดยเขาร่วมออกแบบด้วย คลาสสิกเบลเซอร์นี้เป็นมรดกของทหารเรืออังกฤษ ไปงานทางการหรือลำลองก็ได้ ใส่กับยีนส์ก็ไม่เขิน

“ถ้าถูกบังคับว่ามีชุดเดียวในตู้เสื้อผ้าจะเลือกตัวนี้ เราใส่ตัวนี้ในวันทำบุญก่อนแต่งงาน ใส่กับเสื้อเชิ้ตอ็อกซ์ฟอร์ดสีม่วงๆ เนกไทสีเขียว แล้วก็กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง แต่จะใส่มันกับกางเกงยีนส์ขาดๆ กับเสื้อยืดก็ได้ เสื้อตัวนี้มีคุณค่าทางใจมากเพราะ พี่ต้า เดชานุภาพ ทำให้ เราถือว่าเขาเป็นอาจารย์ เพราะเขาให้คำแนะนำเรื่องการตัดเสื้อเยอะมากๆ ปกติช่างไม่ค่อยให้คำแนะนำกันหรอก พอใส่ของที่ผู้มีพระคุณทำให้ เป็นความรู้สึกที่ดี”

Substance Over Style

“ตอนนี้สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ความคิด บุคลิก และการแสดงออก แค่นั้นเลย เราเชื่อเรื่อง Personal Style จริงๆ ใส่กางเกงขาสั้นเสื้อยืดก็เอาอยู่ บางทีเห็นคนใส่สูทเต็มยศแล้วแทบจะส่ายหัว มันน่าจะมีอะไรมากมายหลากหลายกว่าการแต่งตัวแบบเดียว และเอาตรงๆ มันก็แค่เสื้อผ้า ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ยิ่งเวลาบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยคงที่ เราไม่อาจบอกได้ว่ามันจำเป็นที่สุด ยังมีสิ่งสำคัญกว่าคือความเป็นมนุษย์”

นักเขียนหนุ่มเอ่ยได้เต็มปาก ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้เรียนรู้วิชาสูทและทำความเข้าใจผู้คนอย่างเต็มอิ่ม จากการเป็น Shop Guy ที่ The Somchai อยู่ 3 ปีถ้วน ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 – 2021 หน้าที่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการตัดสูท ค่อยๆ กะเทาะเปลือกคนออกมาว่า ทำงานอะไร ใช้ชีวิตยังไง เป็นใครในองค์กร งานที่จะใส่สูทไปเป็นแบบไหน ควบคู่กับการทำ Americano Taste ไปด้วย จนในที่สุดก็ตัดสินใจออกมาทำสื่อของตัวเองและทำงานอิสระเต็มตัว 

“Americano Taste เป็นจุดร่วมที่เราสองคนชอบ ถ้าเป็นเพจแต่งตัวแต่แรกอาจจะชื่อ สไตล์บายอาร์ม (หัวเราะ) Americano Taste เป็นเรื่อง The taste of style, simplicity and story รสชาติกาแฟดำผสมน้ำเปล่าเป็นรสชาติที่เรียบง่ายที่สุด กินได้ทุกวัน”

จากเพจกับอินสตาแกรมที่ภรรยาของอาร์มทำก่อน แล้วชวนอาร์มมาทำด้วยกัน ความตั้งใจแรกเป็นเพจ Travel & Lifestyle ที่สอนปรัชญาเกี่ยวกับการแต่งกายผ่านการท่องเที่ยว แต่จุดเปลี่ยนคือคลิปของวินเทจ การไปเยี่ยมร้าน Wooden Submarine ทำให้คนสนใจเสื้อผ้าเข้ามาเยอะ ยิ่งทำเรื่องนาฬิกา ยิ่งตอกย้ำประเด็น Menswear เข้าไปอีก จึงทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนมาเล่าเรื่องเสื้อผ้าการแต่งกายของผู้ชายแบบเต็มตัว โดยปิ๋มคอยช่วยดู Art Direction อยู่เบื้องหลัง

“Americano Taste เล่าเรื่องเสื้อผ้าโดยมีเนื้อหาหนัก มีความเห็นชัดเจน มีปรัชญาเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้า ถ้าเราไปสัมภาษณ์คน เราจะถามเขาว่าปรัชญาในการทำงานของพี่คืออะไร อะไรคือความงาม พี่เชื่อในอะไร

“เราไม่ได้มองว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องการแต่งตัว แต่อยากจะแชร์ความคิดเห็นที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องสไตล์ อยากให้คนใช้สิ่งนี้ในการเรียนรู้ตัวเองว่าเหมาะกับอะไร และอยากสร้างค่านิยมของการเปิดกว้าง ไม่ตัดสินกัน โดยตระหนักว่ากาลเทศะก็เป็นเรื่องสำคัญ

“คนเรามีทั้ง Style และ Substance มีเนื้อหาก่อนแล้วสไตล์จะดี คนที่เราชอบสไตล์มากคือ Mordechai Rubinstein ชื่ออินสตาแกรมคือ mistermort นี่คือนิยามของคนที่แต่งตัวสนุก มีสไตล์ของตัวเอง และทำให้การแต่งตัวเสริมบุคลิกจริงๆ 

“หรืออย่าง Fran Lebowitz การแต่งตัวของนักเขียนคนนี้ไม่ป่าวประกาศ เขาใส่เสื้อเชิ้ต French Cuff สีขาวธรรมดา กางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 รองเท้าคาวบอยบูต แล้วใส่แจ็กเก็ตตัดโดยห้องเสื้อ Anderson & Sheppard ที่ Savile Row, London ที่เลือกลงทุนกับสิ่งนี้เพราะเขาใส่แบบนี้จริงๆ มีรสนิยมแล้วเอาความพิถีพิถันมาแต่งตัว เพื่อแสดงออกตัวตนที่เขาเป็น ไม่ใช่การแต่งตัวเพื่อบดบัง”

Writer/Tailor

จากเป็นนักเขียน สู่นักเล่าเรื่อง อาร์มขยับขยายทักษะตัวเองสู่การเรียนรู้เป็นช่างตัดเสื้อ เพื่อทำความเข้าใจคุณค่าของ Craftmanship ในอีกมุม เขาหยิบ ‘สูทกรกฎ’ มาอวดอย่างภูมิใจ แจ็กเก็ต Green Prince of Wales นี้เขาตัดผ้าเอง ร่างแบบเอง เรียนรู้กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ

คุยกับ อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ แชนแนลเล่าเรื่อง Menswear ที่แนะนำการค้นหาตัวตน สไตล์ ไปจนถึงวิถี Craftmanship
คุยกับ อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ แชนแนลเล่าเรื่อง Menswear ที่แนะนำการค้นหาตัวตน สไตล์ ไปจนถึงวิถี Craftmanship
คุยกับ อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ แชนแนลเล่าเรื่อง Menswear ที่แนะนำการค้นหาตัวตน สไตล์ ไปจนถึงวิถี Craftmanship
ภาพ : Jindaporn Jayangkura

“งานนี้ตั้งใจทำเอง เรียนแบบครูพักลักจำ ทำให้เราก้าวข้ามจากคนสื่อสารเรื่อง Menswear เป็นคนทำชุด ได้เข้าใจหัวอกของช่าง เลยคิดว่าเราต้องทรีตช่างให้ดี ตั้งใจทำให้ประณีต ซึ่งมันยากมาก เป็นความใฝ่สูงที่ไม่ดูสารรูปตัวเองอย่างที่สุด เราตัดให้ภรรยาเป็นของขวัญวันเกิดเขา แต่ทำไม่ทันปีก่อน เพราะต้องไปทำมาหากินก่อน จิตใจสงบแล้วค่อยมาทำ น่าจะเสร็จปีนี้ ทำทุกอย่างเป็นเกรดเทเลอร์จริงๆ” 

“อนาคตเราอยากทำแบรนด์ที่เราทำได้เองทั้งหมด และอยากสนับสนุนให้คนเคารพช่างว่าเป็น Artist เราเดินไปหาช่างตัดสูทคนนี้ เพราะเราเลือกเขาแล้ว ไม่ใช่ให้เงินแล้วจบ ต้องเคารพกันด้วย อีกอย่างเราไม่ตื่นเต้นแล้วกับการทำสไตลิ่ง เพราะรู้สึกว่าจะใส่อะไรก็ได้ ไม่อยากหยุดตัวเองอยู่แค่นี้ เคยพูดกับแฟนว่าถ้าอายุน้อยกว่านี้ คงบินไปเรียนตัดสูทที่อิตาลีหรือญี่ปุ่น แต่แฟนก็บอกว่าถ้าคิดแบบนี้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ถึงตัวนี้จะออกมาเละ ก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เพราะมันทำลายกรอบการท้าทายตัวเอง พาเราไปอีกขั้นหนึ่ง และดีใจมากที่ได้เลือกทำสิ่งนี้ให้ภรรยา มันเป็นแจ็กเก็ตตัวแรก และจะได้อยู่ในชีวิตคนที่สำคัญที่สุดของเรา”

นักเขียนอาชีพผู้กำลังเรียนรู้วิถีเทเลอร์ตบท้ายด้วยรอยยิ้มละไม 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load