​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

บ่าย 3 วันเสาร์ เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับ นอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ เจ้าของเพจ ‘บ้านกูเอง’ ที่มีคนติดตามหลักล้าน 

หลายคนมีวิธีการสานสัมพันธ์ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ายังไงไม่รู้ ส่วนตัวเราใช้เยลลี่แฮมเบอร์เกอร์และเยลลี่รูปรถ ติดไม้ติดมือไปเผื่อนอท 

ไม่แน่ใจว่านอทชอบไหม แต่เยลลี่หมดลงภายในไม่กี่นาที อร่อยพอที่จะทำให้นอทพูดคุยกับเราได้อย่างเปิดอก แบบที่สื่ออื่นไม่เคยทราบ และคุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

บ้านกูเอง‘ เป็นเพจขายตลกแต่ดันจริงจัง เพราะภายในเพจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของความตลกขบขัน แต่ยังขบคิดเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ในสไตล์บ้านกูเอง คือเพื่อนพูดกับเพื่อน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แฝงไปด้วยความรู้ที่มากกว่าในห้องเรียน 

วันนี้ เราสนใจอยากทำความรู้จักและพูดคุยกับนอท บุคคลธรรมดาผู้สร้างเพจบ้านกูเอง แม้เขาจะบอกว่าเริ่มจากการทำเพื่อตัวเอง แต่กลับส่งประโยชน์วงกว้างต่อในสังคมอย่างไม่รู้ตัว

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เอาเยลลี่ไม่ใส่น้ำตาล

“ทุกอย่างคือทำเพื่อตัวเองหมด แต่อยู่ที่ว่าคนเราจะตีความหมายของการทำเพื่อตัวเองว่าแบบไหน”

หนึ่งในความลับของบทสนทนาที่พูดออกมาด้วยอิทธิพลของการกินเยลลี่

ทุกวันนี้ทุกคนเสพคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียได้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะค้นหาหรือดูอะไร และเราก็เห็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แทบทุกหนแห่งบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 

หรือนั่นเป็นเพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือสิ่งที่ใครก็เป็นได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้มีผู้ติดตามถึงหลักล้านคน 

ตลอดการสนทนา นอทบอกความลับกับเรามาหลายอย่าง จนทำให้เราเซอร์ไพรส์เป็นช่วง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำเพจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอทไม่ได้คาดหวังหรือตั้งใจเอาไว้เลย ทุกอย่างเกิดจากความ ‘บังเอิญ’ เพียงเท่านั้น 

เขาเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ จึงคุ้นชินและมีโอกาสได้คลุกคลีกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสื่อมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ การสร้างสตอรี่ การจัดฉาก หรือเทคนิคต่าง ๆ ทั้งภาพ แสง สี เสียง บวกกับความชอบส่วนตัว ทำให้เขาเห็นแววว่า การเดินทางสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์อาจเข้ากับตัวเอง

“เราแค่โพสต์รูปลงไปด้วยองค์ประกอบศิลป์ที่เรียนมาสนุก ๆ แต่มันดันไปสื่อสารและตอบโจทย์กับคนดู จึงกลายเป็นไวรัล 

“ที่จริงวงการดีไซน์กับวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือการดีไซน์เป็นภาพเพื่อนำไปเสนอคนดู สิ่งที่เราเรียนมาจากคณะ ก็เป็นการดีไซน์ที่ทำเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและสอดรับกับสังคมด้วยศิลปะ เพราะฉะนั้นมันแทบไม่ต่างกันเลย”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เปิดหนังสือแต่ไม่อ่าน

เมื่อความสนุกและความชอบกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ จากการลงรูปโดยไม่ได้คิดอะไร กลับกลายเป็นต้องลงรูปและคลิปติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 ปี 

เราจึงถามหาที่มา แรงบันดาลใจ และการหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจังกับเขา 

ใครจะรู้ว่าเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่อ่านหนังสืออะไรเลยนอกจากการ์ตูน จะนำความชอบในวัยเยาว์มาประกอบอาชีพ

“ทุกแรงบันดาลใจของเราไม่เคยเกิดขึ้นจากการออกไปตามล่าหรือออกไปตามหา แต่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาหาตัวเราเองมากกว่า เราคิดว่าผลพวงของโฟโต้อัลบั้มในเพจ มาจากเราชอบอ่านการ์ตูน เราได้มุมภาพแบบการ์ตูนมา ก็เลยเล่าเรื่องแบบนั้นได้

“หรือเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ ก็คือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา โดยที่อาจจะไม่ได้เรียกว่าแรงบันดาลใจ แต่เรียกว่าการเลือกใช้อุปกรณ์ เลือกใช้อาวุธที่เรามี และทุกคนก็มีตรงนี้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นจนเราเป็นตัวจริงด้านนั้น ไม่ว่าจะแมส จะอินดี้ หรือจะอะไร มันมีสิ่งให้เอาไปใช้ได้ทุกคน 

“และที่สำคัญ เราหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง เพราะรายได้มันดี! (หัวเราะ)”

แปลว่าที่ผ่านมา การนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมาทำเป็นคอนเทนต์นั้นไม่ยาก – เราถาม

“เราคงพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายเนาะ” เขาหัวเราะ

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

“ถ้าถามว่ายากไหม มันยากมาก อะไรที่เราคิดว่าดีชัวร์ ๆ กลายเป็นว่าเละเลย หรือบางอย่างเราทำเล่น ๆ ลงรูปเล่น ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรลงดี งั้นกูทำอันนี้แล้วกัน ดันเวิร์กเฉย แล้วต่อให้จะรีเสิร์ชให้ตายยังไงมันก็ไม่ใช่ 1 + 1 = 2 มันไม่ใช่คณิตศาสตร์

“การที่เรามีไอเดียที่ดีหรือไม่ดี มันไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมีคนดูหรือไม่ดูนะ อันนั้นเป็นอีกเรื่องที่ต่อให้เราดีก็ไม่ได้แปลว่าจะมีคนดู หรือต่อให้เราห่วยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนดู มันต้องพึ่งดวงเหมือนกัน บางคนทำสิ่งเดิมตลอดไปคนก็ยังชอบ บางคนทำสิ่งเดิมแต่คนกลับลืม”

ทำภาพนิ่งได้วิดีโอ

เมื่อเข้าสู่สนามจริง มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การได้รับตำแหน่งดาวรุ่งหรือดาวร่วงก็ยิ่งคับขันมากขึ้นทุกที 

ฉะนั้น จะทำคอนเทนต์ลงในแพลตฟอร์มเดียวคงไม่เพียงพอในสนามแข่งนี้ จึงทำให้คนทำเพจใส่รูปนิ่งปกติ ก้าวเข้าสู่การทำวิดีโอภาพเคลื่อนไหวบนโลกยูทูบ

“ก็ดิ้นไปตามยุคสมัยนั่นแหละ ใครที่หยุดก็คือคนที่ตาย เราเรียกว่าเป็นต่อยอดมากกว่า 

“พอเป็นยูทูบ มันกลายเป็นอีกวงการหนึ่งที่เราต้องเริ่มเข้าใจผู้ใช้งานว่า คนทั่วไปตอนนี้เขากำลังอินกับอะไร และอะไรคืออินไซต์ที่ทุกคนมีเหมือนกัน เราก็เลยเปลี่ยนวิธีการทำงาน ตั้งจุดหมายใหม่ว่าทำอย่างไรให้คนอยากดู กลายเป็นคอนเทนต์ที่สอดรับสังคมมากขึ้น อาจจะเป็นพูดถึงเรื่องการศึกษา เพศ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัยคน ที่เรามีมุมมองต่อมันแล้วหาจุดเชื่อมของผู้คนให้ได้”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

ซีเรียสให้ตลก

เราพบว่า บ้านกูเอง เป็นเพจตลกแต่ดันจริงจัง ไม่ต่างจากเจ้าของที่เป็นคนจริงจังแต่ดันทำตัวให้ตลก 

นอท คือเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์หลังย่อม พื้นฐานเดิมเป็นคนจริงจัง แต่มักถูกมองว่าเป็นคนตลกอยู่ตลอด เพราะชอบปรับตัวตามกลุ่มผู้คนที่อยู่ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เขานำเสนอตลอดเวลาการทำเพจมา 4 ปี ก็มีการเปลี่ยนผัน แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทของสังคม แบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

หนึ่ง

“แรก ๆ ทำรายการประมาณว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน แต่ความบ้าคือขนเสื้อผ้าออกไปข้างนอก แล้วก็ถอดเสื้อเปลี่ยนตามที่คนอื่นเลือกให้ตรงนั้นเลย เหมือนพยายามจะคราฟต์ให้มันบ้า ให้มันสนุก เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนดู แต่ความจริงคือไม่ใช่ คนดูเราเพราะอยากรู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน ไม่ใช่มาดูเราที่บ้ากล้าเดินออกไปข้างนอก”

สอง

“ยุคต่อมาเริ่มกลายมาดูที่ไอเดีย เราไม่จำเป็นต้องคราฟต์ให้มันยาก แต่ทำให้เก็ตดีกว่า เช่น แค่ขึงผ้าธรรมดา มีเสื้อ และยืนเฉย ๆ ให้ผู้หญิงมาเลือกชุดให้ มันก็แค่นั้นเอง จะทำให้ยากด้วยการออกไปข้างนอกทำไม แล้วเมื่อไหร่คนจะได้รู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน เพราะความจริงเขาอยากรู้แค่นั้น

สาม

“เริ่มเป็นเรื่องบริบทสังคมมากขึ้น เลยคิดว่าปกติคนเราทำอะไรกัน ก็เนี่ย กิน ขี้ ปี้ นอน 

“เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ยังไม่ค่อยมีคนทำรายการเกี่ยวกับเพศ ส่วนใหญ่จะเป็นแนว Sexual Harassment มากกว่า แต่เราไม่โอเคที่จะทำอะไรแบบนั้น ก็เลยทำเป็นแนวการศึกษา กลายเป็นรายการ เรื่องบนเตียง(ระเบียงก็นับ) เอาแขกรับเชิญมาพูดเรื่องเซ็กส์แนวให้ความรู้ 

“แล้วก็เริ่มแยกรายการออกไปเรื่อย ๆ เช่น รายการ นั่งเล่า พูดเกี่ยวกับการศึกษา การโซตัส การโนบรา แล้วแต่ที่บริบทสังคมเขาคุยกันอยู่ก็เอามาพูดในรายการนี้ได้ หรือ รายการ โรงเรียนไทย VS โรงเรียนนอก คือเอาเด็กที่เรียนโรงเรียนนอกมานั่งพูดคุยกับเด็กโรงเรียนไทยถึงความแตกต่างที่ได้เจอ เป็นวาไรตี้ที่ยังพอสอดแทรกสาระเข้าไปได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราอยากสอนสังคม เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง

“แล้วทำไมต้องทำเรื่องพวกนี้” เราถามก่อนจะเข้าสู่ยุคที่สี่

“เพราะมันเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเจอ เราคลุกคลีอยู่ทุกวัน และเก็ตว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเราเอาความชอบ จะเอาเรื่องการ์ตูนมาก็ได้ แต่ว่ากลุ่มมันก็จะเล็กกว่า หรือว่าเราเนิร์ดขนาดรู้ลึกรู้จริงไหม ก็ไม่ได้ขนาดนั้น 

“พอมันเป็นเรื่องสังคม มันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ Fact สุดโต่ง แต่อาจจะใช้ความรู้สึก ค่านิยม หรือทัศนคติที่ไม่บิดเบี้ยวก็พอแล้ว”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

ในปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบ ไม่เปิดรับ และปิดกั้น ไม่อยากให้มีรายการเรื่องเพศออกมา อดสงสัยไม่ได้ว่านอทมีความคิดเห็นยังไง และเขากลัวดราม่าบ้างไหม 

“ถ้าแค่ตัวเราไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาห้ามไม่ให้คนอื่นพูด” นอทตอบชัดเจน “ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ทุกเรื่องที่มันกำลังเบียดเบียนหรือบังคับกดขี่ผู้อื่นอยู่ด้วย

“เราว่าทุกคนกลัวดราม่านะ ทุกคนไม่อยากโดนแขวน ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว แต่อันที่เราเลือกทำก็คิดว่ามันไม่เป็นอะไร อันที่เรากลัวก็คืออันที่เราไม่ได้ทำ ซึ่งก็มีอีกเยอะ (หัวเราะ)

สี่

“และก็ปัจจุบัน พยายามจะแตะอะไรที่เฉพาะกลุ่มแต่เราพอรู้ ไม่ใช่แค่ทำอะไรตามความชอบตัวเอง เลยเป็นยุคที่เอาศิลปะที่เรารู้ เข้ามาสอดแทรกเป็นรายการวาดนู้ด ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติในวงการศิลปะ อยู่ที่ว่าจะสื่อสารอย่างไรไม่ให้คนดูมา Sexual Harassment แขกรับเชิญ ไม่มาพูดทะลึ่งตึงตังกับคนในคลิป

“เราก็เริ่มจากตัวเองก่อน สื่อสารให้มันดูจริงจัง ให้คนดูรู้ว่าวันนี้เรามาวาดรูปนะ ไม่ได้มาตลกโปกฮากับเรือนร่าง แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเริ่มแตกออกมาเป็นรายการวาดรูปอันล่าสุด คือรายการวาดดูไม่รู้หน้า 

“แต่พอมันเป็นงานศิลปะที่ใช้เวลาสั้น ๆ ในการคราฟต์ออกมา ผลงานมันก็จะไม่ได้ดีมาก แค่ให้พอออกเป็นคลิปได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำไปสักพักหนึ่งเราจะกลายเป็นตัวไม่จริง 

“เพราะยิ่งอยู่ในจุดที่สูงขึ้นในแวดวงนั้น ๆ มันจะยิ่งโดนครหา ถ้าอีกสักพักหนึ่งเราเริ่มดังในแง่การวาดรูป เรากลัวว่ามันจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วไปดูแล้วเจ๋งดี แต่คนที่ทำศิลปะจริง ๆ มาดูแล้วอาจจะอะไรของมึง (หัวเราะ) เลยคิดว่าอาจจะไม่ได้ทำเยอะมาก แต่จะทำให้มีคุณภาพมากขึ้น”

งานกลุ่มทำคนเดียว

“แล้วผลตอบรับดีไหม” เราโยนคำถาม

“ดีเป็นช่วง ๆ อย่างที่บอก ยุคหนึ่งอะเละเลย กว่าจะขึ้นมาได้ก็เป็นปีอยู่” นอทว่างั้น

“แต่เพจเนี่ยเราลงไปไม่กี่รูปก็ไวรัล ทำไปไม่กี่เดือนลูกค้าเจ้าแรกมาแล้ว ส่วนคลิปวิดีโอ ถ้าไม่นับว่ามันเป็นงานที่ได้มาจากเพจ ก็โห กว่าจะมีงานของตัวเองจริง ๆ มันนานมาก และกว่าจะมีคนดูใช้เวลาเป็นปีเหมือนกัน จำได้ว่าทำเป็นปีคนยังตามแค่หลักหมื่นเองมั้ง”

ถึงแม้ว่าผลตอบรับของยอดคนดูจะดีเป็นช่วง ๆ มีทั้งช่วงพีกสุด ต่ำสุด แต่นอทก็ยังคงทำคอนเทนต์เชื่อมโยงกับสังคม สอดรับกับผู้คนแบบนี้ต่อไป อาจเป็นในแง่ของความรู้หรือความบันเทิง ต้องรอติดตาม 

ต่อให้จะถามเขาเป็นคำถามสุดท้ายว่า อยากให้อะไรกับดู แล้วนอทยังย้ำเจตนาเดิมว่า “ไม่มี” ก็ตาม

“เราอยากให้ตัวเองไม่ว่าเราจะทำอะไรทั้งนั้น เราอยากได้เงิน อยากได้คำชื่นชม ถ้าสังคมจะดีขึ้นได้จากการดูคลิปเราก็เป็นเรื่องดี เพราะเราอยากได้สังคมที่ดีขึ้นก็เพื่อให้ชีวิตเรามันดีกว่านี้”

ช่วยไม่ได้ เพจนี้ขึ้นอยู่กับอารมณ์เจ้าของเพจเป็นหลัก เขาจะทำอะไรก็ได้ เพราะที่นี่คือ ‘บ้านกูเอง’

เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

บ้านกูเอง

Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=100044524865743

YouTube : https://www.youtube.com/channel/UCQzQKfKPww0YvzfvzB3tMrQ/videos

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load