เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เป็นอีกหนึ่งคนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี แต่บอกไม่ได้ว่าบทบาทหลักของเขาคืออะไรกันแน่ 

เมื่อสิบกว่าปีก่อน บทบาทแรกของเขาที่ปรากฏในวงการบันเทิงคือการเป็นนายแบบ ก่อนจะได้มาเป็นมือกีตาร์วง Slur ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญในชีวิตของเขา เพราะนอกเหนือไปจากลวดลายกีตาร์แสบซ่าต่างจากวงอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ทุกคนยังจดจำเป้ได้ทันทีเพราะลุคผมยาว ใส่ขาเดฟ ที่เป็นเหมือนชนวนให้แฟชั่นลุคหนุ่มเซอร์กลายเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

จากนั้นไม่นาน เขาเดินเข้าสู่เส้นทางสายการแสดงเป็นครั้งแรกจาก บอดี้..ศพ#19 ภาพยนตร์เรื่องนี้เองที่เป็นประตูเปิดไปสู่การเป็นนักแสดงเต็มตัวของเป้ เขาได้รับโอกาสให้เล่นหนัง เล่นละครอีกนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งสุดๆ คนหนึ่งในขณะนั้น

ช่วงหนึ่งที่งานการแสดงของเขาล้นมือ เป้ต้องออกจากวงเพื่อทุ่มเวลาให้กับการแสดง แต่แล้วเขาก็ทิ้งความรักในเสียงดนตรีไปไม่ได้ เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่เขาเองก็ยอมรับว่าไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ แต่ก็ยัง ‘ดันทุรัง’ (ตามคำพูดของเขา) ทำในสิ่งที่เชื่อต่อ จนตอนนี้กำลังจะมีอัลบั้มที่ 4 BIG ที่เตรียมปล่อยให้ฟังพร้อมกันในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

และที่มากไปกว่านั้น เป้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นดารา นักดนตรี นายแบบ แต่เขายังค้นหากิจกรรมและความสนใจใหม่ให้ตัวเองอยู่เรื่อยๆ อย่างการเล่นกีฬากลางแจ้งและฝึกศิลปะการต่อสู้หลายประเภท ล่าสุดก็ได้เป็นพิธีกรรายการเกี่ยวกับการเกษตร ซึ่งค่อนข้างฉีกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในความเป็นเขา

การมีบทบาทที่หลากหลายนี้เอง ทำให้เป้ได้มองเห็นแง่มุมต่างๆ ของคนในสายอาชีพที่ต่างกัน จากประสบการณ์และการพบเจอผู้คนที่หลากหลายมากว่า 15 ปี ตัวตนของเป้ก็ยังเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเหมือนเดิม แต่การเติบโตในวงการทำให้เขาเปลี่ยนการมองชีวิต และการปฏิบัติกับคนรอบข้างต่างไปจากช่วงแรกๆ ที่เข้าวงการ ไม่แน่ว่า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่เรายังได้เห็นผลงานของผู้ชายคนนี้อยู่เรื่อยๆ

ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน เขาตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเปิดเพลงทั้งหมดในอัลบั้มใหม่ให้พวกเราได้ฟังก่อนใคร พอฟังจบ ต้องบอกว่าเป็นรสชาติใหม่ที่ต่างจากงานที่ผ่านๆ มา ทั้งหลากอารมณ์ในเนื้อหา ดนตรีเข้มข้น และเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

และที่เซอร์ไพรส์กว่าคือไม่คิดว่าเป้จะเล่นเปียโนและร้องเพลงในอัลบั้มให้เราฟังสดๆ ด้วย

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เป็นมาแล้วทั้งนักดนตรี นักแสดง นายแบบ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งคุณจะมาเป็นพิธีกรรายการการเกษตร

ก่อนหน้านี้ผมไปออกรายการ เจาะใจ ซึ่งคุณลุงสมบัติ ปัจจุบันแกเสียไปแล้ว แกทำสวนที่เกิดขึ้นและจบลงภายในสวน มาจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผลผลิตที่ได้ออกมามีทั้งผลไม้และปุ๋ย เอามาขายโดยที่สวนของเขาไม่ต้องเติมอะไรเข้าไปอีกเลย ทุกอย่างอยู่ได้เองอย่างยั่งยืน เขาสอนแนวคิดนี้ให้ผมตอนนั้น แล้วผมก็อยากรู้เรื่องการเกษตรมากขึ้น

ประกอบกับว่า พี่ต่ายโปรดิวเซอร์รายการ เกษตรซ้าด มาชวน เป็นจังหวะที่ดี ซึ่งรายการนั้นคอนเซปต์มันคือคุณไม่จำเป็นต้องทำการเกษตรมาก่อนก็เป็นเกษตรกรได้ พอมา เกษตรอีซี่ ก็ยิ่งย้ำไอเดียว่ามันไม่ยากเกินไป ถ้าคุณตั้งใจก็ทำได้จริงๆ นะ

แล้วได้ลองปลูกอะไรเองบ้างหรือยัง

มีปลูกเองบ้างที่บ้านใหม่ กับในห้องนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ไปทำสวน ปลูกไม้ยืนต้นที่ฉะเชิงเทรา พ่อไปซื้อที่ไว้เป็นที่ทำกิน ผมกะไปลุยเองเลย ทีแรกผมคิดว่าผมแข็งแรงแล้วจะขุดดินเองได้ แต่จริงๆ ผมสู้เขาไม่ได้ เขาควงเสียมด้วยมือเดียวอะ (หัวเราะ) พอดีผมรู้ว่าพี่คนหนึ่งเป็นตัวจริงด้านการปลูกต้นไม้ ก็ให้เขามาช่วย ในวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็อาจจะได้ใช้สิ่งที่ได้จากรายการจริงๆ ตอนนี้ผมยังชอบเล่นหนัง เล่นละครอยู่ แต่ผมอยากจะกระจายความรู้นี้ให้คนที่เขาพร้อม เพราะเหมือนมีหลายคนมาทักทายว่า ฉันดูรายการเธอแล้วฉันไปปลูกอันนี้เลยนะ ฉันไปศึกษาต่อ จะไปทำที่นะ คิดว่ามันมีประโยชน์กับทุกคนก็เลยทำรายการนี้ต่อ

การเป็นพิธีกรรายการการเกษตร ทำให้ตัวเป้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เรารู้จากรายการ คือคนที่เราไปสัมภาษณ์ เขาทำมาร์เก็ตติ้งดีอยู่แล้ว เราถึงรู้จักและไปสัมภาษณ์ได้ หลายๆ คนอาจจะทำมาร์เก็ตติ้งไม่ดี แต่ผลิตภัณฑ์ดี คนก็รู้จัก ผมเลยมองว่าทั้งมาร์เก็ตติ้งและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรสำคัญมาก ถ้าผลิตภัณฑ์คุณดี มาร์เก็ตติ้งอาจจะไม่ได้ยากเกินไป เพราะเรามีอินเทอร์เน็ต มีกรุ๊ปในเฟซบุ๊ก ที่มีคนสนใจเยอะ อาจจะไม่ได้หลักหมื่น หลักแสน แต่แค่หลักพันของสวนคุณก็ขายไม่พอแล้ว

เดิมทีตั้งใจว่าจะมาเป็นนักดนตรี คิดไหมว่าจะมาถึงจุดนี้

ไม่คิดเลยครับ ตอนแคสต์เรื่อง บอดี้ ศพ #19 ก็คิดว่าได้เล่นเรื่องนี้แล้ว คงไม่มีเรื่องหน้าแล้วแหละ คิดว่าอีกสองปีจะไปทำอย่างอื่น กลับไปทำบริษัทพ่อ แต่กลายเป็นว่าก็อยู่มายาวๆ

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

อะไรทำให้อยู่ในวงการมาได้ถึง 15 ปี

เรื่องการแสดงยังอยู่ได้อยู่ แต่มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องช่อง เรื่องสังกัด แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ แต่เรื่องดนตรี ผมดันทุรังอยู่นะ ไม่ได้รับรายได้เพียงพอจากดนตรีมาก็สองปีแล้ว

ผมกับ Whattheduck เป็นเหมือนหุ้นส่วนกัน ผมออกค่าทำเพลง ค่ายออกค่าโปรโมต ตั้งแต่อัลบั้ม เหล็กกับไม้ มา Aragochina มาชุดล่าสุด BIG เนี่ย ถ้านับตามยอดจริงๆ ผมติดลบ คือยังไม่ได้อะไรคืนมาเท่าไหร่ เพราะเรายังเล่นคอนเสิร์ตได้ไม่พอที่จะครอบคลุมค่าทำอัลบั้ม ซึ่งเราไม่ได้ตัวแดงคนเดียว ทำให้ Whattheduck ตัวแดงไปด้วย เขาออกค่าเอ็มวีไปก็ยังไม่ได้เงินคืน เพราะเขาหักค่าเปอร์เซ็นต์จากการเล่นคอนเสิร์ต สมมติว่าขายซีดี เหล็กกับไม้ หมด ขายเสื้อหมด เอามาหักค่าต้นทุนก็ยังไม่พอ แต่ตอนนี้เราก็ยังสู้กันอยู่ ค่ายก็ยังให้ผมสู้อยู่

ทำไมถึงชอบการแสดง

การเล่นหนัง เล่นละคร มันทำให้เราหายเข้าไปในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่แค่ตัวละครนะ การทำงานด้วย เหมือนเราไปอยู่กับคนที่เขาพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาหน้ากล้อง ทั้งที่ข้างหลังกล้องวุ่นวายเละเทะ ยิ่งเรามาทำกำกับเองยิ่งสนุก เหมือนเอาประสบการณ์หน้ากล้องมาอยู่หลังกล้อง

เรามีฝันอย่างอื่นด้วย เราอยากทำหนัง เราเล่นละครมาเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับดาราคนอื่นๆ ผมโตมาในกองถ่าย เพราะทุกปีผมอยู่ในกองถ่าย น่าจะประมาณหนึ่งในสามต่อปี คิดเป็นหนึ่งในสี่ของช่วงเวลาในชีวิต รู้สึกคุ้นเคยกับการถ่ายทำมากๆ ถ้าเรามีเรื่องอยากจะเล่า ก็อยากจะเป็นผู้กำกับ เขียนบทบ้าง เลยลองมาทำด้านนี้ คือเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา กับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม BIG เนี่ย จะทำเองหมดเลย ต้องขอบคุณผู้กำกับเอ็มวีที่เคยร่วมงานมากับผมตั้งแต่สมัยที่ไปขอให้เขาทำ แล้วเขายอมทำ คุณจอห์น (กิตติธัช ตั้งกิจศิริ) สองมือ โปรดักชั่น คุณพงษ์ (ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี) Hello Filmmaker พี่มุกว้าว (ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ) น้องจีน (คำขวัญ ดวงมณี) หรือแม้แต่รุ่นใหญ่ๆ อาจจะพูดชื่อไม่หมดขอโทษด้วย แต่พวกเขาเป็นคนสร้างประสบการณ์ให้ผมกล้าทำเอ็มวี

เป็นคนกำกับง่ายกว่าเล่นเองไหม

กลายเป็นว่าเป็นคนเล่นง่ายกว่าประมาณหนึ่งเลย พอมาทำเองมันยากกว่าเพราะต้องดีลกับนักแสดงอย่างที่เราเคยเป็น เราต้องอ้อนให้เขาไปนั่งหน้ากองไฟ แบบที่เราก็เคยยึกยักกับเขานี่หว่า ผมเรียกมันว่า Occupational Hazard มันคือความเสี่ยงในอาชีพที่นักแสดงต้องเจอ คุณอาจจะคิดว่านักแสดงสบาย ไม่มีอะไรแบบนี้ มันจริงครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งมันน่ากลัวครับ (หัวเราะ) บางทีต้องไปกระโดดน้ำตีลังกาลงคลองที่ไม่เห็นอะไรเลยตอนตีสอง อันนี้ผมก็เคยมาแล้ว มันไม่ได้ยากเกินไปหรอก แต่บางคนที่เขาไม่เข้าใจเขาอาจจะไม่ยอมทำ ฉันได้ค่าตัวเท่านี้ ฉันจะไปเสี่ยงเพื่ออะไร

ล่าสุด ออกแบบ (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) มาเล่นเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา ต้องใส่หัวที่เป็นลวดอันหนึ่งแล้วจุดไฟข้างบน ไฟที่เป็นไฟหมูจุ่มมันจุดยาก จุดอันหนึ่งติด อีกอันหนึ่งดับ สิบนาทีนั้นเป็นขั้นตอนจุดอย่างเดียว แล้วไฟอยู่บนหัวคุณ ไม่มีเซฟอะไรเลยนะ หัว ลวด ไฟ คือถ้าเทียนมันหยดลงหัวออกแบบ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วตอนดับเนี่ย เป่าก็ไม่ได้ ถ้าน้ำตาเทียนกระเด็นไปโดนน้องออกแบบจะทำยังไง เอาผ้าไปชุบน้ำ แปะไปบนไฟ ผ้าก็ยังติดไฟ เราไม่คิดว่าไฟจะยิ่งใหญ่หรือควบคุมยากขนาดนั้น

การอยู่ข้างหน้ากล้องหรือหลังกล้อง สิ่งที่เหมือนกันคือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

มันเป็นการทำให้ปัญหาเฉพาะหน้ามีน้อยที่สุดครับ แต่สุดท้ายก็มีอยู่ดี อย่างเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหาผมพยายามทำให้ปัญหาเฉพาะหน้ามันเหลือน้อยที่สุดแล้ว ผมพยายามคิดก่อนตลอดว่า จะเอา เบิร์ด (อดิศักดิ์ พวงอก มือกีตาร์วง Desktop Error) มาควงไฟ แล้วจะเอาออกแบบไปอยู่หน้าไฟ แต่ฉันต้องไปลองยืนเองก่อน จะได้เชื่อได้ว่าไม่เป็นไร ไม่ร้อน แต่หัวไฟเนี่ย ไม่รู้ช่วงจังหวะการแต่งหน้าหรืออะไรที่ทำให้น้องเขาต้องเข้าไปนั่งก่อน แล้วเขาก็ต้องรู้สึกถึงไฟลุกบนหัวก่อน แล้วมันก็เหวอมาก ขนาดผมไปนั่งเองที่หลังยังรู้สึกว่าน่ากลัวเลย ก็เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

การทำงานเป็นผู้กำกับท้าทายยังไงบ้าง

ถ้าผมเป็นผู้กำกับเฉยๆ มีกอง มีเงินมาให้ มันอาจจะง่ายกว่านี้ แต่นี่ผมเป็นผู้กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้จัดการกองด้วย (หัวเราะ) เรามีผู้ช่วย คอยดูการถ่ายทำ แต่การติดต่อเอาทุกคนมารวมกัน คือหน้าที่โปรดิวเซอร์ คือผม ที่เมื่อกี้ต้องคุยโทรศัพท์บ่อยๆ เพราะอยากได้ป้ายไฟมาในเอ็มวีใหม่ ก็ต้องคุยกับทีมอาร์ต ปกติแค่ผู้กำกับบอกโปรดิวเซอร์ โปรดิวเซอร์จะไปหาให้ อันนี้ก็เหมือนกัน แต่ดันเป็นคนเดียวกัน (หัวเราะ) แล้วการเป็นผู้กำกับหนึ่งคน ที่ต้องให้อีกสิบยี่สิบ คนทำตาม มันไม่ง่าย ถ้ารถตู้ที่จะมาถึงกองเกิดเสียขึ้นมาคันหนึ่ง ผมเข้าใจเลยนะว่าที่สมัยก่อนผมท้องเสียแล้วไปถ่ายไม่ได้ โปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับในละครเขาจะเซ็งแค่ไหน ก็ลองดูครับ ผมสามสิบหกแล้วก็ถึงเวลาที่จะมาอยู่ข้างหลัง ใช้ประสบการณ์ทำอย่างอื่นบ้าง

พอทำงานกับคนมาเยอะๆ ได้เข้าใจคนมากขึ้นไหม

ต้องใจเย็นๆ ครับ ทุกคนมีธรรมชาติและความต้องการที่ไม่เหมือนกัน มีขีดจำกัดไม่เท่ากัน มีความสู้ไม่เท่ากัน ผมใจร้อนกรณีเดียว คือกูไม่เอามึงแล้ว กูด่าจบแล้ว ไม่เจอมึงอีกได้เลยนะ แต่ถ้ายังรู้สึกว่าอยากทำอะไรกับเขาอยู่ หรือยังเห็นแก่มิตรภาพ ผมจะไม่ใจร้อนเลย

จากประสบการณ์คือเราสร้างบ้าน เราจะตกแต่งภายใน แล้วนี่เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กๆ เขารับทำ แต่ตัวเขาไม่ได้ทำเอง ส่งลูกน้องมา แล้วงานก็ช้า เขาทำหน้าที่เป็นคนแก้ตัวให้อย่างเดียว ไม่รู้เลยว่าโพรเซสไปถึงไหนแล้ว กลายเป็นมาว่าเราอีก ก็เลยไม่ทำแล้ว

แต่กับคนในกองผมไม่เคยทะเลาะ ไม่โวยวายอะไรเลย เรารู้ว่าทุกคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันก็ต้องใจเย็นๆ ผมเคยถาม พี่ยอร์ช (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์) ว่าพี่เคยโวยวายไหม เขาใจดีมาก น่ารักมาก และเป็นคนที่ทุกคนอยากคุยด้วย อยากเป็นน้องเขา พี่ยอร์ชบอกว่าเคย แล้วรู้สึกว่ามันเอาบรรยากาศเดิมก่อนจะโมโหโวยวายกลับมาไม่ได้แล้ว ก็เลยเลิก ไม่โวยวายอีกเลย สำหรับผมผมก็มีจุดนั้นแหละที่แตะโดน ปกติไม่มี

คุณเพิ่งปล่อยเพลง เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา ไปเมื่อไม่นานมานี้

ผมไปเจอสาว เห็นหน้าปุ๊บแล้วรู้สึกเลยว่า ซวยแล้ว คือผมมีแฟนอยู่แล้ว แต่ถ้าเขามาคุยกับกูนี่ ทิ้งทุกอย่างเลยนะ รวมถึงแฟนด้วย คิดในใจ ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็ได้ประโยคนี้มาก่อน

“แค่เห็นหน้าเธอ ก็แทบจะทนไม่ไหว ถ้าเป็นนกกระจอกเทศ ฉันคงเอาหัวจุ่มทราย”

เสร็จแล้วประมาณเดือนกว่าก็ไปเจอเขาอีกสถานที่หนึ่งคือ Maho Rasop Festival เราดู YOUNG BONG โคตรมัน แล้วเจอเขา เขากับเพื่อนบอกว่าให้เต้น เซโรงัง ให้ดูหน่อย หลังจากคืนนั้นก็กลับมาแต่งเพลงแบบ YOUNG BONG ด้วยเนื้อหาที่ร้องว่า “อย่าบอกว่าเซโรงังมาตั้งแต่เช้า” เราดู YOUNGOHM, YOUNG BONG มา รู้สึกว่าพรมแดนภาษาเราควรจะโป่งได้ พองได้ ฮิปฮอปเขาโหดกว่าผม เขาสาวเยอะ ผมอาจจะสุภาพกว่า ไม่ได้กล้าพูดขนาดนั้น ก็ทำให้เราพัฒนาเรื่องกรอบภาษาไปได้มากขึ้น ความรู้สึกก็ประมาณหนึ่ง แต่มาขยายเอามัน แล้วก็เอาเรื่องอื่นมาพูดให้สนุกขึ้น ตลกขึ้น มันปากขึ้น แบบ ‘อยากมีลูกเป็นทีมบอล’ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเขานะ (หัวเราะ) 

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

ทำไมเนื้อเพลงชอบพูดถึงสาวร้ายๆ (Femme Fatale) อย่าง ไม่ต้องทำหรอกบุญ หรือ มาเลเซีย ก็เจอแต่ผู้หญิงร้ายๆ มาหักอก

เราชอบทำตัวเป็น Loser ในเพลง มันสะใจกว่า เราได้บ่นจากมุมมองคนที่โดนกระทำ มันปากกว่า ถ้าจะไปอวดตัวเองแบบฮิปฮอป ฉันสาว ฉันเจ๋ง ฉันมีสาวเยอะ “I got 99 problems but a bitch ain’t one” ผมชอบฟังนะ แต่ทำเองไม่ค่อยได้ รู้สึกไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้ามองว่าเราโดนกระทำ แล้วไปด่าคนที่ทำเรา สนุกกว่า ด่าด้วย ชมด้วย ขอบคุณด้วย ขอโทษด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความชอบเราด้วยมั้งครับ แต่ ไม่ต้องทำหรอกบุญ นี่เพลงด่าล้วนๆ เลย เรื่องความรักนี่เอามาเคลือบครับ จริงๆ เป็นเรื่องนิสัยคนแบบในเพลงมากกว่า

จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น Loser ใช่ไหม

ก็ผลัดๆ กันครับ หลายๆ ครั้งก็ Loser เวลาเจอคนที่หน้าตาเป็นปัญหา เราจะทำตัวไม่ค่อยถูก หรือนิสัยแบบนี้เราแพ้แน่นอน แต่เราก็พยายามจะเอาชนะ ยิ่งคนแบบนี้อยู่ในความสัมพันธ์แล้วเราพยายามจะเอาชนะ เราจะแพ้ไปเรื่อยๆ ผมว่าเป็นเหมือนกันทุกเพศนะที่อยากเอาชนะ ถ้าแฟนทิ้งแล้วแฟนไปมีคนอื่น แทนที่เราจะช่างมัน มันห่วย เราจะไปเอาคืนเพื่ออยากจะเอาชนะเขา

เรื่อง Loser อื่นก็กีฬา เราไม่ใช่คนแข็งแรงแต่เกิด ข้อมือเราก็เล็ก คอเราก็ยาว ไม่ได้เหมาะกับจะไปซัดใครหรอก แต่ว่าตอนเด็กๆ ต่อยแล้วแพ้บ่อย ก็เลยไปเรียน เรียนแล้วก็เริ่มชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่หลังๆ ก็ยังแพ้อยู่ นั่นคือเรื่องสนุกๆ แหละ เพราะกีฬาที่ผมเล่น ผมก็ไม่ได้เก่งเซิร์ฟ ยูโด มวย ไม่เก่งเลย แต่ก็ชอบเล่น ถ้าเล่นกับคนที่ไม่เป็น เราอาจจะเก่ง ถ้าเล่นกับคนที่เก่งเราอาจจะแพ้

ฟังดูเป็นคนพลังเยอะ

ใช่ เราชอบทำอะไรที่สนุก พอไปทำแล้วก็ชอบ ด้วยอาชีพมันก็พาเราไปด้วย เราต้องหัดขี่ม้า หัดทำอาหาร หัดยิงปืน ในพวกนี้ผมไม่ได้ชอบเลย ไปเลือกยูโดกับชกมวยแทน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะทำให้เราชอบได้ แล้วเราก็ไม่ได้เล่นทุกอย่าง เวลาไปทะเลผมก็ไม่ได้จะไปดำน้ำ ผมอยากเซิร์ฟมากกว่า

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เวลาชอบหลายอย่าง จะเสียความชำนาญหลายอย่างไป สู้เก่งอย่างเดียวไปเลยไม่ดีกว่าหรอ

ถ้าพูดถึงกีฬาต่อสู้ เล่นอย่างเดียวไม่ดี ถ้าเราเจอกับสิ่งที่ไม่มีกติกา เราจะใช้หลายอย่างเข้าไปผสมได้ แต่เหตุผลว่าทำไมไม่เล่นเซิร์ฟอย่างเดียว มาเล่นกีฬาต่อสู้ด้วย คือถ้าเซิร์ฟอยู่เอกมัยผมก็เล่นอย่างเดียวแหละ (หัวเราะ) นี่เราก็ตัดปีนเขาไปแล้ว เพราะเราไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน เหลือต่อสู้กับเซิร์ฟ

แล้วถ้าให้เลือกเก่งอย่างเดียว ทำอย่างเดียวล่ะ

ร้องเพลง เล่นเปียโน ซึ่งผมก็ซ้อมแทบจะทุกวันครับ หลังโควิดซ้อมน้อยลงเพราะกลับไปทำงานแล้ว แต่ช่วงโควิดวันละสามชั่วโมง นอกจากซีรีส์ก็มีดนตรีเนี่ยแหละ (หัวเราะ)

แต่คนมีภาพจำว่าเป้เป็นมือกีตาร์ที่เก่ง

กีตาร์ผมเล่นแต่เด็กแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้เก่ง เจอน้องๆ สมัยนี้เล่น เจอภูมิ วิภูริศ ผมรู้สึกว่ายอมแพ้ อย่างตอน Slur มันง่ายไง แต่เอาจริงเมื่อก่อนผมเก่งกว่าตอนนี้นะ ผมนั่งฟัง Slur ชุดสองแล้วคิดว่า เชี่ย เล่นได้ไงวะเนี่ย ตอนนี้ไม่ได้ฝึกแบบนั้นแล้ว พอออกอัลบั้มเดี่ยวก็เน้นตีคอร์ด แต่งเพลงซะเยอะ แต่ตอนนี้เล่นเปียโนเพราะว่ามันช่วยเรื่องร้องด้วย ตอนเราฝึกเรียนร้องเพลงจริงจัง ก็มากดเปียโนเพื่อไล่เสียง กีตาร์มันจะร้องเพี้ยนง่ายกว่า

ตอนนี้เจอปัญหาอะไรในชีวิตบ้าง

เพลงไม่ดัง (หัวเราะ) แต่มันก็ชินแล้ว เรารู้ตัวว่าถ้าไม่ดังจะต้องทำยังไง ความสัมพันธ์ การงาน ไม่มีปัญหา เอาเป็นว่าตั้งแต่อายุยี่สิบ ผมไม่มีปัญหาที่แต่ละคนเป็นแล้วเขาปวดหัวมาก คือเรื่องเงิน ผมไม่ได้รวยมากนะ แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากได้อะไรแล้วต้องได้ แต่หมายความว่าฉันอยากอยู่แบบสมถะ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกเดือดร้อน นี่คือเรื่องสำคัญนะ 

แต่เอาจริง ถ้ามีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่างหนึ่งที่ช่วยได้เลยคือการแต่งเพลง สมมติเราโดนสุภาพสตรีคนหนึ่งหักอกมา เราแต่งเพลงได้เพลงหนึ่งจะลืมเขาได้เร็วมาก เป็นวิธีแก้ปัญหาของผมที่ขอแนะนำให้ลองใช้กันดู ถ้าเราเสียใจ อกหักมา แล้วเทิร์นความเศร้านั้นให้มีประโยชน์ กลายเป็นศิลปะ หรือเอามันมาพัฒนาตัวเอง สมมติว่าโดนแฟนที่เป็นนักกีฬาฟุตบอลบอกเลิก สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือฉันไปนั่งอยู่ข้างสนามเก้าสิบนาที เอาน้ำให้เขากิน ทำไมตอนนี้ฉันไม่ไปเข้าฟิตเนสเพื่อเอาเวลาเก้าสิบนาทีนั้นทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นล่ะ อย่างของผมคือการแต่งเพลง ถ้าหนึ่งคนได้สองเพลงนี่คือประสบความสำเร็จสุดๆ ยิ่งเห็นหน้า ยิ่งสะใจ เพราะเราได้เขามาช่วย มาแท็กทีมกัน แต่บางคนก็อยากรู้นะว่าเพลงนี้หมายถึงเขาหรือเปล่า แต่เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ไม่ได้สนใจ มีสองเปอร์เซ็นต์ที่ไลน์มาถาม ชุดนี้ก็มีหลายเพลงที่เป็นคนเดียวกับชุดที่แล้ว

เป็นคนที่ยังคบแฟนเก่าเป็นเพื่อนเหรอ

ผมว่าถ้ามีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กันกับอีกคนจนถึงจุดหนึ่ง แล้วเขาไม่ได้ทำร้ายเรานอกจากความสัมพันธ์ครั้งนั้นที่ไม่เวิร์ก ถ้าเราเลิกกันไปแล้วเราจะสนิทกันมาก ซี้กันประมาณหนึ่งแบบเพื่อน แต่รู้สึกว่าไม่ต้องทำร้ายกันอีกแล้ว น่าจะคบกันได้ แต่ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์กับทุกกรณี

มีโอกาสจะกลับไปทำเพลงแบบชุด ออโต้อีโรติก ที่พูดถึงชีวิตและการเมืองอีกไหม

มันท้าทายที่จะทำเพลงแบบใหม่ให้ทุกคนสนุกตามได้ ดนตรีที่เราฟังสมัยนี้เราก็ไม่ได้ฟังโฟล์กอย่างเดียวแล้ว เราฟัง Weeknd ฟัง Billie Eilish เลยรู้สึกว่าการทำแบบเก่ามันง่ายเกินไป เราอยากจะไปสู้ในลีกที่เราฟังปัจจุบัน เปิดมาปุ๊บฟังฮิปฮอป R&B ฟัง YOUNGOHM มันไม่ใช่ลีกเก่าแล้ว หลายคนที่เป็นวงเก่าๆ เขาอาจจะยังทำเหมือนเดิม ทุกคนในวงมีส่วนร่วมในเพลงมันจะช้าในการปรับเปลี่ยน แต่เราเป็นศิลปินเดี่ยวเราจะปรับยังไงก็ได้ นั่นคือความท้าทายใหม่ๆ ไม่แน่ชุดหน้าผมอาจจะกลับไปทำเป็นโฟล์กก็ได้ แต่ว่าก็ยังไม่รู้ครับ

แต่จะพูดเรื่องสังคมมั้ย ผมเริ่มคิดน้อยลงตอนที่เฟซบุ๊กมันดัง สารคดีของ Bob Dylan เรื่อง Rolling Thunder Revue ที่คุณ Hurricane ที่เป็นนักชกโดนทำร้ายโดยคดีอะไรสักอย่าง แล้วบ็อบจะไปขอให้ค่ายเพลงออกเพลง Hurricane ตอนนี้ แต่พอมันมีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทุกคนสามารถพ่นปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดแล้ว เราไม่ต้องไปพูดแทนเขาแล้ว เลยเลิกพูดเรื่องสังคม การเมืองทั้งหมด รู้สึกว่าเราไม่มีประโยชน์แล้ว กลับมาสู่ความสนุกสนานเฮฮาเต็มที่ ส่วนตัว ความรักอกหัก ให้คนฟังเขาไปแทนค่าได้ หรือเขาสนุกตาม เปิดฟังระหว่างเขากำลังขับรถไปกาญจนบุรี ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดี

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

นึกถึงตอนอยู่ Slur แล้วย้อนมาดูตัวเองตอนนี้ เป้ อารักษ์ เติบโตขึ้นแค่ไหน 

ผมเห็นตัวเองแล้วรู้สึกว่า ถ้าให้ทำแบบนั้นอีกตอนนี้ คงไม่เอาแล้ว ผมเคยหลับตอนสัมภาษณ์นะ กล้องตั้งอยู่ วงนั่งอยู่สี่คน แล้วผมบอกเขาว่าผมเหนื่อยมาก ไม่ได้นอนเลย ขอนอนได้ไหม เขาบอกเอาเลย ผมก็หลับ พังปะล่ะ (เน้นเสียง) มาดูตอนนี้คงคิดว่า อะไรของมึง มีหลายอย่างที่แย่มากๆ ที่ผมทำกับหลายๆ คน ผมเคยทำให้หนังสือเล่มหนึ่งเกลียดผมไปเลยเพราะว่ามาสายจัดๆ ด้วยเหตุผลว่าเมาค้าง ทำให้ทั้งวงตกเครื่องเพราะว่าติดแฟน มาสาย เคยไปเล่นงานมหาลัยแล้วดูดบุหรี่บนเวที คาบไปทั้งเพลงแล้วดูดไปเรื่อยๆ อาจารย์เขาจะไล่ลงแต่เราไม่รู้ตัว ตอนนั้นเราก็เป็นนักศึกษาอีกมหาลัยหนึ่ง ใครๆ ก็ดูดบุหรี่บนเวทีปะ ไม่เห็นเป็นไรเลย ถ้าย้อนกลับไปเราจะไม่ดูดบุหรี่บนเวทีงานมหาลัย มันไม่ใช่ ตอนนี้ก็มีกาลเทศะมากขึ้น สมัยก่อนพังมาก

จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับไปทบทวนตัวเองคืออะไร

พอมันดังมากๆ หลงตัวเองมากๆ มันมองไม่เห็นหรอก คิดว่าถ้าคุณมีรูปหน้าตัวเองอยู่ทุกสี่แยก ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอก และคุณจะไม่เชื่อเขา เพราะเราก็เคยเป็น พอมันดังน้อยลง คนเริ่มสนใจน้อยลง มันเลยมองเห็น สิ่งที่มันควรจะเป็น มันมีประสบการณ์ด้วยว่าทำแบบนั้นไม่เวิร์ก แบบนี้สบายกว่า

คิดว่าจะอยู่วงการไปอีกนานแค่ไหน 

อันนี้ตอบไม่ได้ ต้องให้คนอื่นตอบให้เรา (หัวเราะ) อยากอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีงานเราก็จะอยู่ไม่ได้

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เคยกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของตัวเองไหม

พอสัมภาษณ์เยอะๆ เรื่องจะค่อนข้างวนๆ เหมือนเดิม แต่ยุคใหม่จะไม่ค่อยเหมือนเดิมแล้ว ไปอ่านบทสัมภาษณ์คนอื่นดีกว่า (หัวเราะ) 

คำถามที่ตอบยากที่สุดเวลาถูกสัมภาษณ์ 

คำถามที่เราต้องโกหกตอบยากที่สุด เช่นเรื่องความสัมพันธ์ที่เราไม่อยากพูด แล้วไมค์อยู่ตรงหน้าเรา กล้องเยอะๆ ผมต้องโกหกบ่อย แต่มันเป็นการโกหกเพื่อทำให้ตัวเองสบายขึ้น เราไม่ได้ไม่อยากอวดแฟนหรอก เราอยากอวด แต่ไม่เราอยากมาตอบคำถามอีกทีตอนเลิก ตอนที่รักกันเราชอบอยู่แล้ว ไม่อยากมาเลิกกัน เพราะตอนเลิกมันหนักหนามากจนเราไม่อยากกลับไปโดนอีกรอบ งั้นโอเค ถ้าเราไม่เริ่มที่จะมี ก็จะได้ไม่ต้องเลิก คงจะเรื่องนี้ที่ตอบยาก เรื่องอื่นตอบได้หมดเลย

พอมาอยู่ใต้สปอตไลต์ เป็นที่สนใจของหลายๆ คน ก็ใช้ชีวิตยากเหมือนกันนะ เป้รับมือยังไง 

ผมโชคดีมากที่ตอนนี้ไม่ได้ดังเท่าเมื่อก่อน ทุกอย่างมันง่ายขึ้นไปหมด แต่ถามว่าเงินมันน้อยลงไหม มันน้อยลง แต่มันผ่านช่วงที่ยากๆ มาแล้ว ช่วงนี้กลายเป็นว่า ถ้าเราประคองระดับไว้ประมาณนี้หรือน้อยกว่านี้ ในแง่ผลงาน มันก็อาจจะโอเคนะ เราก็ยังอยู่ได้ ไม่ได้รู้สึกโดนกดดันว่าจะอยู่ไม่ได้แล้ว มันเป็นยุคสมัยด้วยมั้งครับ เพราะว่าสมัยก่อนจำนวนบุคคลที่โดนกดดัน คือดาราที่ดังมันมีน้อย ในยุคผมมันเริ่มเยอะขึ้น แต่ยุคนี้มันเยอะที่สุด คนไม่ได้กดดันคนเดียวแล้ว เขาก็ไปกดดันคนอื่น ตอนนี้สบาย จะเดินไปไหนก็ได้

อยากให้คนมองเราในบทบาทไหน เพราะทำมาหลายอย่างมากจริงๆ

เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่คุณจะชอบอะไร ขอให้ชอบแล้วกัน (หัวเราะ) แต่บทบาทของเราตอบโจทย์ได้หลายคนจริงๆ บางคนชอบตอนเป็นมือกีตาร์ Slur แกะกีตาร์เพลงเราเล่นตอนเด็กๆ บางคนชอบเพลงเราชุดแรก (ออโต้อีโรติก) บางคนอาจจะชอบยุคที่เล่นละคร แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา, เธอกับเขาและรักของเรา หรือ สุดเขตสเลดเป็ด หรือตั้งแต่ ขุนพันธ์ 2 ผมมีเพื่อนเป็นแก๊งห้อยพระเข้ามาทักเยอะมาก (อวดพระที่คอ) อันนี้เป็นองค์เดียวที่ผมได้มาจากหนัง

ยังอยากเป็นอะไรอีกไหม

อยากเป็นนักดนตรีที่ออกไปทัวร์เล่นสดเยอะๆ อีกครั้ง เหมือนตอนเล่น Slur สนุกมากเลยตอนนั้น อยากเป็นนักแสดงที่ได้เล่นบทบาทอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากเป็นผู้กำกับ

อายุกำลังจะเข้าสู่เลข 4 ได้เจอ Midlife Crisis หรือยัง

ยิ่งเป็นนักแสดงที่มีโอกาสเจออะไรหลายๆ อย่าง รู้สึกว่าสิ่งที่เราโดนสอนตั้งแต่ยุคเบบี้บูมเมอร์ว่า ฉันต้องมีบ้าน มีรั้วเตี้ย มีครอบครัว มีลูกสองคน ไปเรียนมหาลัย เรียนจบ รับปริญญา แบบนั้นไม่ใช่เรา ผมจบมหิดล เกรดเฉลี่ย 3.2 และไม่รับปริญญา

การที่มนุษย์จะต้องสืบพันธุ์ แต่ทุกวันนี้คนเลี้ยงลูกด้วยมือถือและ YouTube ผมว่าถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากจะเลี้ยงแบบนั้น แล้วเด็กมันเครียด น้องๆ ที่ผมเจอมันเครียด ไม่ได้โทษโทรศัพท์นะ แค่คุณจะใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ได้เงินเดือนสามหมื่น จะอยากมีบ้านได้ไหมเดี๋ยวนี้ นอกจากจะเป็นหนี้ไปสามสิบปี เรารู้สึกว่าระบบมันไม่เหมาะกับมนุษย์แล้ว ถ้ายังอยู่กันแบบนี้ ถ้าจะเลี้ยงลูกต้องเลี้ยงด้วยใจ

Crisis ของผมคือผมไม่ต้องเป็นอย่างที่คนอื่นเขาเป็น ผมมีเพื่อนกลุ่มมหาลัยที่แต่งงาน มีลูก ตามครรลอง ซึ่งเขาเป็นคนเก่ง เรียนเก่ง หน้าที่การงานดี ซึ่งผมดีใจกับเขาด้วย ตัดภาพมากลุ่มเพื่อนประสานมิตรที่ผมอยู่ ไม่มีใครแต่งงานเลย มีแต่พวกคนที่ดูเหมือนเด็กอายุยี่สิบห้าตลอดเวลา ออกไปเล่นสเก็ต เล่นเซิร์ฟกัน ไปแข่งรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ ก็คิดว่าเราอาจจะเข้ากับกลุ่มนี้ก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้ากลุ่มนั้น มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเรายังไม่อยากทำตาม American Dream เราก็ไม่ต้องทำสิ

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เพราะสังคมบีบให้เราโตช้า

ใช่ ผมมีโอกาสได้รู้จักคนใหม่ๆ มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสรู้จักคนใกล้ตัวน้อยลงเหมือนกัน แต่เรายังอยู่ช่วงกึ่งกลาง ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบใหม่มากๆ ที่น้องๆ เขาใช้ TikTok เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นเรื่องจริงกันไปหมดแล้ว เรายังมองเป็นเรื่องตลกอยู่ ไม่จริง จะบ่นอะไรในเฟซบุ๊กก็เรื่องของมึงดิ ตัวจริงอาจจะอีกแบบหนึ่ง

กลัวแก่ไหม 

ช่วงนี้ร่างกายผมเจ็บแล้วหายช้านะครับ แต่กลัวพ่อแม่ป่วย ตอนนี้พ่อแม่ยังไม่ได้ป่วยรุนแรง ถ้าอะไรจะเกิดกับผมนะ อย่างเดียวเลยคือถ้าพ่อ แม่ น้องสาว เพื่อนซี้ เป็นอะไรขึ้นมา ผมทำตัวไม่ถูก อย่างอื่นผมรับมือได้ อาจจะต้องเอาไปแช่น้ำแข็งแบบ Hope Frozen แต่ก็คงจะทำไม่ได้

ในวัยนี้ ความคาดหวังที่เรามีต่อคนอื่น มีมากขึ้นหรือน้อยลง 

น้อยลงครับ สมัยก่อนเราเป็นเบื้องหน้า คนอื่นจะมาเอาใจเรา คือเราถ่ายไปแล้วยี่สิบคิว อีกยี่สิบคิวจะไปเปลี่ยนตัวก็ไม่ทันแล้ว พอมาทำงานเบื้องหลังจริงๆ เรารู้สึกว่าจะต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน บางคนมีเรื่องส่วนตัว เราบอกว่าจะให้ถ่ายที่นี่ แต่เขาบอกว่าถ่ายไม่ได้เพราะมีเหตุผลส่วนตัวบางอย่างซึ่งเราฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ เราจะโอเค เข้าใจได้ ไม่คาดหวังดีกว่า ในขณะที่บางทีเราทำงานกับคนในค่ายที่เขาดูแลศิลปินหลายคน จะไปคาดหวังให้เขาทำ ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็ไม่ได้ แต่อะไรที่ถ้าต่ำกว่ามาตรฐานก็ไม่ปล่อย

แล้วที่คนอื่นคาดหวังกับเราล่ะ

ผมมีความรู้สึกว่าเขาคาดหวังมากขึ้นครับ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ในกองละครที่ถ่ายอยู่ ทีมงานเขาสุดยอดมาก โปรดักชันดีเป็นอันดับต้นๆ ที่ผมเคยทำด้วย แต่พอเป็นเวอร์ชันนี้ เขาคาดหวังให้ผมทำตัวเป็นรุ่นใหญ่ จำบทได้หมด ร้องไห้เมื่อไหร่ก็ได้ จะให้โดดน้ำ ล้ม ต้องทำได้หมด ขณะเดียวกัน ถ้าเราเป็นตัวแสดงนำที่แก่สุด เราก็คาดหวังให้ตัวเองเก่งที่สุดในการทำงานประมาณหนึ่งเหมือนกัน เช่นเดียวกับวงดนตรี ถ้าเรานัดเพื่อนแล้วเราไปสาย ก็ไม่ได้ละ เพราะเราคือหัวหน้าแก๊ง เช่นกันกับงานกำกับ พ่อชวนกินข้าว พ่อบอกเลื่อนนัดไปหน่อยได้ไหม เราบอกไม่ได้ป๊า เป้เป็นหัวหน้าแล้ว เป้ไปสายไม่ได้ อาจจะเป็นเราคาดหวังกับตัวเองมากขึ้น แต่บางอย่างที่เราไปคาดหวังไม่ได้ ไปเซิร์ฟมา ตัวดำ คาดหวังให้ร่างกายฟื้นแบบเมื่อก่อนได้เร็ว ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ยังเมื่อยอยู่เลย (หัวเราะ)

มีแต่ความคาดหวัง ตอนนี้ได้ทำอะไรให้ตัวเองบ้างหรือยัง 

ทำให้ตัวเองตลอดเลย เห็นแก่ตัวสุดๆ ทำอัลบั้มก็ทำให้ตัวเอง ให้คนอื่นมาทำให้เรา ละครก็ทำเพื่อเงินให้ตัวเอง เพื่อศิลปะที่ตัวเองอยากรับใช้ ทำหนังก็เหมือนกัน ทำให้ตัวเองมีความสุข สั่งน้อง AR ซื้อแซนด์วิชเนื้อมากิน ก็เพื่อตัวเอง แค่ข้าวแต่ละมื้อหรือกาแฟแต่ละแก้ว เราว่าทำให้ตัวเองเยอะแล้ว แต่ของใหญ่ๆ เราไม่ค่อยได้ทำ… อ้อ มีนาฬิกากับนวมคู่ละหมื่น ไม่ได้รวยอะไร แต่ก็ทำให้ตัวเองอีกนั่นแหละ

แต่ที่บอกว่าผมเห็นแก่ตัวเพราะผมไม่ต้องมีคนอื่นให้ดูแล เพื่อนบางคนเขามีลูกกันแล้ว มันเหมือนเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตทุกอย่างทำเพื่อลูก ตอนนี้ผมทำเพื่อความฝันตัวเองกับพ่อแม่ ยังไม่อยากเพิ่มภาระ ถ้าวันหนึ่งอยากจะมีขึ้นมา หรือมันพลาดขึ้นมาเนี่ยก็มีได้ (ยิ้ม)

แล้วอยากทำอะไรให้คนอื่นบ้าง ด้วยบทบาทของเป้ สามารถให้อะไรได้เยอะเลย 

ผมตอบไปหมดแล้วในเพลง ไม่ต้องทำหรอกบุญ คือ “เมื่อใดที่เธออยากทำดี ไม่ต้องไปทำในที่ไกลๆ แค่ทำให้คนรอบข้างสบายใจ มันก็จะดีกว่าบุญไหนๆ” รู้สึกว่ามันง่ายกว่า ยั่งยืน อยู่ได้ตลอดมากกว่า ถ้ามีโอกาส ไปทำบุญทำทาน ทำโครงการดีๆ ได้ แต่ถ้าธรรมชาติของนายไม่ใช่แบบนั้น ก็ดูแลพ่อแม่ ดูแลเพื่อน ดูแลคนที่ทำงานให้นาย สัมภาษณ์นาย หรือแม้แต่ค่ายที่ให้เงินทำงาน ให้โอกาสเรา ดูแลแค่นี้ให้ดีก็พอแล้ว นี่คือการทำอะไรให้คนอื่นในแบบที่ผมคิดว่า ถ้าทุกคนทำแบบนี้จะดีมาก ความจริงศาสนาคริสต์มีคำสอนอยู่แค่สองอย่าง คือรักพระเจ้า หรือเชื่อในความรักของพระเจ้า อีกอันคือ รักเพื่อนบ้าน มันง่ายมาก ถ้าทุกคน Love Neighbors ก็ไม่ตีกัน จบเลย คำสอนนี้มาก่อนที่จะมีโบสถ์ด้วยซ้ำ

อยากบอกอะไรกับคนที่กำลังจะอายุ 36 เหมือนๆ กัน

ดูแลผมให้ดีๆ ครับ ผมโชคดีที่พ่อผมไม่ล้าน ถ้าเป็นร็อกสตาร์แล้วหัวล้าน มันไม่ได้ (หัวเราะ)

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

Writer

Avatar

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

อดีตบรรณาธิการ Fungjaizine ที่นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ก็ชอบเล่าเรื่อง ดนตรี ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นพิเศษ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ 

หลายคนคงไม่คุ้นเคยกับการที่ชื่อของเธอต่อท้ายด้วยชื่อจริงและนามสกุลเท่าไหร่ เพราะในหลายบทความ หลากบทสัมภาษณ์ ชื่อของเธอมักถูกพ่วงมาด้วยนามสกุลที่ติดตัวมานานกว่า 6 ปีว่า อร (อดีต) BNK48

อรอุทิศช่วงเวลากว่าครึ่งของวัยรุ่นตอนปลายและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นให้กับการเป็นไอดอล โดยไม่ยอมให้ภาพลักษณ์ใสซื่อมากีดกันตัวตนของเธอ อรเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และตะโกนบอกความต้องการของตัวเองเสมอ นั่นทำให้เธอไม่เคยหลบอยู่ใต้แสงไฟ

ตั้งแต่การเป็นเซนเตอร์เพลง RIVER ในอัลบั้มแรกของวง ดีไซน์เสื้อผ้าร่วมกับ atmos bangkok ในโปรเจกต์ crush ORN you คว้ารางวัลจากเวที KAZZ awards 2 ปีซ้อน (2020, 2021) และออกพ็อกเกตบุ๊กท่องเที่ยว ORN THE WAY ก่อนจะประกาศจบการศึกษาในเวลาต่อมา

หรืออาจเป็นเพราะค่ายไม่ได้มองเธอในฐานะไอดอลตั้งแต่แรก 

ความจริงคืออรถูกปั้นมาให้กลายเป็นดั่ง ‘อั้ม พัชราภา’ ประจำวง

ปัจจุบัน อร ในวัย 25 ไม่ได้รับบทเป็นใครทั้งนั้น นามสกุล 6 ปีถูกถอดทิ้งไป เธอนั่งแท่นเป็นผู้บริหารค่าย UNEQ Entertainment ที่เพิ่งเปิดตัวสด ๆ ร้อน ๆ สนุกกับชีวิตใหม่อย่างสมเป็นอร และใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน แบบที่ตอนเป็นไอดอลทำไม่ได้

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ORN that day

อะไรคือความทรงจำแรกที่นึกถึงถ้าพูดถึง BNK48

นึกถึงตอนเดบิวต์ที่เราฝึกหนักมาก ๆ ทุกวันเป็นของ BNK ไม่มีอะไรแทรกเข้าไปได้

ทำไมนึกถึงความทรงจำนั้น 

เพราะรู้สึกว่า จะเติบโตได้ต้องมีรากฐานที่ดี ก็เลยจะนึกถึงรากฐานของตัวเองเสมอ สิ่งที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด มันเติบโตมาเป็นต้นไม้ที่สวยงาม

แล้วต้นไม้ที่เติบโตมาอย่างสวยงามตลอด 6 ปี มีความรู้สึกอยากแกรดสักครั้งไหม

มีค่ะ ไปคุยเรียบร้อยเลย เพราะคิดว่าอยู่ข้างนอกเติบโตได้ดีกว่าตรงนี้ เบอร์มั่นมาก (หัวเราะ) 

คนข้างนอกพูดกับหนูเสมอ แม้แต่คนข้างในเขาก็จะพูดประมาณว่า อรไปได้ดีในวงการนะ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ BNK แล้วก็ตาม แต่หนูก็แอบหวั่น เฟลจากหลาย ๆ อย่าง อันดับเลือกตั้งตกด้วย แอบเถียงในใจว่า ถ้าอยากสนับสนุนก็สนับสนุนตั้งแต่หนูอยู่ในวงสิ 

แล้วก็ค่าฉีกสัญญาแพงมากค่ะ หนูเลยไม่ฉีกดีกว่า (หัวเราะ) อาจจะเป็นลูกรักลูกชังแหละ หนูก็เลย โอเค กลับลำก็ได้

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

นอกจากค่าฉีกสัญญา เหตุผลอะไรที่ทำให้ยังอยู่ต่อ

แฟนคลับด้วย เพื่อนด้วย อยากจบพร้อมเพื่อน อีก 2-3 ปีก็จะหมดสัญญาแล้ว

อรจินตนาการภาพวันสุดท้ายของการเป็น BNK ไว้ยังไง

หนูคิดมาตลอด (หัวเราะ) ก็เลยไม่ได้ใจหายขนาดนั้น ทำใจมาเป็นปีแล้วค่ะ

พอวันสุดท้ายมาถึงจริง ๆ เหมือนที่คุณคิดไว้ไหม

แตกต่างนะ คิดไว้ว่าต้องอาลัยอาวรณ์กว่านี้ (หัวเราะ) แต่ช่วงหลัง ๆ งานรุ่น 1 เยอะมาก จนไม่ได้เทกไทม์ในการเศร้าหรืออะไร 

Jiwaru DAYS เนี่ย เป็นซิงเกิลสุดท้ายที่เต้นยากมาก หนูให้เลย Top 3 ของ BNK ที่เต้นยากที่สุด เพราะใช้เวลาจำ 4 วันแล้วขึ้นเลย คือวันแรกรับท่าก็เอ๋อไปแล้ว ต้องทำการบ้านเยอะมาก 

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

เขาแกล้งให้เกิดการจดจำรึเปล่า

เป็นไปได้ หรือเขาแกล้งวะ (หัวเราะ)

เราไม่ค่อยได้เจอเพื่อนเท่าไหร่ พอรวมกันทีก็เป็นอะไรที่ เออ เดี๋ยวตี เดี๋ยวทะเลาะ เราก็นั่งดู (ปรบมือ) เป็นโรงเรียนหญิงล้วนของจริง ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน แล้วก็ซ้อม แล้วก็เหนื่อย เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เดี๋ยวมันก็จะจบละ อีกนิดเดียว คอนเสิร์ตสุดท้ายแล้วเนี่ย แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจในพาร์ตที่ว่า เราก็อดทนเก่งเหมือนกันนะ คิดว่าเป็นโปรเจกต์จบแล้วกัน ออกไปก็สนามจริงแล้ว

โมเมนต์ที่ดีที่สุดคือตอนลงไฮโดรลิกไปแล้ว 19 คนที่แกรดนั่งกอดกันร้องไห้ แบบจบแล้วเว้ย ไม่คุยอะไรกันเลย เรานั่งอยู่เงียบ ๆ รู้สึกว่าภาพนั้นจะไม่มีอีกต่อไปแล้วบนโลกใบนี้ เพราะบางคนก็ออกจากวงการ บางคนไปเติบโตในทางของตัวเอง แล้วหนูก็ไม่มั่นใจว่า ในอนาคตจะจัดคอนเสิร์ตที่มีคนดูเท่านี้ได้ด้วยตัวคนเดียวรึเปล่า มันเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตวัยรุ่นของเราจริง ๆ 

เช้าวันแรกที่ตื่นมาไม่มีนามสกุล BNK48 อีกแล้ว รู้สึกยังไง

รู้สึกแบบ เราออกจริงเหรอ ช่วงที่หยุดงานก็จะฟุ้งซ่าน ปกติจะมีซ้อม มีนู่นมีนี่ ไม่ค่อยว่าง แต่พอไม่มีแล้วแปลก ๆ ปกติจะส่อง #ornbnk แต่นี่ต้องรีบตั้งใหม่เป็น อรอุ๋ง อย่างการตั้ง OpenChat ก็ไม่รู้หรอกว่าการต้องรับมือกับแฟนคลับเป็นยังไง ปรับตัวไม่ถูก ต้องมานั่งปิดการแจ้งเตือน เป็นการเรียนรู้ใหม่ทั้งเราและแฟนคลับ

แล้วก็ตอนออกจากกรุ๊ปไลน์ BNK ที่มีเป็นร้อย ตั้งแต่งานแรกยันงานสุดท้าย คือนั่งไล่ Leave Leave Leave

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน
อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ใช้เวลานานไหม

นาน เพราะเรากลับเข้าไปดู เซฟรูปบางรูป มีความอ้อยอิ่งในการร่ำลา หรือนี่คือความรู้สึกของคนที่อกหัก เพิ่งเลิกกับแฟน ต้องมาลบแชต เนยก็บอกเหมือนอกหัก 

การออกกรุ๊ปใหญ่เป็นเรื่องยากที่สุด เราใช้เวลาประมาณ 4 วัน รอดูว่าใครจะออกคนแรก (หัวเราะ) พอมีคนออกแล้วนี่ก็แบบ ต้องทำยังไงวะ ยิ่งพวกกัปตันทีมจะต้องมีการเขียนยาว ๆ แต่หนูกดออกเลย

สมเป็นอร

(หัวเราะ) 

รู้สึกว่าเดี๋ยวเราก็เจอกัน ไอจีเราก็เห็นกัน แล้วการอันฟอล BNK ก็เหมือนเป็นการเคลียร์ชีวิตด้วย

ไม่ใช่ไม่ชอบหรือว่าอะไร แค่ไม่อยากติดตามแล้ว ช่วงแรก ๆ เราไม่ได้อยากเห็นวงขนาดนั้น หนูก็เลยไม่รู้ข่าววงเลย หรือว่ามันคืออาการอกหัก

เสียใจไหมล่ะตอนนี้

ไม่เสียใจนะ แค่รู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเราแล้วก็เลยอันฟอล ไม่รู้เป็นการดีรึเปล่า

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

คิดว่าคือการจบการศึกษาจริง ๆ หรือเป็นการเริ่มต้นใหม่

เริ่มต้นใหม่ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการจบเลย ตราบใดที่เดินออกไป คุณยังมีนามสกุล BNK แม้เราจะไม่ได้พูดออกสื่อแล้ว แต่ก็ยังตามติดไปทั้งชีวิตอยู่ดี

ต้นปีก็คิดแล้วว่า เราต้องวางแผนยังไงต่อ จะหาคอนเนกชันยังไงดี เพื่อเรา เพื่อค่าย อ้อ ตอนนี้เปิดค่ายอยู่นะคะ ตอนแรกคิดว่าหมดสัญญา 21 ธันวาคมใช่ไหม จะปล่อยค่ายเลย วันที่ 23! แต่มันก็ดูน่าเกลียดไปไหมนะ

เอาจริงหนู Loyalty กับวงด้วย แม้แต่ผู้บริหารเองก็ตาม

จริงเหรอ

จริง แล้วก็เข้าใจความเป็นไปทั้งบทบาทเมมเบอร์ บทบาทของผู้บริหาร และแฟนคลับเอง เหมือนหนูเป็นตัวกลาง 

แต่การออกมาแล้วเปิดค่ายใหม่เป็นของตัวเอง หลายคนคงเข้าใจและคิดว่าถ้าเป็นอรก็ไม่แปลก

สมเป็นอร เออ เป็นพวกชอบเล่นใหญ่ (หัวเราะ) 

แค่รู้สึกว่าผู้จัดการที่ตรงตามความต้องการของเราเป็นสิ่งที่หายากมาก งั้นทำไมเราต้องเลือกผู้จัดการแค่คนเดียวล่ะ ในเมื่อเรารู้จักคนที่ดี ๆ มากมาย อย่างพี่แนน (ผู้จัดการ) ก็เป็นหนึ่งในนั้น อาจจะไม่ได้รู้จักกันนานมาก แต่หนูเห็นพี่แนนเป็นพี่ที่รัก เขาไม่เคยโกรธใคร เหมาะจะเป็นประสานงานในพาร์ตที่ต้องรับมือและแก้ปัญหา ต้องมีคนแบบนี้อยู่ในองค์กรของเรา แล้วก็ต้องมีคนที่เป็น Fighter คอยปกป้องเด็กอย่างพี่เหมา และมีพี่เอส ผู้หลักผู้ใหญ่ที่จะคอยแนะนำว่าต้องทำยังไงให้ออกงานแล้วไม่จม หรือสคริปต์แบบไหนที่เหมาะสมกับเรา 

แล้วคุณเป็นอะไรในค่ายนี้ 

อร… เป็นเจ้าของค่ายค่ะ (หัวเราะ)

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ORN progress

ค่าย UNEQ Entertainment ของอร มองว่าจะเป็นค่ายแบบไหน

ในมุมแรกเลย คิดแบบง่ายที่สุด แค่ลดหย่อนภาษีเฉย ๆ (หัวเราะ) เปิดค่ายไปเลยก็ดูยิ่งใหญ่ดี เป็นเมมเบอร์หนึ่งเดียวในนั้น อนาคตค่อยว่ากัน แล้วเพื่อน ๆ ก็เหมือนรู้ มีแบบ “ต้องการ Main Vocal ไปอยู่ในนั้นไหม” 

จากค่ายเล็ก ๆ ที่ใช้ลดหย่อนภาษี ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ต้องจริงจังแล้ว เพราะมีคนอยากเข้ามา  

คิดว่าอะไรในตัวคุณที่ทำให้เพื่อน ๆ เชื่อมั่นและไว้วางใจ

แวบแรกหนูอาจเป็นคนหนึ่งที่เพื่อนคิดว่าน่าจะไปรอดในวงการ แต่ความจริงคือไม่มั่นใจขนาดนั้นนะ (หัวเราะ) 

วงการนี้น่ากลัวมาก เป็น BNK เหมือนมีหลังคามาครอบเอาไว้ เลยลดแรงกระแทกได้เยอะ แต่พอออกมาเองจริง ๆ มันต้องสู้ 300% แค่ 100% ไม่ได้ เราขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ไว้ใจ แอบอุ่นใจนิดหนึ่ง มีเพื่อนมาอยู่ด้วย ไม่ได้ต่อสู้เพียงคนเดียวบนโลกนี้ แต่ถ้าเกิดเพื่อนไปเจอทางที่มั่นคงกว่า เราก็ยินดี

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

ค่ายใหม่ของคุณจะช่วยแก้ปัญหาที่ไอดอลเคยเผชิญมาได้รึเปล่า

จะแก้ปัญหาวงการไอดอลไหม อันนี้ไม่ทราบได้ แต่การเชือดไก่ให้ลิงดูนั้น เราทำได้ 

แฟนคลับจะค่อนข้างเป็นห่วงเวลาเจออะไรที่ไร้สาระ หรือเรื่องที่มา Sexual Harassment หนูด้วย ซึ่งหนูเฉยมากเลย จริง ๆ มันไม่ควรเฉยเว้ย แต่หนูเจอแบบนี้มา 6 ปี แล้วค่ายหนูจัดการอะไรไม่ได้ พูดจริง ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ มันชินไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าคนพวกนี้มาทำอะไรชีวิตหนูได้ แค่อย่าเอาความคิดหยาบโลนของตัวเองมาป้ายคนอื่น

คือจะมองแค่เรื่องเพศอย่างเดียวเลยหรอวะ นี่ก็เลือก คนจะมาเป็นแฟนหนูแบรนดิ้งก็ต้องดีอยู่นะ เข้าใจปะ (หัวเราะ) อย่ามาคิดแทนค่า เปิดตัวเมื่อไหร่เดี๋ยวก็รู้ หรือเปิดตัวอีกทีมีลูก หนูคลอดแล้วค่า! 

ในมุมหนู มันเป็นสิทธิ์ที่เราพึงได้ เป็นสิทธิ์ที่ค่ายต้องปกป้องเราไม่ว่าทางใดก็ตาม เพื่อสภาพจิตใจ หรือหน้าตาของเราเองที่จะไม่โดนแบบนี้อีก เราแคปไว้หมดแล้ว มันต้องจับได้สักตัวแหละ เอาเงินเข้าค่ายสักหน่อย จะเชือดให้ดู

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

นอกจากเรื่อง Sexual Harassment ยังมีอะไรไม่เป็นธรรมที่อยากแก้ไขอีกบ้าง

นี่ก็ถามความเห็นเพื่อนว่ามาตรฐานของค่ายควรเป็นแบบไหน อยากมีอะไรเพิ่มเติมไหม และเราจะไม่ใช้คำว่าดูแลเป็นครอบครัว เราเป็นธุรกิจจริง ๆ นี่คือสิ่งที่เธอควรจะได้และเธอควรจะทำ

ซึ่งเพื่อนหนูทำได้อยู่แล้ว ประสบการณ์ 6 ปีในวงการบันเทิงหาไม่ได้ง่าย ๆ พูดตรง ๆ หนูคิดว่า BNK คือจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารในวงการบันเทิง ความกดดัน ทุกอย่าง แล้วยิ่งอยู่ต่ำเท่าไหร่ การที่เราจะไปสูงมันเร็วมากเท่านั้น เพราะมีแรงถีบเยอะ 

หนูว่าเด็ก BNK แม่งโคตรเก่งเลยว่ะ ถึงแม้จะไม่อยู่วงการบันเทิงแล้ว แต่จะมีสกิลบางอย่างที่ติดตัวไปตลอดชีวิตแน่นอน

ORN my way

หลังผ่านการเป็น BNK48 มาแล้ว รับมือกับเรื่องยาก ๆ ได้ดีขึ้นรึเปล่า

มีเรื่องใหม่ ๆ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แค่คิดว่าเรารับมือกับอะไรที่ไม่ยุติธรรมได้ดีแน่ ๆ

คุณเป็นผู้หญิงที่ผ่านการต่อสู้มาเยอะ ในวัยเด็กคิดไหมว่าต้องมาถึงจุดนี้

คิด เพราะหม่าม้าเคยเป็นดาราตัวเล็กตัวน้อย แต่อากงไม่ให้เป็น เต้นกินรำกินไม่เหมาะกับครอบครัว ต้องเป็นคุณหมอ แล้วบ้านหนูก็เป็นบ้านหมอ ความฝันของหม่าม้าเลยมาตกที่ดิฉันที่เป็นผู้หญิง 

ตั้งแต่เด็กเขาเลยอยากให้หนูขึ้นเวทีตลอด ๆ ร้องเยอะ เต้นเยอะ มันเลยเป็นความฝันที่… เอาจริงตอนเด็กก็ไม่แน่ใจเป็นความฝันของหนูเองหรือของหม่าม้า แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเราชอบตรงนี้ ถึงไม่ใช่เพราะหม่าม้า หนูก็น่าจะอยู่วงการบันเทิง 

งั้นทำไมถึงเลือกมาเป็นไอดอล ไม่ใช่นักแสดง

อยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ป (หัวเราะ) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกาหลีบุกประเทศไทย ฉันอยากจะเป็น ฉันจะทำให้ได้ ฉันจะส่งเดโม่ แล้วท่ามกลางเกาหลีก็มีญี่ปุ่นเข้ามา คิดว่าน่าสนใจดี ตอนสมัครก็มั่นใจว่าเราน่าจะได้แหละ ประมาณ 60% ดูจากคณะกรรมการ

แล้วอีก 40 ล่ะ

  40% ทำใจไว้ก่อน จะมั่นหน้าเกินไป (หัวเราะ)

อดีตอั้ม พัชราภา แห่ง BNK48 สู่ อร พัศชนันท์ ผู้บริหารค่ายที่อ่านนิยายจีนวันละ 50 ตอน

อรเป็นคนที่บอกความต้องการของตัวเองตลอดเวลาไหม

ใช่ แต่นี่เป็นสิ่งที่เพิ่งค้นพบมาเหมือนกันว่า ตะโกนเยอะก็ไม่ดี เพราะอาจจะมีบางคนที่เขาอยากเติบโต อยากโดดเด่นเหมือนกัน แต่เขาไม่กล้าพูด เขาจะอิจฉาคนแบบเรา หนูก็เลยไม่แปลกใจที่โดนอิจฉาบ่อย 

ความจริงก็คือ หนูไม่ได้แคร์ว่าเขาจะอิจฉาหรือไม่อิจฉา มานั่งด่าหนูหรือมานินทาลับหลังหนู แค่รู้สึกว่าการที่เขาคิดแบบนี้มันทำให้เขาไม่ไปไหนสักที ในเมื่อเธออิจฉาก็ทำให้ได้เท่าฉันสิ คือเราก็ไม่ได้เก่ง เรายังต้องเรียนรู้ตลอดเวลา มีพลาด มีคิดไม่ออก มีคิดไม่ถึง มีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้

พี่ต้อม-จิรัฐ บวรวัฒนะ เขาพูดมาเสมอว่า “ผมนับถือคุณ ที่ให้รับผิดชอบงานเดี่ยวได้ เพราะว่าคุณทำ ไม่ใช่พูดอย่างเดียว” ง่าย ๆ แค่นั้นเลย

อย่าง ORN and ON ตอนแรกจะไม่ทำ แต่รู้สึกว่าควรมีผลงานสักชิ้นหนึ่ง หนูอยากให้แฟนคลับภูมิใจในตัวหนูเสมอ หนูเห็นเขาเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เหมือนเด็กคนหนึ่งที่อยากทำให้พ่อแม่ชม อาจจะเป็นการคาดหวังที่ไม่ดีรึเปล่าก็ไม่รู้นะ

แล้วเอาตัวรอดยังไงในค่ายไอดอลที่เต็มไปด้วยกฎ

ทำตัวเป็นน้ำ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ

มีสักครั้งไหมที่ไปขวางเรือ

ก็ออกจากค่ายไงคะ (หัวเราะ) ครั้งเดียวจบเลย 

ORN my life

ตลอด 6 ปีของการเป็น BNK ถ้ามีคะแนนเต็ม 10 คุณเป็นตัวเองกี่คะแนน

6 เต็ม 10 เราพูดทุกอย่างที่คิดไม่ได้ขนาดนั้น

ถ้าเทียบกับเพื่อน ๆ คิดว่าคนอื่นได้กี่คะแนน

4 เต็ม 10 หนูคิดว่าเพื่อน ๆ ไม่ค่อยบอกความต้องการของตัวเองสักเท่าไหร่ หนูเด่นในการ Outstanding ออกมา แต่จริง ๆ แล้ว 6 คะแนนของเราคือธรรมดามาก 

ตอนอยู่ BNK ใครเป็นคนวางคาแรกเตอร์ให้คุณต้องเป็นคนแบบนี้

อยากรู้ว่าคนแบบนี้เป็นแบบไหน ในมุมของคนข้างนอก

เป็นผู้หญิงมั่นใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง พูดจาฉะฉาน ไม่ค่อยยอมคน 

แต่ถ้าอะไรหยวนได้ก็หยวนนะ

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

ซึ่งค่ายเลือกให้หรือเราเป็นเอง

เป็นนิสัยหนูอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ค่ายวางให้หนูคือนักแสดงค่ะ ไม่ว่าจะอะไร เขาไม่ได้มองว่า หนูเป็นศิลปินเดี่ยว เกิร์ลกรุ๊ป เขามองว่าหนูเป็นนักแสดง

เพราะ

เขาบอกว่า อยากให้หนูเป็น พี่อั้ม พัชราภา (หัวเราะ) 

พูดจริง พี่ต้อมบอกว่า “ผมเห็นคุณเป็น อั้ม พัชราภา” วันแรกเขาบอกว่าหนูเป็นคนสวย (หัวเราะ) 

แล้วตอบกลับเขาไปว่าอะไร

หนูก็ อ๋อ ค่ะ อั้ม พัชราภา เลยหรอวะ เอาจริงหรอแม่ (หัวเราะ)

หนูอาจจะสวยสู้พี่เขาไม่ได้ แต่จะพยายามนะคะ ก็พูดไปอย่างนี้ แต่เขาวางแผนไว้ให้เป็นแบบนี้ ความเบอร์ใหญ่ ความแม่ เอาแซ่บ ๆ โต ๆ สาว ๆ ไปเลย  

ตั้งแต่ตอนออดิชัน เขาจะวางแล้วว่าคนนี้มีภาพลักษณ์แบบไหน คนนี้มาร้องเพลง เต้น หรือแสดง  

มองว่าตัวเองเป็น อั้ม พัชราภา ได้ไหม

ไม่นะ หนูไม่น่าเป็นพี่อั้มได้ 

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

ถ้าให้ตั้งชื่อตัวเองในวงการจะชื่อว่า

ตอนแรกหนูมีอยู่เกือบ 3 ชื่อ ชื่อจริง ๆ หนูคือแคทเธอรีน ซึ่งนี้มันเก่ามาก เพื่อนบูลลี่ บางคนไม่ยอมเรียกแคทเธอรีน แล้วอาเจ็ก น้องของพ่อ เขาชอบ ‘อรอนงค์ ปัญญาวงศ์’ หนูก็เลยชื่ออร

นี่คือที่มา แต่ก็อายที่ชื่ออรอยู่ดี รู้อย่างนี้ชื่อแคทเธอรีนดีกว่า แต่ตอนเด็กมันเลือกอะไรไม่ได้ไง 

แล้วชอบไหมที่แฟนคลับตั้งฉายาให้ว่าอุ๋ง

อรอุ๋ง ได้นะ รู้สึกเป็น อ อ่าง ๆ (หัวเราะ) ตอนนี้หนูก็ใช้อรอุ๋ง คนข้างนอกจะจำอรอุ๋งได้มากกว่าอร BNK แล้วแฟนคลับก็ไม่คิดด้วยว่าหนูจะใช้ชื่อนี้ เขาแบบ “อรอุ๋ง ฉันว่าไม่ใช่ แอคทวิตนี้มันไม่ใช่หรอก อรไม่อยากใช้อรอุ๋ง มันหนีอรอุ๋งมาตลอดทั้งชีวิต แล้วอยู่ดี ๆ จะมาใช้อรอุ๋ง” สุดท้ายก็คือ ใช่ว่ะ ใช่จ้า

อะไรที่อร BNK48 มักจะถูกถาม สัมภาษณ์ สงสัยเยอะที่สุด

ถ้าจากข้างนอกก็ ออกจากวงยัง (หัวเราะ)

ทำไมถูกถามบ่อย

หนูอาจจะลุคไม่เหมือนคนอยู่ BNK มั้ง เขาเลยสงสัยว่านี่ยังอยู่ในวงปะเนี่ย แต่จริง ๆ หนูอะกรีดเลือดออกมาสีม่วงเลยนะ

แล้วก็ที่โดนถามเยอะ คือ BNK ยังมีอยู่ไหม หลังจาก คุกกี้เสี่ยงทาย มีซิงเกิลอะไรล่ะ ทั้งที่ คุกกี้ฯ คือซิงเกิลที่ 2 เรามี 10 กว่าซิงเกิลแล้ว (หัวเราะ)

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน
ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

อะไรที่ได้มาจาก BNK แล้วทำให้อรเป็นอรทุกวันนี้

หนูว่า EQ หนูดีขึ้น แล้วก็รู้สึกว่า ผู้หญิงเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน (หัวเราะ) 

ความเป็น BNK คือ ผู้หญิงละเอียดอ่อน เดินไปห้องน้ำช้า เดินเป็นแก๊ง ไปเข้าห้องน้ำคนเดียวไม่ได้ หรือต้องอ้อยอิ่งนิดหนึ่ง หนูไม่เข้าใจ อย่างตาหวานก็บอกว่า “ตอนแรกเอ็งนี่มันตัวตึงอยู่นะ” ไม่แปลกที่น้องกลัว แต่ในระหว่างทางไม่ได้สวยงามขนาดนั้นเลย ก็เลยกลับมามองตัวเองว่า ไม่ใช่ให้คนอื่นมาปรับตัวกับเรา เราควรปรับตัวกับคนอื่น ปัญหาอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่เขา

เรามี EQ มากขึ้น มี Human Skill มี Empathy เป็นสิ่งที่ควรมีในตัวทุกคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่อนลง เราแค่เข้าใจผู้อื่น แล้วก็เป็นผู้ฟังมากขึ้น เพราะจริง ๆ คนเราขาดคนฟัง ส่วนใหญ่เราจะมีแต่คนพูด แล้วพอเราเปิดใจฟัง เรารู้สึกได้มากกว่าที่พูดซะอีก การเป็นผู้ฟังที่ดีเป็นสกิลที่ยากมาก 

แล้วการเป็น BNK ทำให้อรเสียอะไรไปบ้าง 

เมมเบอร์ BNK คงจะตอบว่าเสียสละช่วงเวลาวัยรุ่นค่ะ ซึ่งมันจริง จริงแน่ ๆ 

เราเสียช่วงเวลาอยากสนุกไป เช่น หนูเพิ่งไปสถานบันเทิงเริงรมย์ตอน 25 ขวบ เพื่อนก็ถาม จริงหรอมึง นี่ก็แบบ จริง ฉันเพิ่งรู้สึกกล้าที่จะทำอะไรอย่างนี้

ถ้าย้อนกลับไปหนูก็อยากเดินจับมือแฟนที่สยาม เพราะหลังจากนั้นมันไม่มีทางที่จะทำได้อีก คือหนูทำอย่างอื่นเยอะมากจนคิดว่า ถ้าสิ่งที่… (นิ่งคิด) ที่รู้สึกเสียดายน่าจะเป็นเรื่องความรัก หนูอยากมีแฟน 

แต่ถึงยังไง หนูก็ไม่น่าจะเปิดตัวแฟน มันไม่คุ้ม (หัวเราะ) หนูไม่อยากให้คนมานั่งเสิร์ช ‘อร พัศชนันท์ แฟน’ 

พอเป็นดารา เราถูกโฟกัสมาตลอด ไม่ว่าทำอะไรคุณจะโดนนับเป็นสถิติเสมอ อรเลือกตั้งอันดับที่เท่าไหร่ เป็นดารา Top 10 ในไทยไหม มีรายได้เท่าไหร่ หนูเลยรู้สึกว่า ไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวมาให้โดนแสล็น เลยคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าเปิดตัว

มีอะไรที่ค้างคาหรือยังไม่ได้ทำในฐานะ BNK อยู่ไหม

ไม่มีค่ะ หนู Complete ทุกอย่างแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่คิดมาเหมือนกันว่า เราเหลืออะไรอีกวะ กัปตันก็ไม่ได้อยากเป็น พูดจริง ๆ เลยตัดไป เซนเตอร์เป็นแล้ว แถวหน้า แถวกลาง แถวหลัง เป็นหมดแล้ว พรีเซนเตอร์เป็นหมดแล้ว 

เพลงใหม่ BNK ไง Iiwake ​Maybe โอ้ย เสียดาย ฉันอยากใส่ชุดลายสก็อตสีแดง 

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

งั้นต่อจากนี้คนคุยกับอรเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

หนูชอบ Deep Conversation นะ ตอนนั้นเจอ พี่บาส ณัฐวุฒิ ที่งานแต่ง เขาถามว่า “สิ่งที่ได้จาก BNK คืออะไร” เป็นคำถามจากคนที่รู้จักกันครั้งแรก มา! มวยถูกคู่ว่ะ หนูชอบอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าคนไหนปิดใจ หนูก็จะไม่ถามต่อ เปลี่ยนเรื่องอื่น เอาจอย ๆ แทน 

แล้วคุยกับตัวเองบ่อยไหม

บ่อย แต่ไม่ได้คุยออกมานะ คุยในความคิด แล้วหนูเพิ่งค้นพบวิธีที่แยกความคิดตัวเองคือ เขียนลงไป ช่วงนี้ก็จะมีไดอารี่

ส่วนมากสิ่งที่จดลงไปเป็นเรื่องอะไร

เรื่องค่ายหมดเลยค่ะ น้องคนนี้ต้องการแบบนี้ ๆ เป็นไปได้ไหม ทุกคนต้องมานั่งคุยกันว่าอะไรทำได้ไม่ได้

ชีวิตจะมีแต่เรื่องงานไหมนะ

การได้กินกาแฟแก้วหนึ่งก็มีความสุขแล้ว หนูรีแลกซ์ได้ หรือการได้มาทำหน้า กินไส้ย่างกับเพื่อนต่อ ฉันจะหาทางเติมพลังของฉันเอง หนูเป็นพวกชอบทำงาน อย่างตอนนี้ติดนิยายจีนก็มีความสุข อ่านไป 400 กว่าตอนแล้วค่ะ บัลลังก์หมอยาเซียน บอกชื่อเลย

เล่าให้ฟังหน่อย

เจอบนเฟซบุ๊ก แล้วหนูก็ไปอ่านเรื่องย่อ สักพัก อ้าว ติดว่ะ มี 2,000 กว่าตอน หนูอ่านไป 400 นี่ยังไม่ถึงครึ่งเลยนะ (หัวเราะ) หนูใช้วันหยุดปีใหม่ไปกับการอ่านนิยายและการนอน

ถ้าสมมติอ่านถึงตอนที่ 1,900 แล้วเขาบอกว่าจะเลิกแปล

ร้องไห้! เพราะมันติดแล้วอะ แล้วจะจบยังไงวะ หรือยังเขียนไม่จบ หนูก็เลยพยายามเบรกตัวเองให้อ่านช้า ๆ ลง แต่ก็ไม่ได้ ไม่รู้พี่ได้ประโยชน์จากการสัมภาษณ์นี้ไหมนะ แต่หนูคงจะเป็นภาวะซึมเศร้าหลังอ่านนิยายจบ หนูไม่อยากให้มันจบเลย

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากแต่งงานก่อนอายุ 30 ตอนนี้ยังอยากอยู่ไหม

(หัวเราะ) โอย หนูว่าหนูได้แต่งงานหลัง 30 

ก็ขนาดตอนนั้นยังให้สัมภาษณ์เลยว่าแพ้แอลกอฮอล์ แล้วหนูเพิ่งไปเที่ยวผับตอนอายุ 25 ค่า เราต้องอัปเดตเนาะ 

พูดไปจะโดนด่าไหมวะ ความรักมันเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน แต่หนูเป็นคนรักจริง ถ้าเปิดตัวก็คงแต่ง คงมั่นใจในระดับมากแล้ว และแบรนดิ้งก็อาจจะต้องดีมากด้วย จริง ๆ หนูเป็นคนสบายนะ แค่ต้องการคนที่รับได้กับการที่หนูนอน 14 ชั่วโมง หรือการที่…

อ่านนิยายวันละ 50 ตอน 

ใช่! หนูโลกส่วนตัวสูงมาก เคยคิดว่าถ้ามีแฟนแล้วต้องสร้างบ้านด้วยกัน คงต้องสร้างห้องแยก หนูกับเขา แล้วก็มีห้องของเราเป็นเบสหลักในการนอน เช่น หนูกลับดึกก็กลัวรบกวนการนอนเขารึเปล่า หนูคิดเยอะไปหมดเลย เพราะหนูแค่อยากเปิดตัวคนนี้แล้วแต่งเลย เหมือนซงฮเยคโย 

ส่วนแบรนดิ้งดีที่ว่าก็คือ ผู้ชายไม่มีข่าวเสียหาย หรือเจ้าชู้ มีแฟนคลับเคยมาจับมือแล้วก็บอกว่า “อรจะมีแฟนเป็นใครก็ได้ พี่ไม่ว่า จะรวยหรือจะจน ขอแค่อย่าทำร้ายอร พี่ไม่อยากเห็นข่าวอรโดนซ้อม” ถ้าจะมีแฟนก็ต้องเป็นคนที่ไม่มีคำครหาว่าคนนี้ไม่เหมาะสม 

แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าหนูจะรักคนนี้จริง ๆ ไม่ว่าจะยังไง แบรนดิ้งไม่ดี มันก็รักแหละค่า 

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

คิดถึงขั้นมีครอบครัวเลยเหรอ

หนูอยากมีลูก แต่ก็แอบกลัวว่าถ้าเกิดมาในสังคมตอนนี้อาจไม่แฟร์กับลูกเท่าไหร่ โทษนะ เจอ PM 2.5 เจอโควิด เจอผู้นำประเทศแบบนี้

หนูคิดว่าคงเลี้ยงลูกแบบเพื่อน ถ้าจะมีก็มี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร คงต้องถามสามีว่าอยากมีลูกไหม แต่ถ้าอยากมีลูกเป็นคอกก็ไม่เอา นั่งอ่านนางเอกใน บัลลังก์หมอยาเซียน ก็คือแฝดสาม (ถอนหายใจ) แต่ถ้าอยากให้เลือก… อยากได้ผู้ชายมากกว่า เพราะว่าผู้หญิงเสียเปรียบในสังคม ขนาดในวงการบันเทิงยังเสียเปรียบเลย

แค่รู้สึกว่าถ้ามีลูกมันควรมีตอนนี้ แต่ตัวเองก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จะไปเลี้ยงลูกได้ไงวะ

ขอความสามารถพิเศษ 1 อย่างที่คนไม่รู้เกี่ยวกับคุณ

นอนได้เกินวันละ 14 ชั่วโมง

ไม่กินข้าวก็ได้ แต่ขอหลับ ถ้านอนเที่ยงคืน หนูตื่นอีกที 5 โมงก็ได้ ถ้าเกิดวันนั้นว่างจริง ๆ 

ถ้าได้จับมืออร BNK เป็นเวลา 8 วินาที จะบอกอะไรกับเธอ

แวบแรกคือ ในชีวิตนี้หนูไม่มีทางไปงานจับมือ (หัวเราะ) พูดตรง ๆ ไม่มีทาง 

แต่ว่าถ้าต้องไปจับอร BNK…

ภูมิใจในตัวเองเข้าไว้นะ จะใช้คำนี้ แค่นี้แหละค่ะ

ชีวิตหลัง BNK48 ของ ‘อร พัศชนันท์’ ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เข้าผับตอนอายุ 25 อยากมีแฟน และใช้เวลา 14 ชั่วโมงไปกับการนอน

Writers

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load