เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เป็นอีกหนึ่งคนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี แต่บอกไม่ได้ว่าบทบาทหลักของเขาคืออะไรกันแน่ 

เมื่อสิบกว่าปีก่อน บทบาทแรกของเขาที่ปรากฏในวงการบันเทิงคือการเป็นนายแบบ ก่อนจะได้มาเป็นมือกีตาร์วง Slur ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญในชีวิตของเขา เพราะนอกเหนือไปจากลวดลายกีตาร์แสบซ่าต่างจากวงอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ทุกคนยังจดจำเป้ได้ทันทีเพราะลุคผมยาว ใส่ขาเดฟ ที่เป็นเหมือนชนวนให้แฟชั่นลุคหนุ่มเซอร์กลายเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

จากนั้นไม่นาน เขาเดินเข้าสู่เส้นทางสายการแสดงเป็นครั้งแรกจาก บอดี้..ศพ#19 ภาพยนตร์เรื่องนี้เองที่เป็นประตูเปิดไปสู่การเป็นนักแสดงเต็มตัวของเป้ เขาได้รับโอกาสให้เล่นหนัง เล่นละครอีกนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งสุดๆ คนหนึ่งในขณะนั้น

ช่วงหนึ่งที่งานการแสดงของเขาล้นมือ เป้ต้องออกจากวงเพื่อทุ่มเวลาให้กับการแสดง แต่แล้วเขาก็ทิ้งความรักในเสียงดนตรีไปไม่ได้ เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่เขาเองก็ยอมรับว่าไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ แต่ก็ยัง ‘ดันทุรัง’ (ตามคำพูดของเขา) ทำในสิ่งที่เชื่อต่อ จนตอนนี้กำลังจะมีอัลบั้มที่ 4 BIG ที่เตรียมปล่อยให้ฟังพร้อมกันในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

และที่มากไปกว่านั้น เป้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นดารา นักดนตรี นายแบบ แต่เขายังค้นหากิจกรรมและความสนใจใหม่ให้ตัวเองอยู่เรื่อยๆ อย่างการเล่นกีฬากลางแจ้งและฝึกศิลปะการต่อสู้หลายประเภท ล่าสุดก็ได้เป็นพิธีกรรายการเกี่ยวกับการเกษตร ซึ่งค่อนข้างฉีกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในความเป็นเขา

การมีบทบาทที่หลากหลายนี้เอง ทำให้เป้ได้มองเห็นแง่มุมต่างๆ ของคนในสายอาชีพที่ต่างกัน จากประสบการณ์และการพบเจอผู้คนที่หลากหลายมากว่า 15 ปี ตัวตนของเป้ก็ยังเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเหมือนเดิม แต่การเติบโตในวงการทำให้เขาเปลี่ยนการมองชีวิต และการปฏิบัติกับคนรอบข้างต่างไปจากช่วงแรกๆ ที่เข้าวงการ ไม่แน่ว่า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่เรายังได้เห็นผลงานของผู้ชายคนนี้อยู่เรื่อยๆ

ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน เขาตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเปิดเพลงทั้งหมดในอัลบั้มใหม่ให้พวกเราได้ฟังก่อนใคร พอฟังจบ ต้องบอกว่าเป็นรสชาติใหม่ที่ต่างจากงานที่ผ่านๆ มา ทั้งหลากอารมณ์ในเนื้อหา ดนตรีเข้มข้น และเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

และที่เซอร์ไพรส์กว่าคือไม่คิดว่าเป้จะเล่นเปียโนและร้องเพลงในอัลบั้มให้เราฟังสดๆ ด้วย

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เป็นมาแล้วทั้งนักดนตรี นักแสดง นายแบบ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งคุณจะมาเป็นพิธีกรรายการการเกษตร

ก่อนหน้านี้ผมไปออกรายการ เจาะใจ ซึ่งคุณลุงสมบัติ ปัจจุบันแกเสียไปแล้ว แกทำสวนที่เกิดขึ้นและจบลงภายในสวน มาจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผลผลิตที่ได้ออกมามีทั้งผลไม้และปุ๋ย เอามาขายโดยที่สวนของเขาไม่ต้องเติมอะไรเข้าไปอีกเลย ทุกอย่างอยู่ได้เองอย่างยั่งยืน เขาสอนแนวคิดนี้ให้ผมตอนนั้น แล้วผมก็อยากรู้เรื่องการเกษตรมากขึ้น

ประกอบกับว่า พี่ต่ายโปรดิวเซอร์รายการ เกษตรซ้าด มาชวน เป็นจังหวะที่ดี ซึ่งรายการนั้นคอนเซปต์มันคือคุณไม่จำเป็นต้องทำการเกษตรมาก่อนก็เป็นเกษตรกรได้ พอมา เกษตรอีซี่ ก็ยิ่งย้ำไอเดียว่ามันไม่ยากเกินไป ถ้าคุณตั้งใจก็ทำได้จริงๆ นะ

แล้วได้ลองปลูกอะไรเองบ้างหรือยัง

มีปลูกเองบ้างที่บ้านใหม่ กับในห้องนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ไปทำสวน ปลูกไม้ยืนต้นที่ฉะเชิงเทรา พ่อไปซื้อที่ไว้เป็นที่ทำกิน ผมกะไปลุยเองเลย ทีแรกผมคิดว่าผมแข็งแรงแล้วจะขุดดินเองได้ แต่จริงๆ ผมสู้เขาไม่ได้ เขาควงเสียมด้วยมือเดียวอะ (หัวเราะ) พอดีผมรู้ว่าพี่คนหนึ่งเป็นตัวจริงด้านการปลูกต้นไม้ ก็ให้เขามาช่วย ในวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็อาจจะได้ใช้สิ่งที่ได้จากรายการจริงๆ ตอนนี้ผมยังชอบเล่นหนัง เล่นละครอยู่ แต่ผมอยากจะกระจายความรู้นี้ให้คนที่เขาพร้อม เพราะเหมือนมีหลายคนมาทักทายว่า ฉันดูรายการเธอแล้วฉันไปปลูกอันนี้เลยนะ ฉันไปศึกษาต่อ จะไปทำที่นะ คิดว่ามันมีประโยชน์กับทุกคนก็เลยทำรายการนี้ต่อ

การเป็นพิธีกรรายการการเกษตร ทำให้ตัวเป้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เรารู้จากรายการ คือคนที่เราไปสัมภาษณ์ เขาทำมาร์เก็ตติ้งดีอยู่แล้ว เราถึงรู้จักและไปสัมภาษณ์ได้ หลายๆ คนอาจจะทำมาร์เก็ตติ้งไม่ดี แต่ผลิตภัณฑ์ดี คนก็รู้จัก ผมเลยมองว่าทั้งมาร์เก็ตติ้งและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรสำคัญมาก ถ้าผลิตภัณฑ์คุณดี มาร์เก็ตติ้งอาจจะไม่ได้ยากเกินไป เพราะเรามีอินเทอร์เน็ต มีกรุ๊ปในเฟซบุ๊ก ที่มีคนสนใจเยอะ อาจจะไม่ได้หลักหมื่น หลักแสน แต่แค่หลักพันของสวนคุณก็ขายไม่พอแล้ว

เดิมทีตั้งใจว่าจะมาเป็นนักดนตรี คิดไหมว่าจะมาถึงจุดนี้

ไม่คิดเลยครับ ตอนแคสต์เรื่อง บอดี้ ศพ #19 ก็คิดว่าได้เล่นเรื่องนี้แล้ว คงไม่มีเรื่องหน้าแล้วแหละ คิดว่าอีกสองปีจะไปทำอย่างอื่น กลับไปทำบริษัทพ่อ แต่กลายเป็นว่าก็อยู่มายาวๆ

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

อะไรทำให้อยู่ในวงการมาได้ถึง 15 ปี

เรื่องการแสดงยังอยู่ได้อยู่ แต่มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องช่อง เรื่องสังกัด แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ แต่เรื่องดนตรี ผมดันทุรังอยู่นะ ไม่ได้รับรายได้เพียงพอจากดนตรีมาก็สองปีแล้ว

ผมกับ Whattheduck เป็นเหมือนหุ้นส่วนกัน ผมออกค่าทำเพลง ค่ายออกค่าโปรโมต ตั้งแต่อัลบั้ม เหล็กกับไม้ มา Aragochina มาชุดล่าสุด BIG เนี่ย ถ้านับตามยอดจริงๆ ผมติดลบ คือยังไม่ได้อะไรคืนมาเท่าไหร่ เพราะเรายังเล่นคอนเสิร์ตได้ไม่พอที่จะครอบคลุมค่าทำอัลบั้ม ซึ่งเราไม่ได้ตัวแดงคนเดียว ทำให้ Whattheduck ตัวแดงไปด้วย เขาออกค่าเอ็มวีไปก็ยังไม่ได้เงินคืน เพราะเขาหักค่าเปอร์เซ็นต์จากการเล่นคอนเสิร์ต สมมติว่าขายซีดี เหล็กกับไม้ หมด ขายเสื้อหมด เอามาหักค่าต้นทุนก็ยังไม่พอ แต่ตอนนี้เราก็ยังสู้กันอยู่ ค่ายก็ยังให้ผมสู้อยู่

ทำไมถึงชอบการแสดง

การเล่นหนัง เล่นละคร มันทำให้เราหายเข้าไปในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่แค่ตัวละครนะ การทำงานด้วย เหมือนเราไปอยู่กับคนที่เขาพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาหน้ากล้อง ทั้งที่ข้างหลังกล้องวุ่นวายเละเทะ ยิ่งเรามาทำกำกับเองยิ่งสนุก เหมือนเอาประสบการณ์หน้ากล้องมาอยู่หลังกล้อง

เรามีฝันอย่างอื่นด้วย เราอยากทำหนัง เราเล่นละครมาเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับดาราคนอื่นๆ ผมโตมาในกองถ่าย เพราะทุกปีผมอยู่ในกองถ่าย น่าจะประมาณหนึ่งในสามต่อปี คิดเป็นหนึ่งในสี่ของช่วงเวลาในชีวิต รู้สึกคุ้นเคยกับการถ่ายทำมากๆ ถ้าเรามีเรื่องอยากจะเล่า ก็อยากจะเป็นผู้กำกับ เขียนบทบ้าง เลยลองมาทำด้านนี้ คือเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา กับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม BIG เนี่ย จะทำเองหมดเลย ต้องขอบคุณผู้กำกับเอ็มวีที่เคยร่วมงานมากับผมตั้งแต่สมัยที่ไปขอให้เขาทำ แล้วเขายอมทำ คุณจอห์น (กิตติธัช ตั้งกิจศิริ) สองมือ โปรดักชั่น คุณพงษ์ (ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี) Hello Filmmaker พี่มุกว้าว (ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ) น้องจีน (คำขวัญ ดวงมณี) หรือแม้แต่รุ่นใหญ่ๆ อาจจะพูดชื่อไม่หมดขอโทษด้วย แต่พวกเขาเป็นคนสร้างประสบการณ์ให้ผมกล้าทำเอ็มวี

เป็นคนกำกับง่ายกว่าเล่นเองไหม

กลายเป็นว่าเป็นคนเล่นง่ายกว่าประมาณหนึ่งเลย พอมาทำเองมันยากกว่าเพราะต้องดีลกับนักแสดงอย่างที่เราเคยเป็น เราต้องอ้อนให้เขาไปนั่งหน้ากองไฟ แบบที่เราก็เคยยึกยักกับเขานี่หว่า ผมเรียกมันว่า Occupational Hazard มันคือความเสี่ยงในอาชีพที่นักแสดงต้องเจอ คุณอาจจะคิดว่านักแสดงสบาย ไม่มีอะไรแบบนี้ มันจริงครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งมันน่ากลัวครับ (หัวเราะ) บางทีต้องไปกระโดดน้ำตีลังกาลงคลองที่ไม่เห็นอะไรเลยตอนตีสอง อันนี้ผมก็เคยมาแล้ว มันไม่ได้ยากเกินไปหรอก แต่บางคนที่เขาไม่เข้าใจเขาอาจจะไม่ยอมทำ ฉันได้ค่าตัวเท่านี้ ฉันจะไปเสี่ยงเพื่ออะไร

ล่าสุด ออกแบบ (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) มาเล่นเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา ต้องใส่หัวที่เป็นลวดอันหนึ่งแล้วจุดไฟข้างบน ไฟที่เป็นไฟหมูจุ่มมันจุดยาก จุดอันหนึ่งติด อีกอันหนึ่งดับ สิบนาทีนั้นเป็นขั้นตอนจุดอย่างเดียว แล้วไฟอยู่บนหัวคุณ ไม่มีเซฟอะไรเลยนะ หัว ลวด ไฟ คือถ้าเทียนมันหยดลงหัวออกแบบ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วตอนดับเนี่ย เป่าก็ไม่ได้ ถ้าน้ำตาเทียนกระเด็นไปโดนน้องออกแบบจะทำยังไง เอาผ้าไปชุบน้ำ แปะไปบนไฟ ผ้าก็ยังติดไฟ เราไม่คิดว่าไฟจะยิ่งใหญ่หรือควบคุมยากขนาดนั้น

การอยู่ข้างหน้ากล้องหรือหลังกล้อง สิ่งที่เหมือนกันคือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

มันเป็นการทำให้ปัญหาเฉพาะหน้ามีน้อยที่สุดครับ แต่สุดท้ายก็มีอยู่ดี อย่างเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหาผมพยายามทำให้ปัญหาเฉพาะหน้ามันเหลือน้อยที่สุดแล้ว ผมพยายามคิดก่อนตลอดว่า จะเอา เบิร์ด (อดิศักดิ์ พวงอก มือกีตาร์วง Desktop Error) มาควงไฟ แล้วจะเอาออกแบบไปอยู่หน้าไฟ แต่ฉันต้องไปลองยืนเองก่อน จะได้เชื่อได้ว่าไม่เป็นไร ไม่ร้อน แต่หัวไฟเนี่ย ไม่รู้ช่วงจังหวะการแต่งหน้าหรืออะไรที่ทำให้น้องเขาต้องเข้าไปนั่งก่อน แล้วเขาก็ต้องรู้สึกถึงไฟลุกบนหัวก่อน แล้วมันก็เหวอมาก ขนาดผมไปนั่งเองที่หลังยังรู้สึกว่าน่ากลัวเลย ก็เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

การทำงานเป็นผู้กำกับท้าทายยังไงบ้าง

ถ้าผมเป็นผู้กำกับเฉยๆ มีกอง มีเงินมาให้ มันอาจจะง่ายกว่านี้ แต่นี่ผมเป็นผู้กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้จัดการกองด้วย (หัวเราะ) เรามีผู้ช่วย คอยดูการถ่ายทำ แต่การติดต่อเอาทุกคนมารวมกัน คือหน้าที่โปรดิวเซอร์ คือผม ที่เมื่อกี้ต้องคุยโทรศัพท์บ่อยๆ เพราะอยากได้ป้ายไฟมาในเอ็มวีใหม่ ก็ต้องคุยกับทีมอาร์ต ปกติแค่ผู้กำกับบอกโปรดิวเซอร์ โปรดิวเซอร์จะไปหาให้ อันนี้ก็เหมือนกัน แต่ดันเป็นคนเดียวกัน (หัวเราะ) แล้วการเป็นผู้กำกับหนึ่งคน ที่ต้องให้อีกสิบยี่สิบ คนทำตาม มันไม่ง่าย ถ้ารถตู้ที่จะมาถึงกองเกิดเสียขึ้นมาคันหนึ่ง ผมเข้าใจเลยนะว่าที่สมัยก่อนผมท้องเสียแล้วไปถ่ายไม่ได้ โปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับในละครเขาจะเซ็งแค่ไหน ก็ลองดูครับ ผมสามสิบหกแล้วก็ถึงเวลาที่จะมาอยู่ข้างหลัง ใช้ประสบการณ์ทำอย่างอื่นบ้าง

พอทำงานกับคนมาเยอะๆ ได้เข้าใจคนมากขึ้นไหม

ต้องใจเย็นๆ ครับ ทุกคนมีธรรมชาติและความต้องการที่ไม่เหมือนกัน มีขีดจำกัดไม่เท่ากัน มีความสู้ไม่เท่ากัน ผมใจร้อนกรณีเดียว คือกูไม่เอามึงแล้ว กูด่าจบแล้ว ไม่เจอมึงอีกได้เลยนะ แต่ถ้ายังรู้สึกว่าอยากทำอะไรกับเขาอยู่ หรือยังเห็นแก่มิตรภาพ ผมจะไม่ใจร้อนเลย

จากประสบการณ์คือเราสร้างบ้าน เราจะตกแต่งภายใน แล้วนี่เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กๆ เขารับทำ แต่ตัวเขาไม่ได้ทำเอง ส่งลูกน้องมา แล้วงานก็ช้า เขาทำหน้าที่เป็นคนแก้ตัวให้อย่างเดียว ไม่รู้เลยว่าโพรเซสไปถึงไหนแล้ว กลายเป็นมาว่าเราอีก ก็เลยไม่ทำแล้ว

แต่กับคนในกองผมไม่เคยทะเลาะ ไม่โวยวายอะไรเลย เรารู้ว่าทุกคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันก็ต้องใจเย็นๆ ผมเคยถาม พี่ยอร์ช (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์) ว่าพี่เคยโวยวายไหม เขาใจดีมาก น่ารักมาก และเป็นคนที่ทุกคนอยากคุยด้วย อยากเป็นน้องเขา พี่ยอร์ชบอกว่าเคย แล้วรู้สึกว่ามันเอาบรรยากาศเดิมก่อนจะโมโหโวยวายกลับมาไม่ได้แล้ว ก็เลยเลิก ไม่โวยวายอีกเลย สำหรับผมผมก็มีจุดนั้นแหละที่แตะโดน ปกติไม่มี

คุณเพิ่งปล่อยเพลง เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา ไปเมื่อไม่นานมานี้

ผมไปเจอสาว เห็นหน้าปุ๊บแล้วรู้สึกเลยว่า ซวยแล้ว คือผมมีแฟนอยู่แล้ว แต่ถ้าเขามาคุยกับกูนี่ ทิ้งทุกอย่างเลยนะ รวมถึงแฟนด้วย คิดในใจ ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็ได้ประโยคนี้มาก่อน

“แค่เห็นหน้าเธอ ก็แทบจะทนไม่ไหว ถ้าเป็นนกกระจอกเทศ ฉันคงเอาหัวจุ่มทราย”

เสร็จแล้วประมาณเดือนกว่าก็ไปเจอเขาอีกสถานที่หนึ่งคือ Maho Rasop Festival เราดู YOUNG BONG โคตรมัน แล้วเจอเขา เขากับเพื่อนบอกว่าให้เต้น เซโรงัง ให้ดูหน่อย หลังจากคืนนั้นก็กลับมาแต่งเพลงแบบ YOUNG BONG ด้วยเนื้อหาที่ร้องว่า “อย่าบอกว่าเซโรงังมาตั้งแต่เช้า” เราดู YOUNGOHM, YOUNG BONG มา รู้สึกว่าพรมแดนภาษาเราควรจะโป่งได้ พองได้ ฮิปฮอปเขาโหดกว่าผม เขาสาวเยอะ ผมอาจจะสุภาพกว่า ไม่ได้กล้าพูดขนาดนั้น ก็ทำให้เราพัฒนาเรื่องกรอบภาษาไปได้มากขึ้น ความรู้สึกก็ประมาณหนึ่ง แต่มาขยายเอามัน แล้วก็เอาเรื่องอื่นมาพูดให้สนุกขึ้น ตลกขึ้น มันปากขึ้น แบบ ‘อยากมีลูกเป็นทีมบอล’ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเขานะ (หัวเราะ) 

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

ทำไมเนื้อเพลงชอบพูดถึงสาวร้ายๆ (Femme Fatale) อย่าง ไม่ต้องทำหรอกบุญ หรือ มาเลเซีย ก็เจอแต่ผู้หญิงร้ายๆ มาหักอก

เราชอบทำตัวเป็น Loser ในเพลง มันสะใจกว่า เราได้บ่นจากมุมมองคนที่โดนกระทำ มันปากกว่า ถ้าจะไปอวดตัวเองแบบฮิปฮอป ฉันสาว ฉันเจ๋ง ฉันมีสาวเยอะ “I got 99 problems but a bitch ain’t one” ผมชอบฟังนะ แต่ทำเองไม่ค่อยได้ รู้สึกไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้ามองว่าเราโดนกระทำ แล้วไปด่าคนที่ทำเรา สนุกกว่า ด่าด้วย ชมด้วย ขอบคุณด้วย ขอโทษด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความชอบเราด้วยมั้งครับ แต่ ไม่ต้องทำหรอกบุญ นี่เพลงด่าล้วนๆ เลย เรื่องความรักนี่เอามาเคลือบครับ จริงๆ เป็นเรื่องนิสัยคนแบบในเพลงมากกว่า

จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น Loser ใช่ไหม

ก็ผลัดๆ กันครับ หลายๆ ครั้งก็ Loser เวลาเจอคนที่หน้าตาเป็นปัญหา เราจะทำตัวไม่ค่อยถูก หรือนิสัยแบบนี้เราแพ้แน่นอน แต่เราก็พยายามจะเอาชนะ ยิ่งคนแบบนี้อยู่ในความสัมพันธ์แล้วเราพยายามจะเอาชนะ เราจะแพ้ไปเรื่อยๆ ผมว่าเป็นเหมือนกันทุกเพศนะที่อยากเอาชนะ ถ้าแฟนทิ้งแล้วแฟนไปมีคนอื่น แทนที่เราจะช่างมัน มันห่วย เราจะไปเอาคืนเพื่ออยากจะเอาชนะเขา

เรื่อง Loser อื่นก็กีฬา เราไม่ใช่คนแข็งแรงแต่เกิด ข้อมือเราก็เล็ก คอเราก็ยาว ไม่ได้เหมาะกับจะไปซัดใครหรอก แต่ว่าตอนเด็กๆ ต่อยแล้วแพ้บ่อย ก็เลยไปเรียน เรียนแล้วก็เริ่มชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่หลังๆ ก็ยังแพ้อยู่ นั่นคือเรื่องสนุกๆ แหละ เพราะกีฬาที่ผมเล่น ผมก็ไม่ได้เก่งเซิร์ฟ ยูโด มวย ไม่เก่งเลย แต่ก็ชอบเล่น ถ้าเล่นกับคนที่ไม่เป็น เราอาจจะเก่ง ถ้าเล่นกับคนที่เก่งเราอาจจะแพ้

ฟังดูเป็นคนพลังเยอะ

ใช่ เราชอบทำอะไรที่สนุก พอไปทำแล้วก็ชอบ ด้วยอาชีพมันก็พาเราไปด้วย เราต้องหัดขี่ม้า หัดทำอาหาร หัดยิงปืน ในพวกนี้ผมไม่ได้ชอบเลย ไปเลือกยูโดกับชกมวยแทน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะทำให้เราชอบได้ แล้วเราก็ไม่ได้เล่นทุกอย่าง เวลาไปทะเลผมก็ไม่ได้จะไปดำน้ำ ผมอยากเซิร์ฟมากกว่า

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เวลาชอบหลายอย่าง จะเสียความชำนาญหลายอย่างไป สู้เก่งอย่างเดียวไปเลยไม่ดีกว่าหรอ

ถ้าพูดถึงกีฬาต่อสู้ เล่นอย่างเดียวไม่ดี ถ้าเราเจอกับสิ่งที่ไม่มีกติกา เราจะใช้หลายอย่างเข้าไปผสมได้ แต่เหตุผลว่าทำไมไม่เล่นเซิร์ฟอย่างเดียว มาเล่นกีฬาต่อสู้ด้วย คือถ้าเซิร์ฟอยู่เอกมัยผมก็เล่นอย่างเดียวแหละ (หัวเราะ) นี่เราก็ตัดปีนเขาไปแล้ว เพราะเราไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน เหลือต่อสู้กับเซิร์ฟ

แล้วถ้าให้เลือกเก่งอย่างเดียว ทำอย่างเดียวล่ะ

ร้องเพลง เล่นเปียโน ซึ่งผมก็ซ้อมแทบจะทุกวันครับ หลังโควิดซ้อมน้อยลงเพราะกลับไปทำงานแล้ว แต่ช่วงโควิดวันละสามชั่วโมง นอกจากซีรีส์ก็มีดนตรีเนี่ยแหละ (หัวเราะ)

แต่คนมีภาพจำว่าเป้เป็นมือกีตาร์ที่เก่ง

กีตาร์ผมเล่นแต่เด็กแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้เก่ง เจอน้องๆ สมัยนี้เล่น เจอภูมิ วิภูริศ ผมรู้สึกว่ายอมแพ้ อย่างตอน Slur มันง่ายไง แต่เอาจริงเมื่อก่อนผมเก่งกว่าตอนนี้นะ ผมนั่งฟัง Slur ชุดสองแล้วคิดว่า เชี่ย เล่นได้ไงวะเนี่ย ตอนนี้ไม่ได้ฝึกแบบนั้นแล้ว พอออกอัลบั้มเดี่ยวก็เน้นตีคอร์ด แต่งเพลงซะเยอะ แต่ตอนนี้เล่นเปียโนเพราะว่ามันช่วยเรื่องร้องด้วย ตอนเราฝึกเรียนร้องเพลงจริงจัง ก็มากดเปียโนเพื่อไล่เสียง กีตาร์มันจะร้องเพี้ยนง่ายกว่า

ตอนนี้เจอปัญหาอะไรในชีวิตบ้าง

เพลงไม่ดัง (หัวเราะ) แต่มันก็ชินแล้ว เรารู้ตัวว่าถ้าไม่ดังจะต้องทำยังไง ความสัมพันธ์ การงาน ไม่มีปัญหา เอาเป็นว่าตั้งแต่อายุยี่สิบ ผมไม่มีปัญหาที่แต่ละคนเป็นแล้วเขาปวดหัวมาก คือเรื่องเงิน ผมไม่ได้รวยมากนะ แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากได้อะไรแล้วต้องได้ แต่หมายความว่าฉันอยากอยู่แบบสมถะ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกเดือดร้อน นี่คือเรื่องสำคัญนะ 

แต่เอาจริง ถ้ามีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่างหนึ่งที่ช่วยได้เลยคือการแต่งเพลง สมมติเราโดนสุภาพสตรีคนหนึ่งหักอกมา เราแต่งเพลงได้เพลงหนึ่งจะลืมเขาได้เร็วมาก เป็นวิธีแก้ปัญหาของผมที่ขอแนะนำให้ลองใช้กันดู ถ้าเราเสียใจ อกหักมา แล้วเทิร์นความเศร้านั้นให้มีประโยชน์ กลายเป็นศิลปะ หรือเอามันมาพัฒนาตัวเอง สมมติว่าโดนแฟนที่เป็นนักกีฬาฟุตบอลบอกเลิก สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือฉันไปนั่งอยู่ข้างสนามเก้าสิบนาที เอาน้ำให้เขากิน ทำไมตอนนี้ฉันไม่ไปเข้าฟิตเนสเพื่อเอาเวลาเก้าสิบนาทีนั้นทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นล่ะ อย่างของผมคือการแต่งเพลง ถ้าหนึ่งคนได้สองเพลงนี่คือประสบความสำเร็จสุดๆ ยิ่งเห็นหน้า ยิ่งสะใจ เพราะเราได้เขามาช่วย มาแท็กทีมกัน แต่บางคนก็อยากรู้นะว่าเพลงนี้หมายถึงเขาหรือเปล่า แต่เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ไม่ได้สนใจ มีสองเปอร์เซ็นต์ที่ไลน์มาถาม ชุดนี้ก็มีหลายเพลงที่เป็นคนเดียวกับชุดที่แล้ว

เป็นคนที่ยังคบแฟนเก่าเป็นเพื่อนเหรอ

ผมว่าถ้ามีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กันกับอีกคนจนถึงจุดหนึ่ง แล้วเขาไม่ได้ทำร้ายเรานอกจากความสัมพันธ์ครั้งนั้นที่ไม่เวิร์ก ถ้าเราเลิกกันไปแล้วเราจะสนิทกันมาก ซี้กันประมาณหนึ่งแบบเพื่อน แต่รู้สึกว่าไม่ต้องทำร้ายกันอีกแล้ว น่าจะคบกันได้ แต่ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์กับทุกกรณี

มีโอกาสจะกลับไปทำเพลงแบบชุด ออโต้อีโรติก ที่พูดถึงชีวิตและการเมืองอีกไหม

มันท้าทายที่จะทำเพลงแบบใหม่ให้ทุกคนสนุกตามได้ ดนตรีที่เราฟังสมัยนี้เราก็ไม่ได้ฟังโฟล์กอย่างเดียวแล้ว เราฟัง Weeknd ฟัง Billie Eilish เลยรู้สึกว่าการทำแบบเก่ามันง่ายเกินไป เราอยากจะไปสู้ในลีกที่เราฟังปัจจุบัน เปิดมาปุ๊บฟังฮิปฮอป R&B ฟัง YOUNGOHM มันไม่ใช่ลีกเก่าแล้ว หลายคนที่เป็นวงเก่าๆ เขาอาจจะยังทำเหมือนเดิม ทุกคนในวงมีส่วนร่วมในเพลงมันจะช้าในการปรับเปลี่ยน แต่เราเป็นศิลปินเดี่ยวเราจะปรับยังไงก็ได้ นั่นคือความท้าทายใหม่ๆ ไม่แน่ชุดหน้าผมอาจจะกลับไปทำเป็นโฟล์กก็ได้ แต่ว่าก็ยังไม่รู้ครับ

แต่จะพูดเรื่องสังคมมั้ย ผมเริ่มคิดน้อยลงตอนที่เฟซบุ๊กมันดัง สารคดีของ Bob Dylan เรื่อง Rolling Thunder Revue ที่คุณ Hurricane ที่เป็นนักชกโดนทำร้ายโดยคดีอะไรสักอย่าง แล้วบ็อบจะไปขอให้ค่ายเพลงออกเพลง Hurricane ตอนนี้ แต่พอมันมีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทุกคนสามารถพ่นปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดแล้ว เราไม่ต้องไปพูดแทนเขาแล้ว เลยเลิกพูดเรื่องสังคม การเมืองทั้งหมด รู้สึกว่าเราไม่มีประโยชน์แล้ว กลับมาสู่ความสนุกสนานเฮฮาเต็มที่ ส่วนตัว ความรักอกหัก ให้คนฟังเขาไปแทนค่าได้ หรือเขาสนุกตาม เปิดฟังระหว่างเขากำลังขับรถไปกาญจนบุรี ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดี

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

นึกถึงตอนอยู่ Slur แล้วย้อนมาดูตัวเองตอนนี้ เป้ อารักษ์ เติบโตขึ้นแค่ไหน 

ผมเห็นตัวเองแล้วรู้สึกว่า ถ้าให้ทำแบบนั้นอีกตอนนี้ คงไม่เอาแล้ว ผมเคยหลับตอนสัมภาษณ์นะ กล้องตั้งอยู่ วงนั่งอยู่สี่คน แล้วผมบอกเขาว่าผมเหนื่อยมาก ไม่ได้นอนเลย ขอนอนได้ไหม เขาบอกเอาเลย ผมก็หลับ พังปะล่ะ (เน้นเสียง) มาดูตอนนี้คงคิดว่า อะไรของมึง มีหลายอย่างที่แย่มากๆ ที่ผมทำกับหลายๆ คน ผมเคยทำให้หนังสือเล่มหนึ่งเกลียดผมไปเลยเพราะว่ามาสายจัดๆ ด้วยเหตุผลว่าเมาค้าง ทำให้ทั้งวงตกเครื่องเพราะว่าติดแฟน มาสาย เคยไปเล่นงานมหาลัยแล้วดูดบุหรี่บนเวที คาบไปทั้งเพลงแล้วดูดไปเรื่อยๆ อาจารย์เขาจะไล่ลงแต่เราไม่รู้ตัว ตอนนั้นเราก็เป็นนักศึกษาอีกมหาลัยหนึ่ง ใครๆ ก็ดูดบุหรี่บนเวทีปะ ไม่เห็นเป็นไรเลย ถ้าย้อนกลับไปเราจะไม่ดูดบุหรี่บนเวทีงานมหาลัย มันไม่ใช่ ตอนนี้ก็มีกาลเทศะมากขึ้น สมัยก่อนพังมาก

จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับไปทบทวนตัวเองคืออะไร

พอมันดังมากๆ หลงตัวเองมากๆ มันมองไม่เห็นหรอก คิดว่าถ้าคุณมีรูปหน้าตัวเองอยู่ทุกสี่แยก ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอก และคุณจะไม่เชื่อเขา เพราะเราก็เคยเป็น พอมันดังน้อยลง คนเริ่มสนใจน้อยลง มันเลยมองเห็น สิ่งที่มันควรจะเป็น มันมีประสบการณ์ด้วยว่าทำแบบนั้นไม่เวิร์ก แบบนี้สบายกว่า

คิดว่าจะอยู่วงการไปอีกนานแค่ไหน 

อันนี้ตอบไม่ได้ ต้องให้คนอื่นตอบให้เรา (หัวเราะ) อยากอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีงานเราก็จะอยู่ไม่ได้

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เคยกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของตัวเองไหม

พอสัมภาษณ์เยอะๆ เรื่องจะค่อนข้างวนๆ เหมือนเดิม แต่ยุคใหม่จะไม่ค่อยเหมือนเดิมแล้ว ไปอ่านบทสัมภาษณ์คนอื่นดีกว่า (หัวเราะ) 

คำถามที่ตอบยากที่สุดเวลาถูกสัมภาษณ์ 

คำถามที่เราต้องโกหกตอบยากที่สุด เช่นเรื่องความสัมพันธ์ที่เราไม่อยากพูด แล้วไมค์อยู่ตรงหน้าเรา กล้องเยอะๆ ผมต้องโกหกบ่อย แต่มันเป็นการโกหกเพื่อทำให้ตัวเองสบายขึ้น เราไม่ได้ไม่อยากอวดแฟนหรอก เราอยากอวด แต่ไม่เราอยากมาตอบคำถามอีกทีตอนเลิก ตอนที่รักกันเราชอบอยู่แล้ว ไม่อยากมาเลิกกัน เพราะตอนเลิกมันหนักหนามากจนเราไม่อยากกลับไปโดนอีกรอบ งั้นโอเค ถ้าเราไม่เริ่มที่จะมี ก็จะได้ไม่ต้องเลิก คงจะเรื่องนี้ที่ตอบยาก เรื่องอื่นตอบได้หมดเลย

พอมาอยู่ใต้สปอตไลต์ เป็นที่สนใจของหลายๆ คน ก็ใช้ชีวิตยากเหมือนกันนะ เป้รับมือยังไง 

ผมโชคดีมากที่ตอนนี้ไม่ได้ดังเท่าเมื่อก่อน ทุกอย่างมันง่ายขึ้นไปหมด แต่ถามว่าเงินมันน้อยลงไหม มันน้อยลง แต่มันผ่านช่วงที่ยากๆ มาแล้ว ช่วงนี้กลายเป็นว่า ถ้าเราประคองระดับไว้ประมาณนี้หรือน้อยกว่านี้ ในแง่ผลงาน มันก็อาจจะโอเคนะ เราก็ยังอยู่ได้ ไม่ได้รู้สึกโดนกดดันว่าจะอยู่ไม่ได้แล้ว มันเป็นยุคสมัยด้วยมั้งครับ เพราะว่าสมัยก่อนจำนวนบุคคลที่โดนกดดัน คือดาราที่ดังมันมีน้อย ในยุคผมมันเริ่มเยอะขึ้น แต่ยุคนี้มันเยอะที่สุด คนไม่ได้กดดันคนเดียวแล้ว เขาก็ไปกดดันคนอื่น ตอนนี้สบาย จะเดินไปไหนก็ได้

อยากให้คนมองเราในบทบาทไหน เพราะทำมาหลายอย่างมากจริงๆ

เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่คุณจะชอบอะไร ขอให้ชอบแล้วกัน (หัวเราะ) แต่บทบาทของเราตอบโจทย์ได้หลายคนจริงๆ บางคนชอบตอนเป็นมือกีตาร์ Slur แกะกีตาร์เพลงเราเล่นตอนเด็กๆ บางคนชอบเพลงเราชุดแรก (ออโต้อีโรติก) บางคนอาจจะชอบยุคที่เล่นละคร แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา, เธอกับเขาและรักของเรา หรือ สุดเขตสเลดเป็ด หรือตั้งแต่ ขุนพันธ์ 2 ผมมีเพื่อนเป็นแก๊งห้อยพระเข้ามาทักเยอะมาก (อวดพระที่คอ) อันนี้เป็นองค์เดียวที่ผมได้มาจากหนัง

ยังอยากเป็นอะไรอีกไหม

อยากเป็นนักดนตรีที่ออกไปทัวร์เล่นสดเยอะๆ อีกครั้ง เหมือนตอนเล่น Slur สนุกมากเลยตอนนั้น อยากเป็นนักแสดงที่ได้เล่นบทบาทอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากเป็นผู้กำกับ

อายุกำลังจะเข้าสู่เลข 4 ได้เจอ Midlife Crisis หรือยัง

ยิ่งเป็นนักแสดงที่มีโอกาสเจออะไรหลายๆ อย่าง รู้สึกว่าสิ่งที่เราโดนสอนตั้งแต่ยุคเบบี้บูมเมอร์ว่า ฉันต้องมีบ้าน มีรั้วเตี้ย มีครอบครัว มีลูกสองคน ไปเรียนมหาลัย เรียนจบ รับปริญญา แบบนั้นไม่ใช่เรา ผมจบมหิดล เกรดเฉลี่ย 3.2 และไม่รับปริญญา

การที่มนุษย์จะต้องสืบพันธุ์ แต่ทุกวันนี้คนเลี้ยงลูกด้วยมือถือและ YouTube ผมว่าถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากจะเลี้ยงแบบนั้น แล้วเด็กมันเครียด น้องๆ ที่ผมเจอมันเครียด ไม่ได้โทษโทรศัพท์นะ แค่คุณจะใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ได้เงินเดือนสามหมื่น จะอยากมีบ้านได้ไหมเดี๋ยวนี้ นอกจากจะเป็นหนี้ไปสามสิบปี เรารู้สึกว่าระบบมันไม่เหมาะกับมนุษย์แล้ว ถ้ายังอยู่กันแบบนี้ ถ้าจะเลี้ยงลูกต้องเลี้ยงด้วยใจ

Crisis ของผมคือผมไม่ต้องเป็นอย่างที่คนอื่นเขาเป็น ผมมีเพื่อนกลุ่มมหาลัยที่แต่งงาน มีลูก ตามครรลอง ซึ่งเขาเป็นคนเก่ง เรียนเก่ง หน้าที่การงานดี ซึ่งผมดีใจกับเขาด้วย ตัดภาพมากลุ่มเพื่อนประสานมิตรที่ผมอยู่ ไม่มีใครแต่งงานเลย มีแต่พวกคนที่ดูเหมือนเด็กอายุยี่สิบห้าตลอดเวลา ออกไปเล่นสเก็ต เล่นเซิร์ฟกัน ไปแข่งรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ ก็คิดว่าเราอาจจะเข้ากับกลุ่มนี้ก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้ากลุ่มนั้น มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเรายังไม่อยากทำตาม American Dream เราก็ไม่ต้องทำสิ

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เพราะสังคมบีบให้เราโตช้า

ใช่ ผมมีโอกาสได้รู้จักคนใหม่ๆ มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสรู้จักคนใกล้ตัวน้อยลงเหมือนกัน แต่เรายังอยู่ช่วงกึ่งกลาง ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบใหม่มากๆ ที่น้องๆ เขาใช้ TikTok เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นเรื่องจริงกันไปหมดแล้ว เรายังมองเป็นเรื่องตลกอยู่ ไม่จริง จะบ่นอะไรในเฟซบุ๊กก็เรื่องของมึงดิ ตัวจริงอาจจะอีกแบบหนึ่ง

กลัวแก่ไหม 

ช่วงนี้ร่างกายผมเจ็บแล้วหายช้านะครับ แต่กลัวพ่อแม่ป่วย ตอนนี้พ่อแม่ยังไม่ได้ป่วยรุนแรง ถ้าอะไรจะเกิดกับผมนะ อย่างเดียวเลยคือถ้าพ่อ แม่ น้องสาว เพื่อนซี้ เป็นอะไรขึ้นมา ผมทำตัวไม่ถูก อย่างอื่นผมรับมือได้ อาจจะต้องเอาไปแช่น้ำแข็งแบบ Hope Frozen แต่ก็คงจะทำไม่ได้

ในวัยนี้ ความคาดหวังที่เรามีต่อคนอื่น มีมากขึ้นหรือน้อยลง 

น้อยลงครับ สมัยก่อนเราเป็นเบื้องหน้า คนอื่นจะมาเอาใจเรา คือเราถ่ายไปแล้วยี่สิบคิว อีกยี่สิบคิวจะไปเปลี่ยนตัวก็ไม่ทันแล้ว พอมาทำงานเบื้องหลังจริงๆ เรารู้สึกว่าจะต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน บางคนมีเรื่องส่วนตัว เราบอกว่าจะให้ถ่ายที่นี่ แต่เขาบอกว่าถ่ายไม่ได้เพราะมีเหตุผลส่วนตัวบางอย่างซึ่งเราฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ เราจะโอเค เข้าใจได้ ไม่คาดหวังดีกว่า ในขณะที่บางทีเราทำงานกับคนในค่ายที่เขาดูแลศิลปินหลายคน จะไปคาดหวังให้เขาทำ ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็ไม่ได้ แต่อะไรที่ถ้าต่ำกว่ามาตรฐานก็ไม่ปล่อย

แล้วที่คนอื่นคาดหวังกับเราล่ะ

ผมมีความรู้สึกว่าเขาคาดหวังมากขึ้นครับ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ในกองละครที่ถ่ายอยู่ ทีมงานเขาสุดยอดมาก โปรดักชันดีเป็นอันดับต้นๆ ที่ผมเคยทำด้วย แต่พอเป็นเวอร์ชันนี้ เขาคาดหวังให้ผมทำตัวเป็นรุ่นใหญ่ จำบทได้หมด ร้องไห้เมื่อไหร่ก็ได้ จะให้โดดน้ำ ล้ม ต้องทำได้หมด ขณะเดียวกัน ถ้าเราเป็นตัวแสดงนำที่แก่สุด เราก็คาดหวังให้ตัวเองเก่งที่สุดในการทำงานประมาณหนึ่งเหมือนกัน เช่นเดียวกับวงดนตรี ถ้าเรานัดเพื่อนแล้วเราไปสาย ก็ไม่ได้ละ เพราะเราคือหัวหน้าแก๊ง เช่นกันกับงานกำกับ พ่อชวนกินข้าว พ่อบอกเลื่อนนัดไปหน่อยได้ไหม เราบอกไม่ได้ป๊า เป้เป็นหัวหน้าแล้ว เป้ไปสายไม่ได้ อาจจะเป็นเราคาดหวังกับตัวเองมากขึ้น แต่บางอย่างที่เราไปคาดหวังไม่ได้ ไปเซิร์ฟมา ตัวดำ คาดหวังให้ร่างกายฟื้นแบบเมื่อก่อนได้เร็ว ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ยังเมื่อยอยู่เลย (หัวเราะ)

มีแต่ความคาดหวัง ตอนนี้ได้ทำอะไรให้ตัวเองบ้างหรือยัง 

ทำให้ตัวเองตลอดเลย เห็นแก่ตัวสุดๆ ทำอัลบั้มก็ทำให้ตัวเอง ให้คนอื่นมาทำให้เรา ละครก็ทำเพื่อเงินให้ตัวเอง เพื่อศิลปะที่ตัวเองอยากรับใช้ ทำหนังก็เหมือนกัน ทำให้ตัวเองมีความสุข สั่งน้อง AR ซื้อแซนด์วิชเนื้อมากิน ก็เพื่อตัวเอง แค่ข้าวแต่ละมื้อหรือกาแฟแต่ละแก้ว เราว่าทำให้ตัวเองเยอะแล้ว แต่ของใหญ่ๆ เราไม่ค่อยได้ทำ… อ้อ มีนาฬิกากับนวมคู่ละหมื่น ไม่ได้รวยอะไร แต่ก็ทำให้ตัวเองอีกนั่นแหละ

แต่ที่บอกว่าผมเห็นแก่ตัวเพราะผมไม่ต้องมีคนอื่นให้ดูแล เพื่อนบางคนเขามีลูกกันแล้ว มันเหมือนเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตทุกอย่างทำเพื่อลูก ตอนนี้ผมทำเพื่อความฝันตัวเองกับพ่อแม่ ยังไม่อยากเพิ่มภาระ ถ้าวันหนึ่งอยากจะมีขึ้นมา หรือมันพลาดขึ้นมาเนี่ยก็มีได้ (ยิ้ม)

แล้วอยากทำอะไรให้คนอื่นบ้าง ด้วยบทบาทของเป้ สามารถให้อะไรได้เยอะเลย 

ผมตอบไปหมดแล้วในเพลง ไม่ต้องทำหรอกบุญ คือ “เมื่อใดที่เธออยากทำดี ไม่ต้องไปทำในที่ไกลๆ แค่ทำให้คนรอบข้างสบายใจ มันก็จะดีกว่าบุญไหนๆ” รู้สึกว่ามันง่ายกว่า ยั่งยืน อยู่ได้ตลอดมากกว่า ถ้ามีโอกาส ไปทำบุญทำทาน ทำโครงการดีๆ ได้ แต่ถ้าธรรมชาติของนายไม่ใช่แบบนั้น ก็ดูแลพ่อแม่ ดูแลเพื่อน ดูแลคนที่ทำงานให้นาย สัมภาษณ์นาย หรือแม้แต่ค่ายที่ให้เงินทำงาน ให้โอกาสเรา ดูแลแค่นี้ให้ดีก็พอแล้ว นี่คือการทำอะไรให้คนอื่นในแบบที่ผมคิดว่า ถ้าทุกคนทำแบบนี้จะดีมาก ความจริงศาสนาคริสต์มีคำสอนอยู่แค่สองอย่าง คือรักพระเจ้า หรือเชื่อในความรักของพระเจ้า อีกอันคือ รักเพื่อนบ้าน มันง่ายมาก ถ้าทุกคน Love Neighbors ก็ไม่ตีกัน จบเลย คำสอนนี้มาก่อนที่จะมีโบสถ์ด้วยซ้ำ

อยากบอกอะไรกับคนที่กำลังจะอายุ 36 เหมือนๆ กัน

ดูแลผมให้ดีๆ ครับ ผมโชคดีที่พ่อผมไม่ล้าน ถ้าเป็นร็อกสตาร์แล้วหัวล้าน มันไม่ได้ (หัวเราะ)

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

Writer

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

อดีตบรรณาธิการ Fungjaizine ที่นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ก็ชอบเล่าเรื่อง ดนตรี ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load