20 Apr 2019
6 PAGES
589

ประเทศกัวเตมาลาได้รับขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ เพราะไม่เพียงมีภูเขาไฟกระจายอยู่ทั่วอาณาเขตมากถึง 36 ลูก แต่ยังมีภูเขาไฟที่สูงที่สุดและจำนวนมากที่สุดในทวีปอเมริกากลางด้วย จากจำนวนทั้ง 36 ลูกมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังหรือ ‘มีชีวิต’ อยู่ 3 ลูก ได้แก่ ภูเขาไฟซานติอากิโต (Santiaguito) ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) และพระเอกของเราในวันนี้… ภูเขาไฟปากายา (Pacaya)

ภูเขาไฟปากายา (Pacaya Volcano หรือ Volcán de Pacaya ในภาษาสเปน) ตั้งอยู่ระหว่างกัวเตมาลาซิตี้ เมืองหลวงของประเทศกัวเตมาลา และแอนตีกัว (Antigua) เมืองหลวงเก่า ด้วยระยะห่างใกล้เคียงกันด้านละประมาณ 48 – 50 กิโลเมตร  

ภูเขาไฟลูกนี้เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีการปะทุบ่อยมากที่สุดลูกหนึ่งของทวีปอเมริกากลาง โดยมีข้อสันนิษฐานว่าเคยระเบิดอย่างรุนแรงครั้งแรกเมื่อประมาณ 23,000 ปีที่แล้ว และตั้งแต่สเปนเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้ (ค.ศ. 1565) ปากายาก็ปะทุไปแล้วไม่ต่ำกว่า 23 ครั้ง หลังจากนั้นก็หลับใหลไปอีกหลายสิบปี จนกระทั่งใน ค.ศ. 1961 ก็เกิดระเบิดขึ้นมาแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าและระเบิดต่อเนื่องอย่างรุนแรงกว่า 1 เดือน หลังจาก ค.ศ. 1965 เป็นต้นมา ภูเขาไฟลูกนี้ก็มีการระเบิดอยู่เรื่อยๆ และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เครดิต : ©Rolfcosar via Wikipedia

การระเบิดของภูเขาไฟปากายาส่วนใหญ่มีลักษณะแบบลาวาพุ่งขึ้นเป็นเส้นคล้ายพลุโอ่ง (Strombolian Eruption) นานๆ ครั้งจะถึงจะระเบิดอย่างรุนแรง (Plinian Eruption) จนทำให้มีเศษเถ้าถ่านและก๊าซพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วกระจัดกระจายไปในรัศมีบริเวณกว้าง เช่นครั้งล่าสุดในปี 2018 หลังจากมีลาวาไหลลงมาตามแนวเชิงเขาอยู่ประมาณ 2 – 3 เดือน อยู่ๆ ก็เกิดการปะทุรุนแรงจนเถ้าถ่านพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 3,500 เมตร ทำให้ต้องปิดสนามบินกะทันหัน ทั้งเมืองกัวเตมาลาซิตี้และเมืองแอนตีกัวถูกปกคลุมไปด้วยเศษขี้เถ้า

ถึงจะเป็นภูเขาไฟที่ ‘เกรี้ยวกราด’ อยู่บ่อยๆ แต่ปากายาก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะการปะทุใน ค.ศ. 2006 ที่ทำให้เกิดลาวาไหลลงมาตามแนวเขาอย่างช้าๆ จนคนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ ก็ยิ่งทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น ภูเขาไฟปากายาจึงกลายเป็นหนึ่งใน ‘Bucket List’ หรือกิจกรรมที่ขอทำสักครั้งก่อนตายของใครหลายคนไปในทันที

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

 

สัมผัสลมหายใจของยักษ์ใหญ่ในนิทรา

“มอเตอร์ไซค์จอดไว้ตรงนี้ นั่งแท็กซี่ของผมไปแทนดีกว่า เดี๋ยวเดียวถึง ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย ไม่แพงด้วย”

เสียงเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดังมาแต่ไกลเป็นของหนุ่มน้อยชาวมายันบนหลังม้าในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงยีนส์ พอเข้ามาใกล้ในระยะคุยกันได้ เจ้าตัวก็กระโดดลงจากแท็กซี่สี่ขาอย่างคล่องแคล่ว

“เที่ยวเดียว 100 เคตซาล (Quetzal) ทั้งไปทั้งกลับผมให้พี่พิเศษเลย 200 เคตซาล”

อ้าว แล้วมันพิเศษตรงไหนล่ะ

“พิเศษตรงที่พี่ได้นั่งพรินเซส ม้าที่ดีที่สุดของผมไง”

การขึ้นภูเขาไฟปากายาทำได้ทั้งการเดินขึ้นด้วยกำลังขาของตัวเองและการขี่ม้า แต่ด้วยระดับความสูง 2,552 เมตร (8,373 ฟุต) และความชันของภูเขาลูกนี้ การเดินขึ้นจึงเหมาะกับคนที่สภาพร่างกายพร้อมและมีใจรัก ส่วนเราที่ร่างกายไม่พร้อมแถมใจก็ไม่รัก เลยเลือกมาอย่างแน่วแน่ตั้งแต่ก่อนออกจากโรงแรมว่าจะขี่ม้าขึ้นไปเท่านั้น  

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

สำหรับราคาที่ดิเอโก หนุ่มน้อยเจ้าของม้าเสนอมา เราไม่ได้ต่อรองอะไรอีกเพราะราคาตรงกับข้อมูลที่เราได้จากบล็อกท่องเที่ยวและเว็บไซต์รีวิวต่างๆ เรื่องเดียวที่ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ก็คือเราไม่เคยขี่ม้ามาก่อนในชีวิต และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าใกล้ม้ามากขนาดนี้ พอเห็นท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ของเรา ดิเอโกก็หันไปชี้มอเตอร์ไซค์ที่เราขี่เข้ามาและออกปากว่า

“ขี่ม้าง่ายกว่าขี่มอเตอร์ไซค์นะ ไม่กินน้ำมันด้วย”

ตอนแรกเราพยายามจะขึ้นหลังม้าอย่างเก้ๆ กังๆ พรินเซสผู้แสนดีก็ไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย ดิเอโกเลยให้เราลองเอาอาหารไปป้อนม้าเพื่อผูกมิตรดู แล้วก็ดันได้ผลจริงๆ ถึงจะทุลักทุเลไปสักหน่อยก็เถอะ ครั้งสุดท้ายก่อนจะขึ้นนั่งบนหลังม้าสำเร็จ เราตัดสินใจเดินไปหยิบเอาเสื้อเกราะมอเตอร์ไซค์มาใส่เพราะคิดไว้ว่าอย่างน้อยถ้าหล่นกลิ้งหลุนๆ ลงไปจะได้ไม่ถลอกปอกเปิดมากนัก

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เส้นทางการเดินขึ้นปากายามีหลากหลายเส้น แล้วแต่ว่าคนนำทางแต่ละคนจะถนัดเส้นไหน แต่ทุกเส้นจะมาบรรจบกันที่จุดพักในแต่ละช่วงความสูงของภูเขา นอกจากเช่าม้าแล้ว ถ้าต้องการไกด์นำทางที่คอยอธิบายข้อมูลต่างๆ ของทางอุทยานก็ไปติดต่อที่สำนักงานได้ เราตัดสินใจไม่จ้างไกด์เพราะก่อนมาก็หาข้อมูลมาละเอียด ทั้งประวัติความเป็นมา ทั้งเส้นทางและสถิติการระเบิด แน่นอนว่าส่วนหนึ่งทำไปเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นก็คือความกลัวตาย

หลังจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน 50 เคตซาลเรียบร้อย เราก็เริ่มออกเดินทางกันทันที

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เราไม่รู้ว่าการขี่ม้าทางราบจะยากง่ายแค่ไหนเพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่การขี่ม้าขึ้นเขาเป็นสิ่งที่เราสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำอีกจนกว่าจะไปฝึกขี่ม้าจริงๆ จังๆ เพราะนอกจากจะต้องพยายามจำว่าจะขยับขาไหน หรือดึงเชือกหย่อนตึงยังไงเพื่อควบคุมการเดินของม้า ก็ยังต้องพยายามหนีบเข่าและประคองตัวไม่ให้ไหลลงทางด้านหลังของม้าตามแรงโน้มถ่วงไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรินเซสแสนรักของดิเอโกก้มหน้าก้มตาเดินนำม้าตัวอื่นลิ่วๆ แถมดูจะชอบเลือกทางที่เล็กชันและลำบากกว่าปกติให้เราได้ตื่นเต้นเป็นระยะอีกด้วย

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

ส่วนดิเอโกคอยกึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่ข้างๆ ม้า บางครั้งก็แวะไปยืนเก็บลูกผลหมากรากไม้มาเคี้ยวเล่น ฉีกใบไม้มาเป่าเป็นเพลงบ้าง แถมยังมีน้ำใจมายื่นแบ่งให้เราลองด้วย บางจังหวะม้าก็หยุดเดินซะดื้อๆ ตอนนั้นเราถึงได้รู้ว่าก้านไม้เล็กๆ ที่ติดมือดิเอโกอยู่มีไว้ทำอะไร เพียงแค่ปลายไม้กระทบสะโพกม้า เจ้าพรินเซสก็กระโจนออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนเราแทบหล่นลงมากองอยู่กับพื้น เราเลยต้องรีบขอไม่ให้ดิเอโกเร่งม้าอีก พ่อหนุ่มน้อยก็ดูจะเข้าอกเข้าใจดี แต่ก็ยังอดเร่งม้าเป็นระยะไม่ได้

ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวเดินใช้ไม้ค้ำไต่ขึ้นเองบ้างประปราย ดูจากระดับความเหนื่อยล้าของแต่ละคนแล้ว เราว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกขี่ม้า สำหรับคนที่คิดจะลองเดินเองก่อนก็ทำได้ เพราะช่วงประมาณครึ่งทางแรกโดยเฉพาะจุดที่มีทางลาดชันมากๆ จะยังมีชาวบ้านที่พาม้าเดินตามมาและคอยถามนักท่องเที่ยวเป็นระยะว่าสนใจจะขี่ม้าแทนไหม

“สบายกว่านะ” “ไม่เหนื่อยเลย” “ถึงเร็วกว่าด้วย”

ยิ่งคนที่ออกอาการเหนื่อยมากเป็นพิเศษก็จะโดนถามบ่อยจนใจอ่อน แต่ชาวบ้านและม้าเหล่านี้จะคอยตามถามคนที่เดินขึ้นเองไปแค่ครึ่งทาง แล้วก็จะวนกลับลงไปหานักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

การเดินทางขึ้นเขาด้วยม้าใช้ระยะเวลาประมาณ 40 นาที ความกังวลใจของเราค่อยๆ ลดลงเมื่อร่างกายเริ่มคุ้นกับการเคลื่อนไหวโยกหน้าโยกหลังของม้า ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบตัวในช่วงแรกค่อยๆ หายไปจนเหลือแต่พื้นดินสีดำสนิท หมอกหนาจัดปกคลุมไปทั่วจนมองอะไรแทบไม่เห็น ปกติการเดินขึ้นภูเขาไฟปากายาจะมีจุดชมวิวให้ได้แวะดูกันเป็นระยะ แต่สำหรับวันนี้แค่เดินให้ตรงทางก็ยังลำบาก ช่วงกลางๆ ของเส้นทางจะเหลือเพียงช่องให้เดินเล็กๆ เลียบริมเขาไปเรื่อยๆ หันไปทางขวาเจอผนังภูเขาส่วนทางซ้ายเป็นทางลาดชันที่ลาดลึกลงไปจนมองไม่เห็นพื้นด้านล่าง

เราหันหาดิเอโกและถามว่าตรงนี้ขอเดินเองได้ไหม เพราะถ้าตกลงไปคงไม่ใช่แค่เจ็บ แต่อาจจะกลิ้งหายลงไปเลยก็ได้ ดิเอโกฟังแล้วก็ส่ายหน้าพร้อมบอกว่า

“เชื่อม้าเถอะ มันชำนาญทางมากกว่า”

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

หลังนั่งเกร็งจนแทบเป็นตะคริวมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็หลุดออกมาจากช่วงเส้นทางแคบๆ ได้ และออกไปเจอกับกระท่อมขนาดเล็กที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึก และตรงนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่ม้าเดินเข้าไปถึงได้ เพราะหลังจากบริเวณนี้ไปจะเป็นการเดินเท้าบนหินลาวาที่มียังมีความอุ่นไปจนถึงร้อนอยู่

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เราเองพอจะเห็นภาพตามอินเทอร์เน็ตมาบ้างแล้วว่าจุดสูงสุดที่นักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินเล่นดูได้เป็นลานหินลาวาสีดำโล่งกว้าง แต่พอได้มาเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะหันไปทางไหนก็เห็นแต่พื้นสีดำ รวมทั้งม่านหมอกและไอน้ำที่เกิดจากฝนตกกระทบหินร้อนๆ ที่อยู่รอบตัว ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นคล้ายกับยืนอยู่บนดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

ดิเอโกบอกว่า หินลาวาที่เราเหยียบอยู่เป็นลาวาที่ไหลลงมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเตือนให้เดินด้วยความระมัดระวังเพราะบางจุดหินยังร้อนอยู่มาก

เราเดินไปได้สักพักแล้วก็ต้องหยุดยืนซึมซับบรรยากาศรอบๆ ด้วยความรู้สึกทึ่งและเต็มตื้นในความยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ไอน้ำที่ฟุ้งอยู่รอบๆ ส่งเสียงเป็นครั้งคราวคล้ายลมหายใจ ความอุ่นของแม็กม่าภายใต้กองก้อนหินลาวาที่ไม่ต่างกับเลือดเนื้อใต้ผิวหนังเรา สิ่งเหล่านี้ที่เราสัมผัสได้ล้วนเป็นสัญญาณย้ำเตือนว่าปากายาเป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ เรานึกเห็นภาพตัวเองยืนอยู่บนหลังของยักษ์ขนาดใหญ่ที่กำลังหลับใหลและรอวันตื่น

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

“มากินมาร์ชเมลโลว์กัน”

ดิเอโกกวักมือเรียกให้เราเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับโพรงหินก้อนหนึ่ง แล้วก็ควักเอาถุงมาร์ชเมลโลว์หน้าตายับยู่ยี่จากถุงพลาสติกสีดำที่หิ้วติดมือมาตั้งแต่ก่อนขึ้นเขา ตามด้วยกิ่งไม้ปลายแหลมที่เอามาเสียบมาร์ชเมลโลว์ เสร็จแล้วก็ยื่นให้พร้อมบอกเราว่าให้เอาปลายไม้จ่อเข้าไปในโพรงหินที่อยู่ตรงหน้า

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เรามองดิเอโกที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วก็เริ่มทำตามบ้าง มาร์ชเมลโลว์สีขาวค่อยๆ เกรียมและส่งกลิ่นหอมอย่างช้าๆ ปกติแล้วเราไม่ค่อยชอบกินของพวกนี้มากนัก แต่การได้กินมาร์ชเมลโลว์ย่างด้วยความร้อนจากหินลาวาบนภูเขาไฟไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทุกวัน ดิเอโกยื่นมาร์ชเมลโลว์ให้เราอีก 2 ไม้ เรารับมาย่างแล้วก็ยื่นกลับไปแบ่งให้กินด้วยกัน แต่ดิเอโกแค่ยิ้มและส่ายหน้า เรามานึกดูทีหลังและคิดได้ว่าน้องคงจะกินจนเบื่อแล้ว

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เวลาที่เหลือดิเอโกปล่อยให้เราเดินเล่นบนลานลาวา มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ที่นั่งย่างมาร์ชเมลโลว์อยู่ บางคนพกเอาช็อกโกแลตแท่งมาละลายเพื่อราดบนมาร์ชเมลโลว์ด้วย บางคนก็ลงไปนั่งถ่ายรูปในโพรง บางคนก็เอามือแตะหินที่อยู่บนพื้นเพื่อความอบอุ่น ที่น่ารักที่สุดคงจะเป็นหมาน้อยเจ้าถิ่นหลายตัวที่นอนอิงแอบอยู่ข้างก้อนหินตามมุมต่างๆ ดิเอโกบอกว่า บางตัวก็วิ่งขึ้นวิ่งลงเขาด้วยกันทุกวัน เจ้าตูบพวกนี้มีบ้านอยู่ด้านล่างแต่ชอบขึ้นมานอนเล่นบนนี้ เพราะมักจะได้อาหารหรือขนมจากนักท่องเที่ยวบ่อยคร้้ง

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เราใช้เวลาเดินเล่นอยู่บนนั้นประมาณชั่วโมงกว่า แล้วก็ขี่ม้าลงมาตามเส้นทางเดิม แน่นอนว่าขากลับยากลำบากกว่าตอนขาขึ้น เพราะม้าสามารถวิ่งลงได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนขี่ไม่เป็นอย่างเรารู้สึกเหมือนหน้าจะคะมำไปด้านหน้าตลอดเวลา อดทนขี่ม้าลงมาได้ครึ่งทางก็ต้องขอลงเดินเท้าด้วยตัวเอง และปล่อยให้ดิเอโกขี่ม้าล่วงหน้าลงไปได้เลย

ก่อนกลับเราไปขอถ่ายรูปดิเอโกกับพ่อไว้เป็นที่ระลึก ดิเอโกถามเราว่าจะขอลองซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ดูบ้างได้ไหม แฟนเราก็เลยจะพาดิเอโกซ้อนท้ายไปขี่รถวนรอบหมู่บ้านตามคำขอ ตอนแรกดิเอโกดูจะลังเลพอสมควร เราเลยได้ทีแซวกลับไปว่า “ขี่มอเตอร์ไซค์ง่ายกว่าขี่ม้านะ” สุดท้ายดิเอโกก็ยอมสวมหมวกกันน็อกและปีนขึ้นมอเตอร์ไซค์ออกไปจนได้ ตอนกลับมาถึงจะหน้าตื่นๆ หน่อย แต่ดิเอโกก็ยิ้มกว้างและบอกกับเราด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า “ไว้กลับมาเที่ยวกันใหม่นะพี่ รอบหน้าจะสอนขี่ม้าให้”

ใครเลยจะนึกว่าการมาเที่ยวภูเขาไฟจะได้กินมาร์ชเมลโลว์ ได้เพื่อนใหม่ต่างวัย และได้สัญญาของครูสอนขี่ม้าในอนาคตกลับบ้านมาด้วย

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

 

เดือนมิถุนายน ปี 2018 ภูเขาไฟฟูเอโกที่กัวเตมาลาระเบิดครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี มีชาวบ้านบาดเจ็บเป็นร้อย ทั้งเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นภูเขาไฟปากายาซึ่งตั้งอยู่ห่างจากภูเขาไฟฟูเอโกไม่ถึง 50 กิโลเมตรก็เริ่มปะทุบ้างและมีลาวาไหลลงมามากกว่าปกติ ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต แต่ทางการก็ได้สั่งให้อพยพคนออกจากบริเวณนั้นและระงับกิจกรรมใดๆ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ปัจจุบันภูเขาไฟปากายากลับมาเปิดให้เดินขึ้นลงได้ตามปกติแล้ว นักท่องเที่ยวที่สนใจควรตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนไป 

 

ข้อมูลอ้างอิง

Pacaya, Volcano World by Oregon State University
Pacaya, Wikipedia

CONTRIBUTOR

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯแต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก