ประเทศกัวเตมาลาได้รับขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ เพราะไม่เพียงมีภูเขาไฟกระจายอยู่ทั่วอาณาเขตมากถึง 36 ลูก แต่ยังมีภูเขาไฟที่สูงที่สุดและจำนวนมากที่สุดในทวีปอเมริกากลางด้วย จากจำนวนทั้ง 36 ลูกมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังหรือ ‘มีชีวิต’ อยู่ 3 ลูก ได้แก่ ภูเขาไฟซานติอากิโต (Santiaguito) ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) และพระเอกของเราในวันนี้… ภูเขาไฟปากายา (Pacaya)

ภูเขาไฟปากายา (Pacaya Volcano หรือ Volcán de Pacaya ในภาษาสเปน) ตั้งอยู่ระหว่างกัวเตมาลาซิตี้ เมืองหลวงของประเทศกัวเตมาลา และแอนตีกัว (Antigua) เมืองหลวงเก่า ด้วยระยะห่างใกล้เคียงกันด้านละประมาณ 48 – 50 กิโลเมตร  

ภูเขาไฟลูกนี้เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีการปะทุบ่อยมากที่สุดลูกหนึ่งของทวีปอเมริกากลาง โดยมีข้อสันนิษฐานว่าเคยระเบิดอย่างรุนแรงครั้งแรกเมื่อประมาณ 23,000 ปีที่แล้ว และตั้งแต่สเปนเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้ (ค.ศ. 1565) ปากายาก็ปะทุไปแล้วไม่ต่ำกว่า 23 ครั้ง หลังจากนั้นก็หลับใหลไปอีกหลายสิบปี จนกระทั่งใน ค.ศ. 1961 ก็เกิดระเบิดขึ้นมาแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าและระเบิดต่อเนื่องอย่างรุนแรงกว่า 1 เดือน หลังจาก ค.ศ. 1965 เป็นต้นมา ภูเขาไฟลูกนี้ก็มีการระเบิดอยู่เรื่อยๆ และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เครดิต : ©Rolfcosar via Wikipedia

การระเบิดของภูเขาไฟปากายาส่วนใหญ่มีลักษณะแบบลาวาพุ่งขึ้นเป็นเส้นคล้ายพลุโอ่ง (Strombolian Eruption) นานๆ ครั้งจะถึงจะระเบิดอย่างรุนแรง (Plinian Eruption) จนทำให้มีเศษเถ้าถ่านและก๊าซพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วกระจัดกระจายไปในรัศมีบริเวณกว้าง เช่นครั้งล่าสุดในปี 2018 หลังจากมีลาวาไหลลงมาตามแนวเชิงเขาอยู่ประมาณ 2 – 3 เดือน อยู่ๆ ก็เกิดการปะทุรุนแรงจนเถ้าถ่านพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 3,500 เมตร ทำให้ต้องปิดสนามบินกะทันหัน ทั้งเมืองกัวเตมาลาซิตี้และเมืองแอนตีกัวถูกปกคลุมไปด้วยเศษขี้เถ้า

ถึงจะเป็นภูเขาไฟที่ ‘เกรี้ยวกราด’ อยู่บ่อยๆ แต่ปากายาก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะการปะทุใน ค.ศ. 2006 ที่ทำให้เกิดลาวาไหลลงมาตามแนวเขาอย่างช้าๆ จนคนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ ก็ยิ่งทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น ภูเขาไฟปากายาจึงกลายเป็นหนึ่งใน ‘Bucket List’ หรือกิจกรรมที่ขอทำสักครั้งก่อนตายของใครหลายคนไปในทันที

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

 

สัมผัสลมหายใจของยักษ์ใหญ่ในนิทรา

“มอเตอร์ไซค์จอดไว้ตรงนี้ นั่งแท็กซี่ของผมไปแทนดีกว่า เดี๋ยวเดียวถึง ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย ไม่แพงด้วย”

เสียงเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดังมาแต่ไกลเป็นของหนุ่มน้อยชาวมายันบนหลังม้าในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงยีนส์ พอเข้ามาใกล้ในระยะคุยกันได้ เจ้าตัวก็กระโดดลงจากแท็กซี่สี่ขาอย่างคล่องแคล่ว

“เที่ยวเดียว 100 เคตซาล (Quetzal) ทั้งไปทั้งกลับผมให้พี่พิเศษเลย 200 เคตซาล”

อ้าว แล้วมันพิเศษตรงไหนล่ะ

“พิเศษตรงที่พี่ได้นั่งพรินเซส ม้าที่ดีที่สุดของผมไง”

การขึ้นภูเขาไฟปากายาทำได้ทั้งการเดินขึ้นด้วยกำลังขาของตัวเองและการขี่ม้า แต่ด้วยระดับความสูง 2,552 เมตร (8,373 ฟุต) และความชันของภูเขาลูกนี้ การเดินขึ้นจึงเหมาะกับคนที่สภาพร่างกายพร้อมและมีใจรัก ส่วนเราที่ร่างกายไม่พร้อมแถมใจก็ไม่รัก เลยเลือกมาอย่างแน่วแน่ตั้งแต่ก่อนออกจากโรงแรมว่าจะขี่ม้าขึ้นไปเท่านั้น  

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

สำหรับราคาที่ดิเอโก หนุ่มน้อยเจ้าของม้าเสนอมา เราไม่ได้ต่อรองอะไรอีกเพราะราคาตรงกับข้อมูลที่เราได้จากบล็อกท่องเที่ยวและเว็บไซต์รีวิวต่างๆ เรื่องเดียวที่ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ก็คือเราไม่เคยขี่ม้ามาก่อนในชีวิต และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าใกล้ม้ามากขนาดนี้ พอเห็นท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ของเรา ดิเอโกก็หันไปชี้มอเตอร์ไซค์ที่เราขี่เข้ามาและออกปากว่า

“ขี่ม้าง่ายกว่าขี่มอเตอร์ไซค์นะ ไม่กินน้ำมันด้วย”

ตอนแรกเราพยายามจะขึ้นหลังม้าอย่างเก้ๆ กังๆ พรินเซสผู้แสนดีก็ไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย ดิเอโกเลยให้เราลองเอาอาหารไปป้อนม้าเพื่อผูกมิตรดู แล้วก็ดันได้ผลจริงๆ ถึงจะทุลักทุเลไปสักหน่อยก็เถอะ ครั้งสุดท้ายก่อนจะขึ้นนั่งบนหลังม้าสำเร็จ เราตัดสินใจเดินไปหยิบเอาเสื้อเกราะมอเตอร์ไซค์มาใส่เพราะคิดไว้ว่าอย่างน้อยถ้าหล่นกลิ้งหลุนๆ ลงไปจะได้ไม่ถลอกปอกเปิดมากนัก

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เส้นทางการเดินขึ้นปากายามีหลากหลายเส้น แล้วแต่ว่าคนนำทางแต่ละคนจะถนัดเส้นไหน แต่ทุกเส้นจะมาบรรจบกันที่จุดพักในแต่ละช่วงความสูงของภูเขา นอกจากเช่าม้าแล้ว ถ้าต้องการไกด์นำทางที่คอยอธิบายข้อมูลต่างๆ ของทางอุทยานก็ไปติดต่อที่สำนักงานได้ เราตัดสินใจไม่จ้างไกด์เพราะก่อนมาก็หาข้อมูลมาละเอียด ทั้งประวัติความเป็นมา ทั้งเส้นทางและสถิติการระเบิด แน่นอนว่าส่วนหนึ่งทำไปเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นก็คือความกลัวตาย

หลังจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน 50 เคตซาลเรียบร้อย เราก็เริ่มออกเดินทางกันทันที

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เราไม่รู้ว่าการขี่ม้าทางราบจะยากง่ายแค่ไหนเพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่การขี่ม้าขึ้นเขาเป็นสิ่งที่เราสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำอีกจนกว่าจะไปฝึกขี่ม้าจริงๆ จังๆ เพราะนอกจากจะต้องพยายามจำว่าจะขยับขาไหน หรือดึงเชือกหย่อนตึงยังไงเพื่อควบคุมการเดินของม้า ก็ยังต้องพยายามหนีบเข่าและประคองตัวไม่ให้ไหลลงทางด้านหลังของม้าตามแรงโน้มถ่วงไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรินเซสแสนรักของดิเอโกก้มหน้าก้มตาเดินนำม้าตัวอื่นลิ่วๆ แถมดูจะชอบเลือกทางที่เล็กชันและลำบากกว่าปกติให้เราได้ตื่นเต้นเป็นระยะอีกด้วย

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

ส่วนดิเอโกคอยกึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่ข้างๆ ม้า บางครั้งก็แวะไปยืนเก็บลูกผลหมากรากไม้มาเคี้ยวเล่น ฉีกใบไม้มาเป่าเป็นเพลงบ้าง แถมยังมีน้ำใจมายื่นแบ่งให้เราลองด้วย บางจังหวะม้าก็หยุดเดินซะดื้อๆ ตอนนั้นเราถึงได้รู้ว่าก้านไม้เล็กๆ ที่ติดมือดิเอโกอยู่มีไว้ทำอะไร เพียงแค่ปลายไม้กระทบสะโพกม้า เจ้าพรินเซสก็กระโจนออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนเราแทบหล่นลงมากองอยู่กับพื้น เราเลยต้องรีบขอไม่ให้ดิเอโกเร่งม้าอีก พ่อหนุ่มน้อยก็ดูจะเข้าอกเข้าใจดี แต่ก็ยังอดเร่งม้าเป็นระยะไม่ได้

ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวเดินใช้ไม้ค้ำไต่ขึ้นเองบ้างประปราย ดูจากระดับความเหนื่อยล้าของแต่ละคนแล้ว เราว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกขี่ม้า สำหรับคนที่คิดจะลองเดินเองก่อนก็ทำได้ เพราะช่วงประมาณครึ่งทางแรกโดยเฉพาะจุดที่มีทางลาดชันมากๆ จะยังมีชาวบ้านที่พาม้าเดินตามมาและคอยถามนักท่องเที่ยวเป็นระยะว่าสนใจจะขี่ม้าแทนไหม

“สบายกว่านะ” “ไม่เหนื่อยเลย” “ถึงเร็วกว่าด้วย”

ยิ่งคนที่ออกอาการเหนื่อยมากเป็นพิเศษก็จะโดนถามบ่อยจนใจอ่อน แต่ชาวบ้านและม้าเหล่านี้จะคอยตามถามคนที่เดินขึ้นเองไปแค่ครึ่งทาง แล้วก็จะวนกลับลงไปหานักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

การเดินทางขึ้นเขาด้วยม้าใช้ระยะเวลาประมาณ 40 นาที ความกังวลใจของเราค่อยๆ ลดลงเมื่อร่างกายเริ่มคุ้นกับการเคลื่อนไหวโยกหน้าโยกหลังของม้า ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบตัวในช่วงแรกค่อยๆ หายไปจนเหลือแต่พื้นดินสีดำสนิท หมอกหนาจัดปกคลุมไปทั่วจนมองอะไรแทบไม่เห็น ปกติการเดินขึ้นภูเขาไฟปากายาจะมีจุดชมวิวให้ได้แวะดูกันเป็นระยะ แต่สำหรับวันนี้แค่เดินให้ตรงทางก็ยังลำบาก ช่วงกลางๆ ของเส้นทางจะเหลือเพียงช่องให้เดินเล็กๆ เลียบริมเขาไปเรื่อยๆ หันไปทางขวาเจอผนังภูเขาส่วนทางซ้ายเป็นทางลาดชันที่ลาดลึกลงไปจนมองไม่เห็นพื้นด้านล่าง

เราหันหาดิเอโกและถามว่าตรงนี้ขอเดินเองได้ไหม เพราะถ้าตกลงไปคงไม่ใช่แค่เจ็บ แต่อาจจะกลิ้งหายลงไปเลยก็ได้ ดิเอโกฟังแล้วก็ส่ายหน้าพร้อมบอกว่า

“เชื่อม้าเถอะ มันชำนาญทางมากกว่า”

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

หลังนั่งเกร็งจนแทบเป็นตะคริวมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็หลุดออกมาจากช่วงเส้นทางแคบๆ ได้ และออกไปเจอกับกระท่อมขนาดเล็กที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึก และตรงนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่ม้าเดินเข้าไปถึงได้ เพราะหลังจากบริเวณนี้ไปจะเป็นการเดินเท้าบนหินลาวาที่มียังมีความอุ่นไปจนถึงร้อนอยู่

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เราเองพอจะเห็นภาพตามอินเทอร์เน็ตมาบ้างแล้วว่าจุดสูงสุดที่นักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินเล่นดูได้เป็นลานหินลาวาสีดำโล่งกว้าง แต่พอได้มาเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะหันไปทางไหนก็เห็นแต่พื้นสีดำ รวมทั้งม่านหมอกและไอน้ำที่เกิดจากฝนตกกระทบหินร้อนๆ ที่อยู่รอบตัว ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นคล้ายกับยืนอยู่บนดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

ดิเอโกบอกว่า หินลาวาที่เราเหยียบอยู่เป็นลาวาที่ไหลลงมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเตือนให้เดินด้วยความระมัดระวังเพราะบางจุดหินยังร้อนอยู่มาก

เราเดินไปได้สักพักแล้วก็ต้องหยุดยืนซึมซับบรรยากาศรอบๆ ด้วยความรู้สึกทึ่งและเต็มตื้นในความยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ไอน้ำที่ฟุ้งอยู่รอบๆ ส่งเสียงเป็นครั้งคราวคล้ายลมหายใจ ความอุ่นของแม็กม่าภายใต้กองก้อนหินลาวาที่ไม่ต่างกับเลือดเนื้อใต้ผิวหนังเรา สิ่งเหล่านี้ที่เราสัมผัสได้ล้วนเป็นสัญญาณย้ำเตือนว่าปากายาเป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ เรานึกเห็นภาพตัวเองยืนอยู่บนหลังของยักษ์ขนาดใหญ่ที่กำลังหลับใหลและรอวันตื่น

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

“มากินมาร์ชเมลโลว์กัน”

ดิเอโกกวักมือเรียกให้เราเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับโพรงหินก้อนหนึ่ง แล้วก็ควักเอาถุงมาร์ชเมลโลว์หน้าตายับยู่ยี่จากถุงพลาสติกสีดำที่หิ้วติดมือมาตั้งแต่ก่อนขึ้นเขา ตามด้วยกิ่งไม้ปลายแหลมที่เอามาเสียบมาร์ชเมลโลว์ เสร็จแล้วก็ยื่นให้พร้อมบอกเราว่าให้เอาปลายไม้จ่อเข้าไปในโพรงหินที่อยู่ตรงหน้า

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เรามองดิเอโกที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วก็เริ่มทำตามบ้าง มาร์ชเมลโลว์สีขาวค่อยๆ เกรียมและส่งกลิ่นหอมอย่างช้าๆ ปกติแล้วเราไม่ค่อยชอบกินของพวกนี้มากนัก แต่การได้กินมาร์ชเมลโลว์ย่างด้วยความร้อนจากหินลาวาบนภูเขาไฟไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทุกวัน ดิเอโกยื่นมาร์ชเมลโลว์ให้เราอีก 2 ไม้ เรารับมาย่างแล้วก็ยื่นกลับไปแบ่งให้กินด้วยกัน แต่ดิเอโกแค่ยิ้มและส่ายหน้า เรามานึกดูทีหลังและคิดได้ว่าน้องคงจะกินจนเบื่อแล้ว

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เวลาที่เหลือดิเอโกปล่อยให้เราเดินเล่นบนลานลาวา มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ที่นั่งย่างมาร์ชเมลโลว์อยู่ บางคนพกเอาช็อกโกแลตแท่งมาละลายเพื่อราดบนมาร์ชเมลโลว์ด้วย บางคนก็ลงไปนั่งถ่ายรูปในโพรง บางคนก็เอามือแตะหินที่อยู่บนพื้นเพื่อความอบอุ่น ที่น่ารักที่สุดคงจะเป็นหมาน้อยเจ้าถิ่นหลายตัวที่นอนอิงแอบอยู่ข้างก้อนหินตามมุมต่างๆ ดิเอโกบอกว่า บางตัวก็วิ่งขึ้นวิ่งลงเขาด้วยกันทุกวัน เจ้าตูบพวกนี้มีบ้านอยู่ด้านล่างแต่ชอบขึ้นมานอนเล่นบนนี้ เพราะมักจะได้อาหารหรือขนมจากนักท่องเที่ยวบ่อยคร้้ง

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

เราใช้เวลาเดินเล่นอยู่บนนั้นประมาณชั่วโมงกว่า แล้วก็ขี่ม้าลงมาตามเส้นทางเดิม แน่นอนว่าขากลับยากลำบากกว่าตอนขาขึ้น เพราะม้าสามารถวิ่งลงได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนขี่ไม่เป็นอย่างเรารู้สึกเหมือนหน้าจะคะมำไปด้านหน้าตลอดเวลา อดทนขี่ม้าลงมาได้ครึ่งทางก็ต้องขอลงเดินเท้าด้วยตัวเอง และปล่อยให้ดิเอโกขี่ม้าล่วงหน้าลงไปได้เลย

ก่อนกลับเราไปขอถ่ายรูปดิเอโกกับพ่อไว้เป็นที่ระลึก ดิเอโกถามเราว่าจะขอลองซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ดูบ้างได้ไหม แฟนเราก็เลยจะพาดิเอโกซ้อนท้ายไปขี่รถวนรอบหมู่บ้านตามคำขอ ตอนแรกดิเอโกดูจะลังเลพอสมควร เราเลยได้ทีแซวกลับไปว่า “ขี่มอเตอร์ไซค์ง่ายกว่าขี่ม้านะ” สุดท้ายดิเอโกก็ยอมสวมหมวกกันน็อกและปีนขึ้นมอเตอร์ไซค์ออกไปจนได้ ตอนกลับมาถึงจะหน้าตื่นๆ หน่อย แต่ดิเอโกก็ยิ้มกว้างและบอกกับเราด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า “ไว้กลับมาเที่ยวกันใหม่นะพี่ รอบหน้าจะสอนขี่ม้าให้”

ใครเลยจะนึกว่าการมาเที่ยวภูเขาไฟจะได้กินมาร์ชเมลโลว์ ได้เพื่อนใหม่ต่างวัย และได้สัญญาของครูสอนขี่ม้าในอนาคตกลับบ้านมาด้วย

ภูเขาไฟปากายา, ประเทศกัวเตมาลา

 

เดือนมิถุนายน ปี 2018 ภูเขาไฟฟูเอโกที่กัวเตมาลาระเบิดครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี มีชาวบ้านบาดเจ็บเป็นร้อย ทั้งเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นภูเขาไฟปากายาซึ่งตั้งอยู่ห่างจากภูเขาไฟฟูเอโกไม่ถึง 50 กิโลเมตรก็เริ่มปะทุบ้างและมีลาวาไหลลงมามากกว่าปกติ ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต แต่ทางการก็ได้สั่งให้อพยพคนออกจากบริเวณนั้นและระงับกิจกรรมใดๆ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ปัจจุบันภูเขาไฟปากายากลับมาเปิดให้เดินขึ้นลงได้ตามปกติแล้ว นักท่องเที่ยวที่สนใจควรตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนไป 

 

ข้อมูลอ้างอิง

Pacaya, Volcano World by Oregon State University
Pacaya, Wikipedia

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load