“จิตรกรคนอื่นอาจประสบความสำเร็จด้วยการดัดแปลงตัวเองให้เขากับสังคม ทั้งทรยศกับสิ่งที่ตัวเองได้เริ่มไว้ แต่ปิกัสโซไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาเชื้อเชิญความสำเร็จเข้ามาหาทีละน้อย ขณะที่แวนโกะห์เชื้อเชิญความล้มเหลว นำทางไปสู่ความสำเร็จในภายหลัง ทั้งสองคนนี้เหมือนกันและต่างกัน เหมือนกันในแง่ความสำเร็จทางศิลปะ นำมาซึ่งแบบฉบับของศิลปินแห่งยุคสมัยของเรา” จอห์น เบอร์เกอร์ นักวิจารณ์ศิลปะ กล่าวถึงความสำเร็จของปิกัสโซ่ในปี 1921

ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ่ เป็นหนึ่งในศิลปินชั้นแนวหน้าผู้ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ภาพเขียนของเขาอาจไม่ใช่ภาพราคาแพงที่สุดในโลก (ภาพราคาแพงที่สุดในโลกคือภาพ Salvator Mundi ผลงานของของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ราคาประมูล 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 13,600 ล้านบาท) แต่ภาพของปิกัสโซติดอันดับภาพเขียนราคาแพง 1 ใน 10 มาแทบทุกครั้งที่มีการประมูลผลงานของเขาออกสู่ท้องตลาด

ตลอดชีวิตของเขาที่มีอายุยืนยาวถึง 91 ปี (ค.ศ. 1881 – 1973) ปิกัสโซ่ สร้างผลงานไว้ร่วม 50,000 ชิ้น แบ่งเป็น ภาพวาด 1,885 ชิ้น ประติมากรรม 1,228 ชิ้น งานเซรามิก 2,880 ชิ้น งานแกะสลัก 18,095 ชิ้น ภาพพิมพ์หิน 6,112 ชิ้น ภาพสลักนูน 3,181 ชิ้น ภาพลายเส้น 7,089 ชิ้น ประเมินว่าตอนเสียชีวิต ปิกัสโซ่ทิ้งทรัพย์สินไว้มีมูลค่าประมาณ 260 ล้านดอลลาร์ฯ ในราคาเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันคงมีมูลค่ามหาศาล

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

คงมีศิลปินไม่กี่คนผู้สร้างผลงานไว้ให้กับโลกได้อย่างมากมายถึงเพียงนี้ จนกลายเป็นบุคคลที่นิตยสาร ไทม์ ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสตศตวรรษที่ 20

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเกิดของปิกัสโซ่ที่เมืองมาลากา ในแคว้นอันดาลูซิอา ทางภาคใต้ของประเทศสเปน ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย
เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

บริเวณหน้าบ้านเกิดของเขา มีรูปปั้นปิกัสโซ่ขนาดเท่าตัวจริงนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งในสวนสาธารณะ ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวไปนั่งถ่ายรูปคู่กับเขาอย่างเป็นกันเอง

บ้านเกิดของเขาเป็นตึกแถวเล็ก ๆ ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซ่ (Museo Casa Natal de Picasso) ในวัยเด็กเขาใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่บ้านหลังนี้ ก่อนจะเดินทางไปพักอาศัยตามที่ต่าง ๆ ในสเปน และย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสเป็นการถาวรจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ตรงทางเข้ามีป้ายเขียนข้อความว่า “ปิกัสโซ่เกิดในบ้านหลังนี้ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1881 เขาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ในเมืองมาลากาจนอายุ 9 ขวบ และกลับมาเยี่ยมบ้านอีกหลายครั้ง บ้านเกิดหลังนี้อยู่ในงานของเขา ในความทรงจำ และในอารมณ์ความรู้สึกของเขาอย่างมิอาจลบเลือนได้”

เมื่อเดินขึ้นบันไดไปห้องจัดแสดงห้องแรก มีบันทึกเล่าเรื่องที่บ้านหลังนี้ว่า “พอคลอดออกมา หนูน้อยคนนี้เกือบตายเพราะไม่หายใจ ใคร ๆ ก็คิดว่าตายแล้ว เอาร่างไม่ไหวติงมาวางไว้บนโต๊ะครัว แต่ซัลวาดอร์ ลุงของเขาที่เป็นแพทย์ โน้มตัวลงและพ่นควันซิการ์มาที่จมูกของเด็ก ทำให้เด็กเริ่มไอและหายใจสำเร็จ”

ภายในห้องจะเห็นเสื้อผ้าสีขาวถักลูกไม้ในวัยเด็ก ใบประกาศนียบัตรการได้รับศีลล้างบาป รองเท้าหัดเดินคู่แรก ตุ๊กตาของเล่นเด็ก ภาพถ่ายครอบครัว พ่อแม่ ปิกัสโซ่ และน้องสาวในช่วงปี 1895 – 1896 สมุดบันทึกด้วยลายมือ และภาพวาดหลายรูปฝีมือโฮเซ รุยซ์ อี บลัส พ่อของปิกัสโซ่ ผู้เป็นครูสอนศิลปะ School of Fine Arts of Malaga ทำให้ลูกชายคนโตได้รับอิทธิพลการวาดรูปจากพ่อตั้งแต่เป็นเด็กน้อย

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

ปิกัสโซ่มีพรสวรรค์ด้านการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขาฉายแววการเป็นศิลปินระดับโลกด้วยการพูดคำว่า “piz, piz” (มาจากคำว่า lápiz เป็นภาษาสเปน แปลว่า ดินสอ (Pencil) แทนที่จะพูดคำว่า แม่ เหมือนเด็กทั่วไป เขาชอบขีด ๆ เขียน ๆ มาตั้งแต่จำความได้ และพ่อได้ซื้อพู่กันและจานสีเป็นของขวัญวันเกิดให้เมื่อครบ 6 ขวบ

ในห้องหนึ่งมีคำพูดของปิกัสโซ่จัดแสดงว่า

“แม่เคยพูดกับผมว่า หากเจ้าเป็นทหาร เจ้าจะได้เป็นนายพล หากเจ้าเป็นนักบวช เจ้าจะได้เป็นโป๊ป แต่ผมเป็นแค่จิตรกร

และกลายเป็นปิกัสโซ่”

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

หากดูผลงานของปิกัสโซ่ตลอดชีวิต จะพบว่าเขาชอบวาดภาพนกพิราบเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก และครั้งหนึ่งตอนเด็กชายปิกัสโซ่อายุ 13 ขวบ ขณะที่พ่อกำลังวาดรูปนกพิราบ แต่วาดยังไม่เสร็จ ต้องออกไปทำธุระข้างนอก พอกลับมาปรากฏว่าลูกชายไปวาดรูปนกพิราบจนเสร็จเป็นรูปนกอย่างงดงามกว่าฝีมือตัวเองเสียอีก และเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 15 ปีก็มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

ในห้องหนึ่งที่เรียกว่า ห้องนกพิราบ จัดแสดงภาพวาดนกพิราบหลายภาพที่ปิกัสโซ่และพ่อของเขาวาด และต่อมาภาพลายเส้นนกพิราบเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของสันติภาพ ทุกครั้งที่มีการพูดถึงสันติภาพไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ภาพวาดนกพิราบของเขาจะปรากฏขึ้นควบคู่กันไป และปิกัสโซ่เองก็ได้เข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์หลายครั้งในปี 1950 ที่ประชุมสภาสันติภาพในเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ปิกัสโซ่ได้กล่าวสุนทรพจน์สั้น ๆ ว่า ภาพนกพิราบเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพ่อของเขาผู้ชอบวาดภาพนกพิราบ

ผู้เขียนเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ห้องทำงานของพ่อปิกัสโซ่ ที่ยังจัดวางเฟอร์นิเจอร์โต๊ะ เก้าอี้ ชุดรับแขก ภาพถ่าย ภาพวาด และสมุดบันทึกวางบนโต๊ะไว้เหมือนเมื่อร้อยปีก่อน ย้อนอดีตให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีชีวิตเสมอ

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

ระหว่างทางแต่ละห้อง จะมีคำพูดของปิกัสโซ่ชวนสะกิดใจเรา อาทิ

“สำหรับผม ไม่มีอดีตหรืออนาคตในงานศิลปะ ถ้างานศิลปะไม่สามารถดำรงอยู่เป็นปัจจุบันได้ตลอดกาล ก็ไม่ควรเป็นงานศิลปะ งานศิลปะของกรีก อียิปต์ หรืองานของจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ผ่านมา ไม่ใช่งานศิลปะในอดีต บางทีมันเป็นงานในขณะปัจจุบันยิ่งเสียกว่าที่เคยเป็นอีก”– ปิกัสโซ่ 1923

ห้องสุดท้ายที่ผู้เขียนแวะเข้าไป น่าจะเป็นห้องที่เป็นบทสรุปชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้เป็นอย่างดี เป็นที่ทราบกันดีว่าปิกัสโซ่ฉายแววอัจฉริยะวาดภาพได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่เป็นเด็ก ประสบความสำเร็จในอาชีพตั้งแต่วัยหนุ่ม ภาพเขียนของเขาขายได้ในราคาดีมากมาตลอดชีวิต เขาเป็นนักทดลอง พยายามสร้างสรรค์งานศิลปะใหม่ ๆ แบบไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะงานศิลปะแบบคิวบิสม์ ที่กล่าวกันว่าเขาได้รับอิทธิพลจากหน้ากากแอฟริกัน นอกจากนั้นเขายังหยิบจับวัสดุทุกอย่างมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่างานปั้น งานแกะสลัก งานพิมพ์ไม้ พิมพ์หิน พิมพ์แผ่นโลหะ และภาพลายเส้น

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

มีภาพชุดหนึ่งในห้องสุดท้าย แสดงภาพวาดในช่วงบั้นปลายชีวิต หลายภาพเขาตวัดปลายพู่กันราวกับเด็กน้อยเป็นผู้วาด ช่างเรียบง่าย ไร้เดียงสาแต่ทรงพลังยิ่ง และมีภาพชุดหนึ่งเป็นภาพวาดลายเส้นกระทิงที่เขาวาดในช่วงอายุต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม วัยชรา จนมาภาพสุดท้ายก่อนตายไม่กี่ปี จะเห็นพัฒนาการของภาพวาดกระทิงจากภาพเหมือนจริง มาเป็นภาพแบบคิวบิสม์ และค่อย ๆ ถอดรูป ลดรูป ลดรายละเอียดไปเรื่อย ๆ จนภาพสุดท้ายกลายเป็นภาพลายเส้นไม่กี่เส้น บริสุทธิ์เหมือนเด็กวาด แต่ชัดเจนในความเป็นกระทิง

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

ครั้งหนี่ง ปิกัสโซ่เคยกล่าวในงานนิทรรศการศิลปะเด็กว่า

“ตอนผมอายุเท่าเด็กน้อยเหล่านี้ ผมวาดภาพเหมือนได้งดงามระดับเทพอย่างราฟาเอล แต่ผมต้องใช้เวลาเกือบตลอดชีวิต เพื่อจะกลับมาวาดภาพได้บริสุทธิ์เหมือนเด็กเหล่านี้”

จะมีสักกี่คนที่มีพลังทำงานสร้างสรรค์งานทรงคุณค่าทิ้งไว้กับโลกได้ตลอดเวลาแบบไม่เคยหยุดนิ่ง จนเกือบสุดท้ายของลมหายใจ

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“บัดนี้ ทั่วโลกต่างตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นหายนะภัยที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะสมดุล มนุษยชาติอาจถึงกาลอวสาน นั่นคือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น โดยหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเรา ผมจึงขอประกาศให้พวกเราทุกคนรับทราบว่า บริษัทจะทำโครงการ Zero Emission ยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการ Net Zero ปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไปจนถึงวันบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2050”

ชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์สิ่งทอ PASAYA กล่าวในงานเปิดตัวภารกิจขององค์กรครั้งสำคัญที่สุดต่อสาธารณชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายแห่งได้เริ่มสนใจปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีไม่กี่บริษัทที่กล้าประกาศและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนเหมือนกับองค์กรแห่งนี้

PASAYA เป็นแบรนด์ผ้าม่าน พรม เครื่องนอน และผ้าคลุมเตียงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยการออกแบบ การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

“ภารกิจที่เราทำ ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นดีเอ็นเอขององค์กรที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” รติยา จันทรเทียร หรือ พี่โต้ง กรรมการผู้จัดการ พาผู้เขียนเดินเข้าไปในบริเวณของโรงงานบนเนื้อที่ร่วมร้อยไร่ในจังหวัดราชบุรี แปลกใจตรงที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด กำแพงกั้นอาณาเขตเหมือนโรงงานทั่วไป

“เราอยากทำให้ที่นี่เป็นโรงงานของชุมชน พนักงาน 400 คนกว่าคนส่วนใหญ่คือคนแถวนี้ทั้งนั้น” พี่โต้งเอ่ยปากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะแหล่งผลิตสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่เห็นคือ โรงงานเก่าแก่ เครื่องจักรคร่ำครึ ผู้คนแออัด อากาศอุดอู้ กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ขยะสกปรกรอบโรงงาน

“เราเคยมีโรงงานอยู่แถวพระประแดง แต่ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานมาอยู่ที่นี่ในปี 1995 สิ่งที่เราทำก่อนคือปลูกต้นไม้และสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อวางรากฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อนไม่ให้กระทบคนในชุมชนรอบ ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษและกำจัดไม่ได้ มีการบำบัดน้ำเสียครบวงจรเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารเคมีในชั้นใต้ดิน รีไซเคิลน้ำได้ทั้งหมด และนำน้ำกลับใช้ได้ในขบวนการผลิตถึง 30 เปอร์เซ็นต์”

คุณรติยา จันทรเทียร เป็นลูกสาวของ อาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ซึมซับสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อาคารแต่ละหลังล้อมรอบไปด้วยน้ำ จนดูเหมือนอาคารกลางพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ Wetland น้ำเหล่านี้เป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดมาก่อน และหมุนเวียนไปตามท่อระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ก่อนจะนำกลับมาใช้ใหม่ สถาปัตยกรรมอาคารโดดเด่นในความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จนดูไม่ออกว่าภายในคือโรงงานอุตสาหกรรม แต่สะอาด เย็นสบายจากน้ำที่ล้อมรอบและระบบระบายอากาศที่ไหลเวียนตลอด

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

อาคารย้อมผ้า ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ จึงได้รับการออกแบบให้ทั้งอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพงหรือผนังจริง ช่วยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า อากาศถ่ายเทเย็นสบาย ขณะที่อาคารทอผ้า มีระบบดักจับฝุ่นในอากาศ เพื่อป้องกันการสูดดมเศษเส้นด้าย เพื่อสุขภาพปอดของพนักงาน

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเราปราศจากสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในในกระบวนการผลิตสิ่งทอ ซึ่งเราใส่ใจเป็นพิเศษ จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียวมาสิบกว่าปีแล้ว”

โรงเย็บผ้าหรืออาคาร ZigZag เป็นอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่พื้นที่ตรงกลางปลูกเป็นต้นไม้ราวป่าเขียวขจี ตัดกับกองผ้าที่รายล้อมอยู่โดยรอบอย่างน่าสนใจ

“ช่างตัดเย็บผ้าเป็นพนักงานที่ต้องใช้สายตา ใช้สมาธิเยอะ เพราะเป็นงานละเอียด การที่พวกเขาได้เงยหน้า พักสายตาขึ้นมาเห็นต้นไม้สีเขียว จะช่วยลดความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี”

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

เหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้อาคารแห่งนี้มีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เราสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายปลาหมึกหรือแมงมุม หรือ Octospider ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางบึงบัว จนน่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำหรับโรงงานแห่งนี้ที่มีความสำคัญยิ่ง แต่พอสอบถามแล้วเป็นโรงอาหาร

“เราตั้งใจจะสร้างห้องอาหารกลางน้ำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน จึงให้เพื่อนสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบให้พนักงานได้รับประทานอาหารอย่างสบายตา มีความสุขกลางน้ำที่ผ่านการบำบัด เห็นบึงบัว ปลาและนกหลายชนิดที่มาหากินในบึงน้ำ” พี่โต้งเล่าสาเหตุเล็ก ๆ มาจากสวัสดิการของพนักงาน และการใช้พื้นที่กลางน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เราตั้งเป้าหมายว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นโรงงานในป่าสีเขียว เราปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เริ่มตั้งโรงงาน ทุกวันนี้ก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน แต่จะจริงจังมากขึ้นร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมาย ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น อาทิไม้ยางนา ตะเคียนทอง มะค่าโมง สัก จามจุรี ให้ครบร้อยไร่ ภายใน 3 ปี เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 300 ตันต่อปี” พี่ชเล ประธานบริษัทเข้ามาร่วมวงสนทนา

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

บนอาคารกลางริมน้ำแห่งนี้ เขาได้เล่าถึงภารกิจในอนาคตอันท้าทายว่า

“จากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์เมื่อปีที่แล้ว โรงงานของเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ 13,000 ตัน ปล่อยเองจากการผลิตประมาณ 6,500 ตัน จากการใช้ไฟฟ้า 3,500 ตัน ที่เหลือ 3,000 ตัน มาจากการผลิตวัตถุดิบที่เราซื้อมา ดังนั้น เราได้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์ขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งเสร็จเมื่อต้นปีนี้ และเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นก๊าซแอลพีจีที่ให้ความร้อนสูงกว่าสำหรับงานฟอกย้อม สองส่วนนี้เราจะลดการปล่อยก๊าซไปได้ประมาณ 3,000 ตันในสิ้นปีนี้

“เช่นเดียวกันในอนาคต ก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตวัตถุดิบภายนอกที่เราสั่งเข้ามา ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย หรือไม่เราจะเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พี่โต้งเสริมต่อว่า

“เราจะทำระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทิ้งหลังฟอกย้อมผ้า เพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ก๊าซลงอีกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างระบบประหยัดพลังงานให้แก่สายการผลิต เช่น อาคารสามารถจำกัดบริเวณการทำความเย็น เฉพาะบริเวณที่ต้องมีคนดูแล หรือสร้างผนังกันความร้อน เพื่อลดพลังงานในการทำความเย็น และปรับปรุงระบบรีไซเคิลต่าง ๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น”

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

ภายในปี 2050 หรืออีก 28 ปีข้างหน้า พวกเขามั่นใจว่า โรงงานจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือเป็นศูนย์ Net Zero ตามที่ได้ประกาศไว้

“ผมเป็นคนคิดนอกกรอบเสมอ ตอนตั้งชื่อ PASAYA ก็สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วไป เพราะผมคิดมาจากคำว่า แพศยา ซึ่งเป็นคำที่แรงมาก แต่เชื่อไหม คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นหญิงแพศยาได้มีไม่กี่คนหรอก เพราะต้องเป็นคนที่โดดเด่นมาก คือทั้งสวย มีเสน่ห์ ฉลาด และวางแผนเป็น พอตั้งชื่อนี้ได้ไม่นาน คนก็จดจำแบรนด์นี้ได้อย่างรวดเร็ว… เช่นเดียวกันการประกาศเรื่องนี้ก็เป็นการคิดนอกกรอบล่าสุดของเรา”

ก่อนกลับ เราแวะไปดูนิทรรศการ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หรือ The Six Extinction ภายในโรงงาน เพื่อให้การศึกษาแก่พนักงานว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา เคยสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ไป 5 ครั้งแล้วจากภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดาวหางชนโลก แต่ครั้งที่ 6 จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน หากเราไม่ทำอะไร ด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์เป็นคนก่อขึ้น

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

“คนรุ่นผมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อปัญหานี้ หากเราไม่ทำอย่างจริงจัง คนรุ่นต่อไปก็หมดหวังกับโลกใบนี้แน่ มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นสูญพันธุ์แน่ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ เมื่อเราตั้งความฝันไว้ เราจะต้องมุ่งมั่นไปให้สำเร็จ”

พี่ชเล หัวเรือใหญ่แห่ง PASAYA กับภารกิจครั้งสำคัญในชีวิตกล่าวทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load