14 กุมภาพันธ์ 2565
35 K

คำขวัญของหมู่บ้านป่าน้ำใสคือ ‘Freedom of Life’ หรือชีวิตที่เลือกได้ 

จากเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคนี้ที่คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น เมืองถูกจำกัดจำเขี่ยกันถึงที่สุด จนบางคนตระหนักรู้แล้วว่านี่อาจไม่ใช่ชีวิตที่เลือกได้เท่าใดนัก แถมยังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สุขกายและไม่สบายใจ กลายเป็นว่าสุดท้าย เรากลับยังคงโหยหาอิสรภาพจากธรรมชาติอยู่เมื่อเชื่อวัน 

เราเลยอาสาพาขับรถมุ่งหน้าจากเซนทรัลปิ่นเกล้าราว 50 นาที สู่ผืนดินกว่า 435 ไร่ที่ตั้งต้นจากความอยากอยู่กับธรรมชาติในทุก ๆ วัน และขยายเป็นหมู่บ้านในฝันแห่งใหม่เพื่อสร้างชีวิตที่เลือกได้ แถมการดำรงอยู่ของหมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ คือ Social Enterprise ที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรเป็นที่ตั้ง เพราะเลือกทำบนดุลยภาพของวิถีธรรมและวิธีทุน เพื่อให้โครงการเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เบื้องหลังแนวคิดทั้งหมดของผืนดินที่รายล้อมด้วยสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตแห่งนี้เป็นอย่างไร คอลัมน์หมู่บ้านรอบนี้ ชวนตามไปหาคำตอบกับ ชูชัย ฤดีสุขสกุล ที่วันนี้ขอวางบทบาทนักธุรกิจและนักขับเคลื่อนสังคม มาพูดคุยกันในฐานะผู้คิดริเริ่มโครงการ ถึงอาณาจักรในฝันที่อยากอยากปลุกปั้นชุมชนทางเลือกให้เกิดขึ้นจริง

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ความสบายกายและสบายใจ 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 35 ปีก่อนต้นไม้จะกลายเป็นป่าปลูกและทะเลสาบอย่างทุกวันนี้ มีจุดตั้งต้นที่ชูชัยนั่งลงเล่าให้เราฟัง ว่ามาจาก 2 คำคือ ‘สบายกาย’ และ ‘สบายใจ’

“ตอนผมทำงานอายุประมาณ 31 ปี มันเกิดความขัดแย้งในใจเยอะเหมือนกัน ในฐานะคนทำงานภาคธุรกิจ เราใส่สูทผูกเนกไท ไปนั่งประชุมแถวหน้า ตอนนั้นกลับรู้สึกไม่ชอบเลย ทำไมชีวิตคนเรามันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ทำไมต้อง VIP แล้วความสุขจริง ๆ ของคนมันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ สุดท้ายพอกลับมาหาคำตอบกับตัวเอง ก็พบว่าการอยู่ให้ไม่ทุกข์หรืออยู่แล้วสุขมีแค่สองอย่างเท่านั้นเอง” เขาเว้นจังหวะให้เราคาดเดา

 “อยู่ในที่ที่อากาศดี ได้ออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ ซึ่งชีวิตที่อยู่กับป่าอยู่กับน้ำก็ตอบคำถามเหล่านี้ได้” ชูชัยเฉลยถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา เรื่องความฝันกับการสร้างอาณาจักรที่อยากอยู่

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

และเมื่อเพื่อนเขาออกปากบอกว่ามีที่ดินหลายผืนในจังหวัดนครปฐมที่มาต่อเติมความฝันได้ ผนวกกับเป็นจังหวัดที่หลงรักเป็นทุนเดิม ทำให้เขากลายมาเป็นเจ้าที่ดิน 285 ไร่ และเริ่มจุดประกายความสุขที่กำลังตามหา และเพียรปลูกต้นไม้เอาไว้ก่อนนับตั้งแต่นั้น

“ด้วยเป็นพื้นเพของครอบครัวฝั่งคุณแม่ ผนวกกับความเป็นบ้านนอกในเมืองที่มีพร้อมสรรพทุกสิ่ง เลยเป็นเหตุผลที่เลือกนครปฐม ด้วยวิถีชีวิตบางอย่างที่คงอยู่ เรายังพูดเหน่อ ๆ ยังขายของแบบบ้าน ๆ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราตกหลุมรัก แล้วอาหารดี ๆ แถวนี้เยอะมากเลย เพราะนครปฐมเป็นแหล่งอาหารของแผ่นดินอยู่แล้ว ทั้งปศุสัตว์และเกษตรกรรมทั้งหลาย ก็ส่งออกจากที่นี่น่าจะเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แน่นอนว่าสร้างสุขภาวะสบายกาย กินดี อยู่ดี แล้วก็สบายใจได้” เจ้าของที่ดินย้ำถึงแนวคิดริเริ่มที่เขาเรียกว่าโดยรวมว่า ‘ชุมชนสุขภาวะ’

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

สานต่อความฝัน

เมื่อตกผลึกทางความคิดดิบดีและถึงเวลาอันเหมาะสม เขาก็ว่าจ้างสถาปนิกให้มาออกแบบพื้นที่ให้ โดยจุดเด่นที่ทำให้เป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้คือ มีที่อยู่น้อย ๆ แต่มีป่ากับน้ำมาก ๆ 

“เดิมที ผมตั้งใจทำไว้อยู่เองกับเพื่อน ๆ ญาติ ๆ และหุ้นส่วน ในเมื่อเราอยากอยู่กับป่ากับน้ำ ก็ออกแบบให้เป็นที่อยู่สัก 28 เปอร์เซ็นต์พอ แล้วก็เว้นพื้นที่ไว้ด้วยสำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ พอวางแปลนเสร็จ เราก็ขุดดินเอามาถม ทำเป็นทะเลสาบ ระหว่างขุดดินไปก็ปลูกต้นไม้ไปด้วย หมดไปเป็นล้านเฉพาะต้นไม้ เพราะตายไปเกือบครึ่ง” ชูชัยเล่าขำ ๆ ก่อนเพิ่มว่าบทเรียนนี้นำมาซึ่งการเรียนรู้เพื่อวางระบบน้ำให้ขึ้น

จากที่ดินที่ไม่มีอะไรและตั้งใจแวะมาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว พื้นที่แห่งนี้กลับต้องมนต์จนเขาเลือกโยกย้ายจากหมู่บ้านจัดสรรขนาด 200 ไร่ มาใช้ชีวิตในบ้านกลางป่า

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“ตอนแรกลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะมาอยู่เลยดีไหม พอมานอนได้คืนสองคืน มันเข้าท่านี่หว่า ก็เลยเข้ามาอยู่ อยู่ไปอยู่มา เฮ้ย มันสนุกว่ะ สนุกทุกวันแล้วก็มีความสุขด้วย ก็เลยอยู่จริง ๆ จัง ๆ จนถึงตอนนี้น่าจะ 15 ปีได้แล้ว” เขาเล่าไปยิ้มไป พร้อมบอกต่อว่าความสนุกที่เขาพูดถึงคือการปลูกต้นไม้ วางโครงสร้างต่าง ๆ และสารพัดงานดูแลพื้นที่ ไป ๆ มา ๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 435 ไร่ในที่สุด

พออยู่เองแล้วชอบ ก็กลายเป็นว่าอยากให้คนอื่นมาอยู่ด้วย

“ผมอยากเปิดให้คนมาอยู่ก็ตอนเริ่มอายุเยอะขึ้น เรารู้ว่าความฝันของเราใหญ่มาก พื้นที่ก็ใหญ่ เดี๋ยวเราแก่ตายไปทำยังไงดี เลยคิดว่าน่าจะต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มาสานต่อได้” 

สุดท้าย ก็ตกตะกอนกลายเป็น 3 กลยุทธ์หลักเพื่อขยายแนวคิดในสเกลที่กว้างขึ้นสู่หมู่บ้านป่าน้ำใส ตั้งแต่การตามหาคนที่ใช่มาอยู่ด้วย การเคารพธรรมชาติ และข้อสำคัญคือสร้าง Living Community ให้เกิดขึ้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ตามหาคนเผ่าเดียวกัน

แล้วคนแบบไหนคือคนที่ใช่ เราถามเพื่อคลายข้อสงสัย เขาก็ตอบให้ว่าคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เป็น ‘คนเผ่าเดียวกัน’

“ใหม่ ๆ ก็จับกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้เท่าไรนะ แต่พอมาตกตะกอนก็พบว่า ข้อแรกคือเป็นคนมีจริตที่ใช่ อัตตาหรือการยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนน้อย ๆ ต่อไปจะมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่ได้ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่คิดถึงคนอื่นด้วย 

“ข้อที่สองคือใจกว้าง-จิตใหญ่ เขาจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ เมื่อเขาเปิดรับฟังความคิดเห็น พอเข้ามาอยู่ในชุมชนจะช่วยสร้างสรรค์คุณภาพใหม่ ๆ ได้ด้วย พอใจกว้าง ก็นำมาซึ่งการเคารพความเป็นมนุษย์ 

“และข้อสามที่สรุปได้คือ คนที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ ฉะนั้นพออยู่ด้วยกัน จะไม่ทะเลาะกันเลย เพราะต่างคนต่างรู้กัน แล้วฉันก็ไม่บังคับคุณให้ชอบเหมือนฉัน อย่างนี้ก็เรียกว่าการเคารพกัน” 

ทั้งหมดนี้ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเขา ยึดมาจาก 3 คำสำคัญที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ปลูกฝังเอาไว้ นั่นคือ ‘เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ’ 

“ถ้าคุณมีอีโก้เยอะ ก็ไปจำกัดเสรีภาพคนอื่น คนอีโก้น้อยจะทำให้บรรยากาศของเสรีภาพมันมากขึ้น ความใจกว้าง-จิตใหญ่ เป็นเรื่องของภราดรภาพ คือการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อ ส่วนเรื่องของการเคารพคุณค่าของความเป็นมนุษย์คือความเสมอภาค เลือกยอมรับฟังความเห็นต่างได้”

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

หลังอธิบายจบ ชูชัยก็ชี้ชวนเราให้หันไปดูที่ซุ้มประตูทางเข้า เขาเล่าต่อว่านี่คือประติมากรรมที่ถูก 3 คำนี้กำหนดให้เป็นคอนเซ็ปต์ของการออกแบบเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยแท่งไม้ 10 แท่งที่มีความอ้วนผอมไม่เท่ากัน แสดงถึงความแตกต่างของสถานภาพของมนุษย์ แต่ว่าทุกแท่งสูงเท่ากันหมด เป็นตัวแทนของความเสมอภาค แท่งไม้ไม่มีการยึดโยงและเป็นอิสระจากกัน คือการให้เสรีภาพกับทุกตารางนิ้ว แต่ทั้งหมดนี้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มได้ด้วยความเป็นภราดรภาพ เช่นเดียวกับป่าน้ำใสที่อยากสร้างเสรีภาพบนพื้นที่ทุกตารางนิ้ว

ฉะนั้น ถ้าคุณสนใจอยากมาสร้างบ้านที่หมู่บ้านแห่งนี้ ด่านแรกจะไม่ใช่การซื้อ-ขายในทันที แต่เป็นการพูดคุยกัน 

“เราต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรรนะ เราต้องการสมาชิกที่เป็นคนมีจริตเดียวกัน มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันมาอยู่ร่วมกันมากกว่า ถ้าดูแล้วไม่ใช่ เราก็จะบอกเลยว่าอย่าซื้อเลย คุณอยู่ที่นี่จะไม่มีความสุขนะ แต่ถ้าคุยไปแล้วยังไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ก็ต้องชวนเขากินข้าว หนัก ๆ เข้าก็ชวนข้างคืนเลย” ชูชัยเล่าถึงกระบวนการออกตามหาชาวป่าน้ำใส เพื่อให้ได้คนเผ่าเดียวกันอย่างที่ตั้งใจ

ป่า ดิน น้ำและที่อยู่ 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากแนวคิดการออกตามหาคน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของโครงการนี้คือการเคารพธรรมชาติ โดยการทำให้ป่า ดิน และน้ำสมบูรณ์ ซึ่งต้องวางโครงสร้าง กฎกติกา รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยั่งยืนเพื่อไม่ไปเบียดเบียนกันและกัน 

ตัวอย่างกฎของที่นี่ ก็มีทั้งเรื่องธีมของสิ่งปลูกสร้าง ที่ถูกคุมด้วยรูปแบบ โทนสี Earth Tone เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ต้องมีความสูงไม่เกิน 7 เมตร และต้องเว้นระยะร่นจากคลอง และมีเงื่อนไขต้องสร้างบ้านหลังจากซื้อที่ดินภายใน 2 ปี เพื่อตอบหมุดหมายการสร้างชุมชน โดยแม้จะขายเฉพาะผืนที่ดิน แต่โครงการก็มีผู้ให้คำปรึกษาด้านการสร้างบ้าน ต้องส่งแบบให้ช่วยดู เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบโครงการ และข้อสำคัญที่สุดในการสร้างบ้าน คือจะไม่มีการตัดต้นไม้เลยสักต้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“เราพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด นอกจากจำเป็นจริง ๆ ถึงจะล้อมออก แต่คนที่มาอยู่ที่นี่เขาชอบต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากตัดกันสักคน กลับอยากได้เพิ่มเสียอีก อย่างบางแปลง ลูกค้าถึงกับบอกว่าต้นไม้น้อยไปหน่อยนะ เราก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเติมให้ ให้ฟรีเลย เพราะว่าเราต้องการให้มีต้นไม้เยอะ ๆ อยู่แล้ว”

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ชูชัยก็เล่าให้ฟังว่าที่นี่ยังคิดถึงนิเวศน์ของน้ำด้วย ทั้งการวางโครงสร้างทะเลสาบอย่างดี มีมวลน้ำจำนวนมากพอ ความลึกที่เพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดขี้แดด หรือพวกแพลงก์ตอนที่โดนแดดแล้วตายลอยขึ้นมา จึงมีการห้ามปล่อยน้ำทุกชนิดลงทะเลสาบ และปลาที่มีอยู่ในทะเลสาบ สามารถตกกินได้แต่ห้ามนำไปขายหรือตกเล่น ส่วนน้ำที่ใช้ในครัวเรือนทั้งหมดต้องลงบ่อบำบัดก่อน ซึ่งถ้ามีน้ำปริมาณมากพอ ระบบก็จะนำน้ำไปรดต้นไม้ในโครงการ และทั้งหมดนี้อยู่ในบันทึกข้อตกลงก่อนทำการซื้อขาย

หากย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกที่เปิดให้คนมาอยู่ได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีพื้นที่มากมาย เหตุผลที่เป็นส่วนประกอบ คือ “มาจากคอนเซ็ปต์เรื่องสเปซที่ทำให้อยู่ดี กินดี และสบายใจ และที่ว่างที่ว่าเกิดขึ้นจากป่าที่เพียงพอ อีกอย่าง เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกข้างนอก ถ้าเราเปิดให้คนมาอยู่เยอะ ๆ พื้นที่ป่าลดลง อากาศก็แย่ อุณหภูมิสูงขึ้น ถ้ามีคนน้อยหน่อย อย่างน้อยเราก็รักษาธรรมชาติที่มีเอาไว้ได้”

อีกข้อต่างของหมู่บ้านนี้ คือการไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง แต่จะกลายมาเป็นพื้นที่กิจกรรมแทน เพื่อส่งเสริมทั้งด้านสุขภาพ ศิลปะ จนถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่อไป

“ที่ไม่เรียกว่าพื้นที่ส่วนกลาง เพราะเดี๋ยวสมาชิกเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าของ เราจะบอกตั้งแต่แรกว่าพื้นที่กิจกรรมพวกนี้เป็นของโครงการนะ แต่คุณมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในอนาคตอาจเป็นหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร รีสอร์ต โรงแรม พิพิธภัณฑ์ หรือถ้าสมาชิกอยากเปิดอะไรของตัวเองขึ้นมา โครงการเองก็จะสนับสนุน” 

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

จากนั้น เขาก็พาเราล่องแพและชี้หมุดหมายหน่วยธุรกิจที่พูดถึง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นบนพื้นที่เฟส 3 และ 4 จนถึงบริเวณอาคารโรงทอผ้าเก่า ที่จะถูกแปลงโฉมให้กลายเป็น Art Gallery & Market ในลำดับถัดไป

สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง

อาณาจักรแห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดกลุ่มคน ซึ่งชูชัยนิยามมันว่าชุมชนที่มีชีวิต

“เราต้องทำให้ชุมชนมีชีวิตเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมา เพราะไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนโครงการในฝันที่ร้าง หนึ่งคือต้องมีผู้คนเพื่อสร้างระบบเปิด เราต้องการปฏิสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ไม่อย่างนั้นเราก็เหมือนโรงงานกับเครื่องจักร

“แล้วชุมชนที่จะเกิดขึ้นต้องมีชีวิตชีวา หรือเป็น Living Community คือมีพลวัตความเคลื่อนไหว ซึ่งข้อนี้ยากมาก อย่างสมัยก่อนเรารู้จักเพื่อนบ้านข้าง ๆ เวลาแกงหม้อหนึ่ง ก็ตักแบ่งไปแจกกัน แต่เดี๋ยวนี้พอเป็นวัฒนธรรมของสังคมเมืองเข้าไปครอบมากเข้า ก็เริ่มไม่ค่อยเห็นบรรยากาศแบบนั้น” 

วิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เขามองว่าต้องมาจากการออกแบบทั้งทางกายภาพและการสร้างระบบ

“ทางกายภาพคือชวนเหล่าคนที่ใช่ที่มาอยู่ด้วย พวกเขาอาจเป็นพาร์ตเนอร์ ผู้ช่วยจุดประกายความรู้หรือผลักดันสังคมให้เกิดได้ง่ายขึ้น พอคนจำนวนหนึ่งสร้างเกิดวัฒนธรรมขึ้นมา ชุมชนมีความเข้มแข็ง เขาก็อาจตั้งนิติบุคคลมาดูแลพื้นที่ในบริเวณโซนของตัวเองเพื่อช่วยกันดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ต่อไปถ้ามีหน่วยธุรกิจสุขภาวะเกิดขึ้น ก็จะไม่มีคนนอกที่ผ่านเข้ามาโดยไม่ผ่านกลไกนี้ของเรา ระบบเหล่านี้ก็ทำให้คนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและอยู่ได้ด้วยตัวเอง” 

ปัจจัยอีก 2 ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ชุมชนถึงจะมีชีวิตชีวา

“หัวใจของทฤษฎีการเรียนรู้ เกิดจากการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของมนุษย์ ไม่ว่าหน่วยธุรกิจอะไรที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กิจกรรม เราอยากให้มนุษย์มามีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนได้เรียนรู้ระหว่างกันทั้งด้านธุรกิจ สังคม สติปัญญา หรืออย่างน้อยที่สุด คือได้เรียนรู้ตัวเองจนยกระดับจิตใจ และคลี่คลายปัญหาบางอย่างไปได้”

เมื่อชุมชนภายในถูกตั้งขึ้นแล้ว แผนงานต่อไปจะเป็นกลไกการมีส่วนร่วมที่ขยายออกไปถึงชุมชนภายนอก “ตัวโครงการดูเหมือนผืนป่าก็จริง แต่มีถนนและชาวบ้านล้อมรอบเราไปหมด ดังนั้นเลยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมไปสู่มิติสังคมข้างนอกด้วย ไม่งั้นเราจะโดดเดี่ยวมาก เราก็ใช้วิธีช่วยเหลือเกื้อกูลให้กับชุมชน เขาก็จะเกรงใจเรา มีอะไรเขาก็จะคอยเป็นยามระวังภัยและเป็นคนช่วยเหลือเราด้วยเช่นกัน”

เจ้าของที่ดินผืนใหญ่ย้ำตลอดการสนทนาว่า การสร้างชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งนี้จึงไม่ใช่ข้อผูกมัดที่โครงการป่าน้ำใสจะสร้างคอมมูนิตี้ได้ด้วยตัวคนเดียว “เคยได้ยินไหมว่า ‘สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง’ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ไม่ได้จะสร้างสังคมดีให้กับคุณนะ คุณต้องมาร่วมสร้างกับเรา ถึงได้สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมเอาไว้เยอะมาก เพราะมันไม่มีทางสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนและคนจริง ๆ” 

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

ชุมชนสุขภาวะแห่งอนาคต

ทิศทางต่อไปที่เราจะได้เห็น นอกจากต้นไม้ที่มากขึ้น คือผู้ร่วมชุมชนอีกหลายหลัง ที่อยากเชื้อเชิญให้มาอยู่ด้วยกัน

“อนาคตอันสั้น เราก็คงอยากชวนสมาชิกที่ใช่มาสร้างบ้านและอยู่กับเราจริงจัง ส่วนในระยะยาวก็คงอยากเห็นชุมชนสุขภาวะที่มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น ระบบสาธารณูปโภคก็จะถูกพัฒนามากขึ้น อาจมีรีสอร์ตหรือห้องสัมมนาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อสรรค์สร้างไอเดียใหม่ ๆ เพิ่มเติม อยากให้ป่าน้ำใสเป็นป่าในเมืองที่คงอยู่อย่างนี้ ซึ่งเชื่อว่าสมาชิกเราคงหวนแหนธรรมชาติกันแน่นอน และหวังว่าจะยิ่งเป็นป่าที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ” เขาพูดพลางอมยิ้มว่า ถ้าชุมชนนี้ไปถึงฝันอย่างที่คิดได้จริง นี่คงเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่น่ารักมาก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมบางอย่าง ที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้อนาคต

“ไม่แน่ว่าป่าน้ำใสของเราอาจผุดบังเกิดความคิดและคุณภาพใหม่ ๆ ขึ้นได้ ก็หวังว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้จากที่นี่ในแบบที่คิดไว้” ชูชัยกล่าวทิ้งท้าย

ตอนนี้หมู่บ้านป่าน้ำใสยังเปิดรับสมาชิกสำหรับเฟส 1 อีกหลายครอบครัว สามารถนัดหมายเข้าชมโครงการแบบ Private Visit ได้แล้ววันนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ป่าน้ำใส Paa Namsai หรือโทร. 08 1495 9269

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“คุณอยากสนิทกับเพื่อนบ้านหรือเปล่า?”

เช้าเดินไปซื้อกับข้าวกับพี่ข้างบ้าน บ่าย ๆ ไปธุระก็ฝากลูกไว้กับป้าบ้านตรงข้าม พลบค่ำตั้งวงนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงในซอย

เขาว่ากันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ไหนแต่ไร เผ่าพันธุ์ของพวกเรามักจะรวมตัวตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มเป็นก้อน ญาติพี่น้องอยู่ด้วยกัน คนเชื้อสายใกล้เคียงกันอยู่ด้วยกัน

เวลาผ่านไป ความเป็นเมืองและเทคโนโลยีคืบคลานเข้ามาในหลายพื้นที่ เราจึงดำรงชีวิตกันอย่างปัจเจกชนมากขึ้น มากเสียจนเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนข้างบ้านชื่ออะไร ตรงกันข้าม เราอาจสนิทชิดเชื้อกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ห่างไป 100 กิโลเมตรมากกว่าเสียอีก

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“เราสนใจแนวคิดเรื่องชุมชนมาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันครับ” ทวี เรืองฉายศิลป์ จากสถาบันอาศรมศิลป์เล่าย้อน

“จนกระทั่งปี 2010 เราริเริ่มโครงการ Co-housing ‘บ้านเดียวกัน’ ขึ้น” เขาพูด Co-housing ที่ว่า หมายถึงชุมชนที่เกิดขึ้นโดยผู้คนที่ตั้งใจจะอาศัยอยู่ร่วมกัน มีกลุ่มบ้านส่วนตัวรายล้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน “ตอนนั้นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน หรือคำว่า Co-housing เป็นที่รับรู้ขึ้นในไทยมากกว่าสมัยก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ได้แพร่หลายเป็นวงกว้างในสังคม แม้จะมีโครงการบ้างแล้วก็ตาม”

วันนี้ กลุ่มสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ภาณุมาศ ชเยนทร์, ธนา อุทัยภัตรากูร, ปิยะ พรปัทมภิญโญ, วริศรา ไกรระวี, ทวี เรืองฉายศิลป์ และ ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ จะมาพูดคุยเกี่ยวกับ ‘Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp’ โปรเจกต์ใหม่ที่กำลังเปิดรับสมัครสมาชิก ซึ่งคล้ายจะเป็นหนังภาคต่อของบ้านเดียวกันเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่แตกต่างด้วยวันเวลา สังคม และความเข้าใจของคนสมัยใหม่ที่เพิ่มมากขี้น

ถึงเวลาแล้วที่ ‘เชียงดาว’ เมืองธรรมชาติสวยแห่งเชียงใหม่จะมีชุมชนที่ผู้คนต่างที่มาร่วมกันสร้าง

Co-housing ที่พวกเขากำลังปลุกปั้นกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสังคมที่วิวัฒน์ไปข้างหน้า หากแต่เป็นอีกลักษณะของการอยู่อาศัย ที่จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทยต่อไปได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

มองหาความเป็นไปได้

“Co-housing เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาก่อน แต่อยากอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เลยมาร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยของตัวเอง” ยิ่งยงเริ่มอธิบายนิยามของลักษณะการอยู่อาศัยที่ยังไม่มีคำแปลตายตัวในภาษาไทย

“จริง ๆ มีได้หลายรูปแบบเลยนะครับ” ทวีเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “จะเป็นแก๊งเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็ได้ หรือเป็นญาติพี่น้องที่ชวนกันไปอยู่ก็ได้ครับ คล้าย ๆ ครอบครัวขยายในอดีต แต่แนวคิดการอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ เปิดโอกาสว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติกัน แค่มีความสนใจบางอย่างตรงกันก็อยู่อาศัยร่วมกันได้”

“Co-housing แตกต่างจากบ้านจัดสรรตรงเราเลือกคนที่จะมาอยู่ด้วยกันได้” ภาณุมาศพูดถึงข้อดี “ถ้าเราซื้อบ้านจัดสรร ก็แค่เดินดูบ้านที่อยากได้ทำเลนั้น ๆ แล้วไปวัดดวงกันว่า คนที่อยู่ในซอยย่อยเดียวกับเรา ข้างบ้านเราจะเป็นใคร แต่พอเราทำแบบนี้ เราได้คุย ได้รู้จักกันก่อน และลดต้นทุนการผลิตด้วยการแชร์พื้นที่ส่วนกลางบางส่วนร่วมกันได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

แนวคิด Co-housing ถือกำเนิดครั้งแรกที่เดนมาร์ก ในช่วงปี 1970 โดยเริ่มที่ Saettedammen เป็นแห่งแรก จากนั้นก็ออกเดินทางไปสู่ประเทศอื่น ๆ ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้คือ มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องการอยู่ร่วมกัน จึงเริ่มรวมกลุ่มเพื่อสร้างชุมชน การรวมกลุ่มนี้ตอบโจทย์พวกเขาหลายอย่าง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จิตวิญญาณของการอยู่อาศัย การแชร์ทรัพยากร-สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน และในแง่เศรษฐกิจ ช่วยทำให้แต่ละคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับประหยัดค่าใช้จ่าย

หลายปีต่อมา จากโลกตะวันตกก็มาสู่เอเชีย Co-housing เริ่มเกิดขึ้นทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงในประเทศไทย อาศรมศิลป์เองก็ริเริ่มโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ขี้นมาในรูปแบบ Co-housing แม้ว่าแนวคิดในลักษณะนี้จะยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นชินก็ตาม พวกเขาคิดว่าสังคมไทยมีประสบการณ์ร่วมกันที่ว่าสมัยก่อนก็อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยาย อยู่กันเป็นชุมชน จึงน่าจะประยุกต์รูปแบบของ Co-housing เข้ามาใช้ได้

ถึงตรงนี้เราก็ตั้งข้อสงสัยว่า แนวคิดแบบ Co-housing นั้นดูจะแตกต่างจากการอยู่ร่วมกันของชุมชนไทยสมัยก่อนไหมนะ แถมวิถีชีวิตคนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมากด้วย

“เราไม่ได้คิดว่าอยากเอาของไทยสมัยก่อนกลับมา” ยิ่งยงอธิบายให้ชัดเจน “เราแค่คิดว่าความเป็นชุมชนไทยน่าจะฝังอยู่ใน DNA ความทรงจำ หรือความรู้สึกนึกคิดของเรา มันน่าจะมีต้นทุนที่เอาเรื่องนี้กลับมาได้”

“แล้วถ้านำ Co-housing เข้าไปอยู่ในแนวคิดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มันน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสังคม” ซึ่งโครงการบ้านเดียวกันนี้ เป็นทั้งวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันอาศรมศิลป์ และเป็นทั้งโครงการที่ลงทุนจริง สร้างจริง มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยด้วยกันจริง ๆ

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

บทเรียนจากบ้านเดียวกัน

‘บ้านเดียวกัน’ เป็นชื่อโครงการที่เป็นร่มใหญ่ ซึ่งมีโครงการย่อยในหลายรูปแบบ โครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ออกแบบให้พี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวัยชรา โครงการหนึ่งก็เป็นหมู่บ้านใกล้ที่ทำงานของเหล่าพนักงาน มีกระบวนการให้แต่ละคนออกแบบวิถีการอยู่อาศัยร่วมกัน อีกโครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านของผู้ปกครอง-เด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ต้องการอยู่ใกล้โรงเรียน และสุดท้ายคือโครงการคอนโด Low-rise 8 ยูนิตย่านลาดพร้าว

สังเกตได้ว่า Co-housing ในความหมายของอาศรมศิลป์ ไม่ค่อยจำกัดรูปแบบอาคารเท่าไหร่ กลับกันคือ พวกเขาพยายามผลักดันให้เกิดความหลากหลายขึ้น โดยมีแนวคิดของการอยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกัน แชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกันเป็นจุดร่วม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“บ้านเดียวกัน มีบางโครงการที่ก่อสร้างจนสำเร็จ ในขณะที่บางโครงการก็ไม่” ยิ่งยงว่า

เป็นเรื่องปกติที่ระหว่างกระบวนการจะมีการเปลี่ยนหน้าสมาชิก เมื่อเงื่อนไขในชีวิตของบางคนเปลี่ยน ก็ต้องมีการหาสมาชิกใหม่มาแทนให้ครบ ทำให้ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จจนได้ก่อสร้างจริง

“ตอนนั้นเราสรุปบทเรียนอยู่ 2 เรื่อง” ยิ่งยงสะท้อนหลังจากที่ผ่านเวลานั้นมาราวสิบปี

“อย่างแรกคือทักษะการคลี่คลายความขัดแย้ง การอยู่บนความแตกต่างของคนไทยที่ยังไม่มากพอ”

“บทเรียนที่ 2 คือ ยุคนั้นมันมีข้อจำกัดในการสื่อสาร ตอนทำบ้านเดียวกัน ช่องทางการสื่อสาร โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย” เราคิดตาม ใช่ แม้ในปี 2010 จะมีอินเทอร์เน็ตใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยไม่ได้ไลน์หากันเช้าเย็นอย่างถนัดมือเหมือนทุกวันนี้

นอกเหนือจาก 2 เรื่องที่มีปัจจัยมาจาก ‘คน’ ก็มีเรื่องการประชาสัมพันธ์อีกเรื่องที่ยิ่งยงได้สะท้อนออกมา

“ตอนนั้นเราประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางเดียวกับตลาดทั่วไปเลย ออกงานแฟร์ โปรโมตแบบโครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์เลยครับ” สถาปนิกจากอาศรมศิลป์พูด “เราคิดว่าเราประชาสัมพันธ์โครงการไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ คนไม่ค่อยรู้กัน ทีนี้พอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ก็หาคนเข้ามาทดแทนเพื่อไปต่อไม่ได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ครั้งใหม่ที่เชียงดาว

จนเมื่อปี 2021 มาถึง ก็มีสมาชิกในกลุ่มมะขามป้อมที่เชียงดาว ต้องการขายที่ดินขนาดประมาณ 5 ไร่ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยมิตรภาพที่มีให้กันมาอย่างยาวนานของสมาชิกท่านนั้นและ แบน-ธีรพล นิยม ผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบกับเห็นว่าเป็นการนำเงินไปใช้ประโยชน์กับกิจกรรมทางสังคม แบนจึงรับซื้อไว้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเขาได้ไปดูที่ดินด้วยตาของตัวเอง ก็เล็งเห็นว่าที่ดินน่าจะมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนแห่งการแบ่งปันและเกื้อกูลอย่าง Co-housing ได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“มันเป็นจังหวะที่เรารู้สึกว่า ผ่านมา 10 ปี สังคมก็เปลี่ยนไป สมัยนู้นตอนพูดว่า Co-housing เป็นสิ่งที่เฉพาะกลุ่มมาก ๆ แต่ยุคนี้คนทั่วไปเริ่มรู้จักแล้ว กลุ่มคนที่มีความต้องการเฉพาะก็มีมากขึ้น โซเชียลมีเดียเองก็เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น เราเลยอยากทดลองดูว่า ถ้าเอาแนวคิดนี้มาทำในยุคสมัยนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ไหม”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ไซต์นี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองเชียงดาว มีท้องไร่ท้องนา มีทุ่งน้ำนูนีนอยอยู่ใกล้ ๆ ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งมองได้จากไซต์ ก็เป็นพื้นที่ที่ยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนทางชีวมณฑลแห่งล่าสุดของประเทศไทย เพราะตีนดอยเป็นเขตร้อน และบนดอยเป็นเขตอบอุ่น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

ย่านนั้นเป็นพื้นที่ที่คนหลงรักเชียงดาวเข้ามาลงหลักปักฐานกัน โดย ‘Makhampom Art Space’ ของกลุ่มละครมะขามป้อม และ ‘มาลาดาราดาษ’ ที่เปิดเวิร์กชอปเกี่ยวกับศิลปะ เป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรที่อยู่ในชุมชนนั้น การรวมตัวกันของทุกคนก็มีข้อดี ทำให้ได้พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือได้ใช้สาธารณูปโภคร่วมกันด้วย

เมื่อคิดภาพตามที่ยิ่งยงเล่า ทั้งวิวท้องนากว้างใหญ่ วิวภูเขาสวย ๆ ทั้งสังคมโดยรอบและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตัวเราเองก็คงมีความสุขทีเดียวที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นทุกวัน

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ขยับทีละขั้นตอน

การที่ Co-housing สักที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ (รวมถึงที่เชียงดาวนี้ด้วย) จะต้องมีกระบวนการที่ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ๆ

ขั้นตอนแรกก็คือ การรวมกลุ่ม (Forming Group)

ทวีเล่าว่า ตอนที่เดนมาร์กเริ่มมี Co-housing ในยุค 60 – 70 เขาจะเริ่มจากการรวมกลุ่มสมาชิกที่คิดแบบเดียวกัน จากนั้นก็ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนด้วยการปรึกษานักอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเริ่มต้นด้วยการไม่มีที่ดิน

“โดยทั่วไป บางโครงการก็เริ่มต้นโดยไม่มีสถาปนิก อย่างโครงการหนึ่งที่เราทำอยู่ ชื่อว่า ‘สวนปันสุข’ เป็นกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณที่เชียงใหม่อยากสร้างบ้านอยู่รวมกันในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเริ่มจากเขามีที่ดินที่หางดง แล้วหาสมาชิกกันเอง พอเขาหาข้อมูล ก็เจอโครงการบ้านเดียวกันแล้วติดต่อเรามาโดยตรง” แต่สำหรับโปรเจกต์เชียงดาวของอาศรมศิลป์นั้น เริ่มมาด้วยที่ดินและสถาปนิก ก่อนที่จะเสาะหาสมาชิกมาร่วมแก๊ง

“ทุกวันนี้ในบางประเทศ จะมีพวกเว็บไซต์กลางของ Co-housing อยู่ค่ะ” วริศราพูดขึ้นมา “เราเข้าไปเริ่มโปรเจกต์ได้ บอกคร่าว ๆ ว่าอยากอยู่ย่านตรงไหน และอยากให้บ้านของเราเน้นไปที่อะไร”

วริศราบอกว่าส่วนหนึ่งที่สำคัญของการรวมกลุ่ม คือการตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อเรียกคนที่เหมือน ๆ กันมารวมตัวกัน แล้วเธอก็ยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ที่กลุ่มอื่น ๆ เคยตั้ง อย่างเช่นที่เดนมาร์ก มีกลุ่มที่รวมตัวสร้าง Co-housing จากไอเดียว่า ‘เด็ก 1 คนไม่ควรถูกเลี้ยงมาด้วยพ่อแม่คู่เดียว’ และ ‘ผู้หญิงไม่ควรต้องเลือกระหว่างเลี้ยงลูกหรือไปทำงาน’ ซึ่งที่นั่นก็เป็นสังคมของคนมีลูก ที่ช่วยกันดูแลลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังพูดถึง Co-housing ที่เยอรมนี ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน ซึ่งเมื่อคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาอยู่รวมกันแล้ว ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากจะกำหนดกว้าง ๆ ว่าเป็นเรื่องเกษตร พลังงาน สังคม ก็ไม่มีปัญหา เป็นไปตามความสนใจของสมาชิกแต่ละกลุ่ม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ได้สมาชิกกันแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ กระบวนการออกแบบ (Design Process) ขั้นตอนนี้นี่แหละที่เราคิดว่าสนุกและคงวุ่นวายใช่เล่น โดยเฉพาะเมื่อเหล่าสมาชิกไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน

สิ่งแรกที่พูดคุยกันในขั้นนี้คือการออกแบบวิถีชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมากับบุคลิก นิสัย ความชอบ หรืออาชีพของสมาชิกของแต่ละคน จากนั้นก็ถกกันเรื่องสภาพแวดล้อม ว่าอยากให้ Co-housing ที่จะสร้างนี้หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องของการศึกษากฎหมาย กรรมสิทธิ์ และข้อตกลงของการอยู่ร่วมกัน

“อย่างของบ้านเดียวกัน 2 ที่เป็นของผู้ปกครองและเด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ เราก็เริ่มจากนัดกินข้าวกันก่อน” ทวีเริ่มยกตัวอย่างถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่เคยเกิดขึ้นกับเคสเก่า เขาบอกว่าการกินข้าวร่วมกันนั้นสำคัญ เพราะถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน แม้แต่การเอาน้องหมามาทำความคุ้นเคยก็สำคัญไม่แพ้กัน (บางคนเขาก็กลัวหมานะ)

“ตอนนั้นเราให้แต่ละคนพรินต์รูปบ้านมาคุยกัน ส่วนเด็ก ๆ ก็จะเป็นเวิร์กชอปให้วาดรูปบ้าน

“การเอาบ้านมาคุยกันมันเป็นเหมือนกระบวนการที่ได้รู้จักกันมากขึ้น เหมือนเล่าว่าบ้านในฝันของเรามันมีวิถีชีวิตยังไง เราก็จะเห็นจุดร่วมและจุดต่าง โดยโครงการบ้านเดียวกัน 2 จุดร่วมของเขาคืออยากให้ชุมชนตรงนี้เน้นเรื่องธรรมชาติ”

ธนาสรุปการพูดคุยของโครงการนี้ว่า ทำให้ได้ข้อตกลงเรื่องพื้นที่สาธารณะที่จะใช้ร่วมกัน อย่างชานไม้หลังบ้านริมน้ำตลอดแนว และการกำหนดพื้นที่จอดรถ ซึ่งการกำหนดพื้นที่สาธารณะนั้นเป็นไปได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิก บางทีก็มีห้องรับแขกกลางไว้ใช้ร่วมกัน บางทีก็มีครัวกลางสำหรับจัดปาร์ตี้สนุก ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ คล้าย ๆ กับ Clubhouse ของหมู่บ้านใหญ่

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
ชานไม้หลังบ้านของ ‘บ้านเดียวกัน 2’
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“ในฐานะที่เป็นกระบวนกร เราต้องตั้งคำถามและการดีไซน์ให้ไปสู่คำถามที่เขาไม่กล้าถาม” ภาณุมาศเผยเคล็ด “คือบางทีนั่งอยู่ด้วยกันไม่กล้าถาม เราก็ต้องเป็นคนถามให้ว่า ที่คนนี้บอกว่าต้องการให้มีสเปซแบบนี้ พี่รู้สึกยังไงบ้าง”

นอกจากนี้พวกเขาก็ย้ำว่า แม้ Co-housing จะเป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยร่วมกัน แต่ก็ต้องแบ่งชัดระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม ไม่คลุมเครือทั้งในแง่การใช้งานในชีวิตประจำวัน และในแง่กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งหากใช้โฉนดร่วมเป็นผืนเดียว สุดท้ายแล้วจะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น วันหนึ่งหากใครจะนำบ้านไปจำนองเพื่อกู้เงินทำธุรกิจ ก็จะไม่ยืดหยุ่นมากพอ

เราถามถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับโปรเจกต์เชียงดาว ธนาบอกว่าตอนนี้ได้กำหนดไว้เพียงคร่าว ๆ จะต้องดูก่อนว่าสมาชิกที่มาเป็นแบบไหน แต่ตอนเริ่มทุกคนจะได้เยี่ยมชมโครงการบ้านเดียวกัน พร้อมพูดคุยกับคนที่อยู่จริงมาก่อน เพื่อหาคำตอบว่าบ้านในลักษณะนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองกันแน่

“แล้วเราก็ต้องพาเขาไปเชียงดาว ให้เขาเห็นความเป็นกายภาพ และได้ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งตอนเช้า หัวค่ำ ตอนพัฒนาแบบร่วมกันจะได้อ้างอิงถึงสิ่งที่มีประสบการณ์ร่วมกันได้” ทวีบอกด้วยว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมาชิกก็ควรจะนัดรวมตัวกันเองโดยไม่มีสถาปนิกเป็นระยะ ๆ เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนได้เป็นเพื่อน(ร่วม)บ้านกันจริง ๆ

และเมื่อกระบวนการออกแบบจบลงแล้ว ก็ไปถึงขั้นตอนท้ายสุด คือการก่อสร้าง (Construction) ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้ บางกรณีที่สมาชิกยังไม่ครบ อาจต้องมีกระบวนการตามหาสมาชิกที่เหลือผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ต่อด้วย

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

พลังวิเศษในผู้คน

ตอนนี้ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp กำลังอยู่ในช่วงเปิดรับสมัครสมาชิกในบ้าน เริ่มมีผู้ที่สนใจพากันยื่นใบสมัคร ทางอาศรมศิลป์ก็ปลื้มใจ และได้ติดต่อกลับไปพูดคุยกับเขาเหล่านั้นเป็นบางส่วนแล้ว 

“มีคนหนึ่งที่เราฟังเขาแล้วรู้เลยว่าเขามีความตั้งใจอยากสร้างชุมชนที่ดีจริง ๆ” ทวีเล่า เมื่อเราถามถึงความประทับใจที่ได้เริ่มทำโปรเจกต์นี้ “จากที่อยู่กันอย่างปัจเจก ผมเชื่อว่าถ้าได้มาที่นี่ทุกคนอาจจะได้มีโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต อาจจะได้ไปทำงานที่นั่น และมีคนในชุมชนที่พร้อมจะซัพพอร์ตกัน”

“อย่างที่เราพูดเรื่องวิสัยทัศน์ไป เรื่องช่วยกันเลี้ยงลูก หรือดูแลกันยามเจ็บป่วย เราว่าการอาศัยอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ มันน่าประทับใจตรงที่สามารถช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ในหลาย ๆ ส่วนค่ะ” วริศราพูดบ้าง

“โครงการนี้มันท้าทายที่จะแสดงให้เห็นพลังของคำว่าชุมชน การที่คนมารวมกัน มันมีพลังในตัวของมันอยู่แล้ว” ปิยะเชื่อแบบนั้น เขาบอกว่า Co-housing ในสังคมไทย อาจชวนให้คนหันกลับมามองพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกันทำอะไรบางอย่าง สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นโครงการที่ท้าทายสำหรับผู้คนที่จะมาสมัครด้วย

พูดถึงความท้าทายของผู้อยู่อาศัยไปแล้ว แล้วอะไรคือความท้าทายสำหรับสถาปนิกล่ะ-เราถามต่อด้วยความอยากรู้

“ในมุมสถาปนิกเรามองเรื่องพื้นที่ เราอยากสร้าง ‘พื้นที่บังเอิญเจอกัน’ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพบปะ ส่งเสริมความเป็นชุมชน เราต้องคิดว่ากายภาพแบบไหนที่ทำให้คนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ขาดออกจากกันและดูมีชีวิตชีวา” ปิยะตอบอย่างมุ่งมาด ทำให้ยิ่งยงที่ฟังอยู่เสริมว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ศิลปินหนึ่งคนรังสรรค์ขึ้นมา แต่มันเป็นปฏิบัติการทางสังคม เพราะสถาปัตยกรรมส่งผลต่อชีวิตคนมากกว่าแค่ความสวยงาม

“อาจารย์ที่อาศรมศิลป์ชอบพูดว่า คนสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม แล้วสถาปัตยกรรมก็ย้อนกลับมาสร้างความเป็นคนของเรา” ยิ่งยงกล่าว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

งานครั้งนี้สถาปนิกมีหน้าที่ ‘ฟัง’ เพื่อจับความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นนามธรรม แล้วออกแบบเป็นรูปธรรม เรียกว่าจริง ๆ แล้วสมาชิกเป็นผู้ออกแบบ แล้วสถาปนิกมาร่วมเป็นกระบวนกร ท้ายที่สุดแล้วชาวอาศรมศิลป์ก็อยากให้โปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วง และเป็นต้นแบบให้โปรเจกต์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคตได้

“ไม่อยากให้รู้สึกว่าฉันไม่มีพื้นฐานด้านออกแบบ ฉันจะร่วมไม่ได้ เราล้วนมีความเป็นนักออกแบบในตัวอยู่แล้วครับ” ปิยะทิ้งท้ายให้ผู้อ่านทุกคนที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Co-housing หลังใหม่แห่งเชียงดาว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load