30 มิถุนายน 2564
3K

“ช่วยถือไม้พายไหมคะ” 

ขณะยืนรอไฟแดงที่สี่แยกผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน เราถาม เขียด-รัฐสภา มหาชน เขายื่นไม้พายมาให้ แขนอีกข้างยังคงแบก SUP ยาว 14 ฟุต ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมาและติดไฟแดงอยู่ในขณะนั้น ทุกสายตาจับจ้องมาที่เรือ คุณและพวกเขาคงสงสัยคล้ายๆ กันว่าแบกเรือมาทำอะไรที่ราชดำเนิน 

ก่อนจะตอบข้อสงสัยนั้น เราขอพาคุณไปรู้จักเขียดก่อนก็แล้วกัน

เขียดรักการพายเรือ และรักการชวนผู้คนไปพายเรือ

พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย

เขียดคือเจ้าของเพจ Pa Pi Pie พาไปพาย เพจที่จัดกิจกรรมพาคนไปพายเรือท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติพร้อมกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามเส้นทางสายน้ำต่างๆ ทั่วทุกภาคในเมืองไทย 

วันนี้ เรามานั่งคุยกันถึงสิ่งที่เขียดกำลังบรรจงสร้างผ่านเพจพาไปพาย มุมมองและประสบการณ์พายเรือหลากหลายรสชาติ และเสน่ห์ของการพายเรือที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาด 

วันนี้ เขียดเลยตั้งใจนำเรือมาด้วย พายให้เราดูแบบเรียลๆ ในคลองกลางกรุงเก่า 

สัญญาณไฟเขียวปรากฏขึ้น และนี่คือเรื่องราวที่เราคุยกันก่อนหน้านั้น

พาไปพาย

“คำว่า ‘เวนิสตะวันออก’ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะว่าบ้านเราเครือข่ายโยงใยเยอะกว่าเขาเยอะ เป็นบางกอกตะวันออกดีแล้ว” เขียดเปรยถึงฉายากรุงเทพฯ “แต่ว่าเราแค่หันหลังให้เขาอยู่”

ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยเป็นเมืองแห่งสายน้ำ เป็นเมืองที่มีคูคลองมากมายจนได้รับฉายาว่าเป็นเวนิสตะวันออก วันเวลาผ่านไป คูคลองถูกถมทำถนน คลองบางส่วนที่เหลืออยู่ก็ถูกใช้เป็นคลองระบายน้ำ จากน้ำใสเริ่มกลายเป็นน้ำเสีย จากที่เคยเป็นหน้าบ้านก็กลายเป็นหลังบ้านของใครหลายคน ประตูน้ำที่กั้นลำน้ำหลายสาย เมื่อปิดไว้นานๆ ก็ทำให้น้ำเน่าเสีย และประชาชนใช้สัญจรไม่ได้ 

ด้วยความตั้งใจที่อยากเห็นแม่น้ำกลับมาเป็นหน้าบ้าน บวกกับความชอบในการพายเรือ เขียดออกพายในหลากหลายเส้นทางทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทุกครั้ง เขาจะบันทึกเรื่องราวการเดินทางในเฟซบุ๊กส่วนตัว จนช่วงที่ผ่านมา มีคนสนใจพายเรือมากขึ้น มีเพื่อนหลังไมค์มาสอบถามข้อมูล และอยากให้เขียด ‘พาไปพาย’ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเพจที่มีพายเป็นตัวขับเคลื่อน ทำหน้าแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์การเดินทางผ่านสายน้ำตามเส้นทางต่างๆ ทั่วทุกภาคในเมืองไทย และเป็นศูนย์รวมเรื่องราวการพายเรือทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 

“เราอยากเห็นเพื่อนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ขอฝากเพจนี้ เป็นสื่อกลางเชื่อมต่อกันไว้” 

พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย
พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย

นักพายสายดำ 

ก่อนสวมหมวกผู้ก่อตั้งเพจพาไปพาย เขียดยังดำเนินธุรกิจที่พักในจังหวัดราชบุรีและเป็นนักกีฬาไตรกีฬา ซึ่งถึงไม่บอกก็สังเกตได้จากหุ่นกำยำและกล้ามขาแข็งแรง ก่อนมาพายเรือเขียดเล่นกีฬาทางบกและทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทุกวันนี้เขียดพายเรือทุกอาทิตย์ แต่จะเปลี่ยนชนิดเรือไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รสชาติการพายที่หลากหลาย 

ผู้ไม่เคยพายเรืออาจสงสัยว่าเรือที่เราใช้พายมีกี่ชนิด และแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร เราขออธิบายแบบนี้ เรือที่เราใช้พายโดยมากจะมี 2 ชนิด คือ เรือคายัค และ กระดานยืนพาย Stand Up Paddle Board (SUP) เรือคายัคจะเป็นเรือนั่งพาย มีทั้งแบบ 1 คนพายและ 2 คนพาย ใช้งานได้ทั้งในน้ำนิ่งและน้ำเชี่ยว ส่วน SUP เป็นเรือยืนพาย เหมาะกับการพายในน้ำนิ่งอย่างเดียว

พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย
พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย

“ผมเปลี่ยนไปเรื่อย ไปล่องแก่งบ้าง ไปพายคายัคบ้าง พาย SUP บ้าง ไปทะเลบ้าง แต่หลักๆ ผมอยากพายในคลอง อยากพายตรงนี้ เพราะเราอยู่ตรงนี้ เราอยู่กรุงเทพฯ อยู่ราชบุรี อยู่อยุธยา พอเราไปพายเรารู้เลยว่าผู้คนหันหลังให้แม่น้ำ ถ้าคนหันหลังให้ แม่น้ำจะสะอาดได้ยังไง ไม่มีทาง เราคงเคยได้ยินคำว่าหน้าบ้านน่ามอง อันนี้หลังบ้าน ในน้ำมีแต่ของเหลือ ของไม่ใช้ ของทิ้งแล้ว ขยะก็ลงไปบ้าง แต่ผมก็พายไปหมดเลย น้ำเน่าผมก็พาย จนได้ฉายาว่า นักพายสายดำ (หัวเราะ)” 

คงมีไม่กี่คนบนโลกที่อยากเอาตัวเองไปพายเรือในน้ำเน่า แต่เขียดเลือกไปพายเพื่อที่จะเห็นปัญหา เข้าใจในสิ่งที่เป็นอยู่แล้วยังหาทางออกไม่ได้ และเขาเชื่อว่าการไปพายเรือในน้ำดำๆ ที่เป็นหลังบ้านของคนริมน้ำ ก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่กระตุ้นพวกเขาให้อยากดูแลแม่น้ำมากขึ้น เพราะเขาเห็นว่ายังมีคนมาใช้ ยังมีใครมาพายเรือ

“ถ้าถามว่าสนุกตรงไหน ก็ไม่ได้สนุก มันก็เหม็น ใครบอกว่าผมหอม ผมไม่หอม ผมพายไปเหม็นไป แต่ว่าเราไปเห็น แล้วเราไปรู้ คุณบอกได้ว่าถนนตรงไหนไม่ดี เพราะคุณนั่งรถผ่านใช่ไหม แต่ฟุตปาธที่ถ้าคุณไม่เดิน คุณก็ไม่เคยเห็นความสำคัญ จนคุณไปใช้มัน เหมือนกันเลย อะไรใกล้ตัวที่คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน คุณไม่เห็นคุณค่าของมัน คุณก็ไม่ได้อยากทำให้มันดี 

 “ผมคิดว่าถ้าภาครัฐหรือเอกชนบางหน่วยงาน หรือประชาชน นักศึกษา วัยรุ่นเห็นคุณค่าของมัน ไปใช้มันเยอะๆ หน่วยงานภาครัฐหรือใครไปบ่นบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะขึ้นมาได้” เขียดเชื่อในพลังของมวลชน “เหมือนกับโยนหินลงในน้ำแล้วมันก็ขยายวงไปเรื่อยๆ แล้วในท้ายที่สุดวันหนึ่งแม่น้ำจะดีขึ้น โดยที่ไม่ได้มาจากการท็อปดาวน์อย่างเดียว”

ไม่พายถือว่าพลาด

เมื่อเดินไปถึงท่าน้ำริมคลอง เขียดค่อยๆ หย่อนเรือสีขาวแดงลงน้ำ พลางเล่าถึงเสน่ห์ของการพายเรือ เรื่องราวที่คนไม่เคยลงน้ำพลาดไปในชีวิต

เสน่ห์อย่างแรกคือความช้า ในความคุ้นเคยกับโลกที่หมุนเร็วแบบนี้ ความช้าคงเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนาเท่าไหร่ แต่บางครั้งมันอาจทำให้เราได้รู้จักจังหวะที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนหรือลืมไปแล้ว 

“การที่เราเดินทางช้าลง เราจะเห็นอะไรชัดขึ้น ไม่เชื่อคุณลองเดินออกจากบ้าน คุณจะเห็นเพื่อนบ้าน คุณจะเห็นตัวเองชัดขึ้น เฮ้ย บ้านนี้เขาเลี้ยงไอ้นี่ เขาปลูกสายหยุดนะ กลิ่นหอม เราจะเห็นผู้คน เห็นสภาพแวดล้อม เห็นอดีต เพราะว่าเมื่อเราไปเร็วๆ บางทีเราก็ข้ามบางอย่างที่เราควรจะเห็นไป”

ความช้าทำให้เราได้กลับมามองตัวเอง มองรอบข้าง และมองเห็นธรรมชาติในมุมใหม่ที่ชัดเจนและใกล้ชิดมากขึ้น การได้ใกล้ชิดธรรมชาติจึงถือเป็นเสน่ห์ข้อถัดไป 

“ผมเห็นธรรมชาติที่มันเปลี่ยนผ่าน คุณเคยรู้ไหมว่าน้ำทะเลมันหนุนถึงปทุมธานีได้เลยนะ เป็นน้ำกร่อย พอเราพายเรือเรารู้ด้วยตัวชี้วัด คือมีต้นจาก มีต้นลำพู เหมือนบางลำพูอย่างนี้ บางลำพูก็น้ำทะเลหนุนมาได้ แล้วผมเห็นธรรมชาติที่มันสวยงามในแต่ละเวลาของช่วงวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์สีชมพู สีส้ม สีแดงร้อน จนเย็น ค่อยๆ เปลี่ยนสี เปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ”

ในยุคที่ทุกคนเชื่อมต่อถึงกันได้ตลอดเวลา เชื่อว่าบางครั้งเราก็อยากใช้เวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับความว่าง ปล่อยใจไปกับความงามและความสงบของธรรมชาติรอบตัว เสน่ห์อีกอย่างที่ผู้พายจะได้สัมผัส คือความว่างที่พบได้แบบไม่ต้องไปไหนไกล 

“เรารู้สึกว่ามันสงบ เรามีระยะห่าง ไม่ได้ต้องเชื่อมต่ออะไรกับใคร เราแค่ดูแลเรือของเราให้ดี น้ำไม่เข้า แค่นั่งแล้วเห็นความว่าง ไม่ต้องเอาเงินไปจ่ายเพื่อการเดินทางเยอะๆ บางคนต้องไปทะเลเพื่อเห็นความว่าง แต่ไม่ลงน้ำ แล้วไปทะเลทำไม ถ้าจะไปให้ลมกระแทกหน้าเล่น ไปเห็นที่โล่งๆ แม่น้ำนี่ไง มีเยอะแยะเลย ไปได้ ต้นทุนต่ำมาก ราคาถูก เดินทางง่าย”

สุดท้าย เสน่ห์ที่สร้างสีสันและเพิ่มรสชาติให้การพายเรือที่เขียดแนะนำ คือการได้ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 

“ยิ่งเราไปพาย เรายิ่งอยากค้นคว้าเพิ่ม เราก็เริ่มต่อภาพ ต่อภาพปัจจุบัน ต่อภาพอดีต” ระยะทางพายเรือหลายกิโล ทำให้ผู้พายได้เห็นทัศนียภาพที่ผลัดเปลี่ยนจากเมืองสู่ป่า จากป่าสู่เมือง จนเขียดบอกว่าเหมือนเป็นการพายเรือย้อนอดีต

“อย่างคลองบางกอกใหญ่ สมัยก่อนคือแม่น้ำเจ้าพระยาจริงๆ แต่เส้นที่ผ่านจากศิริราช ผ่านท่าพระจันทร์ ผ่านท่าพระอาทิตย์ ไปวัดระฆัง เป็นคลองขุดเพื่อที่จะลัด ให้เรือสำเภาลัด เรือสำเภาที่จอดเทียบท่าที่ปากอ่าว ขนถ่ายสินค้าจากปากอ่าวขึ้นมาอยุธยา การที่ต้องอ้อมคลองบางกอกใหญ่ต้องใช้เวลาสองสามวัน ขุดคลองแป๊ปเดียวถึง ก็คือย่นระยะเวลาในเรื่องของทางเศรษฐกิจ เรื่องการขนส่ง คือย้อนไปถึงในสมัยอยุธยาได้เลย อย่างนี้เลยเริ่มสนุกไปใหญ่”

เขายกตัวอย่างเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการพายเรือให้ฟังอย่างกระตือรือร้น

พายสู่เส้นชัย

เขียดลงน้ำพร้อมสาธิตวิธีการพายเรือให้เราดูอย่างคล่องแคล่ว เขาพายวนไปรอบๆ ก่อนจะกลับขึ้นฝั่งมาครั้งหนึ่งพร้อมกับขยะขวดพลาสติกสองสามชิ้น 

ภาพใหญ่ของเพจพาไปพายในตอนนี้ คือการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมเรื่องพายเรือให้คนมีประสบการณ์ร่วมและเข้าถึงได้ง่าย “ผมอยากทำให้มันเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่ซึมลึกเข้าไปจนได้รู้สึกจริงๆ แล้วท้ายที่สุด คนก็จะรักแม่น้ำมากขึ้น อนุรักษ์มากขึ้น”

ในคลองรอบกรุงที่ไร้เส้นชัย จุดหมายของเขียดไม่ใช่คุณค่าที่สร้างระหว่างการเดินทาง เส้นชัยของเขียดคือการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม เป็นเส้นชัยที่ใช้ ‘คน’ และ ‘น้ำ’ เป็นตัวชี้วัด 

แม้เขียดอยากเห็นแม่น้ำใสสะอาดขึ้น เขาก็ออกตัวว่า เพจพาไปพาย ไม่ใช่เพจอนุรักษ์ที่จัดทริปพายเรือเก็บขยะอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจใช้พื้นที่ตรงนี้พาคนไปสนุก ไปออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว ไปเรียนรู้ธรรมชาติ ไปรู้จักชุมชน เพราะเขาเชื่อว่าการพายเรือสามารถช่วยสังคมในด้านอื่นได้อีก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ 

เขายกตัวอย่างทริปพายเรือในสวนพฤกษศาสตร์ที่ทะเลน้อย “ผมไปพายที่พัทลุง ทะเลน้อยสวยมาก ถัดเข้าไปตรงนั้นจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ผมไปพาย SUP ไปดูนกถ่านหิน ควายน้ำ ถ้ามีเรือคายัคหรือ SUP ตรงนั้น มันจะเป็นการท่องเที่ยวอีกแบบที่ไม่มีคาร์บอน ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง แล้วคนก็จะใช้เวลาตรงนั้นมากขึ้น จะจับจ่ายใช้สอยตรงนั้นมากขึ้น พายเรือเหนื่อยก็ต้องกิน ต้องอยู่นาน ช่วยกระจายเศรษฐกิจได้ดีเลย

“เรารู้สึกว่าเราเป็นจุดเล็กๆ ทำอะไรได้เราก็ทำ วันหนึ่งถ้ามีคนมาสนใจต่อยอด ทั้งวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ได้ลองมาพายเรือ เขาก็จะได้เริ่มเข้าใจ เริ่มเห็นดีเห็นงามกับมัน เพราะว่าจริงๆ แหล่งน้ำเป็นของทุกคน”

พายคนละไม้คนละมือ

พลังของทุกคนมีความหมาย เขียดอยากชวนฟื้นฟูสายน้ำทั่วไทยให้สะอาดอย่างที่ใครเห็นก็ต้องอยากมาพายเรือเที่ยว และการพายเรือไม่ได้ยากอย่างที่คิด เริ่มต้นด้วยการหาให้เจอว่าเราชอบพายแบบไหน แม่น้ำหรือทะเล ถ้ายังไม่รู้ เขียดแนะว่าให้ไปลองก่อน ยังไม่ต้องรีบซื้อเรือ 

“ไปลองก่อน ไปเปลี่ยนเวลา เปลี่ยนสถานที่ ดูว่าเราจริตแบบไหน เราชอบอะไร เราชอบหวาน เราชอบเค็ม เราชอบรสจืด หรือเราชอบน้ำทะเล” 

ถ้ายังลังเล เจ้าของเพจพาไปพายอยากให้นึกถึงก่อนหน้านี้ที่คนไม่วิ่งมาราธอนเพราะเหนื่อย แต่หลังๆ กลับกลายเป็นกีฬาท้าทายของคนหลายช่วงวัยและอาชีพ

“การที่คนรู้สึกว่าการออกไปตากแดดเป็นเรื่องเหนื่อยๆ แย่ๆ ผมว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ยิ่งในกรุงเทพฯ แผนที่มี กูเกิลมี ร้านอาหารริมน้ำ ร้านกาแฟน่ารักๆ เยอะ ไม่ต้องกลัวว่าของกินจะหมด ท่าน้ำขึ้นลงสะดวก มีสถานที่สาธารณะอำนวยความสะดวกเยอะ เวลาที่ดีมีทั้งเช้าเย็น” 

เขียดรับรองว่าการพายเรือในเมืองไม่มีอดแน่นอน และนอกจากจะสนุกกับการชมเมืองในมุมที่ต่างแล้ว ยังได้รูปถ่ายสวยๆ กลับมาอีกเพียบ

สำหรับมือใหม่ที่อยากลองไปประเดิมการพายเรือครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ไปเริ่มที่เส้นทางบางกะเจ้าก่อน เพราะเดินทางสะดวก ทั้งยังได้สัมผัสธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ สนุกเหมือนได้พายผจญภัยในป่าน้อยๆ กลางกรุง 

  หลังจากฟังเขียดเล่าจบ เรานึกถึงไม้พายที่อยู่ในมือเมื่อครู่ อยากจะจ้วงตามไปพายกับเขาด้วยเสียตอนนี้เลย

ภาพ Facabook : Pa Pi Pie พาไปพาย

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
2K

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load