30 มิถุนายน 2564
3 K

“ช่วยถือไม้พายไหมคะ” 

ขณะยืนรอไฟแดงที่สี่แยกผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน เราถาม เขียด-รัฐสภา มหาชน เขายื่นไม้พายมาให้ แขนอีกข้างยังคงแบก SUP ยาว 14 ฟุต ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมาและติดไฟแดงอยู่ในขณะนั้น ทุกสายตาจับจ้องมาที่เรือ คุณและพวกเขาคงสงสัยคล้ายๆ กันว่าแบกเรือมาทำอะไรที่ราชดำเนิน 

ก่อนจะตอบข้อสงสัยนั้น เราขอพาคุณไปรู้จักเขียดก่อนก็แล้วกัน

เขียดรักการพายเรือ และรักการชวนผู้คนไปพายเรือ

พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย

เขียดคือเจ้าของเพจ Pa Pi Pie พาไปพาย เพจที่จัดกิจกรรมพาคนไปพายเรือท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติพร้อมกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามเส้นทางสายน้ำต่างๆ ทั่วทุกภาคในเมืองไทย 

วันนี้ เรามานั่งคุยกันถึงสิ่งที่เขียดกำลังบรรจงสร้างผ่านเพจพาไปพาย มุมมองและประสบการณ์พายเรือหลากหลายรสชาติ และเสน่ห์ของการพายเรือที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาด 

วันนี้ เขียดเลยตั้งใจนำเรือมาด้วย พายให้เราดูแบบเรียลๆ ในคลองกลางกรุงเก่า 

สัญญาณไฟเขียวปรากฏขึ้น และนี่คือเรื่องราวที่เราคุยกันก่อนหน้านั้น

พาไปพาย

“คำว่า ‘เวนิสตะวันออก’ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะว่าบ้านเราเครือข่ายโยงใยเยอะกว่าเขาเยอะ เป็นบางกอกตะวันออกดีแล้ว” เขียดเปรยถึงฉายากรุงเทพฯ “แต่ว่าเราแค่หันหลังให้เขาอยู่”

ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยเป็นเมืองแห่งสายน้ำ เป็นเมืองที่มีคูคลองมากมายจนได้รับฉายาว่าเป็นเวนิสตะวันออก วันเวลาผ่านไป คูคลองถูกถมทำถนน คลองบางส่วนที่เหลืออยู่ก็ถูกใช้เป็นคลองระบายน้ำ จากน้ำใสเริ่มกลายเป็นน้ำเสีย จากที่เคยเป็นหน้าบ้านก็กลายเป็นหลังบ้านของใครหลายคน ประตูน้ำที่กั้นลำน้ำหลายสาย เมื่อปิดไว้นานๆ ก็ทำให้น้ำเน่าเสีย และประชาชนใช้สัญจรไม่ได้ 

ด้วยความตั้งใจที่อยากเห็นแม่น้ำกลับมาเป็นหน้าบ้าน บวกกับความชอบในการพายเรือ เขียดออกพายในหลากหลายเส้นทางทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทุกครั้ง เขาจะบันทึกเรื่องราวการเดินทางในเฟซบุ๊กส่วนตัว จนช่วงที่ผ่านมา มีคนสนใจพายเรือมากขึ้น มีเพื่อนหลังไมค์มาสอบถามข้อมูล และอยากให้เขียด ‘พาไปพาย’ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเพจที่มีพายเป็นตัวขับเคลื่อน ทำหน้าแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์การเดินทางผ่านสายน้ำตามเส้นทางต่างๆ ทั่วทุกภาคในเมืองไทย และเป็นศูนย์รวมเรื่องราวการพายเรือทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 

“เราอยากเห็นเพื่อนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ขอฝากเพจนี้ เป็นสื่อกลางเชื่อมต่อกันไว้” 

พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย
พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย

นักพายสายดำ 

ก่อนสวมหมวกผู้ก่อตั้งเพจพาไปพาย เขียดยังดำเนินธุรกิจที่พักในจังหวัดราชบุรีและเป็นนักกีฬาไตรกีฬา ซึ่งถึงไม่บอกก็สังเกตได้จากหุ่นกำยำและกล้ามขาแข็งแรง ก่อนมาพายเรือเขียดเล่นกีฬาทางบกและทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทุกวันนี้เขียดพายเรือทุกอาทิตย์ แต่จะเปลี่ยนชนิดเรือไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รสชาติการพายที่หลากหลาย 

ผู้ไม่เคยพายเรืออาจสงสัยว่าเรือที่เราใช้พายมีกี่ชนิด และแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร เราขออธิบายแบบนี้ เรือที่เราใช้พายโดยมากจะมี 2 ชนิด คือ เรือคายัค และ กระดานยืนพาย Stand Up Paddle Board (SUP) เรือคายัคจะเป็นเรือนั่งพาย มีทั้งแบบ 1 คนพายและ 2 คนพาย ใช้งานได้ทั้งในน้ำนิ่งและน้ำเชี่ยว ส่วน SUP เป็นเรือยืนพาย เหมาะกับการพายในน้ำนิ่งอย่างเดียว

พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย
พาไปพาย : เพจสายพายที่พร้อมพาคนไปสนุกกลางสายน้ำในหลากหลายเส้นทางทั่วไทย

“ผมเปลี่ยนไปเรื่อย ไปล่องแก่งบ้าง ไปพายคายัคบ้าง พาย SUP บ้าง ไปทะเลบ้าง แต่หลักๆ ผมอยากพายในคลอง อยากพายตรงนี้ เพราะเราอยู่ตรงนี้ เราอยู่กรุงเทพฯ อยู่ราชบุรี อยู่อยุธยา พอเราไปพายเรารู้เลยว่าผู้คนหันหลังให้แม่น้ำ ถ้าคนหันหลังให้ แม่น้ำจะสะอาดได้ยังไง ไม่มีทาง เราคงเคยได้ยินคำว่าหน้าบ้านน่ามอง อันนี้หลังบ้าน ในน้ำมีแต่ของเหลือ ของไม่ใช้ ของทิ้งแล้ว ขยะก็ลงไปบ้าง แต่ผมก็พายไปหมดเลย น้ำเน่าผมก็พาย จนได้ฉายาว่า นักพายสายดำ (หัวเราะ)” 

คงมีไม่กี่คนบนโลกที่อยากเอาตัวเองไปพายเรือในน้ำเน่า แต่เขียดเลือกไปพายเพื่อที่จะเห็นปัญหา เข้าใจในสิ่งที่เป็นอยู่แล้วยังหาทางออกไม่ได้ และเขาเชื่อว่าการไปพายเรือในน้ำดำๆ ที่เป็นหลังบ้านของคนริมน้ำ ก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่กระตุ้นพวกเขาให้อยากดูแลแม่น้ำมากขึ้น เพราะเขาเห็นว่ายังมีคนมาใช้ ยังมีใครมาพายเรือ

“ถ้าถามว่าสนุกตรงไหน ก็ไม่ได้สนุก มันก็เหม็น ใครบอกว่าผมหอม ผมไม่หอม ผมพายไปเหม็นไป แต่ว่าเราไปเห็น แล้วเราไปรู้ คุณบอกได้ว่าถนนตรงไหนไม่ดี เพราะคุณนั่งรถผ่านใช่ไหม แต่ฟุตปาธที่ถ้าคุณไม่เดิน คุณก็ไม่เคยเห็นความสำคัญ จนคุณไปใช้มัน เหมือนกันเลย อะไรใกล้ตัวที่คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน คุณไม่เห็นคุณค่าของมัน คุณก็ไม่ได้อยากทำให้มันดี 

 “ผมคิดว่าถ้าภาครัฐหรือเอกชนบางหน่วยงาน หรือประชาชน นักศึกษา วัยรุ่นเห็นคุณค่าของมัน ไปใช้มันเยอะๆ หน่วยงานภาครัฐหรือใครไปบ่นบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะขึ้นมาได้” เขียดเชื่อในพลังของมวลชน “เหมือนกับโยนหินลงในน้ำแล้วมันก็ขยายวงไปเรื่อยๆ แล้วในท้ายที่สุดวันหนึ่งแม่น้ำจะดีขึ้น โดยที่ไม่ได้มาจากการท็อปดาวน์อย่างเดียว”

ไม่พายถือว่าพลาด

เมื่อเดินไปถึงท่าน้ำริมคลอง เขียดค่อยๆ หย่อนเรือสีขาวแดงลงน้ำ พลางเล่าถึงเสน่ห์ของการพายเรือ เรื่องราวที่คนไม่เคยลงน้ำพลาดไปในชีวิต

เสน่ห์อย่างแรกคือความช้า ในความคุ้นเคยกับโลกที่หมุนเร็วแบบนี้ ความช้าคงเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนาเท่าไหร่ แต่บางครั้งมันอาจทำให้เราได้รู้จักจังหวะที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนหรือลืมไปแล้ว 

“การที่เราเดินทางช้าลง เราจะเห็นอะไรชัดขึ้น ไม่เชื่อคุณลองเดินออกจากบ้าน คุณจะเห็นเพื่อนบ้าน คุณจะเห็นตัวเองชัดขึ้น เฮ้ย บ้านนี้เขาเลี้ยงไอ้นี่ เขาปลูกสายหยุดนะ กลิ่นหอม เราจะเห็นผู้คน เห็นสภาพแวดล้อม เห็นอดีต เพราะว่าเมื่อเราไปเร็วๆ บางทีเราก็ข้ามบางอย่างที่เราควรจะเห็นไป”

ความช้าทำให้เราได้กลับมามองตัวเอง มองรอบข้าง และมองเห็นธรรมชาติในมุมใหม่ที่ชัดเจนและใกล้ชิดมากขึ้น การได้ใกล้ชิดธรรมชาติจึงถือเป็นเสน่ห์ข้อถัดไป 

“ผมเห็นธรรมชาติที่มันเปลี่ยนผ่าน คุณเคยรู้ไหมว่าน้ำทะเลมันหนุนถึงปทุมธานีได้เลยนะ เป็นน้ำกร่อย พอเราพายเรือเรารู้ด้วยตัวชี้วัด คือมีต้นจาก มีต้นลำพู เหมือนบางลำพูอย่างนี้ บางลำพูก็น้ำทะเลหนุนมาได้ แล้วผมเห็นธรรมชาติที่มันสวยงามในแต่ละเวลาของช่วงวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์สีชมพู สีส้ม สีแดงร้อน จนเย็น ค่อยๆ เปลี่ยนสี เปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ”

ในยุคที่ทุกคนเชื่อมต่อถึงกันได้ตลอดเวลา เชื่อว่าบางครั้งเราก็อยากใช้เวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับความว่าง ปล่อยใจไปกับความงามและความสงบของธรรมชาติรอบตัว เสน่ห์อีกอย่างที่ผู้พายจะได้สัมผัส คือความว่างที่พบได้แบบไม่ต้องไปไหนไกล 

“เรารู้สึกว่ามันสงบ เรามีระยะห่าง ไม่ได้ต้องเชื่อมต่ออะไรกับใคร เราแค่ดูแลเรือของเราให้ดี น้ำไม่เข้า แค่นั่งแล้วเห็นความว่าง ไม่ต้องเอาเงินไปจ่ายเพื่อการเดินทางเยอะๆ บางคนต้องไปทะเลเพื่อเห็นความว่าง แต่ไม่ลงน้ำ แล้วไปทะเลทำไม ถ้าจะไปให้ลมกระแทกหน้าเล่น ไปเห็นที่โล่งๆ แม่น้ำนี่ไง มีเยอะแยะเลย ไปได้ ต้นทุนต่ำมาก ราคาถูก เดินทางง่าย”

สุดท้าย เสน่ห์ที่สร้างสีสันและเพิ่มรสชาติให้การพายเรือที่เขียดแนะนำ คือการได้ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 

“ยิ่งเราไปพาย เรายิ่งอยากค้นคว้าเพิ่ม เราก็เริ่มต่อภาพ ต่อภาพปัจจุบัน ต่อภาพอดีต” ระยะทางพายเรือหลายกิโล ทำให้ผู้พายได้เห็นทัศนียภาพที่ผลัดเปลี่ยนจากเมืองสู่ป่า จากป่าสู่เมือง จนเขียดบอกว่าเหมือนเป็นการพายเรือย้อนอดีต

“อย่างคลองบางกอกใหญ่ สมัยก่อนคือแม่น้ำเจ้าพระยาจริงๆ แต่เส้นที่ผ่านจากศิริราช ผ่านท่าพระจันทร์ ผ่านท่าพระอาทิตย์ ไปวัดระฆัง เป็นคลองขุดเพื่อที่จะลัด ให้เรือสำเภาลัด เรือสำเภาที่จอดเทียบท่าที่ปากอ่าว ขนถ่ายสินค้าจากปากอ่าวขึ้นมาอยุธยา การที่ต้องอ้อมคลองบางกอกใหญ่ต้องใช้เวลาสองสามวัน ขุดคลองแป๊ปเดียวถึง ก็คือย่นระยะเวลาในเรื่องของทางเศรษฐกิจ เรื่องการขนส่ง คือย้อนไปถึงในสมัยอยุธยาได้เลย อย่างนี้เลยเริ่มสนุกไปใหญ่”

เขายกตัวอย่างเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการพายเรือให้ฟังอย่างกระตือรือร้น

พายสู่เส้นชัย

เขียดลงน้ำพร้อมสาธิตวิธีการพายเรือให้เราดูอย่างคล่องแคล่ว เขาพายวนไปรอบๆ ก่อนจะกลับขึ้นฝั่งมาครั้งหนึ่งพร้อมกับขยะขวดพลาสติกสองสามชิ้น 

ภาพใหญ่ของเพจพาไปพายในตอนนี้ คือการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมเรื่องพายเรือให้คนมีประสบการณ์ร่วมและเข้าถึงได้ง่าย “ผมอยากทำให้มันเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่ซึมลึกเข้าไปจนได้รู้สึกจริงๆ แล้วท้ายที่สุด คนก็จะรักแม่น้ำมากขึ้น อนุรักษ์มากขึ้น”

ในคลองรอบกรุงที่ไร้เส้นชัย จุดหมายของเขียดไม่ใช่คุณค่าที่สร้างระหว่างการเดินทาง เส้นชัยของเขียดคือการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม เป็นเส้นชัยที่ใช้ ‘คน’ และ ‘น้ำ’ เป็นตัวชี้วัด 

แม้เขียดอยากเห็นแม่น้ำใสสะอาดขึ้น เขาก็ออกตัวว่า เพจพาไปพาย ไม่ใช่เพจอนุรักษ์ที่จัดทริปพายเรือเก็บขยะอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจใช้พื้นที่ตรงนี้พาคนไปสนุก ไปออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว ไปเรียนรู้ธรรมชาติ ไปรู้จักชุมชน เพราะเขาเชื่อว่าการพายเรือสามารถช่วยสังคมในด้านอื่นได้อีก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ 

เขายกตัวอย่างทริปพายเรือในสวนพฤกษศาสตร์ที่ทะเลน้อย “ผมไปพายที่พัทลุง ทะเลน้อยสวยมาก ถัดเข้าไปตรงนั้นจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ผมไปพาย SUP ไปดูนกถ่านหิน ควายน้ำ ถ้ามีเรือคายัคหรือ SUP ตรงนั้น มันจะเป็นการท่องเที่ยวอีกแบบที่ไม่มีคาร์บอน ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง แล้วคนก็จะใช้เวลาตรงนั้นมากขึ้น จะจับจ่ายใช้สอยตรงนั้นมากขึ้น พายเรือเหนื่อยก็ต้องกิน ต้องอยู่นาน ช่วยกระจายเศรษฐกิจได้ดีเลย

“เรารู้สึกว่าเราเป็นจุดเล็กๆ ทำอะไรได้เราก็ทำ วันหนึ่งถ้ามีคนมาสนใจต่อยอด ทั้งวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ได้ลองมาพายเรือ เขาก็จะได้เริ่มเข้าใจ เริ่มเห็นดีเห็นงามกับมัน เพราะว่าจริงๆ แหล่งน้ำเป็นของทุกคน”

พายคนละไม้คนละมือ

พลังของทุกคนมีความหมาย เขียดอยากชวนฟื้นฟูสายน้ำทั่วไทยให้สะอาดอย่างที่ใครเห็นก็ต้องอยากมาพายเรือเที่ยว และการพายเรือไม่ได้ยากอย่างที่คิด เริ่มต้นด้วยการหาให้เจอว่าเราชอบพายแบบไหน แม่น้ำหรือทะเล ถ้ายังไม่รู้ เขียดแนะว่าให้ไปลองก่อน ยังไม่ต้องรีบซื้อเรือ 

“ไปลองก่อน ไปเปลี่ยนเวลา เปลี่ยนสถานที่ ดูว่าเราจริตแบบไหน เราชอบอะไร เราชอบหวาน เราชอบเค็ม เราชอบรสจืด หรือเราชอบน้ำทะเล” 

ถ้ายังลังเล เจ้าของเพจพาไปพายอยากให้นึกถึงก่อนหน้านี้ที่คนไม่วิ่งมาราธอนเพราะเหนื่อย แต่หลังๆ กลับกลายเป็นกีฬาท้าทายของคนหลายช่วงวัยและอาชีพ

“การที่คนรู้สึกว่าการออกไปตากแดดเป็นเรื่องเหนื่อยๆ แย่ๆ ผมว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ยิ่งในกรุงเทพฯ แผนที่มี กูเกิลมี ร้านอาหารริมน้ำ ร้านกาแฟน่ารักๆ เยอะ ไม่ต้องกลัวว่าของกินจะหมด ท่าน้ำขึ้นลงสะดวก มีสถานที่สาธารณะอำนวยความสะดวกเยอะ เวลาที่ดีมีทั้งเช้าเย็น” 

เขียดรับรองว่าการพายเรือในเมืองไม่มีอดแน่นอน และนอกจากจะสนุกกับการชมเมืองในมุมที่ต่างแล้ว ยังได้รูปถ่ายสวยๆ กลับมาอีกเพียบ

สำหรับมือใหม่ที่อยากลองไปประเดิมการพายเรือครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ไปเริ่มที่เส้นทางบางกะเจ้าก่อน เพราะเดินทางสะดวก ทั้งยังได้สัมผัสธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ สนุกเหมือนได้พายผจญภัยในป่าน้อยๆ กลางกรุง 

  หลังจากฟังเขียดเล่าจบ เรานึกถึงไม้พายที่อยู่ในมือเมื่อครู่ อยากจะจ้วงตามไปพายกับเขาด้วยเสียตอนนี้เลย

ภาพ Facabook : Pa Pi Pie พาไปพาย

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

บ่าย 3 วันเสาร์ เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับ นอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ เจ้าของเพจ ‘บ้านกูเอง’ ที่มีคนติดตามหลักล้าน 

หลายคนมีวิธีการสานสัมพันธ์ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ายังไงไม่รู้ ส่วนตัวเราใช้เยลลี่แฮมเบอร์เกอร์และเยลลี่รูปรถ ติดไม้ติดมือไปเผื่อนอท 

ไม่แน่ใจว่านอทชอบไหม แต่เยลลี่หมดลงภายในไม่กี่นาที อร่อยพอที่จะทำให้นอทพูดคุยกับเราได้อย่างเปิดอก แบบที่สื่ออื่นไม่เคยทราบ และคุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

บ้านกูเอง‘ เป็นเพจขายตลกแต่ดันจริงจัง เพราะภายในเพจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของความตลกขบขัน แต่ยังขบคิดเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ในสไตล์บ้านกูเอง คือเพื่อนพูดกับเพื่อน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แฝงไปด้วยความรู้ที่มากกว่าในห้องเรียน 

วันนี้ เราสนใจอยากทำความรู้จักและพูดคุยกับนอท บุคคลธรรมดาผู้สร้างเพจบ้านกูเอง แม้เขาจะบอกว่าเริ่มจากการทำเพื่อตัวเอง แต่กลับส่งประโยชน์วงกว้างต่อในสังคมอย่างไม่รู้ตัว

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เอาเยลลี่ไม่ใส่น้ำตาล

“ทุกอย่างคือทำเพื่อตัวเองหมด แต่อยู่ที่ว่าคนเราจะตีความหมายของการทำเพื่อตัวเองว่าแบบไหน”

หนึ่งในความลับของบทสนทนาที่พูดออกมาด้วยอิทธิพลของการกินเยลลี่

ทุกวันนี้ทุกคนเสพคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียได้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะค้นหาหรือดูอะไร และเราก็เห็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แทบทุกหนแห่งบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 

หรือนั่นเป็นเพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือสิ่งที่ใครก็เป็นได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้มีผู้ติดตามถึงหลักล้านคน 

ตลอดการสนทนา นอทบอกความลับกับเรามาหลายอย่าง จนทำให้เราเซอร์ไพรส์เป็นช่วง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำเพจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอทไม่ได้คาดหวังหรือตั้งใจเอาไว้เลย ทุกอย่างเกิดจากความ ‘บังเอิญ’ เพียงเท่านั้น 

เขาเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ จึงคุ้นชินและมีโอกาสได้คลุกคลีกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสื่อมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ การสร้างสตอรี่ การจัดฉาก หรือเทคนิคต่าง ๆ ทั้งภาพ แสง สี เสียง บวกกับความชอบส่วนตัว ทำให้เขาเห็นแววว่า การเดินทางสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์อาจเข้ากับตัวเอง

“เราแค่โพสต์รูปลงไปด้วยองค์ประกอบศิลป์ที่เรียนมาสนุก ๆ แต่มันดันไปสื่อสารและตอบโจทย์กับคนดู จึงกลายเป็นไวรัล 

“ที่จริงวงการดีไซน์กับวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือการดีไซน์เป็นภาพเพื่อนำไปเสนอคนดู สิ่งที่เราเรียนมาจากคณะ ก็เป็นการดีไซน์ที่ทำเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและสอดรับกับสังคมด้วยศิลปะ เพราะฉะนั้นมันแทบไม่ต่างกันเลย”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เปิดหนังสือแต่ไม่อ่าน

เมื่อความสนุกและความชอบกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ จากการลงรูปโดยไม่ได้คิดอะไร กลับกลายเป็นต้องลงรูปและคลิปติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 ปี 

เราจึงถามหาที่มา แรงบันดาลใจ และการหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจังกับเขา 

ใครจะรู้ว่าเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่อ่านหนังสืออะไรเลยนอกจากการ์ตูน จะนำความชอบในวัยเยาว์มาประกอบอาชีพ

“ทุกแรงบันดาลใจของเราไม่เคยเกิดขึ้นจากการออกไปตามล่าหรือออกไปตามหา แต่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาหาตัวเราเองมากกว่า เราคิดว่าผลพวงของโฟโต้อัลบั้มในเพจ มาจากเราชอบอ่านการ์ตูน เราได้มุมภาพแบบการ์ตูนมา ก็เลยเล่าเรื่องแบบนั้นได้

“หรือเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ ก็คือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา โดยที่อาจจะไม่ได้เรียกว่าแรงบันดาลใจ แต่เรียกว่าการเลือกใช้อุปกรณ์ เลือกใช้อาวุธที่เรามี และทุกคนก็มีตรงนี้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นจนเราเป็นตัวจริงด้านนั้น ไม่ว่าจะแมส จะอินดี้ หรือจะอะไร มันมีสิ่งให้เอาไปใช้ได้ทุกคน 

“และที่สำคัญ เราหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง เพราะรายได้มันดี! (หัวเราะ)”

แปลว่าที่ผ่านมา การนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมาทำเป็นคอนเทนต์นั้นไม่ยาก – เราถาม

“เราคงพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายเนาะ” เขาหัวเราะ

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

“ถ้าถามว่ายากไหม มันยากมาก อะไรที่เราคิดว่าดีชัวร์ ๆ กลายเป็นว่าเละเลย หรือบางอย่างเราทำเล่น ๆ ลงรูปเล่น ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรลงดี งั้นกูทำอันนี้แล้วกัน ดันเวิร์กเฉย แล้วต่อให้จะรีเสิร์ชให้ตายยังไงมันก็ไม่ใช่ 1 + 1 = 2 มันไม่ใช่คณิตศาสตร์

“การที่เรามีไอเดียที่ดีหรือไม่ดี มันไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมีคนดูหรือไม่ดูนะ อันนั้นเป็นอีกเรื่องที่ต่อให้เราดีก็ไม่ได้แปลว่าจะมีคนดู หรือต่อให้เราห่วยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนดู มันต้องพึ่งดวงเหมือนกัน บางคนทำสิ่งเดิมตลอดไปคนก็ยังชอบ บางคนทำสิ่งเดิมแต่คนกลับลืม”

ทำภาพนิ่งได้วิดีโอ

เมื่อเข้าสู่สนามจริง มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การได้รับตำแหน่งดาวรุ่งหรือดาวร่วงก็ยิ่งคับขันมากขึ้นทุกที 

ฉะนั้น จะทำคอนเทนต์ลงในแพลตฟอร์มเดียวคงไม่เพียงพอในสนามแข่งนี้ จึงทำให้คนทำเพจใส่รูปนิ่งปกติ ก้าวเข้าสู่การทำวิดีโอภาพเคลื่อนไหวบนโลกยูทูบ

“ก็ดิ้นไปตามยุคสมัยนั่นแหละ ใครที่หยุดก็คือคนที่ตาย เราเรียกว่าเป็นต่อยอดมากกว่า 

“พอเป็นยูทูบ มันกลายเป็นอีกวงการหนึ่งที่เราต้องเริ่มเข้าใจผู้ใช้งานว่า คนทั่วไปตอนนี้เขากำลังอินกับอะไร และอะไรคืออินไซต์ที่ทุกคนมีเหมือนกัน เราก็เลยเปลี่ยนวิธีการทำงาน ตั้งจุดหมายใหม่ว่าทำอย่างไรให้คนอยากดู กลายเป็นคอนเทนต์ที่สอดรับสังคมมากขึ้น อาจจะเป็นพูดถึงเรื่องการศึกษา เพศ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัยคน ที่เรามีมุมมองต่อมันแล้วหาจุดเชื่อมของผู้คนให้ได้”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

ซีเรียสให้ตลก

เราพบว่า บ้านกูเอง เป็นเพจตลกแต่ดันจริงจัง ไม่ต่างจากเจ้าของที่เป็นคนจริงจังแต่ดันทำตัวให้ตลก 

นอท คือเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์หลังย่อม พื้นฐานเดิมเป็นคนจริงจัง แต่มักถูกมองว่าเป็นคนตลกอยู่ตลอด เพราะชอบปรับตัวตามกลุ่มผู้คนที่อยู่ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เขานำเสนอตลอดเวลาการทำเพจมา 4 ปี ก็มีการเปลี่ยนผัน แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทของสังคม แบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

หนึ่ง

“แรก ๆ ทำรายการประมาณว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน แต่ความบ้าคือขนเสื้อผ้าออกไปข้างนอก แล้วก็ถอดเสื้อเปลี่ยนตามที่คนอื่นเลือกให้ตรงนั้นเลย เหมือนพยายามจะคราฟต์ให้มันบ้า ให้มันสนุก เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนดู แต่ความจริงคือไม่ใช่ คนดูเราเพราะอยากรู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน ไม่ใช่มาดูเราที่บ้ากล้าเดินออกไปข้างนอก”

สอง

“ยุคต่อมาเริ่มกลายมาดูที่ไอเดีย เราไม่จำเป็นต้องคราฟต์ให้มันยาก แต่ทำให้เก็ตดีกว่า เช่น แค่ขึงผ้าธรรมดา มีเสื้อ และยืนเฉย ๆ ให้ผู้หญิงมาเลือกชุดให้ มันก็แค่นั้นเอง จะทำให้ยากด้วยการออกไปข้างนอกทำไม แล้วเมื่อไหร่คนจะได้รู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน เพราะความจริงเขาอยากรู้แค่นั้น

สาม

“เริ่มเป็นเรื่องบริบทสังคมมากขึ้น เลยคิดว่าปกติคนเราทำอะไรกัน ก็เนี่ย กิน ขี้ ปี้ นอน 

“เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ยังไม่ค่อยมีคนทำรายการเกี่ยวกับเพศ ส่วนใหญ่จะเป็นแนว Sexual Harassment มากกว่า แต่เราไม่โอเคที่จะทำอะไรแบบนั้น ก็เลยทำเป็นแนวการศึกษา กลายเป็นรายการ เรื่องบนเตียง(ระเบียงก็นับ) เอาแขกรับเชิญมาพูดเรื่องเซ็กส์แนวให้ความรู้ 

“แล้วก็เริ่มแยกรายการออกไปเรื่อย ๆ เช่น รายการ นั่งเล่า พูดเกี่ยวกับการศึกษา การโซตัส การโนบรา แล้วแต่ที่บริบทสังคมเขาคุยกันอยู่ก็เอามาพูดในรายการนี้ได้ หรือ รายการ โรงเรียนไทย VS โรงเรียนนอก คือเอาเด็กที่เรียนโรงเรียนนอกมานั่งพูดคุยกับเด็กโรงเรียนไทยถึงความแตกต่างที่ได้เจอ เป็นวาไรตี้ที่ยังพอสอดแทรกสาระเข้าไปได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราอยากสอนสังคม เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง

“แล้วทำไมต้องทำเรื่องพวกนี้” เราถามก่อนจะเข้าสู่ยุคที่สี่

“เพราะมันเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเจอ เราคลุกคลีอยู่ทุกวัน และเก็ตว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเราเอาความชอบ จะเอาเรื่องการ์ตูนมาก็ได้ แต่ว่ากลุ่มมันก็จะเล็กกว่า หรือว่าเราเนิร์ดขนาดรู้ลึกรู้จริงไหม ก็ไม่ได้ขนาดนั้น 

“พอมันเป็นเรื่องสังคม มันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ Fact สุดโต่ง แต่อาจจะใช้ความรู้สึก ค่านิยม หรือทัศนคติที่ไม่บิดเบี้ยวก็พอแล้ว”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

ในปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบ ไม่เปิดรับ และปิดกั้น ไม่อยากให้มีรายการเรื่องเพศออกมา อดสงสัยไม่ได้ว่านอทมีความคิดเห็นยังไง และเขากลัวดราม่าบ้างไหม 

“ถ้าแค่ตัวเราไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาห้ามไม่ให้คนอื่นพูด” นอทตอบชัดเจน “ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ทุกเรื่องที่มันกำลังเบียดเบียนหรือบังคับกดขี่ผู้อื่นอยู่ด้วย

“เราว่าทุกคนกลัวดราม่านะ ทุกคนไม่อยากโดนแขวน ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว แต่อันที่เราเลือกทำก็คิดว่ามันไม่เป็นอะไร อันที่เรากลัวก็คืออันที่เราไม่ได้ทำ ซึ่งก็มีอีกเยอะ (หัวเราะ)

สี่

“และก็ปัจจุบัน พยายามจะแตะอะไรที่เฉพาะกลุ่มแต่เราพอรู้ ไม่ใช่แค่ทำอะไรตามความชอบตัวเอง เลยเป็นยุคที่เอาศิลปะที่เรารู้ เข้ามาสอดแทรกเป็นรายการวาดนู้ด ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติในวงการศิลปะ อยู่ที่ว่าจะสื่อสารอย่างไรไม่ให้คนดูมา Sexual Harassment แขกรับเชิญ ไม่มาพูดทะลึ่งตึงตังกับคนในคลิป

“เราก็เริ่มจากตัวเองก่อน สื่อสารให้มันดูจริงจัง ให้คนดูรู้ว่าวันนี้เรามาวาดรูปนะ ไม่ได้มาตลกโปกฮากับเรือนร่าง แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเริ่มแตกออกมาเป็นรายการวาดรูปอันล่าสุด คือรายการวาดดูไม่รู้หน้า 

“แต่พอมันเป็นงานศิลปะที่ใช้เวลาสั้น ๆ ในการคราฟต์ออกมา ผลงานมันก็จะไม่ได้ดีมาก แค่ให้พอออกเป็นคลิปได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำไปสักพักหนึ่งเราจะกลายเป็นตัวไม่จริง 

“เพราะยิ่งอยู่ในจุดที่สูงขึ้นในแวดวงนั้น ๆ มันจะยิ่งโดนครหา ถ้าอีกสักพักหนึ่งเราเริ่มดังในแง่การวาดรูป เรากลัวว่ามันจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วไปดูแล้วเจ๋งดี แต่คนที่ทำศิลปะจริง ๆ มาดูแล้วอาจจะอะไรของมึง (หัวเราะ) เลยคิดว่าอาจจะไม่ได้ทำเยอะมาก แต่จะทำให้มีคุณภาพมากขึ้น”

งานกลุ่มทำคนเดียว

“แล้วผลตอบรับดีไหม” เราโยนคำถาม

“ดีเป็นช่วง ๆ อย่างที่บอก ยุคหนึ่งอะเละเลย กว่าจะขึ้นมาได้ก็เป็นปีอยู่” นอทว่างั้น

“แต่เพจเนี่ยเราลงไปไม่กี่รูปก็ไวรัล ทำไปไม่กี่เดือนลูกค้าเจ้าแรกมาแล้ว ส่วนคลิปวิดีโอ ถ้าไม่นับว่ามันเป็นงานที่ได้มาจากเพจ ก็โห กว่าจะมีงานของตัวเองจริง ๆ มันนานมาก และกว่าจะมีคนดูใช้เวลาเป็นปีเหมือนกัน จำได้ว่าทำเป็นปีคนยังตามแค่หลักหมื่นเองมั้ง”

ถึงแม้ว่าผลตอบรับของยอดคนดูจะดีเป็นช่วง ๆ มีทั้งช่วงพีกสุด ต่ำสุด แต่นอทก็ยังคงทำคอนเทนต์เชื่อมโยงกับสังคม สอดรับกับผู้คนแบบนี้ต่อไป อาจเป็นในแง่ของความรู้หรือความบันเทิง ต้องรอติดตาม 

ต่อให้จะถามเขาเป็นคำถามสุดท้ายว่า อยากให้อะไรกับดู แล้วนอทยังย้ำเจตนาเดิมว่า “ไม่มี” ก็ตาม

“เราอยากให้ตัวเองไม่ว่าเราจะทำอะไรทั้งนั้น เราอยากได้เงิน อยากได้คำชื่นชม ถ้าสังคมจะดีขึ้นได้จากการดูคลิปเราก็เป็นเรื่องดี เพราะเราอยากได้สังคมที่ดีขึ้นก็เพื่อให้ชีวิตเรามันดีกว่านี้”

ช่วยไม่ได้ เพจนี้ขึ้นอยู่กับอารมณ์เจ้าของเพจเป็นหลัก เขาจะทำอะไรก็ได้ เพราะที่นี่คือ ‘บ้านกูเอง’

เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

บ้านกูเอง

Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=100044524865743

YouTube : https://www.youtube.com/channel/UCQzQKfKPww0YvzfvzB3tMrQ/videos

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load