คนสวน พ่อครัว เสมียน พ่อค้า พนักงานทำความสะอาด 

มองเผินๆ อาชีพเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกันเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เชื่อมจุดผูกโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน คือการลงมือทำงานศิลปะแบบ Outsider Art หรือศิลปะคนนอก งานศิลป์ของคนที่ไม่ได้เรียนศิลปะมาโดยตรง แต่ศึกษาและลงมือทำเอง ผลงานนอกกรอบ Fine Art เหล่านี้อาจเรียบง่าย ดิบหยาบ หรือซื่อไร้เดียงสาเหมือนเด็กวาด แต่มีความงามในแบบของตัวเอง

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

อาทิตย์ ประสาทกุล ประกอบอาชีพข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยประจำการในประเทศเคนยาและประเทศโมซัมบิก ภูมิภาคแอฟริกา เป็นคุณพ่อผู้เลี้ยงลูกในทวีปแอฟริกา และยังเป็นนักสะสมงานศิลปะแอฟริกาตัวยง เขาหลงใหลแอฟริกา ผูกพันกับแอฟริกา ทั้งยังปรารถนาให้คนไทยรู้จักทวีปนี้มากขึ้น 

เมื่อประจำการที่โมซัมบิก เขาร่วมผลักดันให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมาปูโตเลือกประดับตกแต่งสถานที่ด้วยงานศิลปะท้องถิ่น ทำให้ชาวโมซัมบิกภูมิใจและรักสถานทูตไทย ซึ่งช่วยทำหน้าที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะท้องถิ่นให้พวกเขา

ปัจจุบันเมื่อกลับมาทำงานในเมืองไทย อาทิตย์นำงานศิลปะนับร้อยๆ ชิ้น ของชาวเคนยา แทนซาเนีย โกตดิวัวร์ และโมซัมบิกกลับมาบ้าน ผลงานของเหล่าคนสวน พ่อครัว เสมียน พ่อค้า พนักงานทำความสะอาด ล้วนมีเรื่องราวชีวิตของศิลปิน ประวัติศาสตร์ชาติ และวัฒนธรรมแอฟริกันแฝงอยู่ เราได้เห็นความสร้างสรรค์และความงดงามของผู้คนจากอีกซีกโลกที่น่าทำความรู้จัก

ก่อนก้าวขาเข้ากาฬทวีป ขอพาไปรู้จักเหตุผลที่นักการทูตคนหนึ่งกลายมาเป็นนักสะสมงานศิลปะ

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

รักแรก

แม้เริ่มสะสมงานศิลปะเมื่อย้ายไปเริ่มต้นชีวิตที่ทวีปแอฟริกา แต่ศรศิลป์ปักอกอาทิตย์อย่างจังตั้งแต่อยู่เมืองไทย เขาสนใจงานศิลปินไทยในช่วงเกือบ 10 ปีก่อน 

“ผมอยากได้งานของ อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ตอนนั้นไม่รู้จักอาจารย์ด้วยซ้ำ ไปเดินสมบัติเพิ่มพูนแกลเลอรี่แล้วชอบรูปเด็กผู้หญิงผมบ๊อบน่ารัก เห็นแล้วมีความสุข ไปเสิร์ชดูถึงรู้ว่าอาจารย์ชลูดดังมาก งานนั้นราคาสองแสนบาท ผมเพิ่งได้เงินมาก้อนใหญ่ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการโยกย้ายไปทำงานที่เคนยา ก็คิดว่าจะแบ่งเงินมาซื้องานนี้ เพราะเราควรเอาเงินไปแลกกับสิ่งที่เราเห็นว่ามีคุณค่า แทนที่จะเชื่อมูลค่าที่คนอื่นกำหนด

“แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้าในต่างประเทศ เลยคิดว่าไม่เป็นไร เดินทางไปก่อน เดี๋ยวค่อยซื้อก็ได้ ปรากฏว่าซื้อไม่ทัน ซึ่งเสียดายจนถึงทุกวันนี้ เพราะสามปีต่อมาหลังอาจารย์เสียชีวิต งานของอาจารย์ก็แพงขึ้นเป็นสิบเท่า” 

เจ้าบุญทุ่ม

เมื่อย้ายไปประจำการครั้งแรกที่เคนยา เงินก้อนใหญ่นั้นต้องใช้จ่ายสิ่งจำเป็นสำหรับนักการทูต หนึ่งในนั้นคือรถยนต์ส่วนตัว แต่แทนที่จะซื้อรถดีๆ อาทิตย์เลือกซื้อรถราคาหนึ่งแสนบาท แล้วนำเงินอีกแสนไปซื้อภาพวาดชิ้นใหญ่สำหรับติดในบ้านเช่าหลังใหม่อย่างไม่ลังเล

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“ผมต้องไปทำงานที่ UN ยามก็แซวเพราะรถผมเป็นรถกระป๋องที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นแท็กซี่ หรือเป็นรถของคนที่ซื้อรถคันแรก ไม่มีนักการทูตคนไหนใช้รถรุ่นนี้เลย แต่ก็คุ้มค่า ผมเอารูปไปติดที่โถงเข้าบ้าน มันทำให้รู้สึกว่าบ้านนี้เป็นบ้านเรา มันสวยมีพลัง ทำให้เรารู้สึกร่าเริงมีความสุข”

“ตอนซื้อ คนอื่นก็ถามว่าซื้อทำไม แพง เพราะคนส่วนใหญ่ซื้องานศิลปะที่เป็นของที่ระลึกทำซ้ำ ราคาไม่แพง พอให้รู้ว่าไปที่ไหนมา แต่ผมชอบงานที่ไม่ได้ทำซ้ำ ไม่ได้ก๊อปปี้ใคร แต่มาจากความรู้สึกของศิลปิน พอเจองานอื่นๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นอีก มันทำให้หัวใจเราเต้นแรง คือเราก็ฟังมาเยอะว่างานศิลปะมีมูลค่าอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ตอนหลังผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมสะสมไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่อยากเห็นมันบ่อยๆ รู้สึกดีกับมัน งานพวกนี้ตอบบางอย่างในใจเรา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรนะ แต่รู้สึกตื่นเต้น มันสวยงาม ต้องมีอยู่ในบ้าน” 

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“งานศิลปะแอฟริกาไม่เหมือนงานศิลปะที่อื่น ไม่ได้มีการแข่งขันสูงหรือมูลค่าสูง พอพูดถึงงานศิลปะ ทุกคนคิดว่าต้องเป็นไฮโซมีเงินเยอะๆ แน่ แต่งานแอฟริกาเข้าถึงได้ ในฐานะที่ตัวเองเป็นข้าราชการ ผมจ่ายได้ แต่ไม่มีเงินเก็บนะ (หัวเราะ) คิดว่าเดือนนี้กินน้อยหน่อยเพราะจ่ายให้งานศิลปะ ผมเชื่อว่าว่ามีรายได้ต้องแบ่งให้คนอื่น”

อาทิตย์ตระเวนซื้องานศิลปะจากทั้งเคนยาและแทนซาเนีย เขาชอบไปสำรวจแกลเลอรี่และนิทรรศการเพื่อทำความรู้จักศิลปิน และไปหาคนเหล่านั้นถึงบ้านเพื่อฟังเรื่องราวของเขา หลังหมดวาระประจำการที่เคนยา แทนที่จะขายรถนำเงินกลับเมืองไทย อาทิตย์แลกรถคู่ใจของเขากับงานศิลปะกองโต

มหาเสน่ห์

ซื้องานศิลปะไปซักพัก นักสะสมหนุ่มก็เริ่มเข้าใจว่ารูปแบบงานที่เขาชอบคือศิลปะคนนอก ลักษณะจริงใจ แสดงออกสิ่งที่เห็นหรือรู้สึกตรงๆ โดยไม่ยึดติดกับสัดส่วนหรือคู่สี แต่อยู่บนพื้นฐานความจำกัดของทรัพยากรที่มี ใช้ของราคาถูกหรือวัสดุที่หาได้ง่าย เช่น กระดานฝ้า เศษไม้ ลวดเก่าๆ หนังสือพิมพ์ ตอบโจทย์ความเรียบง่าย ไร้เดียงสา ตรงไปตรงมา ซึ่งอยู่ในผลงานสะสมของเขาทุกชิ้น 

ก่อนหน้าจับงาน Outsider Art อาทิตย์เคยตามเก็บงานที่คนอื่นมองว่าดี สวย หรือยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว 

“พอเราเลิกตามของพวกนี้ไปก็เจอสิ่งที่ตามหา มันเข้ามาเอง เหมือนคนชอบแมว ดวงตาก็เห็นแมว หรือชอบต้นไม้ ดวงตาก็เห็นต้นไม้ เราก็เริ่มเห็นตามสถานที่ราชการ ตามบ้านคน ตามตลาด พอเราเห็นว่าตอบโจทย์ ก็เริ่มขุดคุ้ยไปถึงต้นตอของมัน ไปพูดคุยกับศิลปินซึ่งส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ไม่ใช่คนรวยหรือมีชื่อเสียง”

ทวีปที่รัก

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“งานสะสมของผมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจชีวิตที่ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งผมไปอยู่ทวีปแอฟริกาถึงสองครั้ง ผมอยากให้คนไทยรู้จักแอฟริกามากขึ้นด้วยศิลปะที่ไม่ใช่งานกระแสหลัก เป็นสิ่งที่ผมอยากทำในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการกินเงินจากผู้จ่ายภาษี

“ผมเชื่อว่าเราเห็นโลกไม่ครบ คนที่ขาดไปส่วนใหญ่คือคนในแอฟริกา กระทั่งอเมริกาใต้ซึ่งอยู่ไกลกว่า เราอาจรู้จักมากกว่าแอฟริกา สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ทวีปนี้ขาดหายไปเลย ทั้งที่เรามีความเกี่ยวเนื่องมาตั้งแต่ค้าขายในมหาสมุทรอินเดียในอดีต หลายๆ อย่างที่เราใช้ก็มาจากแอฟริกา เช่น ไททาเนียมในสีทาบ้านก็มาจากแอฟริกา”

อาทิตย์เดินไปเปิดตู้ เปิดกล่อง หยิบสิ่งสะสมที่เขารักมาวางให้ดูทีละชิ้น

“ผมไม่รู้ว่าของที่ผมมีมูลค่าขนาดไหน ไม่สนใจด้วยเพราะไม่เคยคิดขาย แต่มีความปรารถนาว่าสักวันจะเอางานพวกนี้ไปจัดแสดงเป็นนิทรรศการให้คนได้เห็นอย่างน้อยสักครั้ง”

ต่อไปนี้คือรายชื่อศิลปินที่นักสะสม Outsider Art ตามเก็บผลงาน แบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือเลิกผลิตงานหรือเสียชีวิตไปแล้ว และประเภทต่อมาคือยังทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน

1. ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano), 1943 – ปัจจุบัน

เทคนิค : สีเทียนบนกระดาษ

“ชาร์ลส์ เซกาโน เป็นคนแอฟริกาใต้ แต่สร้างสรรค์งานในประเทศเคนยา งานศิลปะของเขาทำให้ผมได้เชื่อมต่อเข้าถึงแอฟริกาโดยไม่รู้ตัว ศิลปินคนนี้เป็นอันดับหนึ่งในใจเลย”

แอฟริกาใต้เคยมีระบบ Apartheid คนขาวพยายามแยกคนดำให้อยู่คนละสังคม มีสองชนชั้น ทางเข้าคนละทาง ห้องน้ำแยกกัน ในช่วงที่ เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) พยายามเรียกร้องจนโดนจับเข้าคุกตั้งนาน เซกาโนได้รับผลกระทบเลยหนีไปอยู่เคนยา 30 ปี เขาใช้ชีวิตแบบศิลปิน 3P คือ Pianist, Poet และ Painter ทั้งเล่นดนตรีแจ๊ส เล่นเปียโนในคลับตอนกลางคืน แต่งกลอน แล้วก็วาดรูป

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“เซกาโนวาดผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ตามสไตล์ศิลปินแบบบุปผาชนโบฮีเมียน เขาใช้สไตล์ Cubism แบบปิกาโซ และใช้สีได้ลงตัว รูปแรกที่ผมเห็นคือรูปนี้ (ชี้รูปในห้องครัว) ในแกลเลอรี่ที่ดังที่สุุดในเคนยา ผมอยากได้รูปนี้มากแต่ไม่มีสตางค์ แต่สองปีถัดมาก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวเจ้าของแกลเลอรี่ ธุรกิจเขากำลังจะปิดตัว พ่อเขาเสียชีวิต เขาทะเลาะกับหุ้นส่วนพ่อและอยากขายงานเซกาโนที่มี ต้องตัดสินใจเลยว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ตอนนั้นผมกำลังขึ้นเครื่องบินไปแอฟริกาใต้ครั้งแรก รู้สึกว่ามันเป็นโชคชะตา เลยรีบโทรบอกพี่ที่ทำงานว่ามีเท่าไหร่เอามาให้หมด ช่วยมัดจำให้ที ตอนนั้นยังไม่เห็นรูปเลยนะ แต่คิดว่าน่าจะชอบ เพราะชอบศิลปินคนนี้มาก

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“ราวสองอาทิตย์ต่อมาก็เจอรูปนี้วางไว้ในห้องทำงาน พร้อมรูปอีกสิบกว่ารูป ในราคาประมาณหนึ่งในสิบของราคาตอนแรก พอเริ่มผมก็ต้องเอาให้สุดไง เลยได้มาทั้งหมดประมาณยี่สิบกว่ารูป”

2. เฟรเดริก บรูลี บูอาเบร่ (Frédéric Bruly Bouabré), 1923 – 2014

เทคนิค : สีไม้บนกระดาษ 

“บูอาเบร่เป็นชาวโกตดิวัวร์ (Côte d’Ivoire) คนแรกๆ ที่ได้รับการศึกษาจากอาณานิคมฝรั่งเศส ทำงานเป็นเสมียน แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าเห็นภาพนิมิต เขาเลยวาดรูปและเขียนความคิดของเขาทุกวัน บันทึกในกระดาษเล็กๆ แผ่นเท่าโปสการ์ด” 

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“ผมชอบความคิดของเขาที่เป็นสากล ซึ่งตรงกับความเชื่อของผมว่าเส้นเขตแดนจะหายไปเรื่อยๆ บูอาเบร่คิดว่าสีผิวเป็นแค่สิ่งที่เราเห็นภายนอก ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน ต้องการเสรีภาพ ต้องการมีความหวัง มีความฝัน มีความเป็นมนุษย์ ต้องการรอยยิ้ม เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เป็นความจริงที่สุด

“ที่เด็ดคือทวีปแอฟริกามีหลายภาษามาก ส่วนใหญ่ไม่มีภาษาเขียน เขาเลยคิดอักขระเหมือน เอ บี ซี ให้ภาษาของเขา เป็นศิลปินกึ่งปราชญ์ ผมชอบเขา อินกับงานเขามาก งานเขาเนี่ยแหละคือ Outsider Art ที่ไร้เดียงสา เข้าใจง่าย และยังได้รับการยอมรับมาก วิทยาลัยศิลปะในสแตนฟอร์ดก็เพิ่งจัดนิทรรศการให้เขา Swatch ก็เอาภาพของเขาไปเป็นลายบนสายนาฬิกา

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“งานเขาถ้าขายในยุโรปเนี่ยแผ่นละประมาณสามร้อยยูโร แต่ผมเหมาจ่ายจากลูกชายเขาเป็นก้อนๆ เลยได้มาเป็นชุดในราคาถูกกว่า งานที่สุดยอดในชีวิตผมคือสมุดร่างของเขา หน้าปกเหมือนสมุดวาดรูปนักเรียนธรรมดา แต่ข้างในคือแบบร่างงานชิ้นท้ายๆ ก่อนเขาตาย ผมใช้เงินก้อนสุดท้ายที่มีในชีวิตก่อนกลับมาเมืองไทยซื้อมา”

3. ทิงกาทิงกา (TingaTinga)

เทคนิค : สีน้ำมันบนแผ่นฝ้าหรือแผ่นกระดาน
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“ทิงกาทิงกาไม่ใช่คนคนเดียว แต่เป็นสไตล์งานศิลปะแบบหนึ่งที่มีชื่อเสียง จุดเริ่มต้นมาจาก Edward Saidi Tingatinga (1932 – 1972) เป็นชาวแทนซาเนียจากต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานเป็นคนสวนในเมือง Dar es Salaam เขาใช้เวลาว่างวาดรูปสีน้ำมันบนแผ่นฝ้าหรือแผ่นกระดานไม้สี่เหลี่ยมขนาด 60 x 60 เซนติเมตร ที่หาได้ง่ายๆ ตามร้านของชำ เอาไปวางขายนักท่องเที่ยวในหมู่บ้านที่คนเยอะๆ แล้วขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะงานเขาตอบโจทย์คนที่มาแอฟริกา เป็นงานรูปสัตว์หรือชีวิตผู้คน พวกสัตว์ในซาฟารี คนในกระท่อม ความเชื่อปรัมปราอย่างงูกินกบ เป็นสิ่งที่คนจากต่างถิ่นอยากได้ ที่เด็ดกว่านั้นคือฝีแปรงหรือลายเส้นเขาเป็นเอกลักษณ์มาก พอขายดีก็มีคนมาช่วยวาดเต็มไปหมด แต่เซ็นชื่อคนเดียว

“ตอนนี้ยังเป็นเรื่องลึกลับอยู่เลยว่างานชิ้นไหนบ้างที่เป็นของทิงกาทิงกาตัวจริง ถ้าถามถึงความแท้ก็ตอบยากมาก ทิงกาทิงกาตัวจริงทำงานแค่สี่ปีเท่านั้น เพราะโดนตำรวจยิงตาย บ้างก็ว่าตำรวจยิงผิดเพราะคิดว่าเขาเป็นโจร บ้างก็ว่าไปเป็นชู้กับเมียตำรวจ ตำรวจเลยแค้น 

“ที่น่าสนใจคืองานของเขาเกิดการพัฒนาเป็นศิลปะแบบทิงกาทิงกา มีศิษย์รุ่นที่ หนึ่ง สอง สาม สี่ ถ้าเราไปดาร์ เอส ซาลาม จะเจอสหกรณ์ทิงกาทิงกาขายภาพแบนๆ ไม่มี Perspective พื้นหลังเรียบ แต่เป็นแคนวาส เพื่อให้ม้วนขึ้นเครื่องบินได้ง่าย ภาพแบบนี้ BBC ของอังกฤษเอาแรงบันดาลใจไปทำเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กเรื่อง Tinga Tinga Tales ใช้ลักษณะการวาดคล้ายๆ กันเล่าเรื่องให้เด็กฟังว่าทำไมยีราฟถึงคอยาว ทำไมลิงถึงกินกล้วย

“ทิงกาทิงกาทำให้ผมถามตัวเองว่า Art คืออะไร ศิลปะตะวันตกที่เรารู้จักต้องมีคนทำคนเดียว แล้วเราชอบงานศิลปะเพราะว่ามันมีมูลค่าทางเงินหรือเพราะมันตอบรสนิยมเรา ผมไม่รู้ว่าผมมีของจริงหรือของปลอม งานชิ้นแรกๆ ที่เห็นอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ได้สวยเหมือนงานที่ผมมี แต่ของผมก็เก่ามาก อายุราวห้าสิบปีแน่ๆ 

“เพื่อนก็บอกว่าจะไปสนใจอะไร ก็เหมือนพระเครื่อง จะให้คนอื่นมาให้ค่าของของเราทำไม ถ้าเราชอบก็จัดไป ผมไปเหมามาจากเคนยาและแทนซาเนีย ตอนกลับไทยเงินหมด ก็เอารถกระป๋องราคาหนึ่งแสนบาทไปแลกเหมามาอีก บวกกับค่าภาษีซึ่งประมาณเท่าตัว

“พอกลับมาแล้ว คนที่ผมเอารถไปแลกก็ค้นรูปที่เขามี มาขาย ใหม่-สุดคนึง นิเวศรัตน์ เพื่อนสนิทที่ประจำการที่สถานทูตที่เคนยาด้วยกัน ใหม่กลับมาทีหลังผมสองถึงสามปี เหมามาอีกจนหมด เรียกได้ว่าไม่มีเขา ต้องตกไปอยู่ในมือคนอื่นแน่ๆ

“รวมทั้งหมดที่ผมมีประมาณห้าสิบถึงหกสิบชิ้น ตอนนั้นไม่รู้บ้าอะไร (หัวเราะ) ภาพเหล่านี้ตอบสิ่งที่อยู่ในใจ ผมอยากคิดถึงแอฟริกาแม้ว่ากลับมาเมืองไทยแล้ว ภาพเหล่านี้ทำให้ผมมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”

4. คีวูธี เอ็มบูโน (Kivuthi Mbuno), 1947 – ปัจจุบัน

เทคนิค : สีไม้บนกระดาษ
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“คีวูธีเป็นชาวเคนยาที่เป็น Outsider จริงๆ เขาเคยเป็นกุ๊กประจำทัวร์ซาฟารีหรูๆ ในเคนยาและแทนซาเนียที่คนรวยชอบไป เวลาว่างเขากลับมาวาดที่สิ่งเห็น พวกสัตว์ในป่าในทุ่งหญ้าซาฟารี ลายเส้นคม มีคนเห็นเขาวาดเล่นๆ ตอนหลังแกลเลอรี่ก็ให้เขาวาด ผมชอบงานเขาเลยซื้อมา ตอนหลังงานของเขาก็อยู่ในล็อตที่เอารถไปแลกด้วย ผมมีงานเขาทั้งหมดสี่ชิ้น”

5. ดีโน เจธา (Dino Jethá), 1977 – ปัจจุบัน

เทคนิค : ไม้แกะสลักระบายสี
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“ดีโนเป็นศิลปินโมซัมบิกยุคใหม่ที่ทำงานแกะสลักไม้แบบซิเคเลเกดานา (Psikhelekedana) เล่าเรื่องชีวิตที่เห็นตามท้องถนนเป็นตุ๊กตาเล็กๆ ผู้ชายทำเล็บให้ผู้หญิง เสื้อผ้าชุดแม่บ้านแขวนขายตามต้นไม้ คนนั่งรถอัดๆ กัน สถานทูตก็เคยเชิญเขามาจัดทิทรรศการที่เมืองไทย

“ตอนแรกผมตั้งใจว่างานไหนที่สถานทูตมี ผมจะไม่ซื้อ แต่ช่วงก่อนผมกลับไทย ดีโนประสบปัญหาเรื่องเงิน งานเขาขายแทบไม่ได้ เพราะมันคล้ายกับของที่ระลึกที่เพื่อนเขาขายในตลาด โมซัมบิกไม่ใช่ประเทศที่นักท่องเที่ยวเยอะ งานที่ทำมานานคนก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว เขาอยากให้ผมช่วยซื้อในฐานะเพื่อน ผมเลยให้คำแนะนำและช่วยทำงานร่วมกัน

“จากเดิมที่ใช้สีอะคริลิก นานวันเข้าสีมันก็จาง ผมก็เลยซื้อสีน้ำมันมาให้เขา เพราะเราก็เคยเห็นงานของทิงกาทิงกาที่ใช้สีน้ำมันแล้วอยู่ได้นาน ซื้อพู่กันสง่า มยุระ จากไทยไปฝากเขา จากเดิมที่แกะเป็นคนตัวเล็กๆ เปราะบาง ก็ทำใหญ่ขึ้น รายละเอียดไม่ต้องเยอะ แต่ทำเป็นศิลปะร่วมสมัย เช่น ยามหลับ คนเล่นมือถือ คนกินไอติม แกะรูปใหม่ ไม่ใช่ผู้หญิงแบกของไว้บนหัวที่ใครๆ ก็ทำมานานแล้ว ผมเอาหนังสือภาพถ่ายตึกของ คุณเบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ไปให้เขาดู ให้เขาแกะสถาปัตยกรรมสวยๆ เขาทำมาให้ผมทั้งหมดประมาณยี่สิบถึงสามสิบชิ้น มีนักการทูตด้วย แต่ใส่สูทมา ไม่ตรงกับที่ผมคิดเท่าไหร่ เพราะผมไม่ได้อยากเป็นนักการทูตที่ใส่สูท ถือกระเป๋าสี่เหลี่ยม” (ยิ้ม) 

6. อับดุล (Abdul)

เทคนิค : ประติมากรรมจากเศษไม้
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“บ้านนี้ไม่เล่าไม่ได้ ไม่ใช่แค่บ้านเศรษฐี แต่เป็นวังพระราชาสมัยโบราณขนาดสามสี่ชั้นที่มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์อยู่ข้างบน เป็นบ้านในจินตนาการของคนจากสังคมที่ต้องอยู่กลางดินกลางทราย บ้านเขาน่าจะเป็นบ้านกึ่งถาวรที่เอาไม้มาขัดๆ กัน มีก้อนอิฐมาพอเป็นพิธี แต่เขาเอาความฝันมาทำให้เป็นความจริง พอเห็นแล้วทำให้คิดว่าคนเราต้องกล้าฝันกล้าทำ แม้เป็นแค่โมเดลเศษกิ่งไม้กับกระดาษหนังสือพิมพ์ 

“อับดุลเป็น Outsider ตัวจริง วันนั้นลูกเข้าโรงเรียนวันแรก ลูกร้องไห้ ครูโทรมาให้ไปรับก่อนเวลาเลิกเรียน ผมขับรถไปแล้วเจอเขาแบกบ้านหลังใหญ่มากหน้าโรงเรียน ผมก็รีบจอดให้ภรรยาไปรับลูก แล้วลงไปซื้อ ให้เขาเซ็นชื่อกันตรงนั้น งานเขาละเอียดมาก แต่ผมซื้อมาในราคาราวพันกว่าบาทเท่านั้น ที่ซื้อถูกไม่ได้กดราคานะ เพราะมีสตางค์อยู่แค่นั้นในมือ จริงๆ อยากจะอุดหนุนอีก ผมให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เขาก็จดลงกลักไม้ขีดไฟ ผมว่าหายชัวร์ๆ หลังจากนั้นก็อยากไปรับลูกทุกวันเลย” (หัวเราะ)

7. ที. แจนยัวรี (T. January) 

เทคนิค : ประติมากรรมไม้แกะสลักระบายสี
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“คนนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก ผมซื้อมาพราะชอบลักษณะงาน เป็นไม้แกะสลักรูปภูติผีของคนเผ่า Makonde ของแทนซาเนีย คนริเริ่มชื่อ จอร์จ ลิลังกา (George Lilanga) เขาวาดผี Shetani และแกะภูติผีบนไม้เนื้อแข็งสีดำ ดังขนาด Hermès เอามาแกะเป็นลายผ้าพันคอ งานเขาแพง คนเก็บสะสมงานศิลปะใหญ่ๆ ดังๆ ก็เก็บไปหมดแล้ว 

“T. January น่าจะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยลิลังกา งานเขาสวยแล้วผมก็พอซื้อไหว เวลาไปราชการหรือเที่ยวที่แทนซาเนียก็ตามเหมามาตลอด ได้มาทั้งหมดสิบกว่าชิ้น”

8. ศิลปินดัดลวดโมซัมบิก

เทคนิค : ประติมากรรมลวดดัด
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“งานลวดร้อยลูกปัดเป็นงานของที่ระลึกทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยวในทวีปแอฟริกาอยู่แล้ว แต่งานที่ผมได้มาเป็นงานธรรมดาที่ไม่ธรรมดา มีคนขาวแอฟริกาใต้มาทำเวิร์กช็อปสอนให้คนจนในโมซัมบิก เป็นการร่วมมือเพื่อสร้างมูลค่า ในฐานะคนทำงานกระทรวงต่างประเทศที่เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือพัฒนา ผมชอบการนำความคิดใหม่ๆ มาสอนคนท้องถิ่น เช่น เอาลวดมาทำเป็นของแบบสตาร์วอร์ ใส่มอเตอร์ให้ขยับได้ บิดนิดเดียวจากไม่น่าสนใจก็น่าสนใจ

“เสน่ห์ของงานที่ใช้วัสดุรอบตัว คือจินตนาการและความตั้งใจทำ ใครๆ ก็ทำงานศิลปะได้ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ อยู่ที่ใจ ความคิด แล้วก็สองมือทำ”

8. ช่างไม้เคนยาและโมซัมบิก

เทคนิค : เก้าอี้จากเศษไม้
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“สำหรับผม เก้าอี้สองตัวนี้เป็นศิลปะ จริงๆ คือเก้าอี้ที่คนท้องถิ่นทำจากเศษฟืน ตัวหนึ่งมาจากเคนย่า อีกตัวโมซัมบิก มันคราฟต์ตรงที่เอาไม้มาดัดมาต่อแบบเปลือยๆ ไม่ซ่อน 

“ผมเคยได้ยินว่าศิลปะมีสองประเภท ศิลปะเพื่อศิลปะและศิลปะเพื่อประชาชน ยุคหนึ่งศิลปะสูงส่ง อีกยุคศิลปะต้องใช้งานได้ ผมไม่รู้ว่าจะไปแบ่งทำไม แต่เก้าอี้นี้เป็นศิลปะเพื่อประชาชนแน่ๆ 

“การนั่งในที่สูงเป็นเรื่องใหม่ที่ตะวันตกเอามา ตอนรุ่นทวดพวกเราก็นั่งพื้น เก้าอี้เป็นความศิวิไลซ์ของชาวบ้าน เป็นความหรูหราของคนที่ไม่ได้มีสตางค์ไปซื้อ คนท้องถิ่นเขาใช้หัวคิด ใช้สองมือทำเป็นเก้าอี้ โดยใช้เศษไม้ที่หาได้ในท้องถิ่นมาดัด ตอกตะปู เป็นเก้าอี้มีพนักพิง แล้วแต่ละประเทศก็ทำต่างกัน เลยเอาใส่กล่องขึ้นเครื่องบินกลับมา” 

9. ซีตู (Zito)

เทคนิค : ผ้าต่อปักไหมพรม
อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูตผู้สะสมงาน ‘ศิลปะคนนอก’ ของแอฟริกา

“คนสุดท้ายคือพนักงานทำความสะอาดสถานทูตไทยประจำมาปูโต ตอนสถานทูตเปิดใหม่ เราเชิญ คุณจักกาย ศิริบุตร ไปทำงานศิลปะประดับสถานทูต โดยใช้ผ้า วัสดุท้องถิ่น และเศษธงชาติไทยผืนแรกที่ชักขึ้นเสาธงโมซัมบิกด้วย เพราะไปแค่สองอาทิตย์เลยต้องหาผู้ช่วยใกล้มือ ซีตูมาช่วยเย็บผ้าปักผ้า เขาไม่เคยเห็นก็ตื่นเต้น ได้แรงบันดาลใจอยากทำบ้าง คุณจักกายกลับไปแล้วซีตูก็ยังอยากทำต่อ ผมเลยช่วยสนับสนุน แนะนำคอนเซปต์และซื้อวัสดุให้ เขาปักเป็นรูปคนรอบตัวเขาที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเมือง กลายเป็นงานศิลปะ พอผมจะกลับก็เลยขอตัดกลับมา ผมเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ให้คุณจักกายครึ่งหนึ่ง เขาอยากเอาไปคุยกับเทศกาลศิลปะที่ออสเตรเลียให้เอาไปจัดแสดง”

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load