เดินป่าต้องเรียนด้วยเหรอ? 

หลายคนคงสงสัยตอนที่ได้ยินชื่อโครงการ ‘โรงเรียนนักเดินป่า’ คงไม่จำเป็นถ้าคิดว่าการเดินป่าเป็นการท่องเที่ยวที่แค่เดินไปให้ถึงจุดชมวิวแล้วถ่ายรูปกลับมา แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากเห็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ยั่งยืน และเคารพธรรมชาติ โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดีนั้นสร้างได้

หลายปีมานี้กระแสการท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังไม่มีการแนะนำหรือการสอนอย่างจริงจังในการปฏิบัติ ให้เป็นนักเดินป่าที่มีคุณภาพ จนในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องมีป้ายห้ามทิ้งขยะ ห้ามก่อกองไฟ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่เดินคุมในเส้นทางง่าย ๆ เหมือนในต่างประเทศที่คนเดินป่ากันได้เองโดยช่วยกันรักษาธรรมชาติไว้ ผู้ช่วยใหญ่-ธำรงรัตน์ ธนภัคพลชัย ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เล่าจุดเริ่มต้นของโรงเรียนนักเดินป่าให้ผมฟัง

เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย

ภู 1700 คือเส้นทางที่พบเจอจากการสำรวจพื้นที่ว่าเหมาะสำหรับหลักสูตร ด้วยระยะทางและระดับความยากที่ไม่มากจนเกินไป อีกทั้งยังมีวิวสวยงาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักเดินป่ามือใหม่ที่จะมาหัดเดินป่า เรียนรู้วัฒนธรรมการเดินป่าที่ถูกต้อง ก่อนจะกลับไปส่งต่อสู่นักเดินป่าอื่น ๆ

ด้วยการสนับสนุนของ หัวหน้าตี๋-ฉัตรชัย โยธาวุธ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา และ ผอ.เป้-ชิดชนก สุขมงคล ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ซึ่งมองเห็นภาพอนาคตของการท่องเที่ยวอุทยานแบบยั่งยืน โรงเรียนนักเดินป่าแห่งแรกก็ได้เริ่มต้นขึ้น 

สมัครเรียน

ก่อนจะลงภาคสนามก็ต้องผ่านภาคทฤษฎีให้ได้ก่อน ใครที่อยากสมัครเข้าโรงเรียนนักเดินป่าต้องทำแบบฝึกหัดผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บ nationalparkoutdoor-edu.com เป็นอย่างแรก เมื่อจบหลักสูตรถึงจะได้ใบ Certificate เพื่อยื่นสมัครไปเป็นนักเรียนนักเดินป่าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานไม่กี่บาท โดยตอนนี้กำลังเปิดรับนักเรียนรุ่นที่ 6 ใน วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 26 – 27 มีนาคม 2565 ถ้าผ่านด่านการสมัครจนได้เป็นหนึ่งใน 20 คนของรุ่น ก็เตรียมร่างกาย จิตใจ ศึกษาข้อมูลผ่านเพจโรงเรียนนักเดินป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา และจัดกระเป๋าให้พร้อม ก่อนจะไปลงสนาม หลักสูตร 2 วัน 1 คืน ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน

เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย

เริ่มเรียน

สายฝนตกลงลงมาต้อนรับทันทีที่ผมมาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เราเริ่มต้นบทเรียนแรกด้วยการทบทวนหลักสูตรอีกครั้ง เพื่อทำความรู้จักพื้นที่และจุดประสงค์ของโครงการ หลักจากนั้นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ผมขอเรียกว่าคุณครู จะพาไปแนะนำเกี่ยวกับสัมภาระที่ควรเอาไป ไม่ควรเอาไป และการจัดของทั้งหมดลงกระเป๋าให้ถูกต้อง ผมเช็กกระเป๋าและลองตรวจสอบน้ำหนักว่าพอเหมาะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะน้ำหนักทุกอย่างผมจะต้องเป็นคนแบกไปด้วยตัวเอง เมื่อมั่นใจดีแล้วก็โยนมันขึ้นท้ายรถ เพื่อออกเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นที่จุดชมวิว 1715

เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
คณาจารย์ของโรงเรียนนักเดินป่า
หม่อมเชน-ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ วิทยากรพิเศษที่มาร่วมทริปกับเรา
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
ผู้ช่วยใหญ่-ธำรงรัตน์ ธนภัคพลชัย กับวิชาการจัดกระเป๋า
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
น้ำหนักกระเป๋าที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว

ตลอดเส้นทางการเดินป่าสู่ยอดภูพันเจ็ด คุณครูจะหยุดสอนเป็นระยะ ทั้งความเป็นมาของพื้นที่ ความสำคัญของผืนป่า ความจำเป็นของความหลากหลายที่เกี่ยวพันกันอยู่ในธรรมชาติ และผลกระทบจากตัวเราผู้ก้าวเท้าเข้ามาต่อสถานที่แห่งนี้

เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย

เศษพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่เราทิ้งลงบนพื้นโดยไม่คาดคิด อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในผืนป่าแสนกว้างใหญ่ แต่เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้อาจจะตกลงมาบนพลาสติกแผ่นนั้น และกั้นขวางมันกับผืนดินจนไม่ได้งอกเงย แล้วถ้าไม่ใช่แค่ตัวเราแต่สิ่งแปลกปลอมนี้มาจากทุกคนที่เดินเข้ามา มันจะส่งผลกระทบขนาดไหน นี่เป็นแค่เรื่องหนึ่งในหลายเรื่อง ๆ ที่ถ้าเราอยากรักษาความสวยงามของธรรมชาติไว้ ก็ต้องร่วมมือกัน

เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
ความสวยงามเฉพาะตัวของป่ายามฝนโปรย

นอกจากนี้ คุณครูยังสอนความรู้พื้นฐานสำหรับใช้ดำรงชีพในป่า อย่างการเลือกพื้นที่กางเต็นท์ให้ปลอดภัย หรือขุดหลุมขับถ่ายโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในป่า หลายเรื่องเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนเดินป่าหลายคนอาจจะบอกว่าใคร ๆ ก็รู้ ผมเองก็รู้ พอ ๆ กับระยะทาง 2 กิโลเมตรของเส้นทางนี้ ใครเคยเดินป่าอื่น ๆ ที่สูงกว่านี้ ยากกว่านี้มาแล้ว ก็คงพูดว่าธรรมดา แต่เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานนี่แหละ ทำให้หลายคนปล่อยปละละเลยมันไป การได้มาทบทวนวิชาเหล่านี้พร้อมฟังเทคนิคที่คิดไม่ถึงกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าผู้ใช้ชีวิตอยู่ในป่าจนชำนาญ เป็นโอกาสที่ผมไม่อยากพลาดจริง ๆ

เรียนวิชาเดินป่า ในห้องเรียนภู 1700 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โรงเรียนเดินป่าแรกในไทย
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

พอถึงจุดกางเต็นท์ ทุกคนก็แยกย้ายไปเลือกพื้นที่ตั้งแคมป์ของตัวเองด้วยเทคนิคที่ได้เรียนมา ผมยืนมองเต็นท์ของตัวเองที่เพิ่งกางเสร็จด้วยความภูมิใจ มั่นใจมากว่าต้องชนะสายฝนที่ตามเรามาตั้งแต่ที่ทำการอุทยาน และน่าจะอยู่ด้วยกันทั้งคืนไปจนจบหลักสูตรพรุ่งนี้ได้แน่

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

ยังพอมีเวลาก่อนถึงเวลาอาหาร ผมยังพอมีเรี่ยวแรงเหลือให้เดินขึ้นจุดชมวิวที่อยู่ไม่ไกลจากจุดกางเต็นท์ ทันทีที่ผมก้าวข้ามบันไดขั้นสุดท้าย พร้อมประคองลมหายใจไม่ให้หอบจนเกินไป วิวภูเขาแบบพาโนรามาที่งดงามอยู่ตรงหน้าผมแล้ว เพียงแต่มันอยู่หลังม่านหมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่ ผมถอนหายใจ

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
หัวหน้าตี๋-ฉัตรชัย โยธาวุธ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา

ถึงจะเสียดายนิด ๆ แต่ก็เป็นปกติของการเดินป่า วิวสีขาวนี้เป็นวิวของช่วงเวลานี้ กลับมาครั้งหน้าผมอาจจะได้เห็นวิวอีกแบบ แต่นั่นก็เป็นวิวของช่วงเวลานั้น ขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับลงไป สายลมก็พัดเปิดให้เราได้เห็นวิวทิวทัศน์ครู่หนึ่งราวกับเป็นรางวัลปลอบใจ ก่อนจะกลับไปหลบหลังม่านสีขาวอีกครั้ง ผมหยุดนิ่งเพื่อซึมซับช่วงเวลาแสนสั้นนี้ วิวของภู 1700 ที่สวยไม่แพ้เส้นทางเดินป่ายาก ๆ ที่ผมเคยไปมา ถ้าไม่ใช่นักเรียนนักเดินป่าก็ไม่มีสิทธิ์ได้มาสัมผัส

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

 สำหรับมื้อค่ำ นักเรียนทุกคนจะนำอาหารที่เตรียมมา รวมกันในพื้นที่กองกลางสำหรับทำอาหาร ช่วยกันคนละไม้คนละมือรังสรรค์เมนูมาแบ่งปันกัน แต่เมนูที่ประทับใจต้องยกให้เมนูจากฝีมือของเจ้าหน้าที่ ที่จัดจานมาอย่างสวยงามจนไม่คิดว่านี่เป็นอาหารในป่าเลยทีเดียว

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

ชั่วโมงเรียนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ เราได้วิทยากรพิเศษ บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงานสายอนุรักษ์ นักเขียนและช่างภาพ ผู้ทำงานกับสัตว์ป่ามากว่า 30 ปี หม่อมเชน-ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ มาแบ่งปันประสบการณ์และทัศนคติที่มีต่อสัตว์ป่า ผ่านการนั่งพูดคุยอย่างใกล้ชิดใต้เสียงฝนที่กระหน่ำลงมาทั้งคืน

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

ตลอดการพูดคุย พี่เชนย้ำเรื่อง ‘ความเคารพ’ อยู่เสมอ ตั้งแต่ที่เราก้าวเท้าเข้ามาในป่า เราก็เป็นเหมือนแขกที่เข้ามาในบ้าน จึงต้องเคารพเจ้าบ้าน เคารพต่อป่าและสัตว์ป่า เราไม่ได้เข้าป่ามาเพื่อเอาชนะ มนุษย์จะเอาชนะธรรมชาติไปทำไม นั่นสิ เราสู้กับอะไรกัน ผมนอนคิดอยู่ในเต็นท์ที่ผมเคยมั่นใจว่าจะเอาชนะสายฝนในคืนนี้ได้

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน
บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

รุ่งเช้าผมลุกออกมาจากเต็นท์ ยืนมองเต็นท์ตรงหน้า ถ้าผมเคยบอกว่ามาสู้ ใครเห็นสภาพผมตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าผมแพ้ยับเยิน หลังจากเก็บกู้สัมภาระตัวเองและทานอาหารเช้าจนเสร็จ เราทบทวนหลักสูตรในห้องเรียนภาคสนามเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหิ้วกระเป๋าขึ้นบ่าเพื่อเตรียมออกเดินทางลงจากเขา ผมหันหลังกลับมามองเขาอีกครั้ง 

“นักเรียนทำความเคารพ”

บทเรียน 2 วัน 1 คืนในห้องเรียนธรรมชาติ ที่หวังสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าแบบยั่งยืน

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ”

เนื้อถ้อยกระทงความที่ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน เป็นดั่งสายเบรกที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่ใฝ่ใจในเรื่องราวสมัยเก่าเช่นผมต้องห้ามความคิดตัวเองจากการจองตั๋วเครื่องบิน ‘กรุงเทพ-สิงคโปร์’ ทุกครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ล่วงมา

ชั่วชีวิต 25 ปีนี้ ผมเคยเหินฟ้าไปต่างประเทศมาถึง 19 หน กว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กลุ่มประเทศและดินแดนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พูดจีนเป็นภาษาแม่ คงเป็นด้วยความคุ้นเคยส่วนตัว อาหารถูกลิ้น และอุดมไปด้วยประวัติความเป็นมาที่น่าค้นหา

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

หลังจากได้โลดแล่นลั้นลาในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ตลอดจนรัฐที่มีสัดส่วนจำนวนประชากรจีนมากที่สุดในมาเลเซียอย่างปีนังมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดต้นปีนี้ ดวงท่องเที่ยวของผมก็โคจรมาชนกับสิงคโปร์จนได้ ช่างประจวบเหมาะกับตรุษจีนปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองยาวนานตั้งแต่ปีใหม่สากลจนถึงปีใหม่จีน

เพื่อเสริมดวงชะตาให้กับตัวเองในวัยเบญจเพส สถานที่แรกที่วาบขึ้นมาในความคิดของผมก็คือ ‘Buddha Tooth Relic Temple and Museum’ ที่คนไทยนิยมแปลชื่อนี้กันว่า ‘วัดพระเขี้ยวแก้ว’ วัดใหญ่ใจกลางไชน่าทาวน์ของประเทศเกาะแห่งนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกการเดินทางฉบับนี้จะเพิ่มตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากไปสิงคโปร์ แต่เบื่อสิงโตพ่นน้ำ ยักไหล่ให้ไฟในสวน เฉย ๆ กับสวนสนุก หรือขี้เกียจช้อปปิ้งนะครับ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

Chinese Singaporeans Community
ชุมชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน

เวลาต้องนึกถึงประเทศและเขตปกครองที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก คนไทยอย่างเราคงต้องหันหน้าขึ้นไปทางเหนือ คือภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งมีจีนเป็นพี่ใหญ่ พ่วงด้วยดินแดนเกาะและคาบสมุทรเล็กน้อยอย่างไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ที่ประชากรหมู่มากเป็นชาวจีนเหมือนกัน

แต่อีกประเทศหนึ่งที่ผู้คนมักละเลย ลืมไปว่าต้องหันหน้าลงใต้ด้วย ก็คือสิงคโปร์ ประเทศเกิดใหม่อายุไม่ถึง 60 ปี ซึ่งแยกตัวออกจากส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซียที่คนส่วนใหญ่เป็นจีน

ชาวจีนรู้จักเกาะสิงคโปร์มาเป็นพันปี หลักฐานเก่าสุดที่จีนบันทึกถึงเกาะนี้เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 10 และเริ่มเดินเรือจากแผ่นดินใหญ่มาค้าขายตั้งแต่ยุคกระโน้น

เมืองสิงคโปร์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1819 ภายใต้การนำของ เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Raffles) ข้าหลวงชาวอังกฤษ แต่ก่อนหน้าเซอร์โทมัสกับพลพรรคชาวแดนผู้ดีของเขาจะล่องเรือมายึดเกาะนี้ มีชาวจีนจำนวนหนึ่งอพยพมาอยู่ก่อนแล้ว พวกเขามาที่นี่เพื่อเพาะปลูกสีเสียดบ้าง พริกไทยบ้าง

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
รูปปั้น เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ริมแม่น้ำสิงคโปร์

ครั้นเมื่ออังกฤษพัฒนาสิงคโปร์เป็นอู่ต่อเรือและเมืองท่าเสรี ชาวจีนจำนวนมหาศาลจึงลงเรือมาตายเอาดาบหน้า ณ เกาะเล็กปลายแหลมมลายูแห่งนี้ ภายในเวลาไม่กี่ปี ตัวเลขประชากรจีนก็แซงหน้าทั้งผู้ปกครองชาวอังกฤษ ชาวมลายูที่อยู่บริเวณนี้มาก่อน รวมถึงชาวอินเดียที่อพยพมาพร้อม ๆ กัน

ในปี 1822 แค่ 4 ปีหลังการสถาปนาเมืองสิงคโปร์ แรฟเฟิลส์ผู้เป็นพ่อเมืองต้องวางผังเมืองสิงคโปร์เสียใหม่ ให้ผู้คนแต่ละเชื้อชาติใต้ปกครองของเขาได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สำหรับชุมชนคนจีนนั้น ได้รับการจัดสรรที่ดินให้อยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสิงคโปร์ เรียกว่า Chinese Campong มีความหมายว่า หมู่บ้านจีน (Campong มาจาก Kampung ในภาษามลายู แปลว่า หมู่บ้าน)

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
แผนที่เก่าสมัยก่อตั้งเมืองสิงคโปร์ ชุมชนจีนจะอยู่ทางซ้ายมือของภาพ
ภาพ : National Museum of Singapore

ภายใน Chinese Campong หรือ ‘กำปงจีน’ นั้นยังแยกย่อยออกเป็นหลาย ๆ โซนเพื่อรองรับผู้อพยพชาวจีนต่างภูมิลำเนากัน จีนที่อพยพมามักเป็นคนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง ทั้ง 3 กลุ่มก็จะถูกจัดให้อาศัยอยู่ในโซนที่พูดภาษาเหมือนกัน มาจากภูมิลำเนาเดียวกัน มีถนนกำหนดขอบเขตชัดเจน ไม่ย้ายข้ามกลุ่มไปอยู่ปะปนกับจีนกลุ่มอื่น

ชุมชนจีนในสิงคโปร์เจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเริ่มมีลักษณะและขอบเขตที่ชัดเจนว่าเป็นย่านจีนประมาณปี 1843 เมื่อมีการปล่อยเช่าและขายที่ดินแก่ผู้อพยพชาวจีนมากขึ้น จนเป็น ไชน่าทาวน์ (Chinatown) ตามความรับรู้ของคนสมัยนี้

อัตราส่วนเชื้อชาติของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันระบุว่ามีคนจีนอยู่ถึงร้อยละ 75.9 หรือราว 3 ใน 4 ของประชาชนสิงคโปร์ทุกหมู่เหล่า ถึงคนสิงคโปร์เชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งจะย้ายออกไปอยู่ตามเขตเมืองใหม่หรือพื้นดินที่เพิ่มเติมมาจากการถมทะเล แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนใดในประเทศแห่งนี้ ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษผู้มาจากแดนไกลของเขาก็น่าที่จะเคยพักอาศัยในย่านนี้มาก่อน

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
บรรยากาศประดับตกแต่งฉลองตรุษจีนปี 2566 ซึ่งเป็นปีเถาะ (กระต่าย)

Kreta Ayer, Heart of the Chinatown
ย่านเกรตา อาเยอร์ หัวใจแห่งไชน่าทาวน์

ขอบเขตของไชน่าทาวน์กรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน หลายคนคงตอบไม่ได้ บางคนนับแค่ถนนเยาวราช บางคนรวมสำเพ็งหรือทรงวาดเข้าไปด้วย และอีกมากอาจตีเส้นไปถึงตลาดน้อย หัวลำโพง วงเวียน 22 วรจักร ฯลฯ แต่ภาพจำที่เราทุกคนมีต่อย่านชาวจีนในกรุงเทพก็น่าจะเหมือน ๆ กัน คือเป็นภาพของถนนเยาวราชที่มีร้านทอง ร้านอาหาร ภัตตาคาร มากมายแข่งกันประชันแสงป้ายไฟนีออนเหนือท้องถนน

ไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์อาจจะกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนกว่าบ้านเรา ด้วยเหตุที่บ้านเขาแบ่งย่านจีนออกมาเป็น 4 พื้นที่ย่อย ได้แก่ Telok Ayer, Bukit Pasoh, Tanjong Pagar และ Kreta Ayer

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทั้ง 4 ย่านนี้ ถนนเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Road) คือส่วนที่เทียบได้กับเยาวราช ชื่อของย่านนี้เป็นภาษามลายู แปลว่า ‘เกวียนลำเลียงน้ำ’ ส่วนภาษาจีนจะเรียก หนิวเชอสุ่ย (牛车水) แปลว่า ‘เกวียนวัวขนน้ำ’ เนื่องจากในศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคก่อตั้งชุมชนชาวจีนนั้น น้ำประปาในย่านนี้ยังขาดแคลน ต้องพึ่งรถเกวียนเทียมโคกระบือเป็นที่ขนลำเลียงน้ำประปาเข้ามาสู่ย่านบ้านเรือน

ทุกวันนี้ เกรตา อาเยอร์ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์โดยรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์ แม้ที่นี่จะได้ชื่อว่าเป็นหัวใจแห่งไชน่าทาวน์สิงคโปร์ ทำนองเดียวกับถนนเยาวราชของกรุงเทพ แต่ในความคล้ายก็มีความต่างกันตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกรตา อาเยอร์ ดูเงียบสงบ ทางรถวิ่งเป็นเพียงถนนสายเล็ก 4 เลน เต็มไปด้วยร้านค้า ภัตตาคาร บ้านเก่าซึ่งถูกสร้างขึ้นในสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งทางสากลจะรู้จักสถาปัตยกรรมแนวนี้ในชื่อ Strait Eclectic Shophouses กันมากกว่า

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แม้ว่าตึกแถวทรงชิโน-ยูโรเปียนของสิงคโปร์จะไม่เก่าแก่เท่าในมะละกาซึ่งเป็นเมืองโบราณ มีน้อยกว่าปีนังชนิดทิ้งห่างกันอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่ก็เยอะกว่าภูเก็ตรวมถึงอีกหลายจังหวัดในไทย หลายตึกมีรูปแบบสวยงามเฉพาะตัว ไม่เหมือนเมืองไหน ๆ ที่สำคัญคือตึกแถวในย่านนี้ได้ถูกผู้ปกครองอังกฤษสมัยอาณานิคมกำหนดให้สร้างทางเดินหน้าบ้านให้มีมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ปี 1822 คือต้องมีระยะความกว้าง 5 ฟุตเท่ากัน ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ‘หง่อคาขี่’ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในการสร้างตึกแถวประเภทนี้ในอีกหลาย ๆ ที่ เป็นต้นว่าย่านเมืองเก่าภูเก็ต

ช่วงที่ผมท่องเที่ยวอยู่นั้น ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนเริ่มประดับประดาบ้านเรือนรอรับตรุษจีนกันแล้ว ร้านค้าในตึกแถวทั่วเกรตา อาเยอร์ ได้พากันปรับโฉมเป็นร้านขายสินค้าสำหรับเทศกาลปีใหม่จีน ไม่ว่ามองไปทางใด นัยน์ตาก็ต้องพร่าเบลอกับสีแดงของสินค้า ทั้งโคมไฟ กระดาษอักษรมงคล กระดาษกลอนคู่ (ตุ้ยเลี้ยง) รวมถึงซองอั่งเปาแบบต่าง ๆ ที่ขายกันทีต้องเหมาพื้นที่หน้าร้านไปทั้งแถบ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทุกร้านมีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อของเยอะเสียจนแม่ค้าแม่ขายไม่ต้องเหนื่อยตะโกนเชียร์ให้เปลืองน้ำลาย เรื่องหนึ่งซึ่งผมเพิ่งเอะใจได้ระหว่างเดินดูของอยู่แถวนั้นก็คือการใช้ภาษาของชาวจีนสิงคโปร์ดูจะแตกต่างจากชาวจีนมาเลเซียที่เคยสัมผัสมา

เพื่อนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเคยเล่าให้ผมฟังว่า เวลาคนจีนมาเลเซียคุยกันเองจะพูดภาษาจีนกลางเสมอ ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะเป็นจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ หรือกวางตุ้ง ทุกคนต้องเรียนจีนกลางจนฟังพูดอ่านเขียนได้ แต่เมื่อไปพบชาวมลายูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของมาเลเซีย หรือคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย พวกเขาจึงจะสลับไปพูดภาษามลายูหรืออังกฤษ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แต่ที่สิงคโปร์นั้นต่างออกไป ต่อให้เป็นคนเชื้อสายจีนด้วยกันแล้วไซร้ ทุกคนก็นิยมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ดี กระนั้นก็ยังไม่ใช่อังกฤษแท้ ๆ แบบที่ฝรั่งเจ้าของภาษาฟังเข้าใจ แต่เป็นอังกฤษที่มีสำเนียง คำศัพท์ และไวยากรณ์จีนปน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ซิงลิช’ (Singlish) หรืออังกฤษแบบสิงคโปร์นั่นเอง

ภาษานี้เพื่อนคนไทยที่เคยทำงานเป็นไกด์จีนของผมเคยกล่าวถึงด้วยสีหน้าปูเลี่ยน ๆ ว่า “มึงรู้มั้ย กูรับแขกจีนมาทุกกลุ่ม กูไม่เคยมีปัญหา แต่ความมั่นใจในภาษาจีนของกูมาถดถอยลงเพราะเจอสิงคโปร์ กูไม่รู้ว่าแขกกลุ่มนั้นมันพูดจีนหรือพูดอังกฤษกับกูกันแน่!”

ระหว่างที่ผมกำลังเดินดูของขายตรุษจีน ถ่ายภาพตึกชิโน-ยูโรเปียน และเงี่ยหูฟังคนคุยกันเป็นภาษาซิงลิชเพลิน ๆ อยู่นั้น เท้าทั้งสองก็นำพาผมมาถึงจุดหมายสำคัญประจำทริปนี้ คือจัตุรัสเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Square) อันมีวัดพระเขี้ยวแก้วสูงเด่นอยู่ตรงหน้า

Buddha Tooth Relic Temple
วัดพระเขี้ยวแก้ว

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

เมื่อมาถึงไชน่าทาวน์แห่งนี้แล้ว ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ควรจะได้มาเยี่ยมยลวัดพุทธที่ได้ชื่อว่างามและขึ้นชื่อที่สุดในสิงคโปร์เป็นบุญตา

วัดนี้เป็นวัดสาขาของวัดเจดีย์ทอง หรือ Golden Pagoda Buddhist Temple ในเขต Tampines ที่อยู่ห่างออกไป ต่อมาช่วงต้นปี 1997 การท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ทาบทาม พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว (Venerable Shi Fa Zhao) พระเถระชั้นผู้ใหญ่และเจ้าอาวาสประจำวัดนี้ ให้สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นบนที่ดินแปลงใหญ่ในไชน่าทาวน์ที่ยังว่างเปล่า แม้ทางวัดจะลองเขียนแบบแปลนและส่งข้อเสนอไปในปีถัดมา ทว่าแบบวัดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการอนุมัติ

แต่แล้วในปี 2002 วัดเจดีย์ทองได้รับมอบพระทาฐธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้ามา แผนจะสร้างวัดหลังใหม่ที่ไชน่าทาวน์จึงได้รับการนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

ภายหลังการหารือที่กินเวลานานปี ในที่สุดวัดแห่งใหม่ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปี 2005 โดยใช้ชื่อว่า Buddha Tooth Relic Temple and Museum

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ว่ากันว่าแต่เดิมวัดนี้จะสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ที่บรรพบุรุษของพุทธศาสนิกชนชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมา แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อชื่อฝ่าจ้าวได้ปรับแบบแปลนใหม่ โดยให้สร้างเป็นวัดสูง 4 ชั้น โดยยึดตามวัดใหญ่สมัยราชวงศ์ถังซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนาในจีน และผสมองค์ประกอบบางอย่างของวัดทิเบตเข้าไปด้วย

หลายคนเห็นสีสันและหน้าตาวัดนี้ภายนอก อาจรู้สึกว่าดูเหมือนวัดญี่ปุ่นมากกว่าวัดจีน ซึ่งก็ไม่ผิดที่คุณจะเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น แต่ต้องอธิบายว่าวัดญี่ปุ่นที่หน้าตาละม้ายแบบนี้เพิ่งมีในสมัยนาระและเฮอัน ซึ่งก็ถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมสมัยถังของจีนอีกทอดหนึ่ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

วัดนี้เปิดค่อนข้างเช้า คือประมาณ 07.00 น. และปิดตอน 17.00 น. ถึงตอนที่ผมไปจะยังเช้าอยู่มาก แต่ภายในวัดก็เริ่มคึกคักแล้ว มีสาธุชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาเดินทางมาไหว้ขอพรไม่ขาดสาย และเพราะภายในวัดติดแอร์ การจุดธูปสักการะจึงทำได้แค่ด้านนอกเท่านั้น

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

นอกเหนือจากความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่พรูมาปะทะร่าง ไม่ว่าใครที่เข้ามาในวัด บริเวณที่เรียกว่า ‘หอร้อยมังกร’ หรือ ไป๋หลงเตี้ยน (百龍殿) ก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกัน คือตะลึงงันกับความโอ่อ่าของโถงที่มีความสูงจากพื้นถึงเพดานกว่า 27 ฟุต ตกแต่งด้วยลวดลายและวัสดุสีแดงและทอง ที่นี่เป็นพระอุโบสถ มีพระประธานคือพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าในอนาคตซึ่งมีความสูงถึง 15 ฟุตในปางนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ขวาทำท่าอภัยมุทราอันแสดงถึงความเมตตาและกรุณา มีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ประทับขนาบข้าง เป็นพระพุทธรูปที่แลดูสงบ แต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่ ดูน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

กราบพระประธานประจำวัดเสร็จแล้ว สิ่งต่อไปที่น่าจะทำก็คือเดินชมผนังโดยรอบโถงที่ตกแต่งด้วยพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยนับร้อยนับพัน เป็นภาพแทนของคติมหายานที่เชื่อว่าในจักรวาลมีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มากมายดั่งเม็ดทราย 

แต่ละจุดจะมีพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าองค์สำคัญ ๆ ของชาวจีนแทรกอยู่เป็นระยะ ทุกองค์มีความหมาย คือเป็นผู้คุ้มครองคนที่เกิดในปีนักษัตรต่าง ๆ

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

เมื่อเดินตามพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประจำปีเกิดไปเรื่อย ๆ ผมก็มาถึงโถงด้านหลัง เรียกว่า หอปัญญาจักรวาล หรือ เหยวียนทงเตี้ยน (圓通殿) ซึ่งมีพระประธานคือ จินดามณีจักรอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือพระกวนอิมที่เราคนไทยรู้จักดี

ระหว่างเดินชมความงามของพุทธศิลป์ในวัดอยู่นั้น มีชาวสิงคโปร์แวะเวียนมากราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้อยู่เนือง ๆ บางคนให้พระสงฆ์ภายในวัดสวดมนต์ให้ด้วย

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

รอไปอีกสักพัก ก็ได้เวลาทำวัตรเช้าประจำวันพอดี พระสงฆ์ในวัดหลายรูปเดินเรียงแถวหน้ากระดานมาร่วมกันสวดมนต์ที่เบื้องหน้าพระศรีอริยเมตไตรยองค์โต มีพระสงฆ์นั่งลงหน้ากลองจีน ทำให้ได้รู้ว่าพระที่นี่ทำวัตรสวดมนต์กันเป็นท่วงทำนอง และสวดเป็นภาษาจีนกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากพระจีนเมืองไทยตรงที่พระจีนบ้านเรายึดถือจารีตแบบพระในมณฑลกวางตุ้ง สวดมนต์เป็นภาษาเก่าของแถบมณฑลกวางตุ้ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ฟังพระที่นี่สวดมนต์เป็นทำนองแบบเทปบทสวดมนต์จีน จิตใจผมรู้สึกแช่มชื่นแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก จึงยกมือขึ้นพนมไหว้ ตั้งจิตอธิษฐานต่อบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม ขอพรให้การเดินทางต่อจากนี้มีแต่ความราบรื่นปลอดภัย และมีสิ่งดี ๆ เข้ามาตลอดปีใหม่นี้

…and Museum
…และพิพิธภัณฑ์

ไหว้พระเสริมสิริมงคลเสร็จเรียบร้อย ความอิ่มเอมที่ได้รับทำผมเกือบลืมไปเลยทีเดียวว่าวัดนี้ยังมีอีกหลายชั้นที่ยังไปไม่ถึง ที่ได้สำรวจมานี้ก็แค่ชั้น 1 เพียงชั้นเดียว

และเกือบลืมด้วยว่าชื่อเต็มของวัดนี้ยังมีคำว่า ‘And Museum’ ห้อยท้าย นั่นหมายความว่าชั้นบน ๆ ขึ้นไปต้องเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของชิ้นสำคัญเป็นแน่

เริ่มจากชั้นลอยซึ่งเป็นที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้ง ชีวประวัติ และของเนื่องในพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป ทั้งพระสงฆ์ชาวสิงคโปร์และต่างประเทศ ผมเดินดูรอบชั้น พบว่ามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของไทยปนอยู่มาก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดพระเขี้ยวแก้วแห่งนี้มีสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับประเทศไทยมาก ท่านยังเคยได้รับประทานยศ ‘เจ้าคุณ’ และสมณศักดิ์แบบไทยมาแล้ว เดินทางมาไทยก็หลายหน บางครั้งเดินดูของในพิพิธภัณฑ์วัดนี้ก็หลงคิดว่าตัวเรายังอยู่แถวบ้านหรือเปล่า เพราะมีทั้งภาษาไทยและข้าวของที่มาจากเมืองไทยเยอะจนนับชิ้นไม่ถ้วน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว รับพระราชทานพัดยศจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย

ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปจนถึงชั้นหลังคา แทบทุกชั้นจะซอยพื้นที่แบ่งเป็นบริเวณสำหรับสักการะและพิพิธภัณฑ์ เมื่อมาถึงที่นี่ทั้งที ก็ต้องไม่ลืมไปที่ชั้น 4 ที่มีไว้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่มาของชื่อวัดนี้ด้วย

In Chinatown, Singapore

ในไชน่าทาวน์ สิงคโปร์

เที่ยวชมความงามของศิลปกรรมภายในจนหนำใจ ผมพกพาความอิ่มบุญออกจากวัดพระเขี้ยวแก้ว แล้วเริ่มออกเดินทางต่อ ไปยังบริเวณอื่น ๆ ของไชน่าทาวน์ที่ยังไปไม่ทั่ว

ถ้าไม่นับวัดแห่งนี้ ในชุมชนชาวจีนก็ยังมีศาลเจ้าและศาสนสถานของชนชาติจีนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในแต่ละถนน บางแห่งเป็นของชาวแต้จิ๋ว บางแห่งเป็นของชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง หรือไหหลำ แต่ที่มีเหมือนกันคือความคึกคักคับคั่งด้วยเหล่าบรรดาผู้ศรัทธาชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ต้องการมาสร้างบุญเสริมกุศลรับปีใหม่ตามความเชื่อของพวกตน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ศาลเจ้าเทียนฮกเก็ง ย่าน Telok Ayer เป็นศาสนสถานอีกแห่งที่มีผู้คนมาสักการะจำนวนมาก

นอกจากชาวจีนที่เป็นกลุ่มประชากรส่วนมากของย่านนี้และประเทศสิงคโปร์แล้ว ในไชน่าทาวน์แห่งนี้ยังมีบ้านเรือน ร้านค้า และศาสนสถานของชาวทมิฬจากภาคใต้ของอินเดียที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวจีนอย่างสันติสุขตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน แต่ถ้าให้เล่าเรื่องราวของคนกลุ่มนี้อีก เห็นทีจะต้องแยกข้อเขียนออกเป็นอีกหนึ่งบทความ

ท่ามกลางความสบายใจที่ได้จากการรับพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันขึ้นปีใหม่จีน อีกหนึ่งความรู้สึกที่เบียดแทรกเข้ามาคือความดีใจที่วันหนึ่งตัวเองได้มาเที่ยวประเทศนี้

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ” ถ้อยคำในวันเก่าลอยมาตามลม ผมบอกตัวเองได้แล้วว่าคำพูดนี้ไม่เป็นความจริง ประวัติศาสตร์ที่ผมสนใจมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือเปล่า เหมือนเช่นคำสอนว่า “ทุกที่มีดีมีร้าย ขึ้นอยู่กับสายตาเราจะเลือกมอง”

และตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผมชอบมาก และอยากกลับไปเยือนครั้งใหม่ไว ๆ เลยครับ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load