ผมเพิ่งมีโอกาสได้มาเยือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรก จุดหมายของผมคือเมืองโลซานน์ ขยับจากกลางเมืองออกมานิด ริมทะเลสาบเลมอง มีสวนสาธารณะเดอนองตู บนเนินหญ้าสีเขียวเป็นที่ตั้งของ ‘ศาลาไทย’ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานศาลาไทยแก่ทางการเมืองโลซานน์ซึ่งทรงผูกพันตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี อันถือเป็นอนุสรณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีเปิดศาลาไทยพระราชทานเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

วันนี้ 14 กันยายน พ.ศ​. 2565 สวนสาธารณะแห่งนี้เต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติมากมายทั้งชาวไทยและชาวสวิส เพราะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาเป็นองค์ประธานในงาน ‘พระภูมิบาล โลซานน์รำลึก’ พิธีเปิดพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนิกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ศาลาไทย

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
ภาพ : บุระเฉลิม ยมนาค

งานนี้เกิดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี การก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปีพุทธศักราช 2564 และครบ 90 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิส

ของที่ระลึกของงานนี้คือ หนังสือภาพสีน้ำ ‘๙ ล้นเกล้า พระภูมิบาล โลซานน์รำลึก’ เรื่องราวของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองโลซานน์ที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนิกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และราชสกุล เมื่อครั้งประทับอยู่ในสมาพันธรัฐสวิส เขียนโดย คุณสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ อุปนายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ วาดภาพสีน้ำประกอบโดย อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค ซึ่งมาตระเวนเก็บข้อมูลวาดภาพทั่วเมืองโลซานน์ และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต ถือเป็นงานสุดท้ายที่ท่านทำก่อนจะเสียชีวิต

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
(จากซ้ายไปขวา) อาจารย์วัชระ ประยูรคำ, คุณกอบลาภ โปษะกฤษณะ, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และอาจารย์เกริกบุระ ยมนาค
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

ภาพวาดสีน้ำชุดนี้ จัดแสดงอยู่ในมุมหนึ่งของพิธีเปิด และวันก่อนงาน คณะกรรมการสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ นำโดย คุณกอบลาภ โปษะกฤษณะ นายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดโปรแกรมพิเศษพาคณะผู้ร่วมงานไปชมสถานที่บางส่วนในหนังสือเล่มนี้ด้วย

ผมขอนำบางเรื่องราวมาจากการเดินทางครั้งนี้มาถ่ายทอดต่อ และเพื่อความถูกต้องครบถ้วน ผมขอใช้ข้อมูลจากหนังสือ ‘๙ ล้นเกล้า พระภูมิบาล โลซานน์รำลึก’ เป็นหลัก

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

นี่คือ 5 สถานที่ในเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเยือน

0

ประตูสู่สวิตเซอร์แลนด์

การเดินทางมาถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ครั้งแรกของครอบครัวราชสกุลมหิดล เริ่มต้นจาก หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (พระยศในขณะนั้นของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ประสงค์จะพาหม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา พระธิดาองค์โต และหม่อมเจ้าอานันทมหิดล วัย 7 เดือน มาฝากเลี้ยงระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ เสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2468 หม่อมสังวาลย์ซึ่งอยู่ที่กรุงปารีสในขณะนั้น นึกได้ว่า พระยากัลยาณไมตรี หรือ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ (Dr. Francis B. Sayre) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและที่ปรึกษาทางการต่างประเทศ เคยแนะนำว่าเมืองโลซานน์มีสถานที่ดูแลเด็กที่ดี ถูกสุขอนามัย และเหมาะสมดี ชื่อ ชองป์ โซเลย์ (Champ Soleil Nursery)

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
ชองป์ โซเลย์
ภาพ : เกริกบุระ ยมนาค

โลซานน์จึงกลายเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินมาประทับกว่า 18 ปี รวมถึงช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2503 ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประสูตรที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงสำเร็จการศึกษาด้านการแพทย์แล้ว จึงทรงพาครอบครัวเสด็จกลับประเทศไทยเป็นการถาวร โดยเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังกรุงลอนดอน เพื่อทรงติดต่องานในยุโรปก่อน จากนั้นได้ทรงแวะประทับที่เมืองโลซานน์ ขณะนั้นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดชมีพระชันษายังไม่ครบ 1 ปี จึงได้มาประทับที่ชองป์โซเลย์เป็นครั้งแรก

1

อาคารพักอาศัยเลขที่ 16 ถนนติโซต์

The Apartment Building at Avenue Tissot 16

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 การเมืองในประเทศไม่ค่อยเรียบร้อยนัก สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเห็นว่า เป็นโอกาสอันดีที่พระนัดดาของพระองค์จะได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และรักษาอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ด้วย

พ.ศ. 2476 สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเลือกพาครอบครัวกลับมาประทับที่เมืองโลซานน์อีกครั้ง ระหว่างที่ทรงหาที่ประทับทรงส่งพระโอรสธิดาทั้ง 3 พระองค์ไปฝากไว้ที่ชองป์โซเลย์อยู่ 2 เดือนครึ่ง จึงย้ายไปประทับที่แฟลตเลขที่ 16 ถนนติโซต์ในย่านอันสงบเงียบ

ระหว่างที่ประทับอยู่ที่แฟลตแห่งนี้ทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายดังสามัญชนธรรมดา สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงสอนให้ลูก ๆ รู้จักการประหยัด ทุกคนมีหน้าที่ช่วยกันทำงานบ้าน และทรงศึกษาภาษาฝรั่งเศสอย่างจริงจัง ทรงใช้ภาษาฝรั่งเศสสนทนากันระหว่างพี่น้อง แต่จะรับสั่งเป็นภาษาไทยกับสมเด็จพระบรมราชชนนี

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทางบรรยายลักษณะของแฟลตแห่งนี้ในหนังสือพระนิพนธ์ว่า 

“…เป็นตึกขนาดใหญ่ มีแฟลตหลายชุด แม่เช่าชั้นล่าง เพราะเกรงว่าลูกอาจรบกวนคนที่พักอยู่ได้ด้วยการวิ่ง กระโดด ใต้แฟลตของเรายังมีโรงรถอีก แฟลตนั้นมีห้องใหญ่พอใช้ ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอนของแม่และข้าพเจ้าใช้เครื่องเรือนสีเหลือง ห้องนอนของน้อง ๆ ใช้สีชมพูแก่…”

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

ความบังเอิญอย่างหนึ่งก็คือ ทุกปีสมเด็จพระบรมราชชนนีจะพาพระโอรสธิดาไปบันทึกภาพเป็นที่ระลึกที่ร้านถ่ายภาพ De Jong กลางเมือง แต่ไม่นานมานี้ทายาทของร้าน De Jong ได้ย้ายร้านมาอยู่เยื้องกับแฟลตเลขที่ 16 ห่างกันเพียงแค่ถนนกั้นเท่านั้นเอง

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

ต้น พ.ศ. 2477 มีข่าวลือสะพัดทั่วยุโรปว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงสละราชสมบัติ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ที่ประทับในเมืองโลซานน์อาจได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แฟลตอันเงียบสงบแห่งนี้จึงกลายเป็นจุดสนใจของนักข่าวสำนักต่าง ๆ มีการตามฉายพระรูปเจ้านายเล็ก ๆ ระหว่างทางจากโรงเรียน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2477 คณะรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์ และเสด็จนิวัตประเทศไทยใน พ.ศ. 2481

2

มหาวิทยาลัยโลซานน์

L’Université de Lausanne

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตประเทศไทยครั้งที่ 2 หลังจากสงครามโลกยุติลงเมื่อ พ.ศ. 2488 หลังการเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 รัฐบาลกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระอนุชาธิราชสืบสันตติวงศ์ พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเปลี่ยนสาขาเรียนจากวิทยาศาสตร์มาเป็นนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ (L’Université de Lausanne) ซึ่งมีอาคารเก่าแก่ที่งามสง่าอย่างปาเลส์ เดอ รูมีน (Palais de Rumine) ครั้งหนึ่งอาคารแห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยโลซานน์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงศึกษา แต่ปัจจุบันเมื่อมหาวิทยาลัยย้ายออกไปตั้งอยู่ที่ดอริกนีย์ (Dorigny) ปาเลส์ เดอ รูมีน จึงถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
ปาเลส์ เดอ รูมีน

ด้านหลังเป็นอาคารอองเซียน อะคาเดมี (Ancienne Académie) ตึกเก่าแก่ต้นศตวรรษที่ 16 ซึ่งเคยใช้เป็นคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จมาทรงศึกษา

ปัจจุบันอาคารอองเซียน อะคาเดมี ซึ่งมีหอนาฬิกาทรงโบราณอยู่ตรงกลางยังคงสภาพดั้งเดิม มีรั้วหินสูงขนานไปกับถนนสายเล็ก ๆ ปูด้วยก้อนหินสี่เหลี่ยม ทอดยาวไปทางด้านหลังของโบสถ์เมืองโลซานน์

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

หากเดินผ่านถนนอะคาเดมี (Rue de l’Académie) ด้านหน้าอาคารไปเล็กน้อย จะได้พบ อา ลา ปอมม์ เดอ แป็ง (A la Pomme de Pin) ร้านอาหารแบบบิสโทรในห้องแถวแบบโบราณที่ว่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาเสวยพระกระยาหารอยู่เนือง ๆ เมื่อครั้งทรงเป็นนักศึกษาอยู่ที่นี่

3

พระตำหนักฟลองซาเลย์

Villa Flonzaley

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2503 พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่วิลล่า ฟลองซาเลย์ (Villa FlonZaley) เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการทรงงาน และยังใช้เป็นบ้านของพระราชโอรสธิดาทั้ง 4 พระองค์ระหว่างเสด็จฯ เยือน 14 ประเทศในยุโรป ตลอดระยะเวลา 6 เดือนระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2503 ถึงมกราคม พ.ศ. 2504

แทนที่จะประทับในโรงแรมหรูหรากลางเมืองใหญ่ในยุโรป พระองค์ทรงเลือกประทับที่พระตำหนักฟลองซาเลย์ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แวดล้อมไปด้วยป่าเขียวขจีบนเนินสูง ทอดสายตาไปเห็นไร่องุ่นลาโวซ์ลาดไล่ระดับลงไปจรดขอบทะเลสาบเลมอง ซึ่งอีกฝั่งของชายน้ำคือชายแดนประเทศฝรั่งเศส

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บรรยายถึงบรรยากาศโดยรอบพระตำหนักว่า 

“…จากถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายเข้าไปสักครู่ก็เห็นประตูเขียนว่า Villa ข้างหนึ่ง Flonzaley อีกข้างหนึ่ง ถนนจากหน้าประตูวิลล่าคดเคี้ยวเข้าไปในแมกไม้ สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยผลไม้ที่ออกผลสะพรั่ง เชอรี่ แอปเปิ้ลลูกดกแทบแลไม่เห็นใบ แพร์ พลับ พรุน เลี้ยวไปตามความวกวนของถนนที่สูงขึ้น จนในที่สุดก็แลเห็นยอดหลังคาวิลล่า ตัวตึกเป็นคฤหาสน์ใหญ่มากแบบเก่า มีหน้ามุขด้านหน้า…”

ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร ได้บันทึกถึงที่นี่อีกว่า 

“…Villa Le Flonzaley บ้านเก่าเดียวนี้เป็นโฮมสวีตโฮมจริง ๆ ไปไหนมาไหนก็ขอให้ได้กลับไปนอนพักผ่อนอยู่ในพระตำหนักนี้ จะได้หมดห่วงหมดกังวลทั้งสิ้น…”

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

ปัจจุบันพื้นที่รอบพระตำหนักแห่งนี้ยังคงสภาพดังเดิมไม่ผิดเพี้ยน และอยู่ภายใต้การดูแลของ นายฌอง-เรอเน่ แมร์มูด์ (Jean-René Mermoud) ทนายความผู้เป็นบุตรชายเจ้าของบ้านคนก่อน

ฌอง-เรอเน่ มาต้อนรับคณะของพวกเราด้วยตนเอง พร้อมกับเปิดวิลล่าให้เราได้ชมทุกห้อง เขาเล่าว่า เพิ่งมีการปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ แต่ยังคงโครงสร้างเดิมของบ้านเอาไว้ ห้องที่ประทับอยู่ชั้น 2 ส่วนห้องชั้น 3 ซึ่งเป็นห้องใต้หลังคา เป็นห้องพักของข้าราชบริพาร

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

นอกจากนี้ ฌอง-เรอเน่ ยังนำภาพถ่ายเก่า เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งฉายในบ้านหลังนี้มาให้ชมด้วย

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
4

สวนสาธารณะเดอนองตู

Parc du Denantou

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
ภาพ : เกริกบุระ ยมนาค

สวนสาธารณะเดอนองตู อยู่ริมทะเลสาบเลมอง เคยเป็นที่ทรงพระสำราญเมื่อครั้งที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลได้มาประทับอยู่ที่วิลล่าวัฒนา ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร (พระตำหนักแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประทับเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ แต่ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของอาคารจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม) ในยามว่าง สมเด็จพระบรมราชชนนีมักจะทรงพาพระโอรสธิดามาทรงพักผ่อนพระอิริยาบถบริเวณสวนแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ทรงเคยแล่นเรือใบรอบ ๆ ทะเลสาบเลมองด้วย

5

ศาลาไทย

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผูกพันกับเมืองโลซานน์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานศาลาไทยแก่ทางการเมืองโลซานน์ในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี อีกทั้งยังถือเป็นอนุสรณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ไปในพิธีเปิดศาลาไทย พระราชทานเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปีของสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ และโอกาสครบรอบ 90 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิส พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สมาคมฯ เชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขนาดเท่าพระองค์จริง แบบครึ่งพระองค์ หล่อด้วยบรอนซ์ ไปประดิษฐาน ณ ศาลาไทย สวนสาธารณะเดอนองตู เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อีกทั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศ

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

พระบรมรูป ออกแบบโดย อาจารย์วัชระ ประยูรคำ ส่วนฐานพระบรมรูป ออกแบบโดย คุณก่อเกียรติ ทองผุด อาจารย์วัชระ ประยูรคำ เลือกปั้นพระบรมรูปในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ กลับมาศึกษาที่โลซานน์ มีพระชนมายุ 19 พรรษา เพราะเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเตรียมตัวเป็นกษัตริย์ โดยพยายามสะท้อนถึงความครุ่นคิด มุ่งมั่น ในสีพระพักตร์และสายพระเนตร ซึ่งเป็นการปั้นพระบรมรูปที่เชื่อมโยงกับบริบทของสถานที่ โดยมุ่งหวังว่าชาวต่างชาติจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เขาพยายามถ่ายทอด

5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด
5 สถานที่สำคัญของ ร.9 ในโลซานน์ พระตำหนักฟลองซาเลย์ ถึงพระบรมรูปที่เพิ่งทำพิธีเปิด

ทางสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ หวังว่าที่นี่จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวไทย และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ สมกับเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 72 ปี การก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ และครบ 90 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิส

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

สิทธิศักดิ์ น้ำคำ

สถาปนิกที่ชอบถ่ายภาพสถาปัตยกรรม และทำงานไม้ทุกชนิด

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load