‘อ้วยอัน’ เป็นภาษาจีนแปลว่า สะอาดและปลอดภัย

อ้วยอันโอสถ เป็นแบรนด์สมุนไพรที่อยากให้คนมีชีวิตที่ดี

จากร้านขายยาขนาด 2 คูหาที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า โดยคุณปู่เสถียร สมบูรณ์เวชชการ หมอแมะจับชีพจรและจ่ายยาสมุนไพร มีชื่อเสียงเรื่องยาลูกกลอน เช่น ยาบรรเทาอาการริดสีดวงและยาแก้น้ำเหลืองเสีย ซึ่งยังมีขายอยู่ถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี 2529 คุณพ่อสิทธิชัย สมบูรณ์เวชชการ ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สอง เข้ามารับช่วงต่อและขยายธุรกิจเปลี่ยนจากร้านขายยามาเป็นบริษัทอ้วยอันโอสถจำกัด โรงงานผู้ผลิตยาสมุนไพร หรือยาไทยที่มีชื่ออยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน พัฒนารูปแบบเป็นยาแคปซูล

ทายาทรุ่นสามอ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

นับจนถึงวันนี้ อ้วยอันโอสถ มีอายุ 72 ปี อยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นสาม ผู้พัฒนาและผลิตยาสมุนไพรใหม่ๆ ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่ยาฟ้าทะลายโจรแก้หวัดหรือขมิ้นชันแก้ทองอืด แต่มียาที่ทำให้นอนหลับลึก ยาที่ช่วยแก้ปัญหาสายตา ยาที่คิดมาเพื่อให้นักวิ่งฟื้นตัวได้ดีขึ้น ยาสมุนไพรสำหรับเด็กที่ดี สะอาดและปลอดภัย เรื่อยมาถึงครีมบำรุงผิวจากขมิ้นนาโน

ต่อให้ไม่เคยรู้จักยาแคปซูลใดๆ ของอ้วยอันโอสถ คุณก็ต้องเคยกินหรือเห็นยาอมสมุนไพรแก้ไอ ตรามังกรทอง รสบ๊วยเค็ม รสมะนาว หรือรสเปลือกส้ม อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง

ทายาทรุ่นสามอ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

The Cloud มีคอลัมน์ชื่อทายาทรุ่นสอง ที่พูดคุยกับทายาทธุรกิจครอบครัว ถึงการต่อยอดสร้างสรรค์ให้ธุรกิจยังคงดำรงอยู่และแข่งขันได้ในตลาด เพราะอยากเห็นธุรกิจสัญชาติไทยเติบโตยาวนาน 

บ่ายวันศุกร์ที่โรงงานย่านบางแค เรามีนัดกับทายาทรุ่นสามอ้วยอันโอสถ คุณชนรรค์ สมบูรณ์เวชชการ กรรมการผู้จัดการ และคุณทานุ สมบูรณ์เวชชการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด พูดคุยเรื่องการรักษาจุดแข็งเรื่องการผลิตสมุนไพรสูตรต่างๆ และการปรับตัวตามวิธีคิดที่ทำให้สมุนไพรเป็นได้มากกว่าสมุนไพร 

“งานของเราคือคิดเสมอว่าสิ่งที่ทำตอบโจทย์วิถีชีวิตอย่างไร จะปรับบริการและคิดค้นยาสูตรใหม่ๆ ที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นอย่างไร” ทั้งสองช่วยกันเล่าเสริม

ชนรรค์และทานุทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน

ทายาทรุ่นสามอ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

ธุรกิจ : อ้วยอันโอสถ (พ.ศ. 2490)

ประเภท : โรงงานผลิตยาสมุนไพร

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : ท่านเสถียร สมบูรณ์เวชชการ 

ทายาทรุ่นที่สอง : คุณสิทธิชัย สมบูรณ์เวชชการ

ทายาทรุ่นที่สาม : คุณนิชา คุณชนรรค์ และคุณทานุ สมบูรณ์เวชชการ

โจทย์คือ นำความรู้ที่มีเปลี่ยนสมุนไพรให้น่าใช้

อ้วยอันโอสถ เป็นแบรนด์ยาสมุนไพรอายุกว่า 72 ปี ที่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาเล็กๆ ที่ เชิงสะพานพุทธ โด่งดังเรื่องการรักษาด้วยวิธีแมะจับชีพจรและจ่ายยาลูกกลอนรักษาโรค 

“คุณพ่อเล่าว่า สมัยนั้นลูกทั้งแปดคนของอากงมีหน้าที่ช่วยกันปั้นและตากยาลูกกลอนกันจนเต็มลานบ้าน” ชนรรค์เป็นตัวแทนเล่าบรรยากาศธุรกิจครอบครัวเมื่อครั้งเริ่มต้น ต่อมาลูกๆ ทั้ง 8 คนต่างแยกย้ายไปทำธุรกิจที่สนใจ โดยบางส่วนเลือกเข้ามารับช่วงต่อหรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสมุนไพรและอาหารเสริมรวมกันเป็นบริษัทในเครือ หนึ่งในนั้นคือ คุณพ่อสิทธิชัย ซึ่งก่อตั้งบริษัทอ้วยอันโอสถ เมื่อ 33 ปีก่อน เพื่อผลิตยาสมุนไพรไทยในรูปแบบใหม่ๆ 

ภาพจำเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวของชนรรค์และทานุในวันนั้น พวกเขามีหน้าที่ช่วยงานพับกล่องในช่วงปิดเทอม ก่อนแยกย้ายไปเรียนต่อและเติบโตในต่างประเทศ 

ชนรรค์เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์การอาหารที่สหรัฐอเมริกาที่เดียวกับพี่สาว (นิชา สมบูรณ์เวชชการ) ซึ่งเลือกเรียนด้านการเงิน หลังเรียนจบปริญญาตรีและโทด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ชนรรค์เข้าทำงานในบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพินา (FrieslandCampina) บริษัทผลิตโปรตีนระดับโลกจากเนเธอแลนด์ เจ้าของแบรนด์โฟร์โมสต์ทั่วโลก ระยะหนึ่งก่อนกลับมาช่วยงานที่บ้านเต็มตัว

ขณะที่ทานุเลือกเรียนด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากจบไฮสคูลจากออสเตรเลีย จากนั้นเข้าทำงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ ให้คำปรึกษาด้านการตลาดกับสถาบันการเงินและหน่วยงานระดับชาติเป็นเวลา 3 ปี

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

แม้สามพี่น้องทายาทรุ่นสามจะร่ำเรียนมาในทางธุรกิจและเติบโตต่างแดน แต่พวกเขาก็ใกล้ชิดกับสมุนไพรกว่าคิด 

“เราโตมากับสมุนไพรนะ ไม่สบายก็กินฟ้าทะลายโจร ท้องอืดก็กินขมิ้นชัน งานของเราคือนำความรู้จากสิ่งที่เรียนมาใช้พัฒนาให้ยาสมุนไพรมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคอยากใช้ และแม้จะคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังต้องศึกษาหาองค์ความรู้เพิ่มเติม เพราะเราจะอยู่กับธุรกิจนี้อีกนาน ยิ่งเราเชี่ยวชาญมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งรักษาระดับความน่าเชื่อถือนี้” พี่ชายคนรองเล่า

วิธีขายงานพ่อแม่ นำเสนอข้อมูลให้ท่านเห็นเป็นภาพ

สถานการณ์ของอ้วยอันโอสถในช่วงปีแรกๆ ที่ชนรรค์กลับมาทำงานที่บ้าน เขาพบว่า หนึ่ง กระบวนการผลิตไม่ทันรับรองกับความต้องการ สอง อ้วยอันโอสถไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และสาม ถึงแม้ยอดขายจะอยู่ในระดับที่ดีแต่ไม่มีใครรู้จักแบรนด์

“เวลาใครถามว่าอ้วยอันคืออะไร เราจะต้องหยิบยาอมให้ดูเสมอ เขาถึงรู้ว่าอันนี้คืออ้วยอันโอสถ เรื่องการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหน้าที่ของผม ส่วนพี่สาวคนโตดูแลเรื่องการสร้างแบรนด์” ชนรรค์เล่าที่มาของการแบ่งฝ่ายงานรับผิดชอบ

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

หลังจากคอยสังเกตการทำงานของพ่อมา 2 เดือน ชนรรค์เล่าว่าเขาเริ่มตีสนิทและเรียนรู้จากผู้จัดการโรงงานซึ่งเป็นมือขวาของพ่อ 

“หลักการสำคัญของการมาทำธุรกิจของที่บ้าน ได้แก่ หนึ่ง ต้องลืมว่าเรามีความรู้นี้อยู่ก่อนแล้วยอมที่จะเรียนรู้ใหม่ เพราะเรื่องที่เรียนมาบางเรื่องอาจจะใช้งานไม่ได้ สอง ลดความถือตัวเอง ต้องยอมรับว่าเขาอยู่กับเครื่องมาห้าถึงสิบปี ใช่ว่าอยู่ๆ จะไปสั่งให้เขาทำอะไร ต้องเรียนรู้ให้เท่าเขาหรือมากกว่า ก่อนหาอะไรใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีหรือเครื่องมือจากต่างประเทศ มาเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องได้ใจพวกเขา ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง” ชนรรค์เล่า

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

กับงานที่เกี่ยวข้องกับคนรุ่นเก่า ชนรรค์เล่าว่าวิธีพูดคุยกับพ่อแม่ หรือนำเสนอความคิดใหม่ๆ แก่ธุรกิจ สำคัญคือต้องทำให้พวกท่านมองเห็นภาพที่ตรงกับเรา

“เราต้องนำเสนอข้อมูลให้ท่านเห็นภาพ ว่าธุรกิจเรามีปัญหาอะไร สิ่งใหม่ที่นำเสนอดีกว่าสิ่งเดิมอย่างไร และจะช่วยอะไรได้บ้าง เช่น หากนำเครื่องใหม่มาช่วยแก้ปัญหาผลิตไม่ทันความต้องการ ซึ่งลดปัญหาคอขวดในบางขั้นตอน แต่ถ้าเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งครอบครัวจะเห็นด้วยยากก็เพียงเรื่องการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา”

แบรนด์ยาสมุนไพรที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น

อ้วยอันโอสถเป็นแบรนด์ที่อยากช่วยให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น

ผ่านยาสมุนไพรที่คิดมาอย่างเข้าอกเข้าใจและใส่ใจความรู้สึกของผู้บริโภคมากกว่าจะทำเพื่อให้แบรนด์มีชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

หลักการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ประกอบด้วย หนึ่ง สรรพคุณที่ได้ต้องใหม่ ไม่ซ้ำเดิม และสอง หากมีสรรพคุณเท่าเดิมก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานใหม่หรือเพิ่มความสะดวกสบาย ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่มีเพิ่มกลุ่มลูกค้า

หากติดตามอ้วยอันโอสถช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คุณจะเห็นภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปรวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่น่าใช้ไปทั้งหมด ยิ่งได้ฟังว่ามียาสมุนไพรรักษาอาการไอ น้ำมูกไหล แก้อาการหวัด ในราคาหลักสิบหลักร้อย ก็นึกโกรธคุณหมอที่จ่ายยาราคาแพงมาให้ไม่หาย

หัวใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอ้วยอันโอสถ คือ ความเห็นอกเห็นใจ 

สมุนไพร ยารักษาเด็กด้วยวิถีธรรมชาติ

เมื่อรู้จากคุณพ่อว่าในอดีตคุณปู่ก็เคยรักษาเด็กด้วยสมุนไพร ทายาทรุ่นสามจึงเลือกพัฒนายาแก้ไอสำหรับเด็ก ชนรรค์รวบรวมข้อมูลว่าผู้ปกครองชอบและไม่ชอบอะไรในยาแผนปัจจุบันที่พวกเขาเลือกให้ลูก อยากได้อะไร คำนึงถึงเรื่องอะไร จนพบว่าพ่อแม่ให้ความสำคัญต่ออาการแพ้และผลข้างเคียง แล้วจึงค้นหาและพัฒนาสูตรที่ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และมีผลข้างเคียง 

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

เช่น ยาน้ำแก้ร้อนในเขากุย มีตัวยาหลักอย่าง เขากุย กั๊วลิง เต็งซิม เลี้ยงเคี้ยว กิกแก้ กิมงิ่งฮวย ซึ่งยาเหล่านี้มีฤทธิ์เย็นช่วยลดความร้อนภายใน นอกจากนี้ยังมียาน้ำแก้ไอเด็ก รักษาทางเดินหายใจและภูมิแพ้

“ต่อให้ยามีประโยชน์แค่ไหน แต่ถ้ารสชาติไม่อร่อยเขาก็ไม่ต้องการ เราจึงพัฒนารสชาติพร้อมๆ กับสรรพคุณ” ชนรรค์เล่าพร้อมชวนให้ลองชิมรสชาติ

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

ยาสมุนไพรที่ช่วยให้วิ่งและฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ชนรรค์บอกว่าการรับช่วงต่อธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยความกล้าในการสร้างความแตกต่าง ความกล้าที่จะทำของฝ่ายผลิตและพัฒนา และความกล้าที่จะนำเสนอลูกค้าของฝ่ายการตลาด 

“เป็นเรื่องธรรมดา ใครก็ย่อมนึกกลัวว่าสิ่งที่ทำจะไปได้ดีในตลาดมั้ย หรือเราคิดว่าสิ่งนี้ดีอยู่คนเดียวหรือเปล่า” ชนรรค์เล่า

สิ่งที่ทายาทรุ่นสามทำ คือการเปลี่ยนภาพจำของสมุนไพรโบราณด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทันสมัยขึ้น จับกลุ่มตลาดเฉพาะทางมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรวีโอทู (VO2) ยาสมุนไพรสำหรับนักวิ่ง มีสมุนไพรที่มีสรรพคุณดูแลกระดูกและกล้ามเนื้อทำให้ฟื้นตัวได้ดี กลับมาซ้อมได้เร็วขึ้น 

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

“ส่วนตัวพวกเราสองคนเป็นนักวิ่งอยู่แล้ว ตั้งใจหาข้อมูลและทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเป็นพิเศษ รู้สึกว่าหากช่วยเพิ่มความเร็วได้หนึ่งถึงสิบวินาที ก็มีความหมายมาก” ชนรรค์เล่าและแนะนำให้เรารู้จักสมุนไพรที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ส่วนผสมของกระชายดำ ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ งาดำสกัด เสริมสร้างกระดูกและข้อต่อ และดอกคำฝอย บำรุงเลือดไหลเวียนและนำออกซิเจนไปใช้

เพราะรู้ว่านักวิ่งกลุ่มเป้าหมาย มีร่างกายที่แข็งแรงดีไม่จำเป็นต้องไปร้านขายยา วิธีการประชาสัมพันธ์จึงไม่ใช่การจ้างพรีเซนเตอร์ แต่พวกเขาสร้างทีมวิ่งอ้วยอันขึ้นมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งประกอบด้วยคนหลากหลายเพศและวัย โดยไม่จำเป็นต้องสวยหล่อแต่มีความตั้งใจ และเชื่อในสมุนไพร ทั้งยังมีโค้ชทีมชาติมาฝึกสอนทีมทุกวันพฤหัสบดีเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพไปด้วยกัน จนทีมคว้าถ้วยรางวัลทุกรายการแข่งขัน วิธีการนี้สร้างต้นแบบแก่นักวิ่ง และยังช่วยให้สื่อสารภาพแบรนด์เรื่องสมุนไพรกับชีวิตที่ดีได้ชัดมากยิ่งขึ้น

เป็นมากกว่ายาสมุนไพร

แค่ได้รู้ว่าอ้วยอันโอสถมียาสมุนไพรที่รักษาโรคฮิตของคนเมืองอย่างเราก็น่าตื่นเต้นแล้ว ยาสมุนไพรที่ช่วยให้หลับลึก แก้กรดไหลย้อนและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ราวกับเจอทางเลือกที่แก้ความเจ็บป่วยที่มี

เริ่มจาก ยาคอส (Ya Cozz) ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรเจ้าเดียวในประเทศไทย ที่ช่วยให้นอนหลับลึก จากตำรับยาจีน ซวนเจ่าเหริน สมุนไพรรักษาอาการนอนไม่หลับนับร้อยนับพันปีมาแล้ว ช่วยผ่อนคลายเซลล์ประสาทที่เหนื่อยล้าให้รู้สึกสงบ และไป๋จื่อเหริน บำรุงการทำงานของหัวใจและรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติ

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้
ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

ตามด้วยสินค้าขายดีตลอดกาลของอ้วยอันโอสถอย่างขมิ้นชัน ที่ทายาทรุ่นสามนำมาต่อยอดเป็นขมิ้นชันพลัส แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้แผลในกระเพาะอาหาร จากโจทย์ที่อยากให้ผู้บริโภคลดการรับประทานขมิ้นชัน จาก 3 – 4 แคปซูลต่อวันให้เหลือเพียง 1 แคปซูลต่อวันโดยที่ประสิทธิภาพไม่ลดลง วิธีการคือ คิดค้นตัวเร่งที่ทำให้สารสำคัญในขมิ้นชันซึมซับในร่างกายเร็วขึ้น มากขึ้น โดยสรรพคุณที่มากกว่าขมิ้นชันทั่วไป ได้แก่ ช่วยบรรเทาเรื่องกรดไหลย้อนและแผลในกระเพาะอาหารได้มากกว่า แม้ในฉลากจะเขียนเหมือนกัน ลูกค้าก็เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจนเกิดเป็นกระแสปากต่อไป

ไม่เพียงชนรรค์และทานุจะนำความหลงใหลมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ที่มี พี่สาวคนโตของครอบครัวซึ่งสนใจผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามและดูแลผิว ก็ลุกขึ้นมาพัฒนาขมิ้นไบรท์ (Kamin Bright) ครีมขมิ้นสมุนไพร ภายใต้ชื่อ Ouay Un Cosmetic เป็นครีมที่ช่วยเรื่องความกระจ่างใส ด้วยเทคโนโลยีขมิ้นนาโนและโสมสกัด อีกผลิตภัณฑ์คือ ขมิ้นไบรท์ VIT C เซรั่มเพื่อการดูแลผิวที่เข้มข้น

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

ไม่มีคำว่าช้าไปสำหรับการสร้างแบรนด์

อ้วยอันโอสถเริ่มสร้างแบรนด์อย่างจริงจังในปี 2014 หรือเมื่ออายุครบ 67 ปีพอดี 

เริ่มด้วยแคมเปญโฆษณาผ่านโทรทัศน์ครั้งแรก ซึ่งที่ผ่านมาอ้วยอันโอสถไม่เคยทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อใดๆ มาก่อน จนกระทั่งปี 2017 ทานุก็เข้ามาเสริมทัพเรื่องการตลาดออนไลน์ ปรับแบรนด์ตามพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไป เพิ่มช่องทางการจำหน่ายจนทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งคุณพ่อเปิดโอกาสและวางใจให้เหล่าทายาทรุ่นสามคิดทำสิ่งใหม่ๆ 

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้
ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

หากคุณปู่เป็นผู้บุกเบิก คุณพ่อเป็นผู้ขยายธุรกิจ

ในยุคของคุณ พวกคุณอยากให้คนจดจำอ้วยอันโอสถว่าอย่างไร เราถามชนรรค์และทานุ

“เราตื่นเต้นกับตัวเลขเจ็ดสิบสองปีของแบรนด์มากๆ เจ๋งมากที่อยู่มายาวนานขนาดนี้ ถ้าถามว่าอยากให้คนจดจำพวกเรายังไง ก็ขอให้จดจำว่า อ้วยอันโอสถในยุคของพวกเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค” ทานุเป็นตัวแทนตอบ ก่อนชนรรค์จะทิ้งท้ายความรู้สึกที่มีต่อการรับช่วงต่อธุรกิจนี้ของครอบครัวว่า

“พวกเรารู้สึกดีและภูมิใจทุกครั้ง เมื่อได้ยินว่าลูกค้าที่ใช้ยาสมุนไพรของเรารู้สึกดีขึ้นจากการอาการป่วย แค่ได้รู้ว่ายาสมุนไพรที่เราตั้งใจทำเป็นประโยชน์ก็รู้สึกมีความหมาย การมารับช่วงต่อธุรกิจไม่เพียงต่อยอดให้กิจการมีรายได้เป็นตัวเงิน แต่เพิ่มโอกาสที่อยู่และทำงานร่วมกันระหว่างเราและคนสำคัญ เหล่านี้ต่างหากที่สร้างมูลค่าทางจิตใจ เราภูมิใจที่มาถึงจุดนี้ แล้วธุรกิจเรายังเติบโตไปได้เรื่อยๆ นี่เป็นหน้าที่ เป็นความกดดันของพวกเราทั้งสามที่จะทำให้สิ่งนี้ให้มีความสำเร็จมากกว่านี้ และยั่งยืนมากกว่านี้”

ทายาทรุ่นสาม อ้วยอันโอสถ ผู้ต่อยอดยาสมุนไพรสูตรใหม่ๆ จนคนอยากใช้

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธันวา ลุจินตานนท์

หุ้นส่วนร้านล้างฟิล์มที่ถูกทักเสมอว่าไม่เห็นอยู่ร้าน ชอบถ่ายรูปผู้คนเพราะสนุกเวลาได้ฟังหรือพูดคุยกับเค้า และชอบแดดฤดูหนาวเพราะความคมกับโทนของมันช่างสวยงามแต่คนรอบข้างไม่มีใครเข้าใจ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

เคยได้ยินมาว่าธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 จะเหลืออยู่รอดเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บวกกับการได้เห็นทางเลือกและทางรอดของคนรุ่นใหม่ที่หลากหลายกว่าการกลับไปสานต่อธุรกิจที่บ้าน ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยตามนั้น

ในวันที่กรุงเทพฯ เพิ่งผ่านพ้นพายุฝนกระหน่ำ เรามีนัดกับ กานต์-อาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา ทายาทรุ่นที่ 4 ผู้เป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์นั้น

ทันทีที่เราเปิดประตูและเดินเข้าไปในร้านเซ่งชง บนถนนนครสวรรค์ ตำแหน่งที่ตั้งร้านแห่งใหม่ หลังจากเปิดทำการมาอย่างยาวนานกว่า 119 ปี บนถนนเจริญกรุง กลิ่นของหนังที่อบอวลไปทั่วร้าน เข้มข้นราวกับรวมเอาความตั้งใจของหลวงประดิษฐบาทุกา ช่างทำรองเท้าหลวงเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 คุณทวดผู้ก่อตั้งและทายาทที่ร่วมกันรักษา

รอหน่อยนะคะ” คุณแม่ของกานต์พูดพลางจัดแจงพื้นที่ที่ละลานตาไปด้วยวัสดุจากหนังนานาชนิดให้เรานั่งคอยคุณกานต์ซึ่งกำลังเดินทางมาจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลเครื่องทรงม้าทั้งหมดที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

ยังไม่ทันที่เราจะหายตื่นเต้นจากการได้เห็นเครื่องหนัง ทั้งรองเท้าเงาวับสุดคลาสสิก กระเป๋าทรงเก๋ เข็มขัดหลากสไตล์ และอุปกรณ์สำหรับขี่ม้า ที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ของร้าน คุณกานต์ก็เดินเข้ามา

เราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ว่าที่วิศวกรหนุ่มในวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังจะได้ทำงานในสายงานที่เขาเรียนจบ ตัดสินใจรับช่วงกิจการซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีต่อจากคุณปู่ แม้เขาจะย้ำว่าเป็นเพราะโชคชะตาและความบังเอิญ แต่บทสนทนาเคล้ากลิ่นหนังข้างล่างนี้ทำให้เราไม่อาจเทใจเชื่อทั้งหมด

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439
ประเภทธุรกิจ: ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องหนัง
อายุ: 121 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: หลวงประดิษฐบาทุกา
ทายาทรุ่นที่สี่: นายอาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา, นายชยาศิส ประดิษฐบาทุกา

หนังภาคที่หนึ่ง : ลมหายใจของเครื่องหนังของคุณทวด

“ก่อนหน้านี้เราก็ไม่คิดว่าจะต้องมาทำ แม้ว่าคุณปู่จะพยายามปลูกฝังมาตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ จำได้ว่าได้รับมอบหมายให้ตรวจนับแผ่นหนังหนาๆ ที่ใช้ทำเข็มขัดเมื่อมีคนมาส่งที่บ้าน คอยนับว่าหนังมาทั้งหมดกี่มัด ครบตามจำนวนที่สั่งไหม พอนับเสร็จ ปู่ก็จะให้เงินช่วยทำงานครั้งละ 100 บาท” กานต์ย้อนความทรงจำวัยเด็กของเขาเกี่ยวกับร้านเซ่งชงในอดีต

ก่อนจะเล่าบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกๆ ในประเทศไทยที่มีคุณปู่ (ทายาทรุ่นที่ 2) ผู้สืบทอดการทำเครื่องหนังมาจากคุณทวดเป็นหัวเรือใหญ่ให้ฟังว่า คุณปู่เป็นคนรุ่นเก่าที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม สังเกตได้จากรองเท้าทรงโบราณที่มีอยู่เต็มร้าน และแนวคิดที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคุณทวดเรื่องคุณภาพของสินค้าในร้าน

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังเทียมหรือ PVC เข้ามาตีตลาดหนังแท้ และธุรกิจหนังส่วนใหญ่ก็พยายามปรับตัวด้วยเปลี่ยนไปใช้หนังเทียมแทน แต่คุณปู่ไม่ทำ ท่านยังยืนยันที่จะใช้แต่หนังแท้เท่านั้น เพราะคิดถึงความทนทานทำให้ทุกครั้งที่ลูกค้าคิดจะซื้อเครื่องหนัง เขาจะตรงมาที่นี่ ปู่จะสอนเสมอว่ากำไรไม่สำคัญเท่าชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้า เราเองก็ซึมซับจากสิ่งนี้”

ธุรกิจเครื่องหนังในยุคของคุณปู่ ดำเนินการอย่างราบรื่นผ่านกาลเวลา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ความชรามาเยือนจนทำต่อไม่ไหว จึงปล่อยเซ่งชงให้กับพนักงานและช่างทำหนังดูแลกิจการ แม้จะเผชิญกับภาวะขาดทุนเรื่อยมา แต่จะไม่ยอมให้กิจการถูกปิดไปต่อหน้าต่อตาในขณะที่คุณปู่ยังมีชีวิตอยู่

ในเวลานั้น กานต์ว่าที่บัณฑิตวัย 20 ต้นๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ผูกพันกับร้านเครื่องหนังมาทั้งชีวิตจึงตัดสินใจเอ่ยปากต่อลมหายใจให้กับร้านเครื่องหนังสุดที่รักของคุณปู่ หลังจากที่เขาเห็นร้านมีภาวะสุญญากาศมานานถึง 10 ปี

หนังภาคที่สอง : อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

หลังจากการตัดสินใจรับภาระอันยิ่งใหญ่ บัณฑิตวิศวกรรมอุตสาหการก็จัดการเปลี่ยนแปลงร้าน โดยเริ่มจากการขายเครื่องหนังค้างสต็อกทั้งหมดเพื่อนำเงินจำนวนนั้นมานับหนึ่งใหม่

ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่อง มหา’ลัยเหมืองแร่ ชีวิตพระเอกในเรื่องที่มีเงินติดตัววันแรกและวันสุดท้ายเท่าเดิม คือไม่มีเงินเก็บสักบาท แต่เสียเวลาไปถึง 4 ปี ผมก็คิดว่าถ้าเกิดเราทำ 4 ปีแล้วเจ๊ง เราจะเป็นยังไง ผมคิดอย่างงั้นเลย แม้จะกลัวๆ กล้าๆ แต่ผมก็ขอลอง” กานต์เล่าย้อนไปถึงช่วงที่เป็นเด็กจบใหม่ที่ทำให้เขากล้าได้กล้าเสีย

ความยากคือเราไม่รู้อะไรเลย มีแต่ความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ส่งมาว่าเราจะทำแล้วรอดไหม ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะรอดหรือเปล่าด้วย แต่ก็พยายามเรียนรู้กับคนยุคเก่าให้มากที่สุด ทั้งจากช่างของร้าน จากพนักงานที่เห็นเรามาตั้งแต่เด็กๆ จากการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าหนังมีกี่ประเภท มีวิธีการคัดเลือกยังไง หนังที่ดีเป็นยังไง ก่อนหน้านี้เย็บด้วยมือไม่เป็นก็ต้องหัดเย็บให้ได้” กานต์เล่าถึงหลักสูตรเรียนรู้กระบวนการสืบทอดร้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากผู้รู้ในวงการและการปรึกษาครอบครัว ซึ่งภายหลังพี่ชายก็ตัดสินใจมาช่วยกันด้วย กานต์เล่าว่าทั้งหมดนี้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านการทำผิดๆ ถูกๆ เยอะมากกว่าที่คิดไว้

นอกจากพนักงานและช่างเครื่องหนังมากประสบการณ์จะทำหน้าที่เป็นครูให้กับเขาในช่วงที่ธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเขาเองก็ต้องดูแลและบริหารกิจการ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายผู้ประกอบการรุ่นใหม่เสมอมา เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนรุ่นใหม่อย่างเขาต้องบริหารคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

ตอนแรกเขาจะไม่ฟังเราเลย เพราะเขาเชื่อว่าทำอย่างนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เราต้องสื่อสาร ทำให้เขาเห็นว่ามันต้องเปลี่ยนแล้วนะ เราก็พยายามอธิบายกับช่างว่า ขอปรับตรงนี้นิดหน่อย เพราะมันไม่ได้จริงๆ รวมกับความเห็นจากลูกค้าด้วย ช่างเก่าๆ เขาก็จะเริ่มฟัง” กานต์ไม่เพียงการหาเหตุผลเพื่อมาเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในร้าน แต่เขายังต้องหาเหตุผลมาเพื่อหักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่มีอยู่ในตัวเองด้วย

เราเป็นวิศวกรที่มาอยู่ในวงการแฟชั่น เราก็จะมีชุดความคิดบางอย่างจากวิศวกรรมอุตสาหการ เช่น การลดต้นทุน ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมรองเท้าต้องสต็อกเยอะขนาดนี้ เราต้องลดสต็อกสิ เพราะเราเรียนมาว่าสต็อกคือความสูญเสีย พอมาใช้ชีวิตจริงมันไม่ใช่ บางทีเราจำเป็นต้องมีสต็อกเพื่อให้มีของขายตลอด จะได้ไม่เสียโอกาส

เรื่องความสวยงาม เมื่อก่อนเราก็คิดว่าเลือกหนังถูกๆ ก็ได้ แต่บางทีทำออกมาแล้วมันไม่สวยเลย คือหนังมันจะมีการคัดเลือก แบ่งเป็นเกรดเอ บี ซี แล้วก็พ่นสี หนังที่ดีคือหนังที่ไม่มีแผล ผิวจะเนียน หนังเกรดไม่ดีคือมันจะมีรอย มีแผล ซึ่งเขาก็จะหาวิธีมาทำให้มันดี คือพ่นสีหนาๆ ทับให้มองไม่เห็น คนซื้ออาจดูไม่รู้หรอก แต่เรารู้ เราก็ไม่ทำ”

ความไฟแรงของกานต์ผลักดันให้เขากล้าฝ่าฟันกับปัญหาที่เข้ามา ในขณะเดียวกันก็เป็นอัตตาชั้นดีที่เขาค้นพบจากการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องหนัง หรือกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องหนังตั้งแต่ต้นน้ำอย่างกลุ่มธุรกิจฟอกหนัง ไปจนถึงปลายน้ำอย่างผู้จัดจำหน่ายเครื่องหนังทุกประเภท

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเป็นผู้ประกอบการที่เด็กที่สุดในกลุ่ม เราก็คิดว่าเราแน่ที่สุด เรานี่มันเก่งที่สุด ซึ่งในความจริงแล้วจริงๆ เราไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น ความคิดเราเด็กมาก เด็กก็คือจะลุยอย่างเดียว ถึงขนาดที่คิดว่าเราเก่งกว่าผู้ใหญ่ เวลาผ่านไปเราพบว่าผู้ใหญ่ทุกคนในกลุ่มประสบการณ์เขาสูงกว่าเรามาก เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเราไม่รู้เท่าไหร่ จากนั้นเราก็ได้เรียนรู้อะไรจากเขามามากมาย ช่วงที่ทำรองเท้าแบบใหม่ ถ้าใส่ไม่สบาย ผมก็จะหิ้วไปถามเขา เขาก็ยินดีสอน”

หนังภาคที่สาม : อดทนเก็บความในใจ

ระหว่างที่กานต์พาเราเดินชมเครื่องหนังในร้าน ไล่เรียงตั้งแต่รองเท้าหนังราคาย่อมเยาที่ไม่มีวัสดุ PVC ซึ่งไม่ระบายความร้อนและไม่ซับเหงื่อเจือปน เราแอบสังเกตเห็นว่ารองเท้าหนังผู้ชายในร้านนั้นมีตั้งแต่ขนาดจิ๋วไปจนถึงขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งยังเห็นทรงรองเท้าหนังคลาสสิกมากมายวางตั้งอยู่

เรื่องแบบทรงของรองเท้าเราปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น เช่น มีแบบทรงที่หัวแหลมขึ้นมาหน่อย มีดีไซน์ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อทดลองตลาดจริงแล้วปรากฏว่าไม่ได้ผลตอบรับที่ดี จึงต้องยังคงรักษาแบบทรงหัวตัดเอาไว้ เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงๆ มาตลอด” กานต์เล่าเสริมเรื่องแบบทรงและความนิยมของทรงเก่าๆ อย่างรองเท้าทรงหน้ากากและทรงโลตัส ที่ใครเห็นเป็นต้องคุ้นเคย เพราะพวกเราล้วนจดจำได้ว่าเป็นคู่โปรดของคุณปู่ในสมัยหนุ่ม

เราถามกานต์ถึงความพิเศษเล็กๆ ของรองเท้าเซ่งชงที่เขาภูมิใจ ซึ่งนอกจากวัสดุชั้นดีที่สืบทอดและรักษาความตั้งใจของบรรพบุรุษ หัวใจของการบริการที่คิดถึงลูกค้าเป็นสำคัญก็ทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้

เป็นความตั้งใจของร้านเราว่า ทุกคนที่มาตามหารองเท้าที่นี้ต้องมีรองเท้าใส่กลับไป” ถ้าเป็นร้านทั่วไปรองเท้าเบอร์ใหญ่สุดอาจจะอยู่ที่เบอร์ 45 แต่ที่ร้านเซ่งชงกานต์บอกว่ามีถึงเบอร์ 51 หรือแม้กระทั้งเบอร์เล็กที่สุดอย่างเบอร์ 36 ก็หาได้ที่ร้านเซ่งชง

อีกหนึ่งความพิเศษของรองเท้าเซ่งชงคือ พื้นรองเท้า โดยกานต์ตัดสินใจไม่เลือกใช้แบบทรงสำเร็จรูปยอดนิยม แต่จะเลือกใช้ของโรงงานที่เทพื้นร้องเท้าแยกต่างหาก ซึ่งมีข้อดีคือทำให้พื้นรองเท้าแข็งแรงและทนทาน แม้จะทำให้ต้นทุนต่อคู่มีราคาสูงขึ้น

เรื่องงานออกแบบ เราให้อิสระกับช่างทุกคนในการทำงาน แต่ทรงไหนที่ไปลอกเลียนแบบเขา แม้จะนิดๆ หน่อยๆ เราจะไม่ยอม” ร้านเซ่งชงในยุคสมัยของกานต์อาจจะให้อิสระกับช่างออกแบบเต็มที่ แต่ก็มีข้อจำกัดและมีกฎที่เขาตั้งไว้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของร้านตามที่คุณปู่สอน

ที่บนชั้นสองของร้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ขี่ม้าเรียงรายและอัดแน่นจนพวกเราตื่นเต้นไปหมด ของไม่คุ้นตาอย่างอานหนังที่นั่งขี่ม้า อุปกรณ์ขี่ม้า ไปจนถึงรองเท้าบู๊ทคุณภาพดี เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ฟื้นชีวิตชีวาให้กับเซ่งชงในยุคสมัยนี้ไม่แพ้รองเท้า กระเป๋า และเข็มขัดหนัง คุณภาพดีข้ามยุคสมัย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกสรรและผลิตสินค้าของเซ่งชงที่มีมาอย่างยาวนานก็คือ ความต้องการของลูกค้า

ร้านเราเป็นร้านทำเครื่องหนังที่รับทำทุกอย่างที่ทำจากหนัง ส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีคนมาหาถามว่ามีสิ่งนี้ มีสิ่งนั้นขายหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีคำถามนี้หลายๆ ครั้งเข้า เราก็จะหามาให้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ขี่ม้าทุกชิ้นในร้านที่เริ่มจากคำถามและความต้องการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก”

ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราถามถึงสิ่งที่กานต์ภาคภูมิใจที่สุดของการรับช่วงต่อดูแลกิจการที่สืบต่อกันมาถึง 5 แผ่นดิน ไม่ใช่เพราะแสงสะท้อนของบรรยากาศช่วงหลังฝนตกแน่ๆ ที่ทำให้เขาตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำถามนี้ กานต์รีบผายมือไปยังเครื่องทรงม้าพระที่นั่งที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พร้อมพูดเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นว่า

อันนี้เลย ที่สุดในชีวิตแล้ว”

น้อยคนนักที่จะรู้ว่ากานต์และทีมงานของร้านเซ่งชงคือผู้อยู่เบื้องหลังการประยุกต์เครื่องทรงม้าโบราณทั้งหมด เราเองก็เพิ่งรู้ในวันที่ติดต่อขอสัมภาษณ์เขาครั้งแรก เขาจึงปฏิเสธเราในตอนนั้น เพราะกำลังยุ่งกับการจัดเตรียม จนกระทั่งในวันที่ได้พบและพูดคุยกับเขา เขาก็ยังไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก เพราะเชื่อและบอกตัวเองเสมอว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในงานสำคัญ สิ่งที่เขาทำได้ไม่ใช่การบอกเล่าเรื่องนี้ แต่เป็นการตั้งใจทำเครื่องหนังของเขา คุณปู่ และคุณทวด ให้ดีที่สุดเท่านั้น

ก็เหมือนกับตอนที่เราย้อนถามเขาถึงบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกของประเทศ เพียงเพราะหวังว่าจะได้ยินเรื่องราวยิ่งใหญ่ นั่นยิ่งที่ให้เราได้เห็นว่า หนึ่งในภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอย่างศาสตร์ความรู้เรื่องเครื่องหนังที่มีกว่า 120 ปี นั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและการรักษาความเชื่อในสิ่งที่ทำเป็นสำคัญ

Facebook l เซ่งชง เครื่องหนัง

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439

เพราะเห็นว่าคุณแม่ของกานต์แอบมาร่วมฟังระหว่างการพูดคุยอยู่เป็นระยะ เราจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับคุณแม่ด้วย คุณแม่เล่าว่า ก่อนที่กานต์จะเข้ามาทำ เซ่งชงเป็นร้านเรื่องหนังเก่าๆ ไม่มีสินค้าใหม่ในร้านและปล่อยให้ลูกจ้างดูแลกันเองในทุกส่วน เพราะคุณแม่มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ

เราเป็นมนุษย์เงินเดือน แม่เป็นครู พ่อเป็นทหาร เราก็ไม่อยากให้ลูกทำ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำได้ยังไง เราไม่แน่ใจในศักยภาพของเขา แต่พอเขาทำแล้วมันดีขึ้น เราก็ยินดีและภูมิใจกับเขา ดีใจที่บรรพบุรุษได้ให้อาชีพกับลูกโดยที่เราไม่คาดฝันว่าเขาจะมาทำตรงนี้ และแม้เราจะไม่ได้ชื่อว่าเข้ามาทำงานที่นี่เต็มตัว แต่เราก็เป็นเหมือนแม่คนอื่นๆ นั่นคือไม่ว่าลูกจะทำอะไร เราก็จะช่วยสนับสนุนเขา” คุณแม่กล่าวทิ้งทาย ก่อนจะชี้ชวนให้ดูภาพถ่ายเครื่องทรงม้าพระที่นั่งสำหรับพระราชพิธีสำคัญ พร้อมอธิบายแบบทรงตามรูปแบบประเพณีโบราณ

Writer

นันท์นภัส พลเศรษฐเลิศ

เด็กฝึกงานที่กำลังรอรับปริญญา ใช้ชีวิตไปมาๆระหว่างกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ รักการอยู่บ้าน พอๆกับการอยู่นอกบ้าน ยังไม่ชัดว่าจะได้ประกอบอาชีพอะไร แต่ตั้งใจจะหัดขีดเขียนให้ดี

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load