The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

ท่านที่หลงใหลการเดินชมตึกสวยๆ ในย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านชุมชนมุสลิม คงเคยได้ยินเรื่องราวของตราสัญลักษณ์ของตุรกีที่ประดับบนอาคารของมัสยิดต้นสนและมัสยิดบางอ้อ บทความนี้จะขอเชิญชวนท่านไปทำความรู้จักกับที่มาและความหมายของดวงตราดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น

อาณาจักรออตโตมันหรือสาธารณรัฐตุรกีในปัจจุบัน เคยเป็นจักรวรรดิอิสลามที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ถึง 6 ศตวรรษ พ.ศ. 2060 สุลต่านเซลิมที่ 1 มีชัยเหนือราชวงศ์มัมลู๊กและผนวกดินแดนอาหรับ อันหมายรวมถึงสถานที่สำคัญคือกรุงมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ไว้ในอาณัติ 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ออตโตมันก็กลายเป็นศูนย์กลางของโลกอิสลาม สุลต่านแห่งออตโตมันก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประชาชาติมุสลิม ความยิ่งใหญ่ของชาวเติร์กนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก มุสลิมในประเทศไทยก็ได้รับรู้ถึงความมีอยู่ของออตโตมันจากการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์หรือจากการติดต่อกับชาวต่างชาติ แต่อาณาจักรอิสลามแห่งนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักในหมู่ชนบางกลุ่มเท่านั้น

จนกระทั่ง พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนกรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อเจริญสัมพันธ์กับอาณาจักรออตโตมัน และถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์แด่สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2385 – 2461) การเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นทำให้อาณาจักรออตโตมันเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยมุสลิมมากขึ้น เมื่อมุสลิมได้รับรู้ถึงสถานภาพและความสำคัญของออตโตมัน จึงนำสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรดังกล่าวมาประดับมัสยิดและอาคารต่างๆ ในชุมชน เพื่อเชื่อมโยงตนเองเข้ากับศูนย์กลางของโลกอิสลาม และแสดงความเคารพต่อสุลต่านในฐานะผู้นำของมุสลิมทั่วโลก หลายท่านยังเล่าว่าสมัยก่อนตามบ้านต่างๆ ก็มีพระบรมฉายาลักษณ์ของสุลต่านประดับอยู่ด้วย

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
กรมหลวงดำรงราชานุภาพเสด็จฯ เยือนอาณาจักรออตโตมัน
ภาพ : ไพศาล หรูพาณิชย์กิจ

ตราของอาณาจักรออตโตมันออกแบบโดยเซอร์ชาร์ลส์ (Sir Charles) ชาวอังกฤษ โดยนำแรงบันดาลใจมาจากตราของมหาอำนาจในยุโรปในยุคนั้น ตรานี้ถูกปรับปรุงเรื่อยมาจนกระทั่งได้รูปแบบสุดท้ายในสมัยของสุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 และใช้เป็นตราของอาณาจักรอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. 2424 จนถึงช่วงสิ้นสุดของอาณาจักร องค์ประกอบภายในตราล้วนแสดงถึงแสนยานุภาพของออตโตมัน ไม่ว่าจะเป็นรูปพระราชลัญจกรเปล่งรัศมี ธง อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฯลฯ ส่วนหนึ่งของตรายังมีคอร์นูโคเปีย (Cornucopia) สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ในคติของชาวตะวันตก ที่นำมาใช้สื่อถึงความมั่งคั่งของอาณาจักรออตโตมันอีกด้วย

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ตราประจำอาณาจักรออตโตมัน
ภาพ : Pinterest

จากการสอบถามผู้คนในชุมชนพบว่า มัสยิดหลายแห่งในกรุงเทพฯ เคยมีตราของอาณาจักรออตโตมันประดับอยู่ แต่ปัจจุบันมีมัสยิดเพียง 2 แห่งที่ยังมีตรานี้หลงเหลือให้เห็นคือมัสยิดต้นสนและมัสยิดบางอุทิศ ตราประจำอาณาจักรออตโตมันที่พบที่มัสยิดต้นสน เป็นแผ่นไม้ประดับอยู่ที่เหนือประตูทางเข้าของอาคารหลังเดิม ด้านล่างของลายระบุปีที่ทำแผ่นไม้เป็นตัวเลขอาหรับคือฮิจเราะฮ์ศักราชและตัวเลขไทยคือปีรัตนโกสินทรศก ปัจจุบันแผ่นไม้นี้เก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของมัสยิดต้นสน 

ส่วนตราประจำอาณาจักรออตโตมันที่มัสยิดบางอุทิศ เป็นลายปูนปั้นตกแต่งอยู่เหนือประตูทางเข้าของอาคาร รายละเอียดของลายดูใกล้เคียงกับต้นแบบของตุรกีเป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้รับการบูรณะและทาสีใหม่อย่างงดงาม

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ตราประจำอาณาจักรออตโตมันที่มัสยิดต้นสนหลังเดิม
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ตราประจำอาณาจักรออตโตมันที่มัสยิดบางอุทิศ 

เงาของสุลต่านตุรกีที่พบในประเทศไทยอันดับต่อมา คือตราพระราชลัญจกรที่เรียกว่า ‘ทูรา’ คำว่า ทูรา มีรากมาจากคำว่า ‘ทุกรัก’ (Tugrag) เป็นภาษาตุรกีเก่าแก่หมายถึงดวงตราของกษัตริย์ เข้าใจว่าทูราปรากฏใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1867 ในรัชสมัยสุลต่านออร์ฮาน สำหรับใช้ลงตรารับรองในพระราชโองการและเอกสารราชการต่างๆ ทูราจึงต้องออกแบบให้มีความสลับซับซ้อนเพื่อป้องกันการปลอมแปลง บางครั้งตรานี้ก็ตกแต่งด้วยลายดอกไม้อย่างวิจิตรเพื่อนำไปใช้เป็นลายประดับ 

ทูราของสุลต่านแต่ละพระองค์แตกต่างกัน แต่มีองค์ประกอบพื้นฐานเหมือนกัน องค์ประกอบของทูรามี 5 ส่วน เริ่มจากส่วนแรกซึ่งเป็นหัวใจของตราคือ ‘แซแร’ เขียนเป็นพระนามของสุลต่านและพระนามของพระราชบิดา หางของแซแรจะเขียนตวัดไปทางซ้ายเป็นเส้นโค้ง 2 เส้นเรียกว่า ‘เบย์แซ’ เส้นทั้งสองจะวาดยาวต่อมาทางขวาเรียกว่า ‘โคล’ จากนั้นช่างจะวาด ‘ทู’ หรือตัวอาลิฟ (อักษรตัวแรกของภาษาอาหรับ) 3 ตัวต่อขึ้นไปด้านบนเพื่อเสริมความสง่า จบด้วยการวาดเส้นโค้งที่เรียกว่า ‘ซุลแฟ’ เชื่อมทูกับแซแรเข้าด้วยกันทำให้ตราดูนุ่มนวลขึ้น ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ 

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ส่วนประกอบของทูรา
ภาพ : Sinan Ceco (แปลโดย วสมน สาณะเสน) 
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทูราของสุลต่านสุลัยมานผู้งามสง่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นทูราหนึ่งที่งดงามที่สุด
ภาพ : lacma.org
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
พระบรมราชโองการประทับตราทูรา

พระราชลัญจกรของสุลต่านออตโตมันในประเทศไทย พบเป็นลายประดับอยู่ที่หน้าจั่วของอาคารเจริญวิทยาคาร และที่หน้าจั่วของอาคารไม้ 2 หลังที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณมัสยิดบางอ้อ อาคารทั้งสามเป็นเรือนไม้แบบขนมปังขิง กล่าวกันว่าสร้างขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกัน ทูราที่หน้าจั่วของอาคารทั้งสามหลังมีลีลาของเส้นสายคล้ายคลึงกัน และต่างก็มีองค์ประกอบของทูราครบ 5 ส่วน 

ที่ตราเขียนเป็นคำว่า ‘อับดุลเมจิด’ ทูราที่ประดับบนอาคารเจริญวิทยาคารที่มีรัศมีด้านหลัง ก็ชวนให้นึกถึงทูราที่อยู่บนส่วนยอดของตราประจำอาณาจักรออตโตมัน คาดว่าทูราเหล่านี้เป็นฝีมือของช่างท้องถิ่นที่แกะลายโดยดูแบบจากภาพหรือสิ่งของต่างๆ ที่มีเครื่องหมายทูราที่นำเข้ามาในประเทศไทย 

ด้านล่างของทูรายังมีรูปจันทร์เสี้ยวฉลุเป็นลายก้านขดคล้ายเลียนแบบลายฉลุแบบขนมปังขิง เพื่อให้สัญลักษณ์จากแดนไกลนี้ดูสอดรับกับลายฉลุที่ตกแต่งตัวอาคาร ตรงกลางดวงจันทร์ยังมีตัวเลขอาหรับเป็นปีฮิจเราะฮ์ศักราช เข้าใจว่าเป็นที่สร้างอาคาร อย่างไรก็ตาม ที่มาและความหมายของชื่ออับดุลเมจิดและตัวเลขอาหรับที่ปรากฏในทูราที่พบในอาคารบริเวณมัสยิดบางอ้อนี้ยังคงเป็นปริศนา ควรได้รับการศึกษาเพื่อไขข้อเท็จจริงอันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการสืบไป

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทูราที่ประดับอยู่ที่อาคารภายในบริเวณมัสยิดบางอ้อ

นอกจากนี้ ยังมีลวดลายเลียนแบบทูราอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ พบที่ยอดของมิมบัร (ธรรมาสน์) ของมัสยิดอะห์มะดียะฮ์ ปากกราน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลวดลายดังกล่าวมีรูปทรงเช่นเดียวกับทูราแต่เขียนเป็นชื่อของนบีมุฮัมมัด ภายในกรอบรูปจันทร์เสี้ยวที่ด้านล่างเขียนเป็นข้อความเชื่อของมุสลิมว่า ‘ลาอิลาอิลลอลอฮ์’ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์) จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าคำว่ามุฮัมมัดในทูราด้านบนเป็นคำย่อของ ‘มุฮัมมัดดูรรอซูลลอลอฮ์’ (มุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์) และเมื่อรวมกับข้อความด้านล่าง ทูราและจันทร์เสี้ยวนี้ก็คือคำปฏิญาณตนในการเข้ารับอิสลามนั่นเอง

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ลายเลียนแบบทูราที่มัสยิดอะห์มะดียะฮ์ ปากกราน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตราของอาณาจักรออตโตมันและพระราชลัญจกรของสุลต่านถูกนำไปใช้ตกแต่งของหลวงทุกประเภท ตั้งแต่หัวแหวนขนาดเล็กไปจนถึงประตูเมืองขนาดมหึมา เมื่อออตโตมันแผ่อำนาจไปยังที่ใด ตราทั้งสองนี้ก็ติดไปด้วย เปรียบเสมือนเป็นการ ‘สร้างแบรนด์’ ของอาณาจักร 

ในทางกลับกัน ผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่กรุงมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ก็ได้พบเห็นตราเหล่านี้จากอาคารและของที่ระลึกต่างๆ จนกลายเป็นภาพจำ จากการศึกษาพบว่าตราประจำอาณาจักรออตโตมันและทูราเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเอเชียอาคเนย์ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในมาเลเซียและอินโดนีเซียก็พบลวดลายที่ดัดแปลงจากตราเหล่านี้ 

นักวิชาการคาดว่ามุสลิมในประเทศไทยรับตราประจำอาณาจักรออตโตมันและทูรามาจากมาเลเซียหรืออินโดนีเซียอีกทอดหนึ่ง หรือรับมาโดยตรงจากผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ และนำตราทั้งสองนี้มาประดับมัสยิดและอาคารในชุมชน เพื่อเชื่อมโยงตนเองเข้ากับอาณาจักรออตโตมันที่เป็นศูนย์กลางของโลกอิสลามในขณะนั้น การที่ชาวไทยมุสลิมนำเครื่องหมายเหล่านี้มาใช้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในสมัยก่อน ประเทศไทยยังไม่เคยมีสัญลักษณ์ใดที่สื่อถึงมุสลิมอย่างชัดเจน ตราของอาณาจักรออตโตมันที่ดูยิ่งใหญ่และสวยงามจึงอาจกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงศาสนาอิสลามได้ดีที่สุดในทัศนะของมุสลิมในยุคนั้น

ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทูราที่ประดับอยู่ภายในพระราชวังทอปกาปึ
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ตราประจำอาณาจักรออตโตมันเหนือประตูทางเข้า Grand Bazaar ในกรุงอิสตันบูล
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ตราประจำอาณาจักรออตโตมันเหนือซุ้มประตูที่เมืองฮิญาซ
ภาพ : IRCICA
ทำไมตราประจำอาณาจักรออตโตมันถึงมาอยู่บน มัสยิดไทย
ผ้าบาติกอาหรับประดับลายทูรา พบที่เซเรบอน เมืองท่าในชวา อายุประมาณ พ.ศ. 2443
ภาพ : Mohd. Taib Osman

เงาของสุลต่านตุรกีปรากฏในอาคารของชาวไทยมุสลิมเรื่อยมาจนถึงช่วงที่อาณาจักรออตโตมันถึงกาลล่มสลายใน พ.ศ. 2465 หลังจากนั้นการนำตราของอาณาจักรดังกล่าวมาตกแต่งอาคารก็เสื่อมความนิยมลง แต่เครื่องหมายรูปจันทร์เสี้ยวและดวงดาวที่เป็นส่วนหนึ่งของตราประจำอาณาจักรของชาวเติร์ก ยังคงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงศาสนาอิสลามและมุสลิมอย่างแพร่หลายตราบจนทุกวันนี้

ข้อมูลอ้างอิง

โชคชัย วงษ์ตานี. อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. สัมภาษณ์, พฤษภาคม 2563.

อิดริส-ซัลมา รักษมณี. แผ่นป้ายข้อมูลที่มัสยิดบางอุทิศ. จัดทำเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2549.

M. Uğur Derman. “Tuğra.” TDVİA, No. 41, p. 336-339., 2012. 

Selman Can. “Birth of the Ottoman Coat of Arms.”, Proceedings of the 16th Symposium of Medival-Turkish Era Excavations and Art History Researches 18-20th October 2012, p. 173-179.

Writer & Photographer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load