14 กุมภาพันธ์ 2562
4.19 K

“เธอสบายดีมั้ย ฉันสบายดี”

คอหนังญี่ปุ่นคงจำประโยคสำคัญจากหนังญี่ปุ่นสุดโรแมนติก หวานปนเศร้า ของผู้กำกับชุนจิ อิวาอิ (Shunji Iwai) เรื่องว่า Love Letter ได้เป็นอย่างดี หนังเรื่องนี้ใช้ความสวยงามของเมืองโอตารุ (Otaru) ในฤดูหนาวเป็นฉากหลัง ถ่ายทอดเรื่องราวความรักในอดีตที่โหยหา อบอุ่น ละมุนละไมได้อย่างลงตัว ทำให้หลายคนอยากมาสัมผัส ‘โอตารุ’ ด้วยตาตนเอง

หลังจากรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเล ในที่สุดฉันก็ได้มาเยือนเมืองที่อบอวลด้วยเกล็ดหิมะที่โปรยปรายตลอดช่วงฤดูหนาว โอตารุเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากซัปโปโร (Sapporo) เมืองหลวงของฮอกไกโด (Hokkaido) เกาะที่อยู่ตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น เพียง 30 – 40 นาที หากเดินทางด้วยรถไฟ JR ที่ขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลา

รถไฟพาฉันลัดเลาะริมแนวเขาติดทะเล มองไปเห็นบ้านเรือนและต้นไม้ปกคลุมด้วยหิมะขาวราวกับสีนมสดฮอกไกโดอันเลื่องชื่อ เมืองแห่งหิมะที่มีความโรแมนติกและความเหงาโดดเดี่ยว ปนเปซ้อนทับกันอยู่ อาจจะเป็นเพราะฉันเดินทางมาจากเมืองร้อน จึงหลงใหลฤดูหนาวเป็นพิเศษ

โอตารุ, Love Letter โอตารุ, Love Letter

ที่มาของเมืองโอตารุ ซึ่งค้นได้อย่างรวดเร็วจากวิกิพีเดียบอกไว้ว่า โอตารุเป็นเมืองถิ่นฐานของชนเผ่าไอนุ ชนเผ่าพื้นเมืองของเกาะฮอกไกโด และยังมีความหมายว่าเมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่านลงสู่ทะเล โอตารุจึงเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของเกาะฮอกไกโดที่เปิดรับชาวต่างชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายทั้งบนที่ราบและไหล่เขาสวยงามราวกับภาพวาด สีสันก็กลมกลืนกันไป ดูคลาสสิกและหม่นเศร้าเมื่อยามหิมะตกในหน้าหนาว แต่ไม่รู้ทำไมฉันกลับชอบความรู้สึกแบบนั้น ความโดดเดี่ยว โหยหาอดีต เป็นสิ่งที่นักเดินทางอย่างฉันแสวงหา

ฉันมาถึงโอตารุในวันที่หิมะตกหนัก ถึงแม้จะไม่ได้ตามรอยหนัง Love Letter ทุกย่างก้าว แต่เสน่ห์ของโอตารุก็ทำให้นักเดินทางตัวเล็กๆ ตกหลุมรักเมืองนี้ได้ไม่ยาก ว่ากันตั้งแต่อาคารบ้านเรือน ตึกเก่าแก่ ที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่ก่อร่างสร้างเมือง มีกลิ่นอายความคลาสสิค มีความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานกับความเป็นตะวันตกได้อย่างลงตัว

โอตารุ, Love Letter โอตารุ, Love Letter โอตารุ, Love Letter

ฉันพยายามเดินฝ่าความหนาวตั้งแต่ลงรถไฟเรื่อยไปจนถึงคลองโอตารุ สัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่ผู้มาเยือนต่างไม่พลาด อีกทั้งบางคนยังล่องเรือในคลองเที่ยวชมเมือง คลองสายนี้ยังแสดงถึงการเป็นสัญลักษณ์ของเมืองท่าที่สำคัญ มีการค้าขายกับชาติตะวันตก การคมนาคมที่พัฒนาทั้งการล่องเรือ และทางรถไฟที่เชื่อมต่อโอตารุกับซัปโปโรเป็นแห่งแรก ทำให้เศรษฐกิจของเมืองเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โอตารุ, Love Letter โอตารุ, Love Letter

อาหารการกินของที่นี้ก็สดใหม่ตามสไตล์ญี่ปุ่น มีทั้งของคาวที่เป็นอาหารทะเลสด ขนมต่างๆ รวมถึงไอศครีมซอฟต์ครีมที่แทบจะละลายในปาก มีทั้งมุมของความเงียบให้ได้สัมผัส โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์ที่สถานที่สำคัญยังไม่เปิดให้บริการ ฉันเหมือนนักเดินทางจากแดนไกลที่ร่อนเร่มาสัมผัสความหนาวเพียงลำพัง บางช่วงของถนนเหมือนฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่น ที่เดินทางมาเยือนดินแดนแห่งเทพนิยาย ขณะเดียวกันมุมของความคึกคักสนุกสนานสดใสที่ปรากฏในย่านการค้า มีถนนคนเดินที่ขายของน่ารักหลายอย่าง ถนนสายนี้มีชื่อเรียกว่า ซาคาอิมาจิโดริ ที่ขายของหลายอย่าง

โอตารุ, Love Letter

โอตารุ, Love Letter

สินค้าขึ้นชื่อของโอตารุคือเครื่องแก้วที่มีขายหลากหลายร้าน ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ สดใสน่ารัก รวมถึงกล่องดนตรีที่หาได้จากพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru Orgel Emporium) เมื่อซึมซับบทเพลงหลากหลายแนว ทุกย่างก้าวที่โอตารุเหมือนพาเราย้อนกลับไปอดีต ไม่แปลกหรอกที่คนหลงรักอดีต ตึกเก่าแก่ และเสียงดนตรีคลาสสิก อย่างฉันจะท่องไปในเมืองนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

โอตารุ, Love Letter โอตารุ, Love Letter โอตารุ, Love Letter

ฉันฝ่าลมหนาวขึ้นรถบัส ตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์ของเมืองโอตารุ แต่ปรากฏว่าหิมะตกหนัก ติดอยู่บนรถ หลงทาง สุดท้ายต้องนั่งรถย้อนกลับมาที่เดิม คนขับรถใจดี ไม่คิดค่ารถ วันนั้นทั้งวันได้แต่นั่งมองหิมะ เก็บภาพเกล็ดหิมะที่ตกโปรยปราย และเดินฝ่าสายลมหนาว ต่อรถไฟกลับโรงแรม แค่เพียงความหนาวที่ได้สัมผัสมันก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่คนเมืองร้อนหาไม่ได้จากบ้านเกิด

โอตารุ, Love Letter

ยิ่งฤดูหนาว ความเย็นของหิมะ และเกล็ดหิมะที่โปรยปรายไปทั่วทำให้เมืองนี้มีมนตร์เสน่ห์อยู่เหนือกาลเวลา หวานปนเศร้าคงจะใช้ได้ดีกับการเดินทางในหน้าหนาว ยังมีอีกหลายจุดที่ฉันยังไม่ได้เดินทางไป และหวังว่าจะได้กลับมาเยือนที่นี้อีกครั้ง

ภาพของมิโฮ นากายาม่า (Miho Nakayama) นางเอกในหนังเรื่อง Love Letter ที่ตะโกนก้องถามคนรักที่จากไป รอบตัวเธอโอบล้อมไปหิมะที่ตกบนภูเขายังอยู่ในความทรงจำของฉัน จะว่าไปการออกเดินทางอาจจะเป็นอีกหนทางหนึ่งของการรักษาความเจ็บปวดบางอย่าง มันอาจจะช่วยเยียวยาบาดแผลทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน

ระหว่างการเดินทางที่ยาวนานในชีวิต เราอาจจะแค่ต้องการใครสักคน อาจจะเป็นครอบครัว คนรัก เพื่อน ถามเราด้วยคำถามง่ายๆ ว่า

“เธอสบายดีมั้ย”

ฉันคงตอบเหมือนกันว่า

“ฉันสบายดี และดีใจที่ (ครั้งหนึ่ง) เราพบกันนะ”

โอตารุ, Love Letter

แนะนำสักเล็กน้อย

ก่อนเดินทางไปโอตารุ (Otaru) หาข้อมูลได้จากหลากหลายเว็บไซต์ ที่สถานีรถไฟ JR โอตารุมีแผ่นพับแนะนำข้อมูลอย่างง่าย สวยงามน่าอ่าน หนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย การเดินทางไปด้วยตนเองไม่ยากอย่างที่คิด ไม่ว่าจะไปที่ไหน ขอให้เดินทางด้วยความสบายใจ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศุภมณฑา สุภานันท์

เติบโตมากับหนังสือ รักการอ่านและงานศิลปะ ใฝ่ฝันจะเดินทางรอบโลก เคยมีประสบการณ์ทำงานข่าวสายศิลปวัฒนธรรม ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
454

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load