ครั้งล่าสุดที่คุณดื่มนมหรือทานผลิตภัณฑ์จากนม ไม่ว่าจะชีส ไอศกรีม โยเกิร์ตหรือคีเฟอร์ คือเมื่อไร

หากคุณไม่ได้เป็นชาววีแกน แพ้โปรตีนในนมสัตว์ หรือมีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ อาจเป็นเมื่อเร็วๆ นี้ที่คุณเพิ่งลิ้มรสชาตินุ่มๆ ละมุนลิ้นของอาหารที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่แรกเกิด

ในวัยเด็ก นมแม่คือแหล่งพลังงานชั้นเลิศ เมื่อเติบโตขึ้น นมยังคงเป็นส่วนประกอบของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งเป็นเครื่องดื่มที่มอบโปรตีน แคลเซียม วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และนำไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องประทินผิว

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมหลากหลายแบรนด์วางขายให้ซื้อได้ตามใจอยากในท้องตลาด จนบางทีเลือกสรรกันไม่ถูกเลยทีเดียว

ในบทความนี้ เราจึงอยากช่วยลดทอนความสับสนยุ่งยากในชีวิต ด้วยการแนะนำนม (ในฐานะเครื่องดื่ม) วิถีธรรมชาติและออร์แกนิก ทั้งจากสัตว์และพืชนานาชนิด ที่คุณมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพและปลอดสารพิษ สร้างมลภาวะต่อชีวิตผู้คนและโลกน้อยกว่า ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการบริโภคของคุณ

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ: Signatural Farm

ธรรมชาติของนมธรรมชาติ

หากคุณไม่เคยบริโภคนมจากธรรมชาติและออร์แกนิกมาก่อน คุณอาจฉงนใจว่าทำไมราคาถึงค่อนข้างแพงกว่านมทั่วไป แต่หากสำรวจเบื้องหลังอย่างลึกซึ้ง ราคานี้แลกมาด้วยต้นทุนความพิถีพิถันและการคำนึงถึงเพื่อนร่วมโลกทั้งสัตว์และสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้นอีกระดับ

เพราะการเลี้ยงดูทั้งสัตว์และพืชที่ให้นมแบบดังกล่าว ต้องไม่ฉีดสารเคมี ไม่ให้อาหารเม็ดจากโรงงานที่แม้มีราคาถูกกว่า แต่ในระยะยาวจะทำลายสิ่งแวดล้อมและอาจตกค้างอยู่ในน้ำนม หลงเหลือจนถึงร่างกายผู้บริโภคและไม่เป็นมิตรต่อร่างกายเสียเท่าไร

การดูแลแบบธรรมชาติหรือออร์แกนิกต้องอาศัยความประณีต ใจเย็น ไม่เร่งรัดฝืนธรรมชาติ ถ้าเป็นนมจากสัตว์มักมีการเลี้ยงแบบปล่อยให้เดินตามทุ่งหญ้าสดที่ปลูกเอง วัวควายแพะเหล่านั้นได้ออกกำลังกายไม่อุดอู้แบบบรรยากาศอุตสาหกรรม

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Butterfly Organic

แต่ผู้ผลิตต้องยอมรับว่าได้ผลผลิตน้อยกว่า และรสชาติแตกต่างกันบ้างในแต่ละขวด เพราะขึ้นอยู่กับธรรมชาติล้วนๆ ไม่เหมือนผลิตภัณฑ์นมทั่วไปที่รสชาติเหมือนกันทุกขวดทุกกระเบียดนิ้ว จากการใส่สารปรุงแต่งเสริมเข้าไป ซึ่งถ้าทานในปริมาณที่พอเหมาะและออกกำลังสม่ำเสมอก็อาจไม่เป็นอะไร แต่หากบริโภคเป็นกิจวัตร ก็ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง (ควรศึกษาฉลากให้ดีก่อนเลือกซื้ออะไรมาบริโภค)

อีกข้อดีสำคัญของนมแบบธรรมชาติคือ เรามักรู้ว่าใครเป็นผู้ผลิต หลายแบรนด์มีฟาร์มของตัวเองที่เปิดให้เยี่ยมชมทำกิจกรรม เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างรู้หน้ารู้ใจ ปลอดภัยหายกังวล 

ประเภทของนม

เราขอแบ่งนมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่เพื่อการเปรียบเทียบในบทความนี้คือ นมจากสัตว์เคี้ยวเอื้องเลี้ยงลูกด้วยนมอย่างวัว ควาย แพะ และนมทางเลือกที่ทำจากวัตถุดิบอื่นอย่างพืช เช่น ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ข้าวยาคู ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มีข้อดีให้ผู้บริโภคเลือกสรรกันตามเหมาะสม

1. นมจากสัตว์ 

นมประเภทที่เรารู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด นมจากสัตว์มักให้พลังงานมากกว่านมจากพืช แต่การเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์จำเป็นต้องใช้พื้นที่และทรัพยากร ทั้งอาหารและน้ำสูงในการเลี้ยงดูปูเสื่อสัตว์เหล่านี้ รวมถึงมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการปลูกพืชเพื่อมาทำนมด้วย 

สัตว์แต่ละประเภทให้น้ำนมที่มีโภชนาการแตกต่างกันไป เช่น นมควายให้พลังงานสูง คลอเลสเตอรอลต่ำ ดื่มแล้วอิ่มเร็ว นิยมนำไปแปรรูปเป็นชีส แต่มาพร้อมไขมันเนยที่มากด้วยเช่นกัน อาจไม่เหมาะกับเด็กเล็กมากๆ

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Murrah Farm
9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Butterfly Organic

ส่วนข้อจำกัดที่ต้องระวังคือ บางคนมีอาการแพ้โปรตีนในนมสัตว์ หรือมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องเมื่อเติบโตขึ้น (แต่เดี๋ยวนี้มีนมวัวแบบปราศจากแลคโตสแล้ว) กลุ่มคนเหล่านี้อาจต้องพึ่งพานมทางเลือกแทน

2. นมทางเลือก (จากพืชต่างๆ)

เราสามารถผลิตนมจากพืชหลากหลายชนิด เช่น อัลมอนด์ โอ๊ต ถั่วเหลือง มะพร้าว และข้าวยาคู โดยทั่วไปแล้ว นมประเภทนี้มักให้แคลเซียมและโปรตีนน้อยกว่านมจากสัตว์ อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการรายวัน (ยกเว้นนมถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงเกือบเทียบเท่านมวัว) และใครที่ปกติไม่ได้ทานนมประเภทนี้เป็นกิจวัตร อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้ลิ้นคุ้นชินกับรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่าง

ส่วนจุดเด่นคือ เหมาะเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แพ้นมจากสัตว์หรือมีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ (นมจากพืชไม่มีแลคโตส) ยึดถือวีถีวีแกน หรือต้องการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะใช้พื้นที่และทรัพยากรในการเลี้ยงดูคุ้มค่ากว่า เมื่อเทียบกับคุณค่าทางอาหารที่มนุษย์จะได้รับ (ขึ้นอยู่กับประเภทด้วย เช่นนมอัลมอนด์ใช้น้ำเยอะมากในการผลิตหนึ่งแก้ว ส่วนนมมะพร้าวใช้น้ำน้อย) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกระบวนการน้อย

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Diamond Fresh

คุณสามารถเลือกตามความสนใจและเหมาะสมกับร่างกายของตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ เราขอเชียร์นมแบบธรรมชาติและออร์แกนิก เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่คิดเผื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พยายามไม่ทำร้ายผืนดินผืนฟ้าจากการประกอบอาชีพ

ถ้าพร้อมอุดหนุนนมอร่อยๆ ไม่ปรุงแต่งแล้ว อยากชวนไปแวะซื้อ 9 รายการแนะนำเหล่านี้กันมาติดบ้านให้อุ่นใจ แล้วจะดื่มแบบร้อนๆ เย็นๆ ก็ตามสะดวก

ขอเน้นย้ำว่า รายการต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่เราอยากชวนคุณไปค้นหาด้วยกันหลังจากอ่านบทความนี้นะ

1

Butterfly Organic Milk

นมและโยเกิร์ต 8 รสมาตรฐานสากล

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัว นมเปรี้ยว โยเกิร์ต 

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / เดลิเวอรี่

Facebook : Butterfly Organic Milk

เว็บไซต์ : Butterfly Organic Milk

โทรศัพท์ : 08 1847 9423 หรือ LINE ID @butterflyorganic

Butterfly Organic Milk

รายการเหล่านี้คงไม่สมบูรณ์เลย หากขาดแบรนด์ Butterfly Organic Milk นมและโยเกิร์ตเจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากลอย่าง USDA แบรนด์ผีเสื้อตัวน้อยนี้ตั้งต้นมาจากความหลงใหลในขนมคัสตาร์ดของคุณแม่ของ แอร์-อาศยา ทรัพย์มนู เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก่อนต่อยอด พัฒนาเป็นธุรกิจผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกเมื่อ พ.ศ. 2554 หลังพบว่าลูกชายของแอร์มีอาการแพ้สารเคมีในนมวัว จึงรับรองได้เลยว่า Butterfly เข้าใจคนกลุ่มนี้จริง และตั้งใจคิดค้นผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ปราศจากสารพิษทั้งระบบ

นมของ Butterfly ส่งตรงมาจากวัวของเจเจฟาร์ม จังหวัดสระบุรี ภายใต้การดูแลของ โจ้-อภิศักดิ์ แพทย์วงษ์ ที่เลือกไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะใดๆ ทั้งกับพื้นที่และตัววัว ปล่อยให้วัวได้เดินออกกำลังกายอย่างอิสระบนผืนหญ้าออร์แกนิกที่โปร่งโล่งสบาย ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันมายาวนานนับ 10 ปี และมีใบรับรองระดับสากลเช่นกัน รสชาติของนมอาจแตกต่างกันบ้างในแต่ละขวดตามวิถีออร์แกนิก ขึ้นอยู่กับว่าวัวทานอะไร แต่รับรองได้ว่าดื่มง่าย นุ่มสบายลิ้นและท้อง

คุณสามารถเดินหยิบซื้อนมสด นมเปรี้ยวโพรไบโอติกพร้อมดื่ม 4 รส โยเกิร์ต 8 รสชาติ (รสใหม่ล่าสุดคือโกจิเบอร์รี่ออร์แกนิก) และกรีกโยเกิร์ตเนื้อเข้มข้น ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้นชื่อหลายแห่ง จุดสังเกตคือโลโก้รูปวาดผีเสื้อและตัวหนังสือฝีมือลูกชายเมื่อวัย 5 ขวบ เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้บริโภคที่บรรจุอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์

Butterfly Organic Milk
2

Murrah Farm

ผลิตภัณฑ์นมควายออร์แกนิกอุดมคุณค่าจากฟาร์ม 400 ไร่

ผลิตภัณฑ์นม : นมควาย โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์ประทินผิว

ช่องทางการซื้อ : ร้านมูร่าห์เฮ้าส์ (หมู่บ้านสัมมากร กทม.) / เดลิเวอรี่

Facebook : Murrah Farm

เว็บไซต์ : Murrah Farm

โทรศัพท์ : 08 6665 8398 หรือ LINE ID @murrahmilk

นอกจากน้องวัวแล้ว อีกหนึ่งสัตว์ที่ผลิตนมคุณภาพดีให้เราดื่มคือน้องกระบือ หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าควาย หลายคนอาจไม่คุ้นเคยหรือไม่กล้าลอง แต่จริงๆ นมควายมีจุดเด่นแง่คุณค่าทางพลังงานที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

Murrah Farm

ถ้าอยากลองเปิดประสบการณ์ลิ้มรสความเข้มข้น หอมมันแบบไม่คาวของนมควาย เราขอแนะนำ Murrah Farm ฟาร์มควายนมอินทรีย์แห่งแรกของประเทศไทยที่เลี้ยงควายแม่น้ำสายพันธุ์มูร่าห์สำหรับรีดนมโดยเฉพาะ ในพื้นที่กว้างขวาง 400 ไร่ที่จัดสรรโรงเรือนตามอายุสัตว์เป็นอย่างดี ปลูกพืชให้เป็นอาหารของควายด้วยตัวเอง ปราศจากสารเคมี มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกสรรทั้งนมพาสเจอไรซ์และสเตอริไลส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ ทั้งโยเกิร์ต มอสซาเรลลาชีส ดูแลโดย รัญจวน เฮงตระกูลสิน มายาวนานเกือบ 20 ปี

ส่วนใครอยากเจอน้องควายตัวเป็นๆ ในบรรยากาศฟาร์ม และทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว แวะเวียนไปได้ที่ Mini Murrah Farm ฟาร์มเชิงท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเพื่อการเรียนรู้ของผู้คน ตั้งอยู่ที่ฉะเชิงเทรา แถมมีร้านอาหารและร้านของฝากให้ซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย

Murrah Farm
3

ฟาร์มบ้านภู (Baan Phu Ranch)

ผลิตภัณฑ์นมจากวัวสายพันธุ์ผสมที่เลี้ยงดูอย่างพิถีพิถัน

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัว ครีมสด เนย

ช่องทางการซื้อ : เดลิเวอรี่

Facebook : Baan Phu Ranch

โทรศัพท์ : 08 8299 4222

ชวนชิมรสชาตินมจากวัวสายพันธุ์ผสมผิวสีขาวสลับแดงและสีน้ำตาลไหม้ของฟาร์มบ้านภู ฟาร์มวัวนมย่านลพบุรีที่เลือกเลี้ยงวัวแตกต่างจากพันธุ์สีขาวดำทั่วไปที่เรามักจำติดตา แม้เป็นสายพันธุ์ที่ผลิตน้ำนมได้ปริมาณน้อยกว่า แต่ให้คุณค่าผ่านทางน้ำนมสูง เลี้ยงดูอย่างพิถีพิถันควบคู่ไปกับไก่โคราช ให้กินหญ้าสดที่ลงมือปลูกเอง ไม่ทำอะไรฝืนธรรมชาติ แต่ละขวดจึงอาจมีรสชาติแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่รับประกันคุณภาพทุกขวดโดย ปู-สรรพศิรินทร์ ทรัพย์อนันต์ คุณแม่ผู้ประกอบการที่ร่ำเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร พ่วงด้วยตำแหน่งรุ่นสามของกิจการฟาร์มวัวนม เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวจริงของวงการ

ฟาร์มบ้านภู (Baan Phu Ranch)

นมของฟาร์มบ้านภูไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารปรุงแต่ง รสหวานๆ และสีออกเหลืองของนมเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติล้วนๆ บางขวดอาจมีไขมันนมแยกชั้นลอยอยู่ด้านบนขวด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนมที่ไม่ผ่านกระบวนการโฮโมจีไนซ์ ใครที่สนใจ สั่งซื้อนมสดใหม่ของฟาร์มแห่งนี้ได้ผ่านทางเดลิเวอรีเท่านั้น

ด้วยทักษะที่เก็บสั่งสมมาอย่างยาวนาน ฟาร์มบ้านภูยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งเนยที่เข้มข้น แต่ทานแล้วละลายไม่ติดปาก และครีมสด ให้เราได้จับจอง ทั้งนี้ อาจต้องถามรายละเอียดและสั่งจองล่วงหน้าเนิ่นๆ ก่อนเพลิดเพลินกับความอร่อยจากธรรมชาตินี้ เพราะคิวแน่นอยู่ตลอดและสินค้ามีจำนวนจำกัด

ฟาร์มบ้านภู (Baan Phu Ranch)
4

Signatural Farm

นมสดและน้ำนมข้าวโพดที่คัดสรรและผลิตด้วยวิถีธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์นม : น้ำนมข้าวโพดและนมสด 

ช่องทางการซื้อ : Signatural Farm แถวสี่แยกประชานุกูล รัชดาภิเษก 

Facebook : Signatural Farm

โทรศัพท์ : 08 9505 6696 หรือ LINE ID @SignaturalFarm

Signatural Farm

จากผู้บริโภคที่เลือกสรรผักและผลไม้อย่างละเอียดเองมายาวนานกว่า 10 ปี เหม่ง-เอมอร ชุณหกาญจน์ธกุล เลือกพลิกวิถีชีวิตเป็นเกษตรกรที่ทำฟาร์ม เพาะปลูกเองตามหลักออร์แกนิก และรวมผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่เชื่อเหมือนกันมาขายที่ร้านในเมืองกรุงขนาดอบอุ่น ด้วยชื่อ Signatural Farm

Signatural Farm มีผลิตภัณฑ์การเกษตรกรหลากหลาย ทั้งผักสดและผลไม้ตามฤดูกาล เราจะขอหยิบยกสองเครื่องดื่มที่น่าดึงดูดใจอย่างน้ำนมข้าวโพดสีเหลืองใสในขวดขนาดกะทัดรัด ผลิตจากคุณครูวิทยาศาสตร์ที่คัดข้าวโพดซุปเปอร์สวีทสดๆ ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่สีและสารเสริมใด เข้มข้นด้วยรสธรรมชาติ และนมวัวจากวัว 50 ตัวที่ทุกตัวมีชื่อเรียก ผู้ดูแลรู้จักวัวของตัวเองเป็นอย่างดี ดูแลด้วยหญ้าสดที่ปลูกเองแบบไม่มีสารเคมี

เป็นอีกหนึ่งแหล่งพักพิงทางอาหารในเมือง บริโภคได้อย่างสบายใจหายห่วง

Signatural Farm
5

DAIRY HOME

นมวัวและโยเกิร์ตที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมมานาน 22 ปี

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัวและโยเกิร์ต

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / แดรี่โฮมเอาท์เลต และ แดรี่โฮมชมสวน ปากช่อง / เดลิเวอรี่

Facebook : Dairyhome Organic

เว็บไซต์ : DAIRY HOME

โทรศัพท์ : 086 340 6160 หรือ LINE ID @dairyhome

ตำแหน่งขวัญใจคนรักนมทั่วไทยคงต้องมีรายชื่อของ DAIRY HOME อยู่ไม่ว่าจะสำรวจด้วยสำนักใด DAIRY HOME ผลิตนมคุณภาพดีออกสู่ท้องตลาดมายาวนานกว่า 22 ปี ภายใต้การดูแลของ พฤฒิ เกิดชูชื่น ที่มีปณิธานแรงกล้าในการผลักดันฟาร์มออร์แกนิกในไทย เพราะเชื่อว่าคือทางรอดที่ยั่งยืนกว่า

Dairy Home

ภายในฟาร์มและโรงงานของ DAIRY HOME นั้นยึดถือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัวมีพื้นที่ให้เดินเล่นออกกำลังกายในท้องทุ่ง ทานหญ้าสดที่ปราศจากสารเคมี ภายในโรงงานเองก็มุ่งมั่นที่จะไม่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม มีการบำบัดน้ำเสียหมุนเวียน คัดแยกขยะทำเป็นพลังงาน บรรจุภัณฑ์เป็นมิตร คิดครบทั้งวงจร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศ

เมื่อนำนมและโยเกิร์ตของแดรี่โฮมทั้งหมดมาวางเรียงรายแล้วจะพบว่ามีรสชาติหลากหลาย ผสมองค์ประกอบต่างๆ น่าลองไปเสียหมด ส่วนใครต้องการรสชาติแบบออร์แกนิกแท้ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เราขอแนะนำให้เริ่มที่รสธรรมชาติดั้งเดิม รับรองว่าไม่ผิดหวัง

Dairy Home
6

เส่งเฮง

นมถั่วเหลืองจากทายาทรุ่นสามร้านเต้าหู้เก่าแก่

ผลิตภัณฑ์นม : น้ำนมถั่วเหลือง 

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / เดลิเวอรี่ (เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล)

Facebook : เส่งเฮง เต้าหู้ใบตอง

โทรศัพท์ : 08 9690 6561

เส่งเฮง

ชวนมาลิ้มรสหวานนุ่มนวลของน้ำนมถั่วเหลือง (เรียกอีกชื่อว่าน้ำเต้าหู้) ที่ปลอดภัยจากสารเคมี โดยเส่งเฮง แบรนด์ตัวจริงอายุ 67 ปีที่เริ่มจากสองอาม่าอากงทำเต้าหู้สูตรจีนโบราณดั้งเดิมขายย่านตลาดพลู มีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำจากการนำใบตองมารองเต้าหู้ ก่อนพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงยุคของทายาทรุ่นสามอย่าง บิ๊ก-พัชรธนสิต เมธีวัชรสิริชาติ ที่คิดค้นน้ำนมถั่วเหลืองขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อ 5 ปีก่อน

น้ำนมถั่วเหลืองของเส่งเฮงทำจากถั่วเหลืองออร์แกนิก นำเข้าจากประเทศแคนาดา ไม่มีน้ำมันพืช สารปรุงแต่งอย่างกลิ่นหรือนมผงใดๆ ไม่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ไม่มีวัตถุกันเสีย มี 2 สูตรคือหวานปกติ (5 เปอร์เซ็นต์) และหวานน้อย (2 เปอร์เซ็นต์) จำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้ และเมื่อเปรียบเทียบพื้นที่และทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเลี้ยงดูถั่วเหลืองเหล่านี้กับคุณค่าที่มนุษย์จะได้รับแล้ว ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ 

เส่งเฮง เกิดจาสองคำในภาษาแต้จิ๋ว ‘เส่ง’ แปลว่า ร่ำรวยรุ่งเรือง ส่วน ‘เฮง’ แปลว่า โชคดี เป็นความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งดี ๆ ตั้งแต่รุ่นที่หนึ่ง ส่งต่อมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ส่วนใครที่ตามหาเต้าหู้สารพัดแบบ ทั้งนำไปประกอบอาหารหรือทานแบบสำเร็จรูป ก็เชื่อใจฝากท้องไว้กับเส่งเฮงได้เช่นกัน

7

Diamond Fresh

น้ำนมข้าวยาคูจากข้าวรวงอ่อนที่เต็มไปด้วยคุณค่า

ผลิตภัณฑ์นม : น้ำนมข้าวยาคู

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / เดลิเวอรี่

Facebook : Diamond Fresh

เว็บไซต์ : Diamond Fresh

LINE ID : @diamondfresh

อีกหนึ่งประเภทของนมที่น่าลิ้มลองสักครั้งในชีวิตคือนมข้าวยาคู ผลิตจากข้าวรวงอ่อนระยะน้ำนมอุดมคุณค่าที่ต้องรีบเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อพูดถึงนมประเภทนี้ในไทย ต้องยกตำแหน่งผู้บุกเบิกให้แบรนด์ Diamond Fresh ของ สมควร ศรีวิทิตกุล ที่มีประสบการณ์ทำงานโรงสีและส่งเสริมเกษตรกรวิถีอินทรีย์มานานเป็นทศวรรษ และตัดสินใจวิจัยอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวของเกษตรกรไทย เกิดกลายเป็นนมข้าวยาคู จากข้าวหลากหลายสายพันธุ์ รวมแล้วมี 7 รสชาติ และได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากล

Diamond Fresh

นมข้าวยาคูมีคุณประโยชน์จากข้าวที่เติบโตในระยะที่มีสารอาหารเต็มเปี่ยม มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ย่อยง่าย ดื่มง่ายสำหรับทุกวัย 

แต่กว่าจะได้กรรมวิธีที่เหมาะสมต้องใช้เวลาวิจัย พัฒนากระบวนการอยู่นานทีเดียว ใครอยากลองนมจากพืชที่แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป เราขอชวนให้ลอง Diamond Fresh ดูสักครั้ง แถมได้สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปในตัวด้วย

Diamond Fresh
8

Thai-Denmark Morganic

นมวัวและโยเกิร์ตออร์แกนิกจากธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัวและโยเกิร์ต

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / ร้านค้าและศูนย์นมไทย-เดนมาร์ค

Facebook : Thai Denmark

เว็บไซต์ : อ.ส.ค.

โทรศัพท์ : 08 9901 8156 หรือ LINE ID @thai-denmark

Thai-Denmark Morganic

ผลิตภัณฑ์นมวัวพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ตรสธรรมชาติและน้ำผึ้งออร์แกนิกจากอีกหนึ่งผู้มากประสบการณ์ของวงการ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภายใต้แบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ‘มอร์แกนิค’ (Morganic) ผลิตจากนมวัวคุณภาพที่ได้รับจากแม่วัวในฟาร์มของ อ.ส.ค. ที่เลี้ยงดูแบบธรรมชาติในพื้นที่กว่าร้อยไร่ ไม่มีการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ จัดสรรหาอาหารให้เป็นอย่างดี บริหารจัดการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ความต้องการนมคุณภาพดีที่มีมากขึ้นในตลาด

Thai-Denmark Morganic มีช่องทางการซื้อหลากหลายให้เลือกสรร แวะเวียนเข้ามาไปซื้อกันได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้านมไทย-เดนมาร์ค

9

The Green Geek

คีเฟอร์นมเปรี้ยวซ่าจับใจ

ผลิตภัณฑ์นม : คีเฟอร์

ช่องทางการซื้อ : The Green Geek Shop ฮาบิโตะมอลล์ อ่อนนุช / สั่งออนไลน์

Facebook : The Green Geek

โทรศัพท์ : 09 3695 1645 หรือ LINE ID @greengeek

The Green Geek

ปิดท้ายด้วย The Green Geek หนึ่งในแบรนด์ที่เรานึกถึงอยู่เสมอเมื่อกล่าวถึงคีเฟอร์นมออร์แกนิก เครื่องดื่มหมักคล้ายโยเกิร์ตที่อุดมจุลินทรีย์ โพรไบโอติกส์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ รสชาติเปรี้ยวซ่าสดชื่นยากจะลืมจากกรดแลคติก ดื่มแล้วรู้สึกดีสมชื่อ (คีเฟอร์ในภาษาตุรกีแปลว่าความรู้สึกดี)

คีเฟอร์นมของ The Green Greek ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ที่ต้องเอาใจใส่ ปรับเปลี่ยนสูตรในการหมักให้เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ดูแลโดย ฉาย-เทียนฉาย อองกุลนะ ที่อยากให้คนได้ทานอาหารปลอดภัยจากธรรมชาติอย่างยั่งยืน

หากแวะไปที่ช็อปย่านอ่อนนุช จะพบเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกหลากหลายวางขายให้ซื้อทานและติดไม้ติดมือกลับบ้าน สิ่งที่เด่นไม่แพ้คีเฟอร์นมและอยากชวนให้คุณลองด้วยเหมือนกันคือคีเฟอร์น้ำมะพร้าว โยเกิร์ตวีแกน และคอมบูฉะ 12 รส

The Green Geek

9 แบรนด์นี้เป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์นมธรรมชาติและออร์แกนิกที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เราบริโภคสินค้าดีๆ เป็นมิตรต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่แบ่งปันพันธกิจเดียวกันนี้ ขอชวนคุณไปค้นหาแบรนด์ที่ถูกใจ ทำสิ่งที่ตรงกับคุณค่าที่เรายึดถือ ทั้งนี้ อย่าลืมอ่านฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง ว่าเรากำลังนำอะไรเข้าไปสู่ร่างกายอันเป็นที่รักของเรา

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

มนุษย์อินทรีย์

ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย เราจะกิน อยู่ ใช้ ให้ดีต่อตัวเองและโลกได้อย่างไร

ช่วงที่หลายคน Work from Home หรือ Study from Home กันมากขึ้น บ้านกลายเป็นทั้งที่อยู่อาศัย ที่พักกายใจ และที่ทำงานในคราวเดียว เมื่อเริ่มมีเวลาอยู่ติดบ้าน หลายคนจึงหันมาทำบ้านให้เป็นบ้านมากกว่าที่เคย สังเกตได้ง่ายมาก เพราะบรรดาเฟอร์นิเจอร์น่ารัก สีสันต้องตา เริ่มขายดีเป็นเทน้ำเทท่า 

แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็นสินค้าแต่งบ้านน่าใช้เรียงรายตามร้านค้า เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างบ้าน-อาคารทั้งหลาย ต้องผ่านกระบวนการหลอม เผา ขัดเกลาสารพัดขั้น ผลาญพลังงานธรรมชาติและสร้างขยะกองมหึมาจนน่าตกใจ อีกทั้งกว่าจะได้เหล่าปูน หิน ดิน ทราย ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ก็อาจต้องระเบิดภูเขาเผาป่าแบบในภาพยนตร์แอคชัน รังแกระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

มนุษย์อินทรีย์ตอนนี้จึงขอเล่าเรื่องแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างแนว Circular Design ที่อยากชักชวนให้ผู้อยู่อาศัยทั้งหลาย หันมาใส่ใจสร้างบ้านที่รักตัวเราและรักสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น

เหล่าคนหัวใจอินทรีย์ต่างรู้ดี ว่าแนวคิดแบบ Circular Design ที่ว่านี้เป็นมิตรแท้ตัวจริงต่อสิ่งแวดล้อม เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องใช้ ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาหารที่เราทาน จะต้องนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างคุ้มค่า โดยปักธงไว้ว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องป้องกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบและออกแบบ เพื่อไม่ให้เกิดของเสียเหลือทิ้งตั้งแต่ต้นทาง 

แบรนด์หลากหลายสัญชาติทั่วโลกหันมาร่วมแคมเปญรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร เช่น ทางฝั่งไต้หวันซึ่งมีทั้ง The W Glass Project คิดค้นแก้วและหลอดชานมไข่มุกจากแก้วรีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ Epson Taiwan ที่มาช่วยกำจัดปัญหากระดาษสำนักงานกองโตด้วยเครื่องพรินเตอร์ PaperLab รีไซเคิลกระดาษได้เองในตัวแบบครบถ้วนทุกกระบวนขั้น ส่วนฝั่งยุโรปก็ไม่น้อยหน้า แบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาชื่อดังอย่าง Adidas ก็เริ่มนำวัสดุเหลือใช้และพลาสติกมาแปรรูปเพื่อผลิตเป็นรองเท้าออกขาย หรือจะเป็น ECOALF แบรนด์แฟชั่นจากสเปนก็ดีงาม เพราะเขานำขยะทางทะเลมาแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าแฟชั่นนานาชนิด 

ใครที่กำลังอยากรีโนเวตบ้าน หรือมีไอเดียอยากแต่งบ้านด้วยวัสดุที่ทั้งดีต่อเราและดีต่อโลก เราขอภูมิใจนำเสนอมิตรคู่เรือนเพื่อนคู่บ้านคนใหม่อย่าง ‘loqa’ (โลกา) แบรนด์ไทยที่มีแนวคิดในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการผลิตที่คิดถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งชวนให้อยากเลือกหยิบสินค้าลงตะกร้า และร่วมวงสนทนากับทีมหลังบ้านของ loqa ต่อในทันที

และต่อจากนี้คือเรื่องราวฉบับย่อของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์น่ารักหัวใจสีเขียว ที่จะเปลี่ยนมุมมองและไอเดียในการสร้างบ้านของเราไปตลอดกาล

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

ยั่งยืนต่อองค์รวม ย่อมยั่งยืนกับตัวเรา

เมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว ประกอบกับความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม สองสามีภรรยาอย่าง นนท์-นรฤทธิ์ วิสิฐนรภัทร และ มาย-มนัสลิล มนุญพร จึงตื่นเช้ามาด้วยใจตระหนักว่า ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้อย่างจริงจังเสียที

เพราะการแต่งบ้านคืองานอดิเรก ทั้งสองจึงตัดสินใจเริ่มต้นที่งานเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างอย่างไม่ลังเล และเหมือนโชคชะตาจะหันเหมาถูกทิศ เพราะแต่เดิมธุรกิจทางบ้านของนนท์คือการทำอิฐทนไฟ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่เน้นความทนทานและพิถีพิถัน ชนิดว่าคลาดเคลื่อนแม้แต่ 1 มิลมิเมตรก็ไม่ได้ มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจใหม่แกะกล่องครั้งนี้ด้วย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และวัสดุตกแต่งอาคาร ในนาม loqa หรือ โลกา จึงถือกำเนิดเปิดตัวในปี 2021 อย่างเป็นทางการ พร้อมกับความตั้งใจร่วมผลักดันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

“เราสองคนสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เลยคิดว่าจะทำอะไรที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมได้บ้างไหม แล้วก็เป็นสิ่งที่เรามีศักยภาพจะทำได้” นนท์เล่าถึงที่มาที่ไปของโลกา และความได้เปรียบด้านธุรกิจอิฐทนไฟของที่บ้าน

“อีกอย่างคือเราตั้งใจว่าจะต้องทำให้มันยั่งยืนกับองค์รวม เพราะมันเชื่อมโยงถึงกันหมดค่ะ ถ้ายั่งยืนกับองค์รวม ก็น่าจะยั่งยืนกับเราเองด้วย” มายเสริม

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

หากมองเผิน ๆ เราอาจคิดว่าบรรดาอิฐก้อนและกระเบื้องทั้งหลายจากโลกา ก็ไม่ต่างจากเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างทั่วไปเท่าไหร่นัก แต่หากลองเพ่งสังเกตให้ดี จะพบว่าเนื้อในของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประกอบสร้างขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมแทบทั้งสิ้น ทั้งบรรดาเซรามิกเหลือทิ้ง แก้วจากขวดเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร ทั้งหมดนี้ถูกนำมาผ่านกระบวนการผลิตด้วยระบบออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ที่เมื่อบดทุบหรือรื้อถอนสินค้าออกแล้ว ยังนำไปรีไซเคิลต่อได้ด้วยกระบวนการผลิตใหม่อย่างไม่สิ้นสุด

“ถ้าสินค้าของเราถูกนำไปใช้ แล้วอีก 10 – 20 ปี เกิดการทุบทิ้ง เรานำไปบดละเอียดแล้วเอากลับมาขึ้นรูป ทำเป็นของชิ้นใหม่เรื่อย ๆ ได้เลย” 

แค่เริ่มต้น ก็ฟังดูสนุกไม่เบาทีเดียว

เปลี่ยนจากไร้ค่ากลายเป็นคุณค่า

เมื่อเราสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องเป็นวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม นนท์จึงเล่าให้ฟังอย่างเข้าใจง่ายว่า เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมการก่อสร้างและวัสดุการก่อสร้าง อีกทั้งบั้นปลายของวัสดุเหล่านี้คือการถูกฝังกลบลงดิน แน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

“แค่เฉพาะคอนกรีต เหล็ก อะลูมิเนียม 3 อย่างนี้รวมกันก็ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งผมว่ามันเป็นตัวเลขที่เยอะมาก เป็นสัญญาณบอกว่าเราน่าจะมีส่วนร่วมในการทำอะไรสักอย่าง เราจึงอยากนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด”

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต โลกาคัดเอาเฉพาะวัสดุเหลือใช้ทั้งสิ้น เพื่อชุบชีวิตให้ของไร้ราคา กลายมาเป็นเฟอร์นิเจอร์น่าใช้และไม่สร้างขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อม ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ นนท์และมายเล่าว่าเป็นเรื่องของการเคลือบสี เคลือบเงา และตัวสร้างพันธะเคมีที่ทำให้ชิ้นงานติดกัน ถึงแม้ว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายและไม่สร้างสารพิษให้กับสิ่งแวดล้อมแม้แต่น้อย แต่โลกาก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าเฟ้นหาวัสดุเหลือทิ้งมาใช้ทดแทนในอนาคต

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

“ณ วันหนึ่ง อิฐ 1 ก้อนและกระบวนการทุกอย่างเกี่ยวกับเขา เราอยากให้มันมาจาก Waste ทั้งหมดเลย นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเราค่ะ”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งธงชัยที่โลกาปักไว้ คือการนำเศษวัสดุจากการก่อสร้าง อย่างปูน ดินแดง คอนกรีต หรือซีเมนต์ก้อนยักษ์ใหญ่ มาปัดฝุ่นแปลงโฉมเป็นสินค้าคุณภาพได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าขั้นตอนนี้จะอยู่ในระยะทดลอง แต่ทั้งสองก็กระซิบบอกว่าไม่นานเกินรอน่าจะสัมฤทธิ์ผล

พื้นที่เล่นสนุกของคนสร้างบ้านและคนรักบ้าน

เมื่อขยะอุตสาหกรรมที่เคยถูกทิ้งลงถัง เปลี่ยนผันมาอยู่ในมือของสองนักคิดนักค้นแห่งแบรนด์โลกา ขยะด้อยค่าจึงถูกนำมาเล่นสนุกได้ไม่รู้จบ

“เราอยากให้โลกาเป็นเหมือนเลโก้ของสถาปนิกและดีไซเนอร์ เพราะเขารู้ดีที่สุดว่าต้องทำอย่างไรมันถึงจะออกมาเป็นบ้าน เป็นที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้น เราอยากเป็นพื้นที่และวัตถุดิบสนุก ๆ ให้เขาเอาไปต่อยอดได้อีกหลากหลายรูปแบบ”

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

กว่าจะได้สินค้าแต่ละชิ้น โลกาคิดและทำจนได้ผลลัพธ์ในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ทุกผลิตภัณฑ์ผ่านการคิดค้น ทดลอง และพัฒนาโดยทีม R&D (Research and Development) หลังบ้าน อีกทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยเป็นกุนซือให้คำแนะนำอยู่ไม่ขาด เรื่องความทนทานและประสิทธิภาพการใช้งานจึงไม่เป็นสองรองใคร

“แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อยแต่มันสำคัญมาก และเราใส่ใจกับมันทั้งหมด เช่น คุณจะเทสารอะไรลงไป ใช้ตัวทำละลายประเภทไหน ต้องปั่นกี่นาที ในอุณหภูมิเท่าไหร่” นนท์กล่าว

“พอมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามา เขาก็ช่วยเจียระไนให้เราเข้าใจเลยว่า มีตัวแปรอะไรบ้างที่ส่งผลต่องานของเรา” มายเสริม ก่อนจะมีประโยคปิดท้ายชวนอมยิ้มจากนนท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“จริง ๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบเคมีนะ แต่ตอนนี้ต้องรู้เรื่องของมันเยอะมากเลย” 

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

ปณิธานของโลกา คือการเน้นย้ำว่าพวกเขาจะใช้กระบวนการผลิตที่รบกวนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เพื่อนำของเสียเหล่านั้นกลับมาสร้างเป็นชิ้นงานที่มีคุณค่า เราจึงอยากฟังต่อไปว่า กระบวนการผลิตเหล่านั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร

“เราไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่เป็น Raw Material หรือ Virgin Material เลย แต่เราใช้วัสดุเหลือใช้ ซึ่งมีข้อดีตรงที่วัสดุเหล่านี้เคยผ่านกระบวนการมาแล้ว เวลาเอามาใช้ต่อ เราใช้อุณหภูมิที่ต่ำลงในการเผาได้ แต่ถ้าเผาใหม่ สร้างใหม่ทั้งหมดเลย เราจะต้องทำอะไรหลายอย่างมาก เช่น อาจจะต้องเผาในอุณหภูมิที่สูงขึ้น สิ้นเปลืองพลังงานธรรมชาติมากขึ้น หรืออย่างชิ้นงานที่เป็นวัสดุปูผนังบางตัว ก็ไม่ได้ใช้ความร้อนในการผลิตเลยด้วยซ้ำ

“การเชื่อมชิ้นส่วนก็เหมือนกัน ถ้าเป็นซีเมนต์บรรจุถุงทั่วไป กว่าจะได้วัตถุดิบมา เขาต้องไประเบิดภูเขา แล้วเอามาผ่านกระบวนการความร้อนที่ประมาณ 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่เราใช้ปฏิกิริยาเคมีเชื่อมให้มันติดกัน แล้วก็หล่อออกมาเป็นชิ้นงาน เราไม่ได้ปล่อยคาร์บอนในกระบวนการนั้นเลย”

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

แม้จะเป็นเรื่องเคมีล้วน ๆ ไม่มีอื่นใดผสม แต่นนท์ก็ช่วยย่อยใจความให้เราเข้าใจและเข้าถึงได้ไม่ยาก

“ผมว่ามันคิดง่ายไปที่จะแลกภูเขา 1 ลูกกับปูนซีเมนต์ 100 ตัน เมื่อก่อนคนอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว เราก็น่าจะหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้”

เสน่ห์และพลังของความไม่สมบูรณ์แบบ

ผลิตภัณฑ์ในเครือโลกา แบ่งออกมาเป็น 2 สาขาใหญ่ นั่นคือกลุ่มสินค้าประเภท Surface ใช้สำหรับก่อผนัง ปูพื้น หรือพวกอิฐช่องลมที่มีความหนาเพียงพอสำหรับก่อผนังได้ มายเล่าว่าสินค้าในหมวดนี้แตกแยกย่อยออกไปอีกตามไซส์ สี และผิวสัมผัส

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

ส่วนอีกสาขา คือ สินค้าตระกูล Casted หรือที่ทั้งสองเรียกว่า ‘งานหล่อหลอมทั้งหลาย’ ซึ่งหากจะให้แจกแจงว่าถูกหล่อหลอมออกมาเป็นสินค้าประเภทใดบ้างคงบรรยายไม่หมด เพราะมีตั้งแต่ของชิ้นเล็ก อย่างแจกันดอกไม้ เชิงเทียน จานวางสบู่ ไล่ขนาดไปจนถึงของใช้ไซส์ใหญ่ จำพวกโต๊ะข้างเตียง ม้านั่ง หรือแม้แต่ซิงก์ในห้องน้ำ

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“สินค้าในกลุ่มนี้หลากหลายมากค่ะ มันคืออะไรก็ตามที่เราอยากได้ (หัวเราะ) และคิดว่าคนที่ชอบแต่งบ้านก็น่าจะอยากได้เหมือนกัน ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราอยากเล่นสนุกกับมัน

“เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกาแทบจะใช้สร้างบ้านได้ทั้งหลังเลย”

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

และทันทีที่เห็นก้อนอิฐน้อยใหญ่เรียงรายเล่นสีตัดกันไปมา จึงรู้ได้ทันทีว่า ‘เล่นสนุก’ ที่มายกล่าวถึงอยู่บ่อย ๆ นั้นหมายความว่าอะไร 

“เราทดลองดูว่าถ้าทำแบบนี้มันจะได้รูปร่าง สีสัน เท็กซ์เจอร์ ที่ต้องการไหม ตอนนี้ที่กำลังพัฒนาอยู่คือการใช้แกลบข้าวมาช่วยเพิ่มความขรุขระให้กับพื้นผิว อีกอย่างหนึ่งคือการเล่นสีสันซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากชั้นเปลือกโลกค่ะ”

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

มายกำลังหมายถึงก้อนอิฐทรงจัตุรัสขนาดน่ารัก แต่ละก้อนถูกละเลงสีไล่ระดับกันไปอย่างไม่ขัดตา มองปราดเดียวก็รู้ว่าถ้านำออกมาวางขายเมื่อไหร่ น่าจะต้อง Sold Out จนผลิตใหม่ไม่ทันแน่ ๆ 

อีกหนึ่งความตั้งใจที่กลายเป็นเสน่ห์ในทุกรายการสินค้าไปโดยปริยาย นนท์และมายเล่าว่าพวกเขาอยากให้ผลิตภัณฑ์ของโลกามองแล้วสบายตา สบายใจ เลียนแบบและใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด กระบวนการผลิตแบบทำมือจึงเข้ามามีบทบาทมากพอตัว

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“ด้วยความที่ต้องใช้มือทำมากพอสมควร ชิ้นงานที่ออกมาก็จะแตกต่างกันบ้าง ทั้งหน้าตา สีสัน รวมถึงเนื้อใน เพราะมันก็คือ Waste แต่ละชิ้นที่ปะปนกันอยู่

“ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเหมือนกันเป๊ะทุกชิ้นตามแม่พิมพ์ก็ได้ แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ของเขา ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเสน่ห์ที่หลาย ๆ คนมองหา”

เริ่มจากตัวเรา = ความยั่งยืน

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ใครที่อยากเห็นสินค้าทั้งหมดที่ว่ามาแบบจริง ๆ แวะเวียนไปได้ที่ The COMMONS ทองหล่อ 17 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ หรือจะเป็นที่ Jouer สุขุมวิท 32 ที่ทั้งสองใช้สตูดิโอร่วมกับ Plant House ก็ได้ ที่สำคัญ นนท์และมายฝากมาบอกชาวมนุษย์อินทรีย์ทั้งหลายว่า หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน ราว ๆ เดือนสิงหาคมนี้ พวกเขาจะมีสตูดิโอและโชว์รูมเล็ก ๆ อย่างเป็นทางการ ใครอยากแวะไปชมสินค้า พูดคุย ปรึกษา หรือดูตัวอย่างการใช้งานจริง ก็ปักหมุดไว้ได้เลยที่ H dining สุขุมวิท 38 

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ส่วนช่องทางการสั่งซื้อ แบรนด์นี้ก็กำลังจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ เราแอบไปเห็นหน้าเว็บไซต์ของจริงมาแล้ว บอกเลยว่ามีครบทุกรายละเอียด ทั้งเรื่องไซส์ สี กรรมวิธีการผลิต วิธีนำไปใช้ ไปจนถึงคุณสมบัติด้านความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ว่าของชิ้นนี้ช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งไปได้เท่าไหร่ โดยในอนาคต นนท์และมายอยากทำให้เว็บไซต์คำนวณได้คร่าว ๆ ว่า หากเราซื้อสินค้าของโลกาจำนวนเท่านี้ จะช่วยลดขยะไปได้กี่กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเมตร

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“คุณไม่ต้องสนก็ได้ว่าโลกาทำเรื่อง Waste แค่มองว่าสินค้าของเราเหมาะกับบ้านของคุณไหม แค่นั้นพอ คุณช่วยสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่ต้องตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเลยด้วยซ้ำ แล้วท้ายที่สุด คุณอาจช่วยลดปริมาณขยะไปเป็นพันกิโลโดยไม่รู้ตัว

“เวลามองปัญหาสิ่งแวดล้อม เราอาจรู้สึกว่ามันเกินเอื้อมที่เราจะต่อสู้ใช่ไหมคะ ดังนั้น มายคิดว่าการเริ่มจากตัวเรา เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวของเรา ทำให้มันสนุกและค่อย ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน มันจะดีและยั่งยืนที่สุด”

หลังจบบทสนทนา เรารู้ได้ทันทีว่าโลกายังมีโปรเจกต์แสนสนุกรออยู่อีกเพียบ ซึ่งช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า ความตั้งใจในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมของแบรนด์นี้ ทั้งแข็งแรงและทนทานไม่แพ้สินค้าของเขาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเราเองก็ดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ไทยหัวใจอินทรีย์อีกหนึ่งเจ้า หากมีแบรนด์ที่อยากลุกขึ้นมาสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้อีกเยอะ ๆ ก็คงจะดีไม่น้อยเลยว่าไหม

loqa (โลกา)

โทรศัพท์ : 08 9770 4565

อีเมล : [email protected]

Facebook : loqa

Instagram : loqa.co

Line Official Account : @loqa

ภาพ : loqa

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load