ตลอดระยะเวลาหลายปี มีคำถามมากมายที่ดูราวจะไม่มีคำตอบชัดเจนว่า ‘เกษตรกรไทยทำเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลงได้จริงหรือ’ 

เพราะเกษตรกรไทยเคยชินกับการใช้ตัวช่วยเหล่านี้มาหลายสิบปีแล้ว จนกลายเป็นความเคยชิน ‘การทำเกษตรอินทรีย์ได้ผลคุ้มค่ากว่าการใช้ปุ๋ยเคมีจริงหรือ’

คำถามเหล่านี้สร้างความขัดแย้งให้กับเกษตรกรไทยมานานแล้ว จนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ข่าวนี้สร้างความยินดีให้บรรดาผู้ห่วงใยในสุขภาพทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคจำนวนมาก ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรจำนวนมากผู้คัดค้านการห้ามใช้สารเคมีประกาศเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง

ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านี้ ผมเดินทางมาจังหวัดยโสธร ดินแดนแห่งข้าวหอมมะลิ เพื่อมาจับเข่านั่งคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ กับกลุ่มชาวบ้านแห่งชุมชนตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว 

ชาวบ้านตำบลนี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวนามาแต่กำเนิด และเคยใช้สารเคมีมาเต็มที่

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

เล่ากันว่าเมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีชาวบ้านจากเมืองอุบลราชธานีเดินทางมาตามลำน้ำ พบพื้นที่เหมาะสมจึงพากันตั้งรกราก และเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของต้นเปือยหรือต้นตะแบกที่มีจำนวนมาก

ตำบลสงเปือยเคยเป็นที่ตั้งเมืองโบราณในยุคอาณาจักรทวารวดี ชาวบ้านจึงยังเชื่อเรื่องผีปู่ตาที่ปกปักรักษาป่า ทำให้ป่าดิบแล้งผืนนี้ยังรักษาต้นยางนาสูงใหญ่อายุนับร้อยปีไว้ได้ พวกเขาร่วมกันดูแลป่าชุมชนมาช้านาน ทำให้ชาวบ้านได้พึ่งพิงแหล่งอาหารพื้นบ้าน

พวกเขาปลูกพืชมาหลายชนิด ปอ ฝ้าย มันสำปะหลัง และสุดท้ายคือข้าวหอมมะลิ

ในอดีตชาวนาสงเปือยล้วนปลูกข้าวด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดมานานแล้วด้วยความเคยชิน ไม่ว่ายาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืชทุกชนิด เพราะออกฤทธิ์เร็วและราคาไม่แพง

“สมัยก่อนก็ไม่ได้ใช้ยา เพราะปลูกพืชหลายชนิด พอตอนหลังชาวบ้านมาปลูกข้าวอย่างเดียวจากการส่งเสริมของทางการ และต่อมายังมาแนะนำ ส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยเคมี” ปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าอดีตให้ฟังว่า “สมัยก่อนชาวบ้านไม่มีทางรู้จักสารเคมี หากไม่ใช่คำแนะนำจากหน่วยงานราชการ ไม่รู้ว่าหวังดีหรือหวังร้าย” แกกล่าวติดตลก

เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หรือยาฆ่าหญ้า ได้รับความนิยมจากเกษตรกรไทยทั่วประเทศ เพราะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการปราบศัตรูพืช 

‘พาราควอต’ เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช (ยาฆ่าหญ้า) ซึ่งคนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า กรัมม็อกโซน

‘ไกลโฟเซต’ เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช คนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า ราวด์อัพ

ต่อมาพบว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพและปนเปื้อนในดินและน้ำ จนทำให้ 53 ประเทศทั่วโลกแบนสารชนิดนี้ รวมทั้งประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อร่วมสิบปีก่อน ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเริ่มไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้น สาเหตุมาจากปัญหาการสูดดมและสัมผัสสารเคมีเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมและมีผลต่อสุขภาพร่างกาย

ด้วยความกลัวตาย ชาวนาหลายคนจึงเริ่มสนใจเรียนรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์แบบไม่ใช้สารเคมี

พวกเขาลองผิดลองถูก ไปดูงานตามที่ต่างๆ สั่งสมประสบการณ์การทำนาอินทรีย์ทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากการทำปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมี การทำหัวเชื้อน้ำหมักอีเอ็ม การใช้แรงงานตัดหญ้า ไถกลบฟางหลังเก็บเกี่ยวเพื่อทำปุ๋ย และปล่อยน้ำเข้าท้องนาเพื่อให้ท่วมต้นหญ้าตาย ก่อนจะลงกล้าในฤดูดำนา

ชาวนาหลายคนที่เลิกเลี้ยงควายไปนาน เพราะใช้ควายเหล็กและเครื่องจักรในท้องนาก็เริ่มหันมาเลี้ยงวัวควาย 

พวกเขาไม่ได้ใช้ควายไถนา แต่เลี้ยงไว้เพื่อเอามูลสัตว์มาทำปุ๋ยคอก

อย่างน้อยบ้านหลังหนึ่งต้องมีวัวควายคู่หนึ่ง และพบว่ามูลสัตว์นำมาทดแทนปุ๋ยเคมีได้ โดยไม่ต้องมีรายจ่ายเพิ่มเลย

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

แต่ขณะเดียวกันชาวนาผู้เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ต่างยอมรับความจริงข้อแรกว่า ระยะแรกผลิตผลข้าวต่อไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวต้องมีปริมาณลดลงกว่าเดิม เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมี 

“นาอินทรีย์ได้ข้าวไร่ละสี่ร้อยกิโลกรัม แต่นาสารเคมีได้ข้าวไร่ละห้าร้อยกิโลกรัม” ชาวนาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

แต่ 2 – 3 ปีต่อมา เมื่อดินฟื้นตัวเต็มที่จากการไม่มีการเติมปุ๋ยและสารเคมี ทำให้ดินแข็ง ผลิตผลข้าวต่อไร่ดีขึ้นตามลำดับ และสิ่งที่ดีงามอีกประการหนึ่ง คือการปลูกข้าวอินทรีย์มีต้นทุนถูกกว่า เพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง

แม้รายได้จะไม่สูง แต่รายจ่ายลดลงมากกว่า

สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่รายได้ แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับคืนมา คือสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลหรือหวั่นใจกับการสูดดมหรือสัมผัสสารเคมีจะทำร้ายร่างกายอีกต่อไป

“ตอนแรกๆ มีคนทำเกษตรอินทรีย์นับหัวได้ เพราะชาวนาส่วนใหญ่ยังเชื่อในสารเคมี ไม่อยากปรับตัว เวลาผ่านไปร่วมสิบปี คนในชุมชนที่ใช้สารเคมีก็เริ่มสนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น” เกษตรอินทรีย์คนหนึ่งเล่าให้ผมฟัง

ข้อดีของชุมชนสงเปือย คือชาวบ้านที่นี่รวมกลุ่มกันค่อนข้างเข้มแข็งและพูดคุยถกเถียงกัน ตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และลูกบ้าน เป็นประจำ

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

“เราพูดคุยกันเรื่องเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว คนที่ปลูกก็มาเล่าว่าไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าหรือปุ๋ยเคมีแล้วดียังไง คนที่ไม่เคยปลูกก็ซักถามกันน่าดู จนกระทั่งเมื่อเกิดการแลกเปลี่ยน ความรู้ก็เกิด คนที่ไม่เคยทำก็ลองไปทำดู” ผู้นำชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ผมฟัง

หลังจากมีการถ่ายทอดวิธีทำและเห็นผลดีผลเสียของทั้งสองวิธีจนเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนแรกนึกว่าเกษตรอินทรีย์จะยากลำบาก แต่ลองทำดูแล้ว ก็ไม่ยุ่งยาก อาจต้องขยันตัดหญ้ามากขึ้น”

ชาวนาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

ทุกวันนี้ชาวนาสงเปือยหันมาทำนาเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของชาวนาทั้งตำบล จากที่มีคนเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ตอนแรกไม่ถึงร้อยละ 5 นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากในหมู่บ้าน

พวกเขาสังเกตว่า หลังจากเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สิ่งที่ตามมาคือผึ้ง แมลงชนิดสำคัญที่สุดในการผสมเกสรดอกไม้ ทำให้พืชนานาชนิดเกิดการแพร่ขยายพันธุ์ พืชที่เคยหายไปนานจากสารเคมีในท้องไร่ท้องนากลับมามากขึ้น รวมถึงต่อ แตนในธรรมชาติ และแมลงในพื้นดินหลายชนิดที่เป็นอาหารโปรตีนของพวกเขา รวมถึงสัตว์ป่าหลายชนิดในป่าชุมชน

ไม่นานนัก นกปากห่างหลายร้อยตัวปรากฏตัวขึ้น ลงมากินหอยเชอรี่ในนาข้าว โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหอย

เกษตรอินทรีย์จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ด ทำให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศกำลังกลับคืนสู่ท้องไร่ท้องนาอีกครั้ง

พอเกี่ยวข้าวเสร็จ พ่อค้าโรงสีมารับซื้อข้าวเปลือกจากท้องนาเกษตรอินทรีย์โดยให้ราคาสูงกว่าข้าวในนาที่ใช้สารเคมี เพิ่มขึ้นเกวียนละ 500 บาท จากความต้องการอาหารสุขภาพเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ผมถามชาวบ้านว่าปลูกข้าว ปลูกผัก ใช้แค่ยาจากพืชสมุนไพร ไม่กลัวแมลงกินหรือ

พวกเขาบอกว่า “ก็มีบ้าง แต่แบ่งๆ กันกินดีกว่า แมลงกินบ้าง คนกินบ้าง”

ชาวนาตำบลสงเปือยใช้เวลานับสิบปี กว่าที่ชาวนาครึ่งหนึ่งยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง หันมาใช้เกษตรอินทรีย์ในการผลิต ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จอันน่าสนใจ เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยทีเดียว

เป็นการพิสูจน์ว่า การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือเป็นเรื่องโรแมนติกในสายตาของหลายคน หากลงมือทำอย่างจริงจังและรอคอยด้วยความอดทน

หากทิศทางใหญ่ของประเทศในอนาคต การก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เกษตรอินทรีย์คือคำตอบ

ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอาจต้องให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในกระบวนการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ การพูดคุยเพื่อให้ชาวไร่ ชาวนาได้เข้าใจและปรับตัว ปรับเปลี่ยนวิธีผลิตพอสมควร ให้เกษตรกรได้เตรียมตัวและเข้าใจข้อดีข้อเสียระหว่างเกษตรเคมีกับเกษตรอินทรีย์

โอกาสและอนาคตของเกษตรกรมาเคาะประตูแล้ว อยู่ที่ทุกฝ่ายจะร่วมแรงร่วมใจทำอย่างจริงจังไหม

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ไก่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก คนทั่วโลกนิยมกินมากที่สุด ประมาณว่าไก่ในโลกนี้มีประมาณ 26,000 ล้านตัว เรียกได้ว่า ไก่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก 

ประเทศที่เลี้ยงไก่มากที่สุดคือ จีน 5,000 ล้านตัว ส่วนบ้านเราเลี้ยงไก่ปีละประมาณ 300 ล้านตัว เกือบทั้งหมดมีชีวิตสั้นประมาณ 1 เดือน ก่อนจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์

ไม่น่าแปลกใจที่เวลาเราเดินทางไปที่ไหนทั่วโลก จะเห็นไก่อยู่แทบทุกหนแห่ง แต่เชื่อหรือไม่ ไก่ที่กระจายไปอยู่ทั่วโลกหลายหมื่นล้านตัว มีจุดกำเนิดมาจากไก่ป่าแถวเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และเมื่อประมาณ 4,000 – 5,000 ปีก่อน มนุษย์ได้เริ่มเอาไก่ป่าไปเลี้ยงเป็นอาหาร เพาะพันธุ์จนได้ไก่หลายชนิดกระจายไปทั่วโลก 

หนึ่งในสายพันธุ์ไก่ที่เรารู้จักดีคือ ไก่แจ้

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

เมื่อปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่ในไร่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คือไก่บ้านวัยรุ่น 2 คู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนำมามอบให้

ไก่รุ่นนี้มีบรรพบุรุษเป็นไก่ป่า (Red junglefowl) ที่อาศัยอยู่ในป่าเต็งรังละแวกนั้น แอบมาผสมพันธุ์กับไก่แจ้ของชาวบ้าน จนออกลูกออกหลานมาหลายรุ่น หน้าตาคล้ายไก่แจ้แต่รูปร่างสูงใหญ่ ไม่เตี้ยเหมือนไก่แจ้ และที่สำคัญคือ ตกเย็นจะบินขึ้นเกาะนอนบนต้นไม้สูง ตามสัญชาตญาณไก่ป่าที่ยังติดตัวมา

เป็นครั้งแรกที่ได้เลี้ยงไก่ในชีวิต โชคดีไก่พวกนี้เกิดมาค่อนข้างแข็งแรงกว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เอาเนื้อ ไม่ต้องดูแลมาก ทุกเช้าเย็นแค่โปรยข้าวสารเป็นอาหารให้ไก่ ปล่อยให้เดินหากินเองตามท้องไร่ท้องนา ตกเย็นบินขึ้นเกาะกิ่งไม้นอน ไก่เหล่านี้บินสูง ไม่ได้นอนในสุ่มหรือคอกบนดิน ไม่ต้องสร้างกรงให้เหมือนไก่ทั่วไป ปลอดภัยจากหมาเจ้าถิ่นละแวกนั้น ที่ชอบออกมาหากินไก่ตอนกลางคืน พอเช้าก็บินลงมาคุ้ยหาอาหารกินตามพื้นดินตามธรรมชาติ 

ผู้เขียนไม่ได้เลี้ยงไก่เพื่อหวังกินเนื้อ แม้จะมีคนกล่าวว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่าจัดว่าเป็นไก่อร่อยที่สุด เลี้ยงเป็นเพื่อน ตอนแรกเวลาส่งเสียงเรียกให้กินข้าว ไก่ยังไม่ค่อยชิน วิ่งหนีตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่อยู่ไปนานๆ เริ่มมีความผูกพัน จนจับมาลูบหัวได้ บางทีชอบเดินตามไก่ สังเกตชีวิตของพวกเขา นับเป็นความปีติอย่างหนึ่ง

เพิ่งสังเกตว่าไก่แถวนี้ไม่ได้ขันตอนใกล้รุ่ง แต่พร้อมจะขันได้ทุกเมื่อในยามค่ำคืน ดึกดื่นเพียงใดเสียงดังก้องไปทั่วท้องนา

หลายเดือนต่อมา ไก่โตวันโตคืน ไม่ทันไรอ้ายเหลืองตัวผู้ก็ขึ้นไปขี่ผสมพันธุ์ตัวเมีย สักพักตัวเมียก็แยกวงออกมาหาสถานที่ทำรังกกไข่ และออกไข่วันละฟอง ไข่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่พันธุ์ไข่ที่คนทั่วไปกิน พอออกไข่ครบ 7 ฟอง ตัวเมียจะเริ่มมากกไข่ทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ออกไปไหน เป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์ ก่อนที่ไข่จะฟักเป็นลูกเจี๊ยบ

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ลูกเจี๊ยบออกจากเปลือกไข่ได้ไม่นาน ก็ค่อยๆ ทรงตัวยืนขึ้นเอง และเดินเตาะแตะตามแม่ไก่ออกไปหากิน เรียกว่าช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่แรกเกิดทันที พอตกเย็นลูกเจี๊ยบทั้ง 7 ตัวจะเข้าไปซุกนอนอยู่ใต้ปีกแม่ไก่เพื่อหาไออุ่นเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะปีกกล้าขาแข็งออกมาจากอ้อมอกแม่

พอฟ้าสาง แม่ไก่จะพาลูกเจี๊ยบเดินหากินตามพื้น ใช้ตีนคุ้ยดิน พอเห็นสิ่งมีชีวิต อาทิ ไส้เดือน ปลวก แมลง กิ้งกือ ตะขาบ แม่ไก่จะจิกก่อน หรือเอาตีนไก่เหยียบ รอให้ลูกเจี๊ยบเฮโลมาจิกกินตามแม่ โดยเฉพาะปลวก อาหารโปรด

ผู้เขียนสังเกตว่า บ้านไม่มีปลวก เพราะไก่จัดการกินปลวกตามพื้นดินได้รวดเร็วก่อนที่จะขึ้นบ้าน

เย็นวันหนึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงไก่ร้องดังมากไม่ขาดสาย พอโผล่ไปหน้าบ้าน เห็นอ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นน้อง ไล่ตีกันอย่างดุเดือด ทั้งคู่พองขน กระโดดตีกัน ใช้ทั้งกรงเล็บและปากจิกคู่ต่อสู่อย่างเอาเป็นเอาตาย บางครั้งอ้ายเป๋ตัวเล็กกว่าวิ่งไล่อ้ายเหลืองไปทั่วสนามหน้าบ้าน พออ้ายเหลืองหนีไปหลบในพุ่มไม้ อ้ายเป๋ก็ยืนคุมเชิง พออ้ายเหลืองโผล่ออกมา ก็จะไล่ตีกันอย่างดุเดือดไปรอบสนาม ทำท่าว่าทั้งคู่จะตีกันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพื่อเป็นจ่าฝูงแย่งตัวเมีย

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต
การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

การต่อสู้ผ่านไปร่วม 10 นาที สุดท้ายอ้ายเหลืองถูกอ้ายเป๋ไล่ตีฝ่ายเดียว ขนไก่กระจุยกระจาย สุดท้ายอ้ายเหลืองหมอบ ไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียงร้อง จากอาการบาดเจ็บหนัก เป็นสัญญาณว่ายอมแพ้แล้ว

รุ่งเช้าผู้เขียนเดินตามหาอ้ายเหลืองไปทั่ว นึกว่าหนีไปตายที่ไหน จนพบว่าหนีไปเลียแผลรักษาตัวอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ยอมกินอาหารหรือน้ำเป็นวัน รู้ตัวว่าโดนอ้ายเป๋ยึดตัวเมียไปแล้ว 2 ตัว

ตั้งแต่นั้น อ้ายเป๋เดินคุมตัวเมีย 2 ตัวหากินพร้อมลูกเจี๊ยบ ขณะที่อ้ายเหลืองปลีกวิเวกออกมาหากินตัวเดียว อ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป

เวลาผ่านไปไม่นาน ไก่ตัวเมียอีกตัวก็เริ่มแยกตัวออกไปหาที่ฟักไข่ กกไข่ได้ 6 ฟองและรอคอยชีวิตใหม่

ผู้เขียนเดินไปเยี่ยมเกือบทุกวัน เห็นแม่ไก่กกไข่นิ่งๆ แทบไม่ไหวติง แต่รอง แม่บ้านผู้รักไก่เล่าว่า แม่ไก่จะค่อยๆ กลิ้งไข่ให้พลิกเอาอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เพื่อกกไข่ให้ความอบอุ่นทั่วถึง เห็นความพยายามของแม่ไก่ที่อดทนเพื่อลูกน้อยอย่างจริงจังเป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนตื่นลงมาดูรัง และเห็นลูกเจี๊ยบ 2 ตัวเพิ่งฟักเป็นตัวหล่นลงมาจากรัง แต่บนรังว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เดินตามหาไปทั่ว จนพบลูกเจี๊ยบครบ 6 ตัวเดินเตาะแตะอยู่แถวนั้น แต่แม่ไก่ไม่อยู่ เดินตามหาตั้งนานก็ไม่พบ เพราะปกติแม่ไก่จะหวงลูกมาก อุตส่าห์กกไข่มานานกว่าจะฟักเป็นตัว

แม่ไก่หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย รองสงสัยว่า คงโดนงูเหลือมในท้องนาแถวนั้นคาบไปกินแล้ว เพราะหากเป็นหมา จะเห็นร่องรอยของขนจากการต่อสู้

“ปกติไก่จะหนีงูเหลือมทัน แต่แม่กำลังกกไข่เลยไม่กล้าทิ้งรัง ยอมเสียสละเอาชีวิตปกป้องลูก” รองแม่บ้านเล่าให้ฟัง

สงสารแม่ไก่ ไม่ทันเห็นหน้าลูกเจี๊ยบก็ตกเป็นเหยื่อแล้ว ฝ่ายลูกเจี๊ยบก็หนาวเย็นไม่มีแม่คอยกกให้ไออุ่นอีกต่อไป คงอยู่รอดยาก รองแม่บ้านจึงบอกว่า ทุกเย็นจะเอาลูกเจี๊ยบใส่กล่องกลับบ้าน ไปห่มผ้าห่มนอนข้างๆ เตียงด้วยกัน ลูกเจี๊ยบทั้ง 6 ตัวเลยมีแม่คนใหม่แล้ว

2 เดือนต่อมา ลูกไก่ทั้งหมดเติบโตขึ้นเป็นไก่วัยรุ่น ตอนนี้ที่บ้านมีไก่ร่วม 20 ตัวแล้ว เดินกันเต็มลานบ้าน แต่ไม่นานนัก ไก่ค่อยๆ หายไปทีละตัวสองตัว จากฝีมือของหมาแถวนั้น ที่แอบเข้ามาล่าตอนกลางคืน

ไก่เหล่านี้แม้จะบินหนีหมาขึ้นที่สูงเกาะต้นไม้นอน แต่หมาก็ฉลาดพอจะมาดักซุ่มก่อนฟ้าสาง รอให้ไก่บินลงมา และโดนไล่ล่าบนพื้นดิน จนบินหนีไม่ทัน

หลายครั้งที่เราเห็นขนไก่ ปีกไก่ กระจุยกระจายหรือรอยเลือดบนพื้น เป็นหลักฐานสำคัญ และเมื่อตามรอยไป ก็เห็นซากไก่ถูกทิ้งไว้ มีรอยกัดอวัยวะบางส่วนหายไป หมาแถวนี้คาบไก่ บางทีก็ไม่ได้กินจริงจัง แต่กัดเล่นจนตาย 

ไม่กี่อาทิตย์ไก่ลดหายไปเกินครึ่ง แม้แต่อ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นแรกที่มีประสบการณ์ยังเกือบหนีไม่รอด หางไก่ยาวโดนฉีกกัดเห็นร่องรอยชัดเจน

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ความคิดเดิมที่บอกว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่า ตกกลางคืนจะบินขึ้นนอนบนต้นไม้สูง คิดว่ามันจะปลอดภัย ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป เพราะนอกจากหมาแล้ว งูเหลือมก็มาหาอาหารโอชะแถวนี้ด้วย

แม่ไก่ฟักไข่ออกลูกมาอีกครอก ก็โดนหมาเข้ามากัดคาบแม่ไก่ ที่ไม่ยอมหนีเพื่อปกป้องลูกไก่ 

ชีวิตในธรรมชาติ ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ผู้แข็งแรงเสมอ 

บางครั้งมนุษย์อย่างเราก็ทนดูไม่ได้ ต้องกลายเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่อนแอ ในที่สุดเลยตัดสินใจสร้างบ้านไก่ หลังจากไปดูแบบบ้านไก่จากเพื่อนบ้านเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์

บ้านไก่มีรั้วแข็งแรง หมาขุดดินมุดไม่ได้ ตาข่ายรั้วเล็กเกินกว่าที่งูจะรอดเข้ามา และพื้นขนาดพอเหมาะให้ไก่อยู่อย่างปลอดภัยและไม่แออัด

หวังว่าไก่แจ้ผสมไก่ป่าเหล่านี้จะมีอายุยืนไปตามธรรมชาติเกือบ 10 ปี ขณะที่ไก่พันธุ์เนื้อทั่วไปมีอายุสั้นไม่ถึงเดือน

แต่หากพวกเขาปีกกล้าขาแข็ง ชอบบินข้ามรั้วไปหากินนอกรั้ว เคราะห์ร้ายอาจไปเผชิญผู้ล่าอีกครั้ง

 ก็แล้วแต่ยถากรรมนะ มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคงช่วยได้แค่นี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load