ตลอดระยะเวลาหลายปี มีคำถามมากมายที่ดูราวจะไม่มีคำตอบชัดเจนว่า ‘เกษตรกรไทยทำเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลงได้จริงหรือ’ 

เพราะเกษตรกรไทยเคยชินกับการใช้ตัวช่วยเหล่านี้มาหลายสิบปีแล้ว จนกลายเป็นความเคยชิน ‘การทำเกษตรอินทรีย์ได้ผลคุ้มค่ากว่าการใช้ปุ๋ยเคมีจริงหรือ’

คำถามเหล่านี้สร้างความขัดแย้งให้กับเกษตรกรไทยมานานแล้ว จนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ข่าวนี้สร้างความยินดีให้บรรดาผู้ห่วงใยในสุขภาพทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคจำนวนมาก ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรจำนวนมากผู้คัดค้านการห้ามใช้สารเคมีประกาศเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง

ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านี้ ผมเดินทางมาจังหวัดยโสธร ดินแดนแห่งข้าวหอมมะลิ เพื่อมาจับเข่านั่งคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ กับกลุ่มชาวบ้านแห่งชุมชนตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว 

ชาวบ้านตำบลนี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวนามาแต่กำเนิด และเคยใช้สารเคมีมาเต็มที่

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

เล่ากันว่าเมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีชาวบ้านจากเมืองอุบลราชธานีเดินทางมาตามลำน้ำ พบพื้นที่เหมาะสมจึงพากันตั้งรกราก และเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของต้นเปือยหรือต้นตะแบกที่มีจำนวนมาก

ตำบลสงเปือยเคยเป็นที่ตั้งเมืองโบราณในยุคอาณาจักรทวารวดี ชาวบ้านจึงยังเชื่อเรื่องผีปู่ตาที่ปกปักรักษาป่า ทำให้ป่าดิบแล้งผืนนี้ยังรักษาต้นยางนาสูงใหญ่อายุนับร้อยปีไว้ได้ พวกเขาร่วมกันดูแลป่าชุมชนมาช้านาน ทำให้ชาวบ้านได้พึ่งพิงแหล่งอาหารพื้นบ้าน

พวกเขาปลูกพืชมาหลายชนิด ปอ ฝ้าย มันสำปะหลัง และสุดท้ายคือข้าวหอมมะลิ

ในอดีตชาวนาสงเปือยล้วนปลูกข้าวด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดมานานแล้วด้วยความเคยชิน ไม่ว่ายาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืชทุกชนิด เพราะออกฤทธิ์เร็วและราคาไม่แพง

“สมัยก่อนก็ไม่ได้ใช้ยา เพราะปลูกพืชหลายชนิด พอตอนหลังชาวบ้านมาปลูกข้าวอย่างเดียวจากการส่งเสริมของทางการ และต่อมายังมาแนะนำ ส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยเคมี” ปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าอดีตให้ฟังว่า “สมัยก่อนชาวบ้านไม่มีทางรู้จักสารเคมี หากไม่ใช่คำแนะนำจากหน่วยงานราชการ ไม่รู้ว่าหวังดีหรือหวังร้าย” แกกล่าวติดตลก

เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หรือยาฆ่าหญ้า ได้รับความนิยมจากเกษตรกรไทยทั่วประเทศ เพราะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการปราบศัตรูพืช 

‘พาราควอต’ เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช (ยาฆ่าหญ้า) ซึ่งคนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า กรัมม็อกโซน

‘ไกลโฟเซต’ เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช คนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า ราวด์อัพ

ต่อมาพบว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพและปนเปื้อนในดินและน้ำ จนทำให้ 53 ประเทศทั่วโลกแบนสารชนิดนี้ รวมทั้งประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อร่วมสิบปีก่อน ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเริ่มไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้น สาเหตุมาจากปัญหาการสูดดมและสัมผัสสารเคมีเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมและมีผลต่อสุขภาพร่างกาย

ด้วยความกลัวตาย ชาวนาหลายคนจึงเริ่มสนใจเรียนรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์แบบไม่ใช้สารเคมี

พวกเขาลองผิดลองถูก ไปดูงานตามที่ต่างๆ สั่งสมประสบการณ์การทำนาอินทรีย์ทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากการทำปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมี การทำหัวเชื้อน้ำหมักอีเอ็ม การใช้แรงงานตัดหญ้า ไถกลบฟางหลังเก็บเกี่ยวเพื่อทำปุ๋ย และปล่อยน้ำเข้าท้องนาเพื่อให้ท่วมต้นหญ้าตาย ก่อนจะลงกล้าในฤดูดำนา

ชาวนาหลายคนที่เลิกเลี้ยงควายไปนาน เพราะใช้ควายเหล็กและเครื่องจักรในท้องนาก็เริ่มหันมาเลี้ยงวัวควาย 

พวกเขาไม่ได้ใช้ควายไถนา แต่เลี้ยงไว้เพื่อเอามูลสัตว์มาทำปุ๋ยคอก

อย่างน้อยบ้านหลังหนึ่งต้องมีวัวควายคู่หนึ่ง และพบว่ามูลสัตว์นำมาทดแทนปุ๋ยเคมีได้ โดยไม่ต้องมีรายจ่ายเพิ่มเลย

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

แต่ขณะเดียวกันชาวนาผู้เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ต่างยอมรับความจริงข้อแรกว่า ระยะแรกผลิตผลข้าวต่อไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวต้องมีปริมาณลดลงกว่าเดิม เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมี 

“นาอินทรีย์ได้ข้าวไร่ละสี่ร้อยกิโลกรัม แต่นาสารเคมีได้ข้าวไร่ละห้าร้อยกิโลกรัม” ชาวนาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

แต่ 2 – 3 ปีต่อมา เมื่อดินฟื้นตัวเต็มที่จากการไม่มีการเติมปุ๋ยและสารเคมี ทำให้ดินแข็ง ผลิตผลข้าวต่อไร่ดีขึ้นตามลำดับ และสิ่งที่ดีงามอีกประการหนึ่ง คือการปลูกข้าวอินทรีย์มีต้นทุนถูกกว่า เพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง

แม้รายได้จะไม่สูง แต่รายจ่ายลดลงมากกว่า

สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่รายได้ แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับคืนมา คือสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลหรือหวั่นใจกับการสูดดมหรือสัมผัสสารเคมีจะทำร้ายร่างกายอีกต่อไป

“ตอนแรกๆ มีคนทำเกษตรอินทรีย์นับหัวได้ เพราะชาวนาส่วนใหญ่ยังเชื่อในสารเคมี ไม่อยากปรับตัว เวลาผ่านไปร่วมสิบปี คนในชุมชนที่ใช้สารเคมีก็เริ่มสนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น” เกษตรอินทรีย์คนหนึ่งเล่าให้ผมฟัง

ข้อดีของชุมชนสงเปือย คือชาวบ้านที่นี่รวมกลุ่มกันค่อนข้างเข้มแข็งและพูดคุยถกเถียงกัน ตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และลูกบ้าน เป็นประจำ

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

“เราพูดคุยกันเรื่องเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว คนที่ปลูกก็มาเล่าว่าไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าหรือปุ๋ยเคมีแล้วดียังไง คนที่ไม่เคยปลูกก็ซักถามกันน่าดู จนกระทั่งเมื่อเกิดการแลกเปลี่ยน ความรู้ก็เกิด คนที่ไม่เคยทำก็ลองไปทำดู” ผู้นำชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ผมฟัง

หลังจากมีการถ่ายทอดวิธีทำและเห็นผลดีผลเสียของทั้งสองวิธีจนเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนแรกนึกว่าเกษตรอินทรีย์จะยากลำบาก แต่ลองทำดูแล้ว ก็ไม่ยุ่งยาก อาจต้องขยันตัดหญ้ามากขึ้น”

ชาวนาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

ทุกวันนี้ชาวนาสงเปือยหันมาทำนาเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของชาวนาทั้งตำบล จากที่มีคนเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ตอนแรกไม่ถึงร้อยละ 5 นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากในหมู่บ้าน

พวกเขาสังเกตว่า หลังจากเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สิ่งที่ตามมาคือผึ้ง แมลงชนิดสำคัญที่สุดในการผสมเกสรดอกไม้ ทำให้พืชนานาชนิดเกิดการแพร่ขยายพันธุ์ พืชที่เคยหายไปนานจากสารเคมีในท้องไร่ท้องนากลับมามากขึ้น รวมถึงต่อ แตนในธรรมชาติ และแมลงในพื้นดินหลายชนิดที่เป็นอาหารโปรตีนของพวกเขา รวมถึงสัตว์ป่าหลายชนิดในป่าชุมชน

ไม่นานนัก นกปากห่างหลายร้อยตัวปรากฏตัวขึ้น ลงมากินหอยเชอรี่ในนาข้าว โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหอย

เกษตรอินทรีย์จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ด ทำให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศกำลังกลับคืนสู่ท้องไร่ท้องนาอีกครั้ง

พอเกี่ยวข้าวเสร็จ พ่อค้าโรงสีมารับซื้อข้าวเปลือกจากท้องนาเกษตรอินทรีย์โดยให้ราคาสูงกว่าข้าวในนาที่ใช้สารเคมี เพิ่มขึ้นเกวียนละ 500 บาท จากความต้องการอาหารสุขภาพเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ผมถามชาวบ้านว่าปลูกข้าว ปลูกผัก ใช้แค่ยาจากพืชสมุนไพร ไม่กลัวแมลงกินหรือ

พวกเขาบอกว่า “ก็มีบ้าง แต่แบ่งๆ กันกินดีกว่า แมลงกินบ้าง คนกินบ้าง”

ชาวนาตำบลสงเปือยใช้เวลานับสิบปี กว่าที่ชาวนาครึ่งหนึ่งยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง หันมาใช้เกษตรอินทรีย์ในการผลิต ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จอันน่าสนใจ เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยทีเดียว

เป็นการพิสูจน์ว่า การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือเป็นเรื่องโรแมนติกในสายตาของหลายคน หากลงมือทำอย่างจริงจังและรอคอยด้วยความอดทน

หากทิศทางใหญ่ของประเทศในอนาคต การก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เกษตรอินทรีย์คือคำตอบ

ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอาจต้องให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในกระบวนการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ การพูดคุยเพื่อให้ชาวไร่ ชาวนาได้เข้าใจและปรับตัว ปรับเปลี่ยนวิธีผลิตพอสมควร ให้เกษตรกรได้เตรียมตัวและเข้าใจข้อดีข้อเสียระหว่างเกษตรเคมีกับเกษตรอินทรีย์

โอกาสและอนาคตของเกษตรกรมาเคาะประตูแล้ว อยู่ที่ทุกฝ่ายจะร่วมแรงร่วมใจทำอย่างจริงจังไหม

ชาวนายโสธร เมืองข้าวหอมมะลิ กับการทำ เกษตรอินทรีย์ จนคืนพืชและแมลงที่หายไปสู่ท้องนา

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“บัดนี้ ทั่วโลกต่างตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นหายนะภัยที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะสมดุล มนุษยชาติอาจถึงกาลอวสาน นั่นคือสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น โดยหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเรา ผมจึงขอประกาศให้พวกเราทุกคนรับทราบว่า บริษัทจะทำโครงการ Zero Emission ยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการ Net Zero ปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไปจนถึงวันบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2050”

ชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่ จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์สิ่งทอ PASAYA กล่าวในงานเปิดตัวภารกิจขององค์กรครั้งสำคัญที่สุดต่อสาธารณชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายแห่งได้เริ่มสนใจปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีไม่กี่บริษัทที่กล้าประกาศและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนเหมือนกับองค์กรแห่งนี้

PASAYA เป็นแบรนด์ผ้าม่าน พรม เครื่องนอน และผ้าคลุมเตียงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยการออกแบบ การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนาน

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

“ภารกิจที่เราทำ ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นดีเอ็นเอขององค์กรที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” รติยา จันทรเทียร หรือ พี่โต้ง กรรมการผู้จัดการ พาผู้เขียนเดินเข้าไปในบริเวณของโรงงานบนเนื้อที่ร่วมร้อยไร่ในจังหวัดราชบุรี แปลกใจตรงที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด กำแพงกั้นอาณาเขตเหมือนโรงงานทั่วไป

“เราอยากทำให้ที่นี่เป็นโรงงานของชุมชน พนักงาน 400 คนกว่าคนส่วนใหญ่คือคนแถวนี้ทั้งนั้น” พี่โต้งเอ่ยปากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะแหล่งผลิตสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่เห็นคือ โรงงานเก่าแก่ เครื่องจักรคร่ำครึ ผู้คนแออัด อากาศอุดอู้ กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ขยะสกปรกรอบโรงงาน

“เราเคยมีโรงงานอยู่แถวพระประแดง แต่ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานมาอยู่ที่นี่ในปี 1995 สิ่งที่เราทำก่อนคือปลูกต้นไม้และสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อวางรากฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีก่อนไม่ให้กระทบคนในชุมชนรอบ ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษและกำจัดไม่ได้ มีการบำบัดน้ำเสียครบวงจรเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารเคมีในชั้นใต้ดิน รีไซเคิลน้ำได้ทั้งหมด และนำน้ำกลับใช้ได้ในขบวนการผลิตถึง 30 เปอร์เซ็นต์”

คุณรติยา จันทรเทียร เป็นลูกสาวของ อาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ซึมซับสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อาคารแต่ละหลังล้อมรอบไปด้วยน้ำ จนดูเหมือนอาคารกลางพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ Wetland น้ำเหล่านี้เป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดมาก่อน และหมุนเวียนไปตามท่อระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ก่อนจะนำกลับมาใช้ใหม่ สถาปัตยกรรมอาคารโดดเด่นในความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จนดูไม่ออกว่าภายในคือโรงงานอุตสาหกรรม แต่สะอาด เย็นสบายจากน้ำที่ล้อมรอบและระบบระบายอากาศที่ไหลเวียนตลอด

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

อาคารย้อมผ้า ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ จึงได้รับการออกแบบให้ทั้งอาคารเปิดโล่ง ไม่มีกำแพงหรือผนังจริง ช่วยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า อากาศถ่ายเทเย็นสบาย ขณะที่อาคารทอผ้า มีระบบดักจับฝุ่นในอากาศ เพื่อป้องกันการสูดดมเศษเส้นด้าย เพื่อสุขภาพปอดของพนักงาน

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเราปราศจากสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในในกระบวนการผลิตสิ่งทอ ซึ่งเราใส่ใจเป็นพิเศษ จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียวมาสิบกว่าปีแล้ว”

โรงเย็บผ้าหรืออาคาร ZigZag เป็นอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่พื้นที่ตรงกลางปลูกเป็นต้นไม้ราวป่าเขียวขจี ตัดกับกองผ้าที่รายล้อมอยู่โดยรอบอย่างน่าสนใจ

“ช่างตัดเย็บผ้าเป็นพนักงานที่ต้องใช้สายตา ใช้สมาธิเยอะ เพราะเป็นงานละเอียด การที่พวกเขาได้เงยหน้า พักสายตาขึ้นมาเห็นต้นไม้สีเขียว จะช่วยลดความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี”

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

เหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้อาคารแห่งนี้มีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เราสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายปลาหมึกหรือแมงมุม หรือ Octospider ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางบึงบัว จนน่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำหรับโรงงานแห่งนี้ที่มีความสำคัญยิ่ง แต่พอสอบถามแล้วเป็นโรงอาหาร

“เราตั้งใจจะสร้างห้องอาหารกลางน้ำเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน จึงให้เพื่อนสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบให้พนักงานได้รับประทานอาหารอย่างสบายตา มีความสุขกลางน้ำที่ผ่านการบำบัด เห็นบึงบัว ปลาและนกหลายชนิดที่มาหากินในบึงน้ำ” พี่โต้งเล่าสาเหตุเล็ก ๆ มาจากสวัสดิการของพนักงาน และการใช้พื้นที่กลางน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เราตั้งเป้าหมายว่า จะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นโรงงานในป่าสีเขียว เราปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เริ่มตั้งโรงงาน ทุกวันนี้ก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน แต่จะจริงจังมากขึ้นร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมาย ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น อาทิไม้ยางนา ตะเคียนทอง มะค่าโมง สัก จามจุรี ให้ครบร้อยไร่ ภายใน 3 ปี เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 300 ตันต่อปี” พี่ชเล ประธานบริษัทเข้ามาร่วมวงสนทนา

PASAYA โรงงานกลางป่าร้อยไร่ และอาคารกลางน้ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 3,000 ตัน

บนอาคารกลางริมน้ำแห่งนี้ เขาได้เล่าถึงภารกิจในอนาคตอันท้าทายว่า

“จากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์เมื่อปีที่แล้ว โรงงานของเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ 13,000 ตัน ปล่อยเองจากการผลิตประมาณ 6,500 ตัน จากการใช้ไฟฟ้า 3,500 ตัน ที่เหลือ 3,000 ตัน มาจากการผลิตวัตถุดิบที่เราซื้อมา ดังนั้น เราได้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์ขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งเสร็จเมื่อต้นปีนี้ และเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นก๊าซแอลพีจีที่ให้ความร้อนสูงกว่าสำหรับงานฟอกย้อม สองส่วนนี้เราจะลดการปล่อยก๊าซไปได้ประมาณ 3,000 ตันในสิ้นปีนี้

“เช่นเดียวกันในอนาคต ก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตวัตถุดิบภายนอกที่เราสั่งเข้ามา ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย หรือไม่เราจะเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พี่โต้งเสริมต่อว่า

“เราจะทำระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทิ้งหลังฟอกย้อมผ้า เพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ก๊าซลงอีกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างระบบประหยัดพลังงานให้แก่สายการผลิต เช่น อาคารสามารถจำกัดบริเวณการทำความเย็น เฉพาะบริเวณที่ต้องมีคนดูแล หรือสร้างผนังกันความร้อน เพื่อลดพลังงานในการทำความเย็น และปรับปรุงระบบรีไซเคิลต่าง ๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น”

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

ภายในปี 2050 หรืออีก 28 ปีข้างหน้า พวกเขามั่นใจว่า โรงงานจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือเป็นศูนย์ Net Zero ตามที่ได้ประกาศไว้

“ผมเป็นคนคิดนอกกรอบเสมอ ตอนตั้งชื่อ PASAYA ก็สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วไป เพราะผมคิดมาจากคำว่า แพศยา ซึ่งเป็นคำที่แรงมาก แต่เชื่อไหม คนที่จะถูกเรียกว่าเป็นหญิงแพศยาได้มีไม่กี่คนหรอก เพราะต้องเป็นคนที่โดดเด่นมาก คือทั้งสวย มีเสน่ห์ ฉลาด และวางแผนเป็น พอตั้งชื่อนี้ได้ไม่นาน คนก็จดจำแบรนด์นี้ได้อย่างรวดเร็ว… เช่นเดียวกันการประกาศเรื่องนี้ก็เป็นการคิดนอกกรอบล่าสุดของเรา”

ก่อนกลับ เราแวะไปดูนิทรรศการ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หรือ The Six Extinction ภายในโรงงาน เพื่อให้การศึกษาแก่พนักงานว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา เคยสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ไป 5 ครั้งแล้วจากภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดาวหางชนโลก แต่ครั้งที่ 6 จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน หากเราไม่ทำอะไร ด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์เป็นคนก่อขึ้น

เยี่ยมโรงงาน PASAYA ดูโรงงานกลางป่า อาคารกลางน้ำ ระบบรีไซเคิลน้ำ และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

“คนรุ่นผมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อปัญหานี้ หากเราไม่ทำอย่างจริงจัง คนรุ่นต่อไปก็หมดหวังกับโลกใบนี้แน่ มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นสูญพันธุ์แน่ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ เมื่อเราตั้งความฝันไว้ เราจะต้องมุ่งมั่นไปให้สำเร็จ”

พี่ชเล หัวเรือใหญ่แห่ง PASAYA กับภารกิจครั้งสำคัญในชีวิตกล่าวทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load